สมาชิกเข้าสู่ระบบ

วิกฤตเหลื่อมล้ำการศึกษา ปัญหาใหญ่เด็กไทย

 

ก่อนโควิดจะมาต้องบอกว่าระบบนิเวศของการศึกษาไทยมีช่องว่างที่ถ่างกว้างอยู่แล้ว ระหว่างเด็กที่มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับเด็กที่ด้อยโอกาส ที่แม้กระทั่งชุดนักเรียนและเครื่องมือในการเรียนปกติยังมีไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมของพวกเขาในระดับหนึ่ง 

ยิ่งในสารบบการศึกษาไทยที่ให้ความสำคัญกับระบบการประเมินผลการเรียนที่เน้นสายวิชาการ การปลูกฝังให้แข่งขันกันเรื่องการเรียนเพื่อช่วงชิงโอกาสในการศึกษาดี ๆ ในระดับต่อไป ความเหลื่อมล้ำยิ่งรุนแรงเพราะจะมีเด็กสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่พ่อแม่สามารถส่งเข้าเรียนในบรรดาสถาบันกวดวิชา เก็งข้อสอบต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาป้อนเด็กเข้าระบบ และที่ประเมินความสามารถแบบนี้ เด็กที่ด้อยโอกาสไม่เสียเปรียบหรือครับ ในการที่จะเข้าเรียนในสถาบันที่เหมาะสมกับการพัฒนาศักยภาพที่เขาพึงควรได้ 

จากตัวเลขของหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาบอกว่า มีเด็กยากไร้ถึงกว่า 1.8 ล้านคนที่สุ่มเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษา และอีกกว่า 4 แสนคนกำลังเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงเนื่องจากรายได้ครัวเรือนที่ลดลงในช่วงวิกฤตโควิดอย่างมาก ซึ่งส่งผลต่อการส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียน หรือแม้กระทั่งเด็กถูกดึงออกจากระบบการศึกษาเพื่อมาช่วยครอบครัวทำมาหากิน ยิ่งในช่วงโควิดที่มีการหยุดการเรียนการสอน และเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ ปัญหานี้จะถูกขยายให้ใหญ่ยิ่งขึ้น 

ถ้าอ้างอิงบทความของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) อันหนึ่งที่บอกว่าไทยเราเองปิดโรงเรียนทั่วประเทศไปแล้ว 15 สัปดาห์จากภาคเรียน 20 สัปดาห์ เท่ากับว่านักเรียนไทยไม่สามารถไปโรงเรียนเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไปแล้วถึง 3 ใน 4 ภาคเรียน ซึ่งเมื่อประมวลเปรียบเทียบกับสถิติประเทศอื่น ๆ แล้วเขาบอกว่านักเรียนไทยจะเสียการเรียนรู้ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ของภาคการศึกษาเลยทีเดียว 

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่อ่อนไหวทางเศรษฐกิจ จะสูญเสียการเรียนรู้มากกว่าตัวเลขประมาณการข้างต้น อันเนื่องมาจากปัญหาความพร้อมทางด้านอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์ โทรศัพท์ หรือแท็บเลต อย่างน้อยก็ต้องขึ้นหลักพันบาท แถมค่าแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตอีกเดือนละ 3-4 ร้อยบาท เป็นต้นทุนที่สูงมากสำหรับครอบครัวที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวทางเศรษฐกิจ เข้าขั้น “ผู้ยากไร้” ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนลดลงเหลือแค่พันต้น ๆ ในวิกฤตนี้ 

