
นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ( สกศ.) ได้ศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติ โดยใช้ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development : IMD) ซึ่ง IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ จำนวน 64 ประเทศ โดยในปี 2564 ผลการจัดอันดับด้านการศึกษา ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 56 มีอันดับลดลง 1 อันดับจากปี 2563 และ เป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมการจัดอันดับ โดยเป็นรองประเทศสิงคโปร์ ที่ได้อันดับ 7 และประเทศมาเลเซีย ที่ได้อันดับ 39
เมื่อวิเคราะห์ตัวชี้วัดด้านการศึกษาของIMD จำนวน 19 ตัวชี้วัด โดยเปรียบเทียบกับปี 2563 พบว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งหรือมีการพัฒนามากที่สุด 2 ตัวชี้วัดคือ ดัชนีมหาวิทยาลัยมีอันดับดีขึ้น 1 อันดับ จากอันดับที่ 49 เป็นอันดับที่ 48 และ อัตราส่วนนักเรียนต่อครู ที่สอนระดับประถมศึกษา มีอันดับดีขึ้นถึง 6 อันดับ จากอันดับที่ 36 เป็นอันดับที่ 30 ส่วนตัวชี้วัดที่เป็นจุดอ่อนในด้านการศึกษา มี 3 ตัวชี้วัด คือ อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา มีอันดับลดลง 4 อันดับ จากอันดับ 57 เป็นอันดับ 61 อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษา ลดลง 3 อันดับ จากอันดับ 57 เป็นอันดับ 60 และ งบประมาณด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ลดลง 1 อันดับ จากอันดับ 58 เป็นอันดับ 59
“เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดของ IMD โดยจำแนกตามวัตถุประสงค์หลักของการปฏิรูปการศึกษา 3 ด้าน เพื่อวางแผนพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับสากล และยกระดับสมรรถนะทางการศึกษาด้วยการพัฒนาอันดับ พบว่า
1. กลุ่มตัวชี้วัดด้านคุณภาพการศึกษา มีอันดับต่ำกว่าครึ่งของประเทศที่เข้าร่วมการจัดอันดับ ทั้งจากการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA, ผลสัมฤทธิ์ของการอุดมศึกษา, ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ และอัตราการไม่รู้หนังสือของประชากร เป็นต้น
2. กลุ่มตัวชี้วัดที่สะท้อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พบว่า ไทยมีอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาลดลง อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษายังไม่เหมาะสม และ งบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP มีอันดับรั้งท้ายของประเทศที่เข้าร่วมการจัดอันดับ และ
3.กลุ่มตัวชี้วัดด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ IMD มาสุ่มสำรวจถามความคิดเห็นผู้ประกอบการ พบว่า ภาคเอกชนหรือสถานประกอบการ มีความพึงพอใจจากการใช้บัณฑิต ซึ่งมีแนวโน้มของอันดับที่ดีขึ้น แต่ยังมีอันดับต่ำกว่าครึ่งของประเทศที่เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งหมด ” นายอรรถพล กล่าว
เลขาธิการ สกศ. กล่าวต่อว่า ผลการจัดอันดับได้สะท้อนว่า ระบบการศึกษาของไทยควรได้รับการพัฒนา ซึ่งในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตนได้รายงานเรื่องดังกล่าวพร้อมทั้งเสนอให้องค์กรหลักต่าง ๆ ปรับปรุงแผนการเสนอของบประมาณ ปี2566 ที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่งน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการศธ. ก็รับที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อผลักดันการปรับอัตราเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับ GDP
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สกศ.ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้จัดทำร่างแผนการยกระดับสมรรถนะทางการศึกษาของประเทศไทยด้วยการพัฒนาผลการจัดอันดับ IMD ขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น เพื่อยกระดับผลการจัดอันดับ IMD ในปี 2565 โดย
1.ได้เริ่มสร้างความรู้ความเข้าใจให้ภาคเอกชนรับทราบถึงความสำคัญของการสำรวจข้อมูลความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของ IMD
2.ตลอดจนเร่งพัฒนาการศึกษาที่สามารถพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
