
1 ช่วงเวลายามเช้าหรือหลังตื่นนอนของเราสำคัญมาก ลองใช้เวลาช่วงนั้นอย่าง ’ใส่ใจ’ แบบนี้จะนำไปสู่การสร้างวันที่ดีและก้าวแรกของชีวิตที่ยอดเยี่ยมด้วยครับ
2 คำว่า หลังตื่นนอน ไม่ได้สำคัญว่ากี่โมง แต่สำคัญที่ว่า ตื่นมาแล้วเรา ‘ทำอะไร’ มากกว่า
3 หากเราไม่รู้จริงๆ ว่าทำอย่างไรถึงจะมีความสุขหลังตื่นนอน ก็ตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่า เราจะต้องทำอะไรในตอนเช้าถึงจะมีความสุข เช่น รู้สึกดีกับการได้จิบกาแฟร้อนๆยามเช้า รู้สึกดีถ้าตื่นมาแล้วเราได้ยืดเส้นยืดสาย เป็นต้น
4 เราไม่สามารถทำทุกอย่างในวันนี้ได้ เลือกสิ่งที่สำคัญมาทำวันนี้ แล้วปล่อยให้สิ่งที่ต้องทำพรุ่งนี้ เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้
5 แม้งานในแต่ละวันจะสำคัญ แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายระยะยาวในตอนที่เรามีแรงเหลือเฟือก็มีผลต่อเราด้วยครับ
ดังนั้น สิ่งที่ควรคิดเพิ่มคือ เราจะทำอย่างไรในวันนี้เพื่อเข้าใกล้ความฝันของเราได้
6 การได้ 120 คะแนนใน 1 เรื่อง ย่อมดีกว่า 50 คะแนน 5 เรื่อง เพราะบริษัทประเมินงานจากคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ ดังนั้นการมุ่งมั่นทำอะไรให้ได้ 120 คะแนน ย่อมได้รับการประเมินจากคนอื่นที่ดีมากกว่านั่นเอง
7 คนสำคัญที่สุดสำหรับตัวเรา ก็คือ ตัวเราเอง ดังนั้น การนัดหมายกับตัวเองไว้ เพื่อสร้างเวลาว่างให้ทำสิ่งที่เราอยากทำได้ครับ
8 ลองสังเกตดูนะครับ ตอนที่เราทำให้คนอื่นดีใจ ย่อมรู้สึกมีความสุขมากกว่าตอนที่คนอื่นทำให้เราดีใจอีกครับ การตั้งเป้า ตั้งคำถามไว้ว่าอยากทำให้ใครดีใจ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีครับ อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง ส่งข้อความหาเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนาน หรือ เซอไพรต์ใครเล็กๆน้อย ๆ นั่นก็ทำให้เขารู้สึกว่าเราให้คสามสำคัญแล้วครับ
9 หากไม่อินพุดเข้าไป ก็ไม่มี อะไร เอาพุดออกมา ดังนั้น การอ่านหนังสือหรือรับข้อมูลตอนเช้าวันละ 1 นาทีก็ช่วยได้ครับ
10 การสำรวจใบหน้าตัวเองในตอนเช้าก็เป็นสิ่งที่ดี เพื่อตรวจสอบว่าวันนี้ระดับพลังงานเราเป็นอย่างไร และยิ่งสังเกตในทักๆวัน เราจะจำได้ครับ ว่าวันไหน เรามีพลังงานในตอนเช้าเท่าไหร่
11 สิ่งที่แนะนำมาทั้งหมด อาจไม่จำเป็นกับเราก็ได้ ลองหาสิ่งที่เหมาะที่สุดกับเราดู เช่น อาหารเช้าเป็นสิ่งสำคัญ แต่เรารู้สึกอยากทานวันละ 2 มื้อก็พอ เป็นต้น
12 มีวิธีผ่อนคลายสำหรับตัวเองให้มากๆ เพื่อตอนเช้าเราจะได้มีวิธีผ่อนคลายได้หลายแบบ
13 ดูตารางงานวันนี้ในคืนก่อนหน้า เพื่อเช้าวันถัดมาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อย่าเผลอไปตั้งคำถามเชิงลบหรือทำให้เรากังวลก่อนนอนนะครับ
14 เวลาติดต่องานกับคนอื่น ให้จดแยกกับงานที่ร้องทำเลย ว่าชื่ออะไร ติดต่อผ่านทางไหน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานครับ
15 ช่วงเวลาที่เราไม่ได้คิดอะไรเลย นั่นคือช่วงที่สมองทำงานได้ดีกว่าปกติ ความคิดสร้างสรรค์จะมาช่วงนี้ จัดตารางไว้สำหรับช่วงเวลานี้ด้วยจะดีมากครับ
16 ในยุคที่มีข่าวสารมากมาย เราควรมีทักษะการประเมินว่างานที่สำคัญที่สุดของวันใช้เวลาเท่าไหร่ จดไว้หลังจากทำจริง เพื่อประเมินตัวเราด้วยครับ
17 อยากรู้จักตัวเองมากขึ้น ก็จงจดบันทึก เพราะมันจะทำให้เราเห็นตัวเองอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ทำวันเท่าที่เรานึกออกดู จะรู้ว่าเรามีมุมที่เราไม่เคยรู้อยู่ได้เลยครับ
18 สุดท้ายการนึกคำตอบไม่ได้ มันก็คือคำตอบอย่างหนึ่ง ไม่ต้องเค้นตัวเองมากเกินไป เพียงตั้งคำถามกับตัวเองเรื่อยๆก็พอครับ
