จี้ ศธ. ปรับวิธีสอนออนไลน์ ลดเครียดสกัดนักเรียนออกกลางคัน
ดร. เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุม กพฐ. ได้หารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการศึกษาอย่างไรบ้าง เช่น เด็กอาจออกจากระบบการศึกษากลางคันเท่าใด จะปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนออนไลน์อย่างไรให้ได้คุณภาพ เป็นต้น
มองว่าคุณภาพการเรียนในรูปแบบออนไลน์ขึ้นอยู่กับปัจจัย ดังนี้
1. ความพร้อมของผู้เรียน ระดับมัธยมอาจไม่น่าห่วงเท่าระดับประถม
2. การจัดตารางการเรียนออนไลน์ ต้องไม่สอนแบบปกติเหมือนยกห้องเรียนไปไว้ที่บ้าน อาจสร้างความเครียดให้เด็กได้ และจะมีเด็กกี่คนที่นั่งอยู่หน้าจอเหมือนเรียนในห้องเรียน
ดังนั้น ครูต้องสร้างความเข้าใจให้ผู้เรียน ได้รู้ว่าเนื้อหาวิชาที่สอน ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง มีอะไรที่เป็นสาระสำคัญ ผู้เรียนควรได้รับทักษะ และสมรรถนะอะไรบ้าง ที่ทำให้นักเรียนผ่านการประเมิน ส่วนนักเรียนควรจะเรียนได้ทุกเวลา หรือเรียนตามที่สะดวก ซึ่งอาจเป็นนอกตารางเวลาเรียนได้ โดยครูไม่ต้องเช็คชื่อเข้าเรียนออนไลน์
ดร.เอกชัยกล่าวต่อว่า
3. เทคนิคการสอน หรือการถ่ายทอดสาระความรู้ ควรปรับเปลี่ยน ครูต้องไม่ทำสื่อเนื้อหาวิชาใส่ PowerPoint Presentation แล้วสอนผ่านระบบออนไลน์แบบ oneway แต่ควรเน้นสอนในสาระสำคัญ อธิบายให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างกว้างๆ แล้วให้นักเรียนฝึกทักษะ การคิด การทำกิจกรรมให้ครูสังเกตผ่านระบบออนไลน์ โดยครูต้องได้รับการพัฒนา หรืออบรมการใช้แพลตฟร์อมต่างๆ ที่สถานศึกษาจัดเตรียมไว้
4. การประเมินผลการเรียนรู้ ต้องเลิกประเมินตามตัวชี้วัดต้องรู้ ควรรู้ เพราะปัจจุบันตัวชี้วัดนักเรียนชั้น ป.1-ม.6 มีถึง 2,056 ตัวชี้วัด แต่ควรให้สถานศึกษา ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ช่วยกันกำหนดตัวชี้วัดที่อยากเห็นผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
“คิดว่าการประเมินผลการเรียนรู้นักเรียน ไม่ควรเอาตัวชี้วัดในการเรียนแบบปกติมาวัดการเรียนแบบออนไลน์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องมีแนวทางชัดเจนว่าไม่ยึดตัวชี้วัดแบบเดิม และไม่ต้องนับเวลาเรียน 200 วันต่อปี ในสถานการณ์โควิด-19 ต้องยึดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา และชุมชนเป็นสำคัญ”
5. สถานศึกษาต้องจัดกลุ่มผู้ปกครองออกเป็นกลุ่มๆ ตามความพร้อม และหาวิธีการดูแลสนับสนุนการเรียนของบุตรหลานของผู้ปกครองแต่ละกลุ่ม ตามกำลังความสามารถของครู หรือการจัดกลุ่มเฉพาะเพื่อเรียนซ่อมเสริม ทั้งนี้ ต้องปรึกษาผู้ปกครองให้มีความเห็นร่วมกันในแนวทางปฏิบัติ
6. หากสถานศึกษาสอนแบบออนไลน์ และบันทึกวิดีโอการสอนในเว็บไซต์ของสถานศึกษา ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนในสถานศึกษาอื่นเข้ามาเรียนรู้ได้ และ
7. สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ต้องสนับสนุนให้สถานศึกษาที่มี Best practice มาเผยแพร่ เรียนรู้ สู่สถานศึกษาอื่นๆ โดยเร็ว
“ถ้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปในลักษณะนี้ได้ จะทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาน้อยลง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่มาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยการตามเด็กที่หลุดออกจากระบบให้กลับมาเรียนในสถานศึกษา”
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 กรกฎาคม 2564
สรุปสาระสำคัญ
บทความกล่าวถึงผลกระทบของโควิด-19 ต่อระบบการศึกษาไทย และแนวทางปรับการเรียนการสอนออนไลน์ให้มีคุณภาพ โดยปัจจัยสำคัญคือความพร้อมของผู้เรียน โดยเฉพาะระดับประถมที่ต้องได้รับการดูแลมากกว่ามัธยม การจัดตารางเรียนออนไลน์ไม่ควรยกห้องเรียนมาไว้ที่บ้านทั้งหมด เพราะอาจสร้างความเครียดและทำให้การเรียนไม่มีประสิทธิภาพ ครูควรปรับบทบาทจากการสอนแบบบรรยายไปสู่การอธิบายสาระสำคัญ และส่งเสริมทักษะการคิดและการปฏิบัติของผู้เรียน พร้อมเปิดโอกาสให้เรียนได้ยืดหยุ่นมากขึ้นโดยไม่ยึดติดเวลาและการเช็คชื่อ
