
“Double Disruption” ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และผลกระทบจากโควิด-19 นับเป็น 2 ปัจจัยสำคัญต่อรูปแบบของงาน รวมถึงทักษะที่ต้องเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่อาจจะมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
เมื่อสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาทาง WEF (World Economic Forum) ได้ออกรายงานชื่อ “The Future of Jobs Report 2020” ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลจากทั่วโลกถึงแนวโน้มของงานและทักษะที่สำคัญในอนาคต โดยได้รวมเอาผลกระทบจากโควิดเข้าไปด้วย ผลสรุปคือจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและผลกระทบจากโควิด ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Double Disruption ต่อคนทำงาน นั้นคือรูปแบบของงานและทักษะที่ต้องเปลี่ยนแปลงในอนาคตนั้นมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
จากปัจจัยดังกล่าว องค์กรธุรกิจจะต้องลดจำนวนพนักงานลง เนื่องจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคน รวมทั้งลักษณะงานที่จะหายไปจากเทคโนโลยี ถึงแม้จะมีงานที่เกิดขึ้นใหม่อันเนื่องจากเทคโนโลยีเองมาช่วยไว้ แต่อัตราการหดหายของงานจะเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าอัตราการเพิ่มของงานใหม่ แถมทักษะสำหรับงานใหม่ย่อมไม่เหมือนกับงานที่หายไป
ตัวอย่างของงานใหม่ที่เพิ่มขึ้น จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องและสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น ด้าน Data analysts and scientists หรือ AI and machine learning หรือ Big data หรือ Digital marketing and strategy หรือ Digital transformation เป็นต้น ส่วนงานที่จะหายไปนั้นจะเป็นงานที่ซ้ำๆ หรืองานที่เทคโนโลยีสามารถทดแทนได้ ไม่ว่าพนักงานบันทึกข้อมูล เลขานุการผู้บริหาร นักบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชี หรือพนักงานขาย เป็นต้น
จากลักษณะงานที่เปลี่ยนไปได้ส่งผลกระทบต่อทักษะของคนทำงานที่ต้องเปลี่ยนไปด้วย การขาดแคลนทักษะของพนักงานที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถขององค์กรในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้วย รายงานของ WEF ระบุว่าบริษัทต่างๆ พยายามที่จะเพิ่มโอกาสในการรีสกิล/อัพสกิลให้กับพนักงาน แต่ในทางกลับกันพนักงานเองกลับไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการรีสกิล/อัพสกิลตนเองเท่าใด
เมื่อเจาะลึกเฉพาะประเทศไทยแล้ว พบว่าทักษะที่สำคัญซึ่งเป็นที่ต้องการขององค์กรสำหรับอนาคตนั้น ประกอบไปด้วย
· Analytical thinking and innovation,
· Complex problem solving,
· Active learning and learning strategies,
· Critical thinking and analysis และ Creativity,
· originality and initiative
(สำหรับข้อมูลของประเทศไทยนั้น คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เป็นพันธมิตรในการจัดเก็บข้อมูลร่วมกับ WEF)
อย่างไรก็ดี เมื่อนำข้อมูลของ WEF เปรียบเทียบกับข้อมูลของธนาคารโลก เรื่องคะแนน PISA ที่ประเมินทักษะและความรู้ของเด็กไทยในการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นรายงานที่ออกมาเมื่อเดือน มิ.ย.ปีนี้ (เป็นคะแนนของปี 2561) กลับพบประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประการด้วยกัน
· ในการอ่านนั้นประเทศไทยอยู่อันดับที่ 68 ด้านคณิตศาสตร์อยู่อันดับที่ 59 และด้านวิทยาศาสตร์อยู่อันดับที่ 55 ของโลก (PISA เป็นการทดสอบเด็กนักเรียนอายุ 15 ปีจาก 79 ประเทศทั่วโลก)
· นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กไทยมีอัตราการขาดเรียนที่สูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ รวมทั้งความรู้สึกผูกพันและเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศในระดับเดียวกันและในภูมิภาค
· ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างผู้ที่เรียนในโรงเรียนที่แตกต่างกัน ยิ่งเมื่อเผชิญกับสภาวะโควิดแล้วทางธนาคารโลกถึงขั้นระบุออกมาเลยว่า โควิดทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยชัดเจนขึ้น