เป็นหนังสือที่มีประโยชน์มากจริงๆ เพียงปรับใช้วันละนิด เวลาตื่นนอนของเราจะกลายเป็นเวลาที่เปลี่ยนชีวิตเราได้เลยครับ
และหลายๆเทคนิคผมลองไปทำดู มันก็มีประโยชน์จริงๆครับ
1 นาทีปาฏิหาริย์หลังตื่นนอน
หนังสือจำนวนหน้า 222 หน้า
สำนักพิมพ์ we learn
ผู้เขียน คุณมัตสึดะ มิฮิโระ
ผู้แปล คุณชัญพัส วรศักดิ์
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
พลังของคนที่กล้าทำอะไรคนเดียว ; ข้อคิดจากหนังสือ
15 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ พลังของคนที่กล้าทำอะไรคนเดียว ดังนี้
1. เลิก"กลัวการทำอะไรคนเดียว" ; การหันหน้าเข้าหาตัวเองและใช้เวลากับตัวเอง จะช่วยให้เราทำสิ่งต่างๆ ได้ตรงตามความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง
2. เลิก"อยู่กับใครสักคนตลอดเวลา" ; คนที่รู้จักโดดเดี่ยวมักแสดง พฤติกรรมต่างๆได้อย่างสุขุม เพราะเขาสร้างกระบวนการคิดภายในที่คนอื่น มองไม่เห็นขึ้นมาโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว
3. เลิก"โยนความผิดให้คนอื่น" ; หากคนเราไม่รับผิดชอบ สิ่งที่เกิดกับตัวเอง ด้วยตัวเอง ใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ แล้วใครคนนั้นจะมารับผิดชอบให้เราจริงหรือ
4. เลิกปกปิด"ข้อด้อยของตัวเอง" ; ยิ่งเปิดเผยข้อบกพร่องของตัวเอง ออกไปโดยไม่ปิดบัง เราจะยิ่งมีปมด้อยน้อยลง อาจทำให้เรา มั่นใจในตัวเองมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ
5. เลิกปกปิด"ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง" ; การกดตัวตนของเราไว้ข้างใน คือการปิดบังตัวเอง ซึ่งจะส่งผลให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ไว้ใจ ต่อต้าน ไม่เชื่อใจ หรือไม่สนใจ
6. เลิก"ปรับตัวตามวิถีของคนอื่น"; ไม่ใช่การทำอะไรตามอำเภอใจ แต่คือการเคารพ ในวิธีการใช้ชีวิตของตัวเอง โดยไม่โอนเอนตามผู้อื่น
7. เลิก"ใส่ใจกับมาตรฐานสังคม"; ตัวตนของเราอยู่ตรง จุดตัดระหว่าง แกนตั้งที่เรียกว่า ประวัติส่วนตัวกับ แกนนอนที่เรียกว่าสังคม ถ้าเรามองแต่แกนนอน เราจะใส่ใจความ เปลี่ยนแปลงของคนรอบข้าง และสภาพแวดล้อมจนสูญเสียตัวตนที่แท้จริง
8. เลิก"ปรึกษาแล้วค่อยตัดสินใจ"; เวลาที่ต้องเลือกทิศทางของชีวิต อันเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เราต้องตัดสินใจตามความรู้สึก ของตัวเองเท่านั้น
9. เลิก"วิตกกังวลโดยไม่มีสาเหตุ"; จิตใจของคนเราจะมั่นคงได้ ก็ต่อเมื่อเราควบคุมระยะห่าง และระดับของอิทธิพลระหว่าง ตัวเองกับสังคมหรือตัวเอง กับคนรอบข้างอย่างเหมาะสม
10. เลิก"หวังว่าคนอื่นจะทำให้เรามีความสุข" ; คนที่กลัวการทำอะไรคนเดียว จะไม่เข้าใจว่า เวลาที่ได้อยู่ตามลำพัง คือเวลาอันมีค่า จึงเอาค่านิยมของตัวเอง เข้าไปแทรกแซงในพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย
11. เลิก"วิ่งหนีความเจ็บปวด" ; การลุกขึ้นยืนจากจุดตกต่ำที่สุด ได้ก็ด้วยความมั่นใจ อันมาจากการยอมรับความเจ็บปวด และก้าวผ่านไปได้
12. เลิก"คิดว่าเรามีเพื่อนกี่คน" ; เพื่อนเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิต ของเรามีความหมายขึ้น การยอมรับตัวตนที่แท้จริงของกันและกันต่างหากที่เรียกว่าเพื่อน
13. เลิก"ฝืนคบ"; ความสัมพันธ์ที่เหลือไว้แต่คนดีๆ โดยไม่ต้องประนีประนอมจะนำไปสู่ ชีวิตที่มีความสุข
14. เลิก"ละทิ้งความฝันหรือเป้าหมาย"; การตั้งเป้าหมายให้สูงและพยายามไปให้ถึงย่อมมีอุปสรรคเสมออุปสรรคที่ว่านี้คือจิตใจของเราเอง
15. เลิก"กลัวการเปลี่ยนแปลง"; การลองใช้ชีวิตหลายๆแบบ จะส่งเสริมให้เรามีความคิดลึกซึ้งมากขึ้น
ที่มา ; FB Readism