สมาชิกเข้าสู่ระบบ

สพฐ.สั่งผอ.รร.ให้ออกจากราชการฐานเอี่ยวคดียาเสพติด

4 มีนาคม 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองโฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคอีสาน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2567 นั้น ประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบและมอบหมายให้ตนและศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. นำโดยนายตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์ความปลอดภัยฯ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 

พบว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ข้าราชการรายดังกล่าวอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อหาที่ถูกจับกุมเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการอย่างเด็ดขาดในทันที โดยขณะนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ได้พิจารณามีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งให้ข้าราชการรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากพบว่าผิดจริงก็จะดำเนินการตามระเบียบของทางราชการต่อไป” นายธีร์ กล่าว 

นายธีร์ กล่าวอีกว่า ประเด็นดังกล่าว พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้สั่งการให้ติดตามความคืบหน้าและดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพราะประเด็นเรื่องยาเสพติดนี้เป็นปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆโดยที่ผ่านมาได้เน้นย้ำและกำกับสถานศึกษามาโดยตลอดว่าจะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยจากสารเสพติดทุกชนิด รวมถึงผู้บริหาร ครูและบุคลากรในโรงเรียนด้วย จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดไม่ว่าประเภทใดก็ตาม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน หลังจากนี้ก็จะกำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ และหน่วยงานในกำกับทุกสังกัด ตรวจตราเรื่องยาเสพติดอย่างเข้มข้นทั้งภายในและบริเวณรอบสถานศึกษา และต้องร่วมกันสอดส่องดูแลพฤติกรรมเสี่ยงของบุคลากรที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างรอบด้านครบทุกมิติ ให้สถานศึกษาปลอดภัย “เรียนดี มีความสุข” เกิดขึ้นได้จริง 

ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567

เกี่ยวข้องกัน

คุรุสภาไม่รอช้า สั่งพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาฯ

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567  ว่ามีผู้อำนวยการโรงเรียนในจังหวัดสุรินทร์ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนกองกำกับการ ๑ กองบังคับการสกัดกั้น การลำเลียงยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (กก. 1 บก.กส.บช.ปส.) ได้ดำเนินการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว ในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” นั้น 

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา และทราบว่าหน่วยงานต้นสังกัดได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จึงได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อพิจารณาในส่วนของความผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2567 คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ มีมติให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกประเภทของผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวทันที โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า หลังจากมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้ว คณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพจะเร่งดำเนินการสอบสวนการประพฤติผิดฯ ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และหากดำเนินการครบตามขั้นตอนแล้วพบว่ามีความผิดจริง ก็จะเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทของผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวต่อไป 

ขอเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกคน ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและไม่ประพฤติตนไปในทางที่เสื่อมเสีย กรณีที่ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องรีบดำเนินการทันที เพราะครูทุกคนจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์และสังคม อีกทั้งโรงเรียนก็จะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน” เลขาธิการคุรุสภากล่าว 

ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

เกี่ยวข้องกัน

ศธ.สั่ง ‘รองผอ.’ ค้ายา ออกจากราชการ สพฐ.เร่งสอบเชิงลึก ย้ำดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า กรณีรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบนครบาลร่วมกับศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) บุกจับกุมที่บ้านพักในคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดในพื้นที่ย่านรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ในช่วงเช้าของวันที่ 27 มีนาคม 2567 นั้น ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบและมอบหมายให้ตนพร้อมด้วยทีมศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ศสป.สพฐ.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทันที และพบว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ข้าราชการรายดังกล่าวได้อยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งข้อหาที่ถูกจับกุมถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

จึงได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการอย่างเด็ดขาดในทันที โดยขณะนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)นนทบุรี เขต 2 ต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ได้พิจารณามีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งให้ข้าราชการรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จากนั้นก็จะดำเนินการตามระเบียบของทางราชการต่อไป อีกทั้งได้มอบหมายให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ติดตามการขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกทางหนึ่ง เพื่อนำข้อเท็จจริงเข้าสู่การตรวจสอบในเชิงลึก และรายงานความคืบหน้าของเหตุการณ์ให้ สพฐ. ทราบต่อไป 

ในประเด็นดังกล่าว พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้สั่งการให้ติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พร้อมทั้งดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพราะประเด็นเรื่องการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในสถานศึกษานี้เป็นนโยบายที่กระทรวงศึกษาธิการและ สพฐ. ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในด้านความปลอดภัยแก่นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา” นายธีร์ กล่าว 