เรื่องอุปกรณ์การเรียนออนไลน์นี้เป็นประเด็นที่ดูวูบวาบเป็นข่าวช่วงที่ผ่านมาแล้วก็เงียบหายไป แต่ยิ่งพิจารณาดี ๆ จะเห็นว่า ความไม่พร้อมทางด้านการเงิน อุปกรณ์ ไม่ได้แค่ทำให้นักเรียนกลุ่มอ่อนไหวทางเศรษฐกิจเสียการเรียนรู้ชั่วคราวในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มอื่นเท่านั้น แต่เป็นจุดสำคัญที่อาจผลักให้นักเรียนกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษาแบบถาวร ความเหลื่อมล้ำจะหนักหนาขึ้นไปอีก อันเนื่องมาจากการฟื้นตัวของระบบการศึกษาไทยจะเป็นรูปทรง K-shape คนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาเหมาะสมจะยิ่งทิ้งห่างคนที่ไม่มีโอกาสออกไปเรื่อย ๆ ภายหลังวิกฤตคลี่คลาย 

เรื่องความเท่าเทียมด้านการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ที่ผมว่าต้องแก้กันหลาย ๆ องค์ประกอบ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและเป็นการมองในระยะยาวก็คือ แนวคิดของบางประเทศที่สนับสนุนและส่งเสริมระบบการเลือกเรียน และประเมินผลในด้านวิชาชีพแทนที่จะเน้นวิชาการ ในมุมมองของผู้ว่าจ้างภาคเอกชน เราเห็นกันว่าทักษะของแรงงานในอนาคตอันใกล้นี้จะไม่เหมือนเดิม เนื้องานมีรูปแบบใหม่ที่ทักษะเฉพาะจะมีความสำคัญมากขึ้น การยกระดับหลักสูตร ปวช. ปวส. โพลีเทคนิคต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่น่าจะเป็นแนวทางที่ผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณา 

ถ้ามีแผนการยกระดับปฏิรูปการศึกษาภาควิชาชีพดี ๆ ผมเชื่อว่าภาคเอกชนก็ยินดีสนับสนุน และเมื่อภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุน ทุนทรัพย์ในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน ฝากไว้คิดกันครับ

สรุปสาระสำคัญ 

บทความสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 แม้สังคมจะให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุข แต่ประเด็นเด็กและการศึกษาไม่ควรถูกมองข้าม เพราะมีผลต่ออนาคตของประเทศโดยตรง ก่อนโควิด ระบบการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำอยู่แล้วระหว่างเด็กที่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้กับเด็กยากจนที่ขาดแม้กระทั่งอุปกรณ์พื้นฐาน

ระบบการศึกษาที่เน้นการแข่งขันเชิงวิชาการและการสอบเข้า ทำให้เด็กที่มีฐานะสามารถเข้าถึงกวดวิชาและโอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่า ขณะที่เด็กด้อยโอกาสเสียเปรียบมากขึ้น ข้อมูลจาก กสศ. ระบุว่ามีเด็กยากจนกว่า 1.8 ล้านคนเสี่ยงหลุดจากระบบ และอีกกว่า 4 แสนคนได้รับผลกระทบจากรายได้ครัวเรือนลดลง

การเรียนออนไลน์ยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำ เพราะต้นทุนอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตสูงสำหรับครอบครัวยากจน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการเรียนรู้มากขึ้น และอาจนำไปสู่การหลุดจากระบบอย่างถาวร อีกทั้งการฟื้นตัวหลังโควิดมีลักษณะ K-shape ทำให้ช่องว่างยิ่งกว้างขึ้น

ทางออกเชิงระบบคือการปรับการศึกษาให้เน้นทักษะวิชาชีพ ยกระดับอาชีวศึกษา และเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1

ปัญหาหลักที่บทความต้องการชี้ให้เห็นมากที่สุดคือข้อใด
ก. การขาดงบประมาณของโรงเรียน
ข. ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ค. จำนวนครูไม่เพียงพอ
ง. หลักสูตรไม่ทันสมัย

เฉลย: ก. ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
เหตุผล: เนื้อหาทั้งหมดเน้นความแตกต่างของโอกาสทางการเรียนรู้ระหว่างกลุ่มเด็กเป็นหลัก