3.จัดทำฐานข้อมูลรายบุคคล เพื่อดูแลการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน โดยจัดให้มีการคัดกรองหรือวัดแววเด็กเพื่อจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความถนัดและพหุปัญญาที่หลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน ไม่ใช่ตัดเสื้อโหลให้เด็ก และเพื่อให้สามารถติดตามนักเรียนได้ในทุกพื้นที่ เนื่องจากข้อมูลพบว่าเด็กที่เรียนต่อระดับมัธยมศึกษามีจำนวนน้อยกว่าเด็กที่จบระดับประถมศึกษาค่อนข้างมาก ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ศธ. เร่งเก็บตกนักเรียนที่ตกหล่นกลับสู่ระบบการศึกษา
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 30 มกราคม 2565
ข่าวเกี่ยวข้องกัน
"สกศ." ของบฯ 20 ล้าน เดินหน้าศูนย์ข้อมูลเด็กปฐมวัยครบวงจร
เมื่อวันที่ 28 ม.ค.65 ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งมี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานที่ประชุม เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 6 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลเด็กปฐมวัย คณะอนุกรรมการวิจัยพัฒนาและจัดการความรู้ด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย คณะอนุกรรมการกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิ คณะอนุกรรมการด้านสื่อสารเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย และคณะอนุกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษและด้อยโอกาส ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมากในแต่ละด้าน โดยเฉพาะเรื่องการขับเคลื่อนส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่ต้นแบบนำร่องการใช้องค์ความรู้เรื่องทักษะสมอง Executive Functions (EF) เป็นฐาน
“พื้นที่ต้นแบบการบูรณาการฐาน EF เป็นการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการ (RLG Area Transforming Method) โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายสาธารณสุข การศึกษา ผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารหน่วยงานรัฐ พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชน ในการเรียนรู้ร่วมกันและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กปฐมวัย จุดประกาย ระดมความคิด สร้างความตระหนักรู้ ให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะแก้ปัญหาและพัฒนา ซึ่งจากการประเมินผลด้วยเครื่องมือของมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า เด็กปฐมวัยในพื้นที่นำร่องในอำเภอพญาเม็งรายที่ได้รับการดูแลแบบบูรณาการจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น มีค่า EF เฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศถึงร้อยละ 20 ขณะเดียวกันยังส่งผลให้เด็กเกิดความตระหนักรู้ ทำให้ห่างไกลจากยาเสพติด ที่ประชุมจึงให้มีการขยายผลพื้นที่ต้นแบบบูรณาการฐาน EF ไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศ” เลขาธิการสภาการศึกษากล่าว
ดร.อรรถพล กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จัดตั้งศูนย์ข้อมูลเด็กปฐมวัย เพื่อรวบรวมข้อมูลของเด็กปฐมวัยทุกสังกัดทั้งในและนอกกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่ง สกศ.ได้ดำเนินการมาบ้างแล้ว โดยปีงบประมาณ 2565 ได้รับงบฯ 1.2 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2566 เสนอขอตั้งงบฯประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อขยายผลโครงการจัดทำระบบบัญชีเด็กปฐมวัย แพลตฟอร์มสำหรับการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก และแอปพลิเคชันสำหรับสืบค้นข้อมูลรายบุคคลของเด็ก รวมถึงขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนมาร่วมดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับชั้นความลับของเด็กด้วยว่า ในการเผยแพร่ข้อมูลของเด็กนั้นจะสามารถเปิดเผยได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะมีแง่มุมของกฎหมายและเรื่องของสิทธิด้วย ที่ประชุมจึงมอบให้คณะอนุกรรมการกฎหมายไปดูเรื่องนี้ด้วย
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 28 มกราคม 2565
