
(19 กุมภาพันธ์ 63) นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
ปลัด ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างระเบียบฯ จำนวน 3 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการความเป็นนิติบุคคลของโรงเรียนเอกชนทีมีความคล่องตัว รวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา ได้แก่
1.ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
เพื่อความคล่องตัว รวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา สำหรับสถานศึกษาเอกชนประเภทโรงเรียนในระบบตามกฏหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนในกรณีการพานักเรียน นักศึกษาไปนอกสถานศึกษาไม่พักแรมให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต หากพักแรมให้ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต และให้ผู้รับใบอนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารโรงเรียนเป็นผู้พิจารณาอนุญาตพาไผนอกราชอาณาจักร
2.ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียน ในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนคำหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พ..ศ. ….
เนื่องจากระเบียบเดิมไม่สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน และเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดซื้อหนังสือเรียนครอบคลุมหนังสือที่ใช้สำหรับนักเรียนในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ให้สอดคล้องกับศักยภาพของนักเรียนพิการมากขึ้น โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการร่วม 4 ฝ่าย ซึ่งคณะกรรมการบริหารโรงเรียนแต่งตั้ง โดยวิธีการขอรับเงินอุดหนุน วิธีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน และแนวทางการดำเนินงานให้เงินอุดหนุนให้เป็นไปตามที่สำนักงานหรือสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด แล้วแต่กรณี
3.ร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. ….
เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการความเป็นนิติบุคคลของโรงเรียนในระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน จึงเห็นสมควรออกระเบียบฯ ซึ่งมีบริบทสอดคล้องกับการจัดการศึกษาเอกชนไว้เป็นการเฉพาะ
มีสาระสำคัญประกอบด้วย
1) รอบปีการศึกษาหนึ่ง วันเริ่มตันปีการศึกษาของสถานศึกษา คือ วันที่ 16 พฤษภาคมและวันสิ้นปีการศึกษา คือ วันที่ 5 พฤษภาคม ของปีถัดไป
1.1 ภาคเรียนที่หนึ่ง เปิดภาคเรียนวันที่ 16 พฤษภาคม ปิดภาคเรียนวันที่ 11 ตุลาคม
1.2 ภาคเรียนที่สอง เปิดภาคเรียนวันที่ 1 พฤศจิกายน ปิดภาคเรียนวันที่ 1 เมษายน
สถานศึกษาใดประสงค์จะเปิดและปิดภาคเรียนแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ให้ผู้อนุญาตเป็นผู้กำหนดตามที่เห็นสมควร
2) ผู้มีอำนาจในการสั่งปิดสถานศึกษาเป็นกรณีพิเศษ (กรณีจำเป็นต้องใช้สถานศึกษาเพื่อจัดกิจกรรมอื่นใด หรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่ไม่อาจเปิดเรียนได้ตามปกติ)
2.1 หัวหน้าสถานศึกษา สั่งปิดได้คราวละไม่เกิน 7 วัน
2.2 ผู้อนุญาต สั่งปิดได้คราวละไม่เกิน 15 วัน
2.3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นเมื่อสั่งปิดสถานศึกษาแล้ว สถานศึกษาต้องทำการสอนชดเชยให้ครบตามจำนวนวันที่ปิด
3) การปิดสถานศึกษาเนื่องจากเหตุพิเศษ (เหตุที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติสาธารณะ) ให้สั่งปิดสถานศึกษาชั่วคราว เพื่อระงับเหตุหรือเพื่อป้องกันอันตรายอันอาจเกิดขึ้น โดยให้ปฏิบัติ ดังนี้
3.1 หัวหน้าสถานศึกษา สั่งปิดได้คราวละไม่เกิน 15 วัน
3.2 ผู้อนุญาต สั่งปิดได้คราวละไม่เกิน 30 วัน
3.3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นเมื่อสั่งปิดสถานศึกษาแล้ว สถานศึกษาต้องทำการสอนชดเชยให้ครบตามจำนวนวันที่ปิด
4) เมื่อได้สั่งปิดสถานศึกษาไปแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่สงบหรือมีเหตุจำเป็นที่จะต้องสั่งปิดต่อไปอีก ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี
ที่มา ; ข่าวกระรวงศึกษาธิการ
การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) มีมติเห็นชอบร่างระเบียบ 3 ฉบับ เพื่อปรับให้สอดคล้องกับหลักความเป็นนิติบุคคลของโรงเรียนเอกชน เพิ่มความคล่องตัว รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการศึกษา ได้แก่ (1) ระเบียบการพานักเรียนไปนอกสถานศึกษา กำหนดอำนาจอนุญาตตามลักษณะกิจกรรม โดยไม่พักแรมให้หัวหน้าสถานศึกษาอนุญาต หากพักแรมให้ผู้รับใบอนุญาตอนุญาต และกรณีไปต่างประเทศต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารโรงเรียน (2) ระเบียบเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือนักเรียน ปรับปรุงให้สอดคล้องบริบทปัจจุบัน ครอบคลุมผู้เรียนการศึกษาพิเศษ เน้นการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย และกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (3) ระเบียบปีการศึกษาและการเปิด–ปิดสถานศึกษา กำหนดช่วงเวลาเรียนชัดเจน พร้อมเปิดช่องให้ปรับตามความเหมาะสม และกำหนดอำนาจการสั่งปิดสถานศึกษาในกรณีพิเศษหรือภัยพิบัติ โดยต้องจัดการเรียนชดเชยให้ครบ สะท้อนการกระจายอำนาจ ควบคู่ความรับผิดชอบและความยืดหยุ่นในการบริหารสถานศึกษาเอกชน
ข้อ 1 การกำหนดอำนาจอนุญาตพานักเรียนไปนอกสถานศึกษา “ไม่พักแรม” สะท้อนหลักการใดมากที่สุด
ก. การรวมศูนย์อำนาจ
ข. การกระจายอำนาจ
ค. การควบคุมจากส่วนกลาง
ง. การลดบทบาทผู้บริหาร
เฉลย: ข
เหตุผล: ให้อำนาจหัวหน้าสถานศึกษาตัดสินใจเอง เพิ่มความคล่องตัว
ข้อ 2 หากโรงเรียนจะพานักเรียนไปต่างประเทศ ผู้มีอำนาจอนุญาตคือใคร
ก. หัวหน้าสถานศึกษา
ข. คณะกรรมการสถานศึกษา
ค. ผู้รับใบอนุญาตโดยความเห็นชอบคณะกรรมการบริหาร
ง. รัฐมนตรี
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นกรณีสำคัญ ต้องผ่านหลายระดับเพื่อความรอบคอบ
ข้อ 3 การตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเกี่ยวกับเงินอุดหนุน มีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. เพิ่มขั้นตอน
ข. ลดงบประมาณ
ค. สร้างการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส
ง. จำกัดสิทธิผู้เรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นธรรมาภิบาล ตรวจสอบได้
ข้อ 4 การปรับระเบียบเงินอุดหนุนให้ครอบคลุมการศึกษาพิเศษ สะท้อนแนวคิดใด
ก. ความเท่าเทียมทางการศึกษา
ข. การแข่งขัน
ค. การลดคุณภาพ
ง. การรวมศูนย์
เฉลย: ก
เหตุผล: รองรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ
ข้อ 5 ข้อใด “ไม่สอดคล้อง” กับเจตนารมณ์ของระเบียบใหม่
ก. เพิ่มความคล่องตัว
ข. เพิ่มความรับผิดชอบ
ค. ลดบทบาทสถานศึกษา
ง. เพิ่มประสิทธิภาพ
เฉลย: ค
เหตุผล: ระเบียบใหม่เน้นเพิ่มบทบาท ไม่ใช่ลด
ข้อ 6 หากสถานศึกษาปิดเนื่องจากเหตุพิเศษ 10 วัน ใครมีอำนาจสั่งได้
ก. หัวหน้าสถานศึกษา
ข. ผู้รับใบอนุญาต
ค. รัฐมนตรี
ง. ไม่มีใคร
เฉลย: ก
เหตุผล: หัวหน้าสั่งได้ไม่เกิน 15 วัน
ข้อ 7 หากต้องปิดสถานศึกษาเกิน 30 วันจากภัยพิบัติ อำนาจอยู่ที่ใคร
ก. หัวหน้าสถานศึกษา
ข. ผู้อนุญาต
ค. รัฐมนตรี
ง. คณะกรรมการโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เกินขอบเขต ต้องระดับรัฐมนตรี
ข้อ 8 หลักการ “ต้องสอนชดเชย” หลังปิดสถานศึกษา สอดคล้องกับอะไร
ก. ประสิทธิภาพงบประมาณ
ข. ความต่อเนื่องทางการเรียนรู้
ค. การควบคุมบุคลากร
ง. การลดภาระครู
เฉลย: ข
เหตุผล: รักษาคุณภาพการเรียนของผู้เรียน
ข้อ 9 หากโรงเรียนต้องการปรับวันเปิด-ปิดภาคเรียนต่างจากกำหนด ต้องทำอย่างไร
ก. แจ้งผู้ปกครอง
ข. ขออนุมัติผู้อนุญาต
ค. ตัดสินใจเอง
ง. ขอรัฐมนตรี
เฉลย: ข
เหตุผล: อยู่ในดุลยพินิจผู้อนุญาต
ข้อ 10 สาระสำคัญของระเบียบทั้ง 3 ฉบับร่วมกันคืออะไร
ก. เพิ่มอำนาจส่วนกลาง
ข. เน้นการควบคุม
ค. ส่งเสริมความยืดหยุ่นและธรรมาภิบาล
ง. ลดบทบาทเอกชน
เฉลย: ค
เหตุผล: ทุกฉบับมุ่งเพิ่มความคล่องตัว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