ความน่าสนใจคือในอีก 5 ปีข้างหน้า (WEF ใช้ปี 2568 เป็นปีอ้างอิงถึงงานและทักษะในอนาคต) ลักษณะของงานและทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เมื่อดูจากคะแนน PISA ซึ่งเก็บจากเด็กอายุ 15 เมื่อปี 2561 (เด็กกลุ่มนี้จะอายุ 22 และเป็นวัยที่เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานในปี 2568) จะเห็นถึงความไม่สอดคล้องกันอย่างมโหฬาร
จริงอยู่คะแนน PISA อาจจะไม่สามารถวัดความสามารถที่แท้จริงของเด็กไทย หรือรูปแบบการเรียนในปัจจุบันและอนาคตอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งโรงเรียนแล้วก็ได้ แต่ก็นำไปสู่คำถามว่าแล้วการศึกษาของไทย สามารถเตรียมพร้อมเด็กไทยสู่ทักษะและการทำงานในอนาคตได้ดีเพียงใด
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
สรุปสาระสำคัญ
รายงาน “The Future of Jobs Report 2020” ของ WEF ชี้ว่าโลกการทำงานกำลังเผชิญ “Double Disruption” จากเทคโนโลยีและโควิด ส่งผลให้รูปแบบงานและทักษะเปลี่ยนเร็วกว่าคาด องค์กรลดแรงงานในงานซ้ำๆ และนำเทคโนโลยีทดแทน ขณะที่งานใหม่เกิดขึ้น เช่น Data, AI, Big Data และ Digital แต่จำนวนงานใหม่เพิ่มช้ากว่างานที่หายไป อีกทั้งทักษะที่ต้องใช้ก็แตกต่างเดิม ปัญหาสำคัญคือ “ช่องว่างทักษะ” โดยองค์กรพยายาม reskill/upskill แต่แรงงานยังไม่ให้ความสำคัญเพียงพอ สำหรับไทย ทักษะที่ต้องการ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาซับซ้อน การเรียนรู้ตลอดชีวิต และความคิดสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับผล PISA พบว่าเด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ ความผูกพันต่อโรงเรียนลดลง และมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูง โดยโควิดยิ่งขยายช่องว่างดังกล่าว เมื่อพิจารณากลุ่มเด็กที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต พบความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะที่ตลาดต้องการกับคุณภาพการศึกษา จึงตั้งคำถามสำคัญว่าระบบการศึกษาไทยสามารถเตรียมคนให้พร้อมต่อโลกอนาคตได้เพียงใด
ข้อ 1 แนวคิด “Double Disruption” หมายถึงอะไร
ก. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมือง
ข. ผลกระทบจากเทคโนโลยีและโควิด
ค. การแข่งขันขององค์กร
ง. การขาดแคลนแรงงาน
เฉลย: ข เหตุผล: กล่าวถึง 2 ปัจจัยหลักคือเทคโนโลยีและโควิด
ข้อ 2 แนวโน้มของงานในอนาคตเป็นอย่างไร
ก. งานเพิ่มมากกว่างานหาย
ข. งานหายและเพิ่มเท่ากัน
ค. งานหายเร็วกว่างานใหม่
ง. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
เฉลย: ค เหตุผล: รายงานระบุว่างานหายเร็วกว่าเพิ่ม
ข้อ 3 งานลักษณะใดมีแนวโน้มลดลง
ก. งานวิเคราะห์ข้อมูล
ข. งานสร้างนวัตกรรม
ค. งานซ้ำๆ
ง. งานด้าน AI
เฉลย: ค เหตุผล: เทคโนโลยีแทนงานซ้ำได้
ข้อ 4 ปัญหาหลักขององค์กรคืออะไร
ก. ขาดเงินทุน
ข. ขาดแรงงาน
ค. ขาดทักษะที่เหมาะสม
ง. ขาดเทคโนโลยี
เฉลย: ค เหตุผล: Skill gap เป็นอุปสรรคสำคัญ
ข้อ 5 ทักษะสำคัญของแรงงานไทยในอนาคตคือข้อใด
ก. ท่องจำ
ข. คิดวิเคราะห์
ค. ทำงานซ้ำ
ง. ใช้แรงงาน
เฉลย: ข เหตุผล: Analytical thinking เป็นทักษะหลัก
ข้อ 6 ผล PISA สะท้อนอะไร
ก. เด็กไทยเก่งระดับโลก
ข. เด็กไทยมีทักษะสูง
ค. เด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ
ง. ไม่มีความแตกต่าง
เฉลย: ค เหตุผล: อันดับค่อนข้างต่ำ
ข้อ 7 ปัจจัยใดทำให้ความเหลื่อมล้ำชัดขึ้น
ก. เทคโนโลยี
ข. การแข่งขัน
ค. โควิด
ง. นโยบายรัฐ
เฉลย: ค เหตุผล: โควิดขยายช่องว่าง
ข้อ 8 ความไม่สอดคล้องที่สำคัญคืออะไร
ก. ครูไม่พอ
ข. งบประมาณน้อย
ค. ทักษะเด็กไม่ตรงตลาดแรงงาน
ง. โรงเรียนไม่ทันสมัย
เฉลย: ค เหตุผล: Skill mismatch
ข้อ 9 แนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมคือ
ก. ลดการเรียน
ข. เพิ่มการท่องจำ
ค. ส่งเสริม reskill/upskill
ง. ยกเลิกโรงเรียน
เฉลย: ค เหตุผล: เพิ่มทักษะให้ตรงความต้องการ
ข้อ 10 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาควรเป็นอย่างไร
ก. เน้นสอบ
ข. เน้นวินัย
ค. ปรับหลักสูตรสู่ทักษะอนาคต
ง. ลดกิจกรรม
เฉลย: ค เหตุผล: ต้องเชื่อมการศึกษากับทักษะอนาคต