สรุปสาระสำคัญ
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติ โดยใช้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของ IMD ซึ่งจัดอันดับ 64 ประเทศ พบว่าในปี 2564 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 56 ลดลงจากปีก่อน และอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เมื่อวิเคราะห์ตัวชี้วัด 19 ตัว พบว่าจุดแข็งของไทยคืออันดับมหาวิทยาลัยและอัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับประถมศึกษาที่ดีขึ้น ขณะที่จุดอ่อนสำคัญคืออัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษา และสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP ที่อยู่ในระดับต่ำ
การวิเคราะห์ตามเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษา 3 ด้าน ชี้ให้เห็นว่าไทยยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำ และขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ภาคเอกชนจะมีความพึงพอใจต่อบัณฑิตเพิ่มขึ้นก็ตาม สกศ.จึงเสนอให้ปรับแผนงบประมาณด้านการศึกษา และจัดทำแผนยกระดับสมรรถนะทางการศึกษา 2 ระยะ โดยระยะสั้นมุ่งสร้างความเข้าใจ IMD พัฒนากำลังคนให้ตรงตลาดแรงงาน และจัดทำฐานข้อมูลรายบุคคลเพื่อติดตามและช่วยเหลือนักเรียน โดยเฉพาะการดึงเด็กที่หลุดจากระบบกลับเข้าสู่การศึกษาอย่างทั่วถึงและตรงศักยภาพผู้เรียน
ข้อสอบ
วัตถุประสงค์หลักของการใช้ดัชนี IMD ในบทความนี้คือข้อใด
ก. เพื่อจัดอันดับสถานศึกษาภายในประเทศ
ข. เพื่อสะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของระบบการศึกษาไทย
ค. เพื่อประเมินคุณภาพครูรายบุคคล
ง. เพื่อกำหนดหลักสูตรแกนกลางใหม่
ข้อใดสะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ทางการศึกษาที่รุนแรงที่สุดตามผล IMD
ก. อันดับมหาวิทยาลัยลดลง
ข. คะแนน PISA ต่ำ
ค. อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาลดลง
ง. ความพึงพอใจของผู้ประกอบการต่ำ
การเสนอให้ปรับงบประมาณการศึกษาสัมพันธ์กับ GDP มีเป้าหมายเชิงนโยบายใด
ก. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย
ข. แสดงความสำคัญของการศึกษาต่อการพัฒนาประเทศ
ค. ลดภาระของสถานศึกษา
ง. เพิ่มการแข่งขันระหว่างหน่วยงาน
แนวคิด “ไม่ตัดเสื้อโหลให้เด็ก” ในบทความ สอดคล้องกับหลักการใดมากที่สุด
ก. การเรียนรู้แบบเน้นเนื้อหา
ข. การจัดการเรียนรู้แบบรายบุคคล
ค. การเรียนรู้แบบแข่งขัน
ง. การเรียนรู้แบบรวมศูนย์
หากผู้บริหารสถานศึกษานำบทเรียนจากบทความไปใช้ ควรให้ความสำคัญกับข้อใดเป็นลำดับแรก
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียนในระดับมัธยม
ข. เร่งพัฒนาฐานข้อมูลนักเรียนรายบุคคล
ค. ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ทั้งหมด
ง. เพิ่มการสอบวัดผลระดับชาติ
การที่ไทยมีอันดับ IMD ด้านการศึกษาลดลง แต่บางตัวชี้วัดดีขึ้น สะท้อนลักษณะใดของระบบการศึกษา
ก. ความล้มเหลวเชิงนโยบายทั้งหมด
ข. การพัฒนาแบบไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง
ค. ปัญหาการบริหารระดับสถานศึกษา
ง. ความคลาดเคลื่อนของเครื่องมือวัด
ตัวชี้วัดใดของ IMD ที่มีผลต่อ “ความเสมอภาคทางการศึกษา” โดยตรงมากที่สุด
ก. อันดับมหาวิทยาลัย
ข. ความพึงพอใจของผู้ประกอบการ
ค. อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา
ง. ความสามารถใช้ภาษาอังกฤษ
การที่งบการศึกษาต่อ GDP อยู่ในอันดับรั้งท้าย ส่งผลเชิงระบบมากที่สุดต่อเรื่องใด
ก. คุณภาพครู
ข. ความต่อเนื่องของนโยบาย
ค. การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม
ง. ความทันสมัยของหลักสูตร
หากใช้ผล IMD เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์จังหวัด ควรเริ่มจากมาตรการใด
ก. เพิ่มการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. เพิ่มการสอบมาตรฐาน
ค. สร้างระบบติดตามนักเรียนรายบุคคล
ง. ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ทั้งหมด
ข้อ 10
ข้อใดเป็น “สัญญาณเตือนเชิงโครงสร้าง” มากกว่าปัญหาเชิงคุณภาพ
ก. คะแนน PISA ต่ำ
ข. อัตราเด็กไม่รู้หนังสือ
ค. เด็กจบประถมแต่ไม่เรียนต่อมัธยม
ง. บัณฑิตขาดทักษะภาษาอังกฤษ
คลิกเฉลย >>>