ด้านการประเมินผล ควรลดการยึดตัวชี้วัดจำนวนมาก และไม่ใช้เกณฑ์เดิมแบบการเรียนปกติ แต่ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทจริง นอกจากนี้ต้องจัดกลุ่มผู้ปกครองตามความพร้อมเพื่อสนับสนุนการเรียนของนักเรียนอย่างเหมาะสม และส่งเสริมการเรียนรู้แบบซ่อมเสริม
อีกทั้งควรเปิดโอกาสให้สื่อการสอนออนไลน์เข้าถึงผู้เรียนต่างสถานศึกษาได้ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ระหว่างหน่วยงานการศึกษา หากสามารถปรับระบบได้อย่างเหมาะสม จะช่วยลดปัญหานักเรียนหลุดจากระบบการศึกษาและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน
ข้อสอบ
ข้อ 1
ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อคุณภาพการเรียนออนไลน์ตามบทความคือข้อใด
ก. จำนวนชั่วโมงเรียน
ข. ความพร้อมของผู้เรียน
ค. ความเร็วอินเทอร์เน็ต
ง. จำนวนแบบฝึกหัด
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นว่าความพร้อมของผู้เรียนเป็นปัจจัยหลัก โดยเฉพาะระดับประถม
ข้อ 2
แนวคิดสำคัญในการจัดตารางเรียนออนไลน์ที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียนให้มากขึ้น
ข. ยึดตารางเหมือนห้องเรียนปกติ
ค. เรียนได้ยืดหยุ่นตามความสะดวก
ง. ต้องเข้าเรียนตรงเวลาเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องไม่ยึดเวลาแบบตายตัว เปิดโอกาสให้เรียนยืดหยุ่น
ข้อ 3
บทบาทใหม่ของครูตามแนวคิดบทความคือข้อใด
ก. เน้นสอนตาม PowerPoint
ข. เน้นเช็คชื่อผู้เรียน
ค. เน้นอธิบายและพัฒนาทักษะคิด
ง. เน้นให้ทำแบบฝึกหัดจำนวนมาก
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูต้องเน้นสาระสำคัญและทักษะการคิดของผู้เรียน
ข้อ 4
การสอนออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมตามบทความคือข้อใด
ก. การอภิปรายออนไลน์
ข. การเรียนแบบโต้ตอบ
ค. การสอนผ่านวิดีโอพร้อมกิจกรรม
ง. การสอนแบบ one-way ผ่าน PowerPoint
เฉลย: ง
เหตุผล: บทความวิจารณ์การสอนแบบทางเดียวว่าไม่มีประสิทธิภาพ
ข้อ 5
แนวทางการประเมินผลควรปรับอย่างไร
ก. เพิ่มตัวชี้วัดให้มากขึ้น
ข. ใช้ตัวชี้วัดเดิมทั้งหมด
ค. ลดการยึดตัวชี้วัดแบบเดิม
ง. เน้นคะแนนสอบปลายภาค
เฉลย: ค
เหตุผล: ควรลดการยึดตัวชี้วัดจำนวนมากและปรับตามบริบท
ข้อ 6
จำนวนตัวชี้วัดที่กล่าวถึงในบทความประมาณเท่าใด
ก. 500 ตัวชี้วัด
ข. 1,000 ตัวชี้วัด
ค. 2,056 ตัวชี้วัด
ง. 3,000 ตัวชี้วัด
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่ามีถึง 2,056 ตัวชี้วัด
ข้อ 7
แนวทางเกี่ยวกับผู้ปกครองควรทำอย่างไร
ก. แยกตามรายได้อย่างเดียว
ข. ไม่ต้องมีส่วนร่วม
ค. จัดกลุ่มตามความพร้อม
ง. ให้ครูรับผิดชอบทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องจัดกลุ่มผู้ปกครองตามความพร้อมเพื่อสนับสนุนการเรียน
ข้อ 8
วัตถุประสงค์ของการเปิดสื่อออนไลน์ให้ต่างสถานศึกษาเรียนได้คืออะไร
ก. เพิ่มรายได้โรงเรียน
ข. เพิ่มจำนวนครู
ค. ขยายโอกาสทางการเรียนรู้
ง. ลดภาระผู้ปกครอง
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ได้กว้างขึ้น
ข้อ 9
Best Practice ในบทความหมายถึงอะไร
ก. วิธีการสอบที่ดีที่สุด
ข. แนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้
ค. แบบฝึกหัดที่ยากที่สุด
ง. การเรียนพิเศษออนไลน์
เฉลย: ข
เหตุผล: คือการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างสถานศึกษา
ข้อ 10
ผลลัพธ์สำคัญหากปรับระบบตามแนวทางบทความคืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนการสอบ
ข. ลดนักเรียนหลุดออกจากระบบ
ค. เพิ่มการบ้าน
ง. ลดจำนวนครู
เฉลย: ข
เหตุผล: เป้าหมายคือป้องกันนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา
ความเห็นของผู้ชม