นายธีร์ กล่าวต่อว่า โดยที่ผ่านมาได้เน้นย้ำและกำกับสถานศึกษามาโดยตลอดว่าจะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยจากสารเสพติดทุกชนิด รวมถึงผู้บริหาร ครูและบุคลากรในโรงเรียนด้วย จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดไม่ว่าประเภทใดก็ตาม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน หลังจากนี้ก็จะกำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ และหน่วยงานในกำกับทุกสังกัด ตรวจตราเรื่องยาเสพติดอย่างเข้มข้นทั้งภายในและบริเวณรอบสถานศึกษา และต้องร่วมกันสอดส่องดูแลพฤติกรรมเสี่ยงของบุคลากรที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างรอบด้านครบทุกมิติ ให้สถานศึกษาปลอดภัย “เรียนดี มีความสุข” เกิดขึ้นได้จริง 

มติชนออนไลน์ วันที่ 27 มีนาคม 2567  

 เกี่ยวข้องกัน

เปิดพฤติการณ์ รองผอ.-คู่ขาเกย์ ลวงข้าราชการมั่วยา-เซ็กซ์ สูบเงินล้าน อึ้งหนังโป๊6TB-ไวอากร้าอื้อ

สืบนครบาลร่วมกับ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) นำกำลังบุกทลายแหล่งมั่วสุมยาเสพติดและมั่วเซ็กซ์ของก๊วนข้าราชการเกย์ รวบตัว “เจ๊เก่ง” หัวหน้าแก๊งระดับหัวจ่าย ซึ่งเป็นข้าราชการครูระดับรองผู้อำนวยการของโรงเรียนชื่อดังย่านปากเกร็ด พร้อมกับสมุนเอก เกย์ท็อป” หลังเจ้าตัว ลวงวงการแพทย์ LGBTQ+ หลอกเป็นหมอตำรวจอายุรกรรมโรคหัวใจ ตระเวนสร้างสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบชายรักชายกับเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ หลอกล่อให้เสพยาเสพติด จนตกเป็นเหยื่อสิ้นเนื้อประดาตัว หลังจับกุม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท.ผบ.ตร. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ขยายผลพบมีข้าราชการมั่วสุมยาเสพติดกับก๊วนเกย์นี้เพียบ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.-หัวหน้าชุด ศอ.ปส.ตร. พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สืบนครบาล ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว

1.นายเศรษฐยศ หรือเจ๊เก่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังย่านปากเกร็ด อายุ 42 ปี ชาว จ.นนทบุรี
2.นายกฤตฌาน์พัฒน์ หรือท็อป อายุ 37 ปี ชาวบางเขน จ.กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 หมายจับ คือหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.318/2564 ลงวันที่ 20 มิ.ย. 64 ข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายและพยายามจำหน่าย” และหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.189/2564 ลงวันที่ 12 ต.ค. 64 ข้อหา “พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพ-เมทแอมเฟตามีน)”

ประวัติถูกดำเนินคดียาเสพติดกว่า 4 คดี
1. พ.ศ.2557 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ครอบครองยาเสพติด (ยาไอซ์) เพื่อจำหน่าย” พื้นที่ สน.สุทธิสาร
2. พ.ศ.2560 ถูกดำเนินคดีข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1” พื้นที่ สน.สุทธิสาร
3. พ.ศ.2562 ถูกดำเนินคดีข้อหา “มียาเสพติดประเภท 1 (แอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง” พื้นที่ สน.บางโพงพาง
4. พ.ศ.2564 ถูกดำเนินคดีข้อหา “มียาเสพติดประเภท 1 (แอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย” พื้นที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ

โดยทั้งสองถูกแจ้งข้อหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) โดยผิดกฎหมาย”

ตรวจยึดของกลาง จำนวน 10 รายการ
1.ยาเสพไอซ์ ประมาณ 100 กรัม (ลักษณะใส่ถุงเตรียมแบ่งขาย)
2.คีตามีน จำนวน 2 ถุง
3.เงินสด 31,500 บาท
4.สมุดบัญชีธนาคาร 5 เล่ม (พบเงินหมุนเวียน 1.3 ล้านบาทใน 3 เดือนที่ผ่านมา)
5.ถุงยางอนามัย จำนวน 200 ชิ้น
6.เจลหล่อลื่นบรรจุซอง จำนวน 100 ซอง
7.ไวอากร้า จำนวน 50 ซอง
8.เข็มฉีดยาพร้อมสายยางรัด จำนวน 100 เข็ม
9.Eternal Drive จำนวน 6 อัน (บรรจุหนังลามกประเภทชายรักชายรวม 6 TB)
10.อุปกรณ์การเสพยาเสพติดและเครื่องชั่งอีกหลายรายการ

โดยเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ที่ ห้องหนึ่งในคอนโดมิเนียม ย่านรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

สำหรับพฤติการณ์ดังกล่าวคือ สืบนครบาลร่วมกับ (ศอ.ปส.ตร.) บุกทลาย รังที่มั่วสุมยาเสพติดและมั่วเซ็กซ์ของเหล่าข้าราชการ “ชายรักชาย” ย่านนนทบุรี โดยจับกุมหัวหน้าแก๊งเป็นถึงข้าราชการระดับ รอง ผอ.รร.ดังย่านปากเกร็ด โดยจุดเริ่มต้นมาจาก เกย์ท็อป” ผู้เขย่าวงการแพทย์ LGBTQ+ หลังเจ้าตัวแอบอ้างว่าตนเป็นแพทย์อายุรกรรมโรคหัวใจโรงพยาบาลดัง ก่อนจะสร้างสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบชายรักชายกับเหล่าบุคลากรทางการแพทย์หนุ่มแล้วหลอกล่อให้เสพยาเสพติด

โดยรายล่าสุดถูกลวงให้เสพยาเสพติด โดยอ้างว่าเป็นยาบำรุง” กระทั่งเหยื่อติดสารเสพติดงอมแงม ตกเป็นทาสกามแบบถอนตัวไม่ขึ้น ถูกหลอกให้ถ่ายคลิปลับ ถูกหลอกถลุงเงินไปหลายล้านบาทเพื่อแลกกับการได้เสพยา จนเหยื่อแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

ซึ่งจากการสืบสวนติดตามทราบว่าเกย์แสบรายนี้คือ นายกฤตฌาน์พัฒน์ หรือท็อป ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับ 2 หมายในคดีค้ายาเสพติด เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ที่ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ส่งเจ้าหน้าที่อำพลางแฝงตัวเข้าวงการเก้งกวางจนพบได้เบาะแสว่า เกย์แสบรายนี้เป็นสมุนของเอเย่นตัวเป้งย่านปากเกร็ด และเอเย่นรายนี้ยังมีดีกรีเป็นถึงข้าราชการ โดยมักรวมพลเหล่าข้าราชการเกย์ในก๊วน มามั่วสุมปาตี้ยาเสพติดกันอยู่ในคอนโดแห่งหนึ่งบน ถ.รัตนาธิเบศร์

ต่อมาวันที่ 26 มี.ค. 67 พล.ต.ต.ธีรเดชฯ จึงนำกำลังชุดสืบนครบาลบุกไปที่ห้องพักที่ใช้มั่วสุมดังกล่าว โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเคาะประตูภายในห้องพักไหวตัวทำลายพยานหลักฐานไปบางส่วน

แล้วเมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปได้ก็พบ นายกฤตฌาน์พัฒน์ หรือเกย์ท็อป อยู่ภายในห้องกับหัวหน้าก๊วนคือ นายเศรษฐยศ หรือเจ๊เก่ง ซึ่งเป็นข้าราชการครูระดับ รอง ผอ. ของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งย่านปากเกร็ด

โดยแรกเริ่มเจ้าตัวมีท่าทีบ่ายเบี่ยงกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่เมื่อทำการตรวจค้นห้องพักก็พบยาเสพติดหลายรายการในลักษณะเตรียมแบ่งขายหลายรายการ พบสมุดบันทึกการซื้อขายยาเสพติดจำนวนมาก และยังพบยากระตุ้นอารมณ์ ถุงยาง เจลหล่อลื่น และหนังโป๊ชายรักชายจำนวนมาก

โดย เจ๊เก่ง อ้างว่าอุปกรณ์ต่างๆ นั้นไว้ใช้สอนหนังสือในโรงเรียน แต่จากการขยายผลของชุดจับกุมพบว่าเจ๊เก่งเป็นถึง “ระดับหัวจ่าย” ที่คอยส่งยาเสพติดให้กับข้าราชการอีกหลายคน โดยพบเงินหมุนเวียนในห้วงเดือนที่ผ่านมาเป็นจำนวนกว่า 1,300,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบสารเสพติดในร่างกายของทั้งสองพบว่ามีสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งท้ายสุดทั้งสองก็ยอมจำนนและรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมในที่สุด