ข้อ 2

เหตุใดการเรียนออนไลน์จึงยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
ก. ครูไม่มีทักษะการสอน
ข. เด็กไม่สนใจเรียน
ค. ต้นทุนอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตสูงสำหรับครอบครัวยากจน
ง. โรงเรียนไม่เปิดทำการ

เฉลย: ค.
เหตุผล: บทความชี้ว่าค่าอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตเป็นภาระสำคัญของครอบครัวยากจน

ข้อ 3

แนวคิด “K-shape recovery” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. ทุกคนฟื้นตัวเท่ากัน
ข. ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนรวยและจนกว้างขึ้น
ค. เศรษฐกิจตกต่ำทั้งหมด
ง. การฟื้นตัวของภาคเกษตรเท่านั้น

เฉลย: ข.
เหตุผล: K-shape คือบางกลุ่มดีขึ้นมาก ขณะที่บางกลุ่มแย่ลงต่อเนื่อง

ข้อ 4

ข้อใดสะท้อน “ความเสี่ยงสูงสุด” ต่อเด็กยากจน
ก. เรียนไม่ทันเพื่อน
ข. ขาดแรงจูงใจ
ค. ไม่มีเวลาเรียน
ง. หลุดจากระบบการศึกษา

เฉลย: ง.
เหตุผล: บทความเน้นว่ามีความเสี่ยง “หลุดจากระบบอย่างถาวร”

ข้อ 5

การสอบแข่งขันและกวดวิชาส่งผลอย่างไร
ก. ลดความเหลื่อมล้ำ
ข. เพิ่มโอกาสเท่าเทียม
ค. ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพขึ้น
ง. เพิ่มความเหลื่อมล้ำทางโอกาส

เฉลย: ง.
เหตุผล: เด็กฐานะดีเข้าถึงกวดวิชาได้มากกว่า ทำให้ช่องว่างกว้างขึ้น

ข้อ 6

ข้อมูลจาก กสศ. สะท้อนประเด็นใดสำคัญที่สุด
ก. จำนวนครูลดลง
ข. โรงเรียนขาดงบประมาณ
ค. เด็กจำนวนมากเสี่ยงหลุดจากระบบ
ง. หลักสูตรไม่เหมาะสม

เฉลย: ค.
เหตุผล: ตัวเลข 1.8 ล้านคนสะท้อนความเสี่ยงหลุดจากระบบโดยตรง

ข้อ 7

แนวทางแก้ปัญหาที่บทความเสนอคือข้อใด
ก. เพิ่มการสอบแข่งขัน
ข. ลดจำนวนโรงเรียน
ค. เพิ่มกวดวิชาฟรี
ง. ยกระดับอาชีวศึกษาและทักษะวิชาชีพ

เฉลย: ง.
เหตุผล: เน้นปรับระบบไปสู่ทักษะวิชาชีพและอาชีวศึกษา

ข้อ 8

บทบาทภาคเอกชนที่เหมาะสมตามบทความคืออะไร
ก. จัดสอบกลางประเทศ
ข. สนับสนุนทุนและการพัฒนาทักษะ
ค. ควบคุมหลักสูตร
ง. แทนที่ครูทั้งหมด

เฉลย: ข.
เหตุผล: บทความเสนอให้เอกชนสนับสนุนทรัพยากรและโอกาสทางการศึกษา

ข้อ 9

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กยากจนหลุดจากระบบคืออะไร
ก. ความขี้เกียจ
ข. ไม่มีโรงเรียน
ค. ต้องช่วยครอบครัวทำงาน
ง. ไม่มีเพื่อน

เฉลย: ค.
เหตุผล: รายได้ลดลงทำให้เด็กต้องออกมาช่วยครอบครัว

ข้อ 10

หากผู้บริหารโรงเรียนต้องแก้ปัญหานี้ ควรทำสิ่งใดมากที่สุด
ก. เพิ่มการบ้าน
ข. เพิ่มการสอบ
ค. ลดความสำคัญทักษะวิชาชีพ
ง. สนับสนุนการเข้าถึงอุปกรณ์และลดความเหลื่อมล้