ในชั้นจับกุม นายเศรษฐยศ หรือเจ๊เก่ง ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ปัจจุบันตน ประกอบอาชีพรับราชการครูตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านปากเกร็ด สอนวิชาการงานอาชีพให้แก่เด็กชั้นประถมศึกษา โดยตนเริ่มเสพยาตั้งแต่กลางปี พ.ศ.2566 และเริ่มสั่งยาเสพติดมาจากทวิตเตอร์มาขายในช่วงต้นปี พ.ศ.2567 ซึ่งนำมาขายให้เพื่อน วัยรุ่น และข้าราชการ ย่านรัตนาธิเบศ

จนถึงปัจจุบันตนยังคงรับราชการครูอยู่และยังขายยาเสพติดไปด้วย และได้รู้จักกับเกย์ท็อป เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ.2566 โดยนายท๊อปได้ไปไปมามาที่ห้องของตนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งตนได้นำยามาขายให้กับนายท็อป และให้นำไปขายเรื่อยมา”

ในชั้นจับกุม นายกฤตฌาน์พัฒน์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนเกิดที่กรุงเทพฯและโตที่กรุงเทพฯ เข้าเรียนชั้นอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยชื่อดังย่านรังสิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อจบการศึกษาได้ออกมาประกอบอาชีพออแกไนซ์จัดงานเป็นระยะเวลา 1 ปี จึงได้เรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยชื่อดังย่านปทุมวันจนจบปริญญาโท ได้ประกอบอาชีพอยู่ที่บริษัทประกัน

จากนั้นตนเริ่มใช้ยาเสพติด เกี่ยวข้องกับยาเสพติดต่อเนื่องมาจนชีวิตเริ่มดำดิ่ง กระทั่งถูกดำเนินคดีขณะเสพยาอยู่กับกลุ่มเพื่อนในปี พ.ศ.2557 ติดคุกอยู่ 1 ปี 3 เดือน หลังจากออกมาจากเรือนจำในปี พ.ศ.2558 ตนพยายามหางานเพราะไม่ต้องการเป็นภาระของทางบ้านแต่ไม่สามารถหางานได้เนื่องจากตนเคยติดคุกมา เมื่อไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ ตนจึงได้หวนกลับมาในเส้นทางเดิมดยการเริ่มขายยาเสพติด

จนเริ่มคบหาดูใจกับแฟนหนุ่มซึ่งประกอบอาชีพแพทย์มา 2 คน และได้เลิกรากันโดยยืนยันว่าตนเองไม่ได้ไปหลอกลวงเหล่าแพทย์ชาย แต่เพราะพวกหมอเหล่านั้นติดยาเสพติดที่ตนเอาไปให้เอง และต่อมาได้มารู้จักกับครูเก่ง และตนก็มารับยาจากครูเก่งไปขายเป็นประจำ โดยขายให้กับกลุ่มเพื่อน จนในที่สุดตนได้ถูกออกหมายจับ และถูกจับกุมตัวส่งศาลแต่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ตนจึงได้หลบหนีในขณะที่ศาลให้ประกันตัวเป็นระยะเวลา 2 ปี จนมาถูกจับในวันนี้”

หลังจับกุมตัว ได้นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า “กลุ่มผู้ต้องหาเป็นคนที่มีตำแหน่งหน้าที่ทางสังคม มีความรู้ และยังมีการสร้างเครือข่ายโดยการใช้ความเชื่อมโยงทางจิตใจเพราะเป็นกลุ่มที่มีรสนิยมเดียวกัน และส่วนใหญ่ล้วนเป็นข้าราชการเจ้าหน้าที่

และที่น่ากลัวที่สุดคือระดับหัวหน้าขบวนการเป็นครูที่ต้องเป็นแม่พิมพ์ให้กับเหล่าอนาคตของชาติ และยังมีตำแหน่งระดับสูงในโรงเรียน ถือเป็นภัยต่อเยาวชนที่ยังศึกษาอยู่ในโรงเรียนอย่างยิ่ง เราจะขยายผลให้ถึงที่สุด จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน หากผู้ใดมีเบาะแส โปรดแจ้งข้อมูลมาที่เพจ “สืบนครบาล IDMB” เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง 

พีคทุกตอน! เปิดพฤติการณ์ ‘เจ๊เก่ง’ รองผอ.ค้ายา โรงเรียนดัง ผนึก ‘เกย์ท็อป’ โปรไฟล์ดี จบวิศวะ แต่ชีวิตดิ่งเพราะติดยา เจอคุกซ้ำๆ จนต้องหนีหมายจับ ร่วมมือปลอมเป็นหมอ รพ.ดัง ลวงแพทย์เสพยามั่วกามสนั่น อึ้งของกลาง หนังโป๊ชายรักชาย6TB-ไวอากร้า-ถุงยาง-ยาเสพ อื้อ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม เรียกว่าเป็นคดีเขย่าวงการข้าราชการ 2 สายงานทั้ง ครู และแพทย์ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม นายเศรษฐยศ หรือ “เจ๊เก่ง” รองผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังย่านปากเกร็ด อายุ 42 ปี หัวหน้าแก๊งค้ายาระดับหัวจ่าย และนายกฤตฌาน์พัฒน์ หรือเกย์ท็อป อายุ 37 ปี ชาวบางเขน จ.กรุงเทพฯ ลูกสมุนเอก ทำหน้าที่อ้างตัวเป็น หมอตำรวจอายุรกรรมโรคหัวใจ ลวงข้าราชการวงการแพทย์ LGTBQ+ มีสัมพันธ์ลึกซึ้ง หลอกล่อให้เสพยาเสพติด จนตกเป็นเหยื่อสิ้นเนื้อประดาตัว

มติชนออนไลน์ วันที่ 27 มีนาคม 2567 

เกี่ยวข้องกัน

สพฐ.เกาะติดผลสอบวินัยรองผอ.ค้ายา สั่งตรวจฉี่ครู สร้างความเชื่อมั่นผู้ปกครอง

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบนครบาลร่วมกับศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) บุกจับกุมที่บ้านพักในคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดในพื้นที่ย่านรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ในช่วงเช้าของวันที่ 27 มีนาคม 2567 และขณะนี้อยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 ต้นสังกัดฯ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งให้ข้าราชการรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น นั้น 

ในประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมายให้ตนพร้อมด้วยทีมศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. (ศสป.สพฐ.) ดำเนินการติดตามความคืบหน้าของกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยความคืบหน้าล่าสุดพบว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกำลังดำเนินการตามกระบวนการอย่างเร่งด่วน และติดตามการขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกทางหนึ่ง เพื่อนำข้อเท็จจริงเข้าสู่การตรวจสอบในเชิงลึก ซึ่งในส่วนของผู้ต้องหานั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อขยายผลของสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี และทางคณะกรรมการฯ กำลังรอผลคดีจากพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ เพื่อประกอบการดำเนินการทางวินัยต่อไป 

นอกจากนี้ ได้มีการประชุมครูและบุคลากร รวมถึงผู้เกี่ยวข้องของโรงเรียนดังกล่าว เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดกับครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง ชุมชน และสังคมภายนอกว่า โรงเรียนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งจากการตรวจปัสสาวะผลปรากฏไม่พบผู้ใช้สารเสพติดแต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำมิให้ครูและบุคลากรเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และกำชับให้ครูให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่นักเรียน และทำการเฝ้าระวัง ดูแลสอดส่องนักเรียนในสังกัดมิให้ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วย 

“ในเรื่องของคดีความนั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และเลขาธิการ กพฐ. ได้สั่งการให้ติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พร้อมทั้งดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพราะประเด็นเรื่องการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในสถานศึกษาเป็นนโยบายที่กระทรวงศึกษาธิการและ สพฐ. ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ พร้อมกันนี้ ได้กำชับและเน้นย้ำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการสอดส่อง ดูแล กำชับ และติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัดอย่างใกล้ชิด ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเข้มข้นทั้งภายในและบริเวณรอบสถานศึกษา ตามมาตรการสถานศึกษาปลอดภัย และมาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน โดยที่ผ่านมาได้เน้นย้ำและกำกับสถานศึกษามาโดยตลอดว่าจะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยจากสารเสพติดทุกชนิด รวมถึงผู้บริหาร ครูและบุคลากรในโรงเรียนด้วย จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดไม่ว่าประเภทใดก็ตาม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน หากพบผู้กระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การขับเคลื่อนการป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างรอบด้านครบทุกมิติ ให้สถานศึกษาปลอดภัย “เรียนดี มีความสุข” เกิดขึ้นได้จริง” รองเลขาธิการกพฐ. กล่าว 

สพฐ.เร่งสรุปผลสอบวินัย รองผอ.รร.ดัง ฉาวค้ายาเสพติด พร้อมสั่งตรวจฉี่ครูและบุคลากรในโรงเรียน สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองและชุมชน 

ที่มา ; เดลินิวส์ 4 เมษายน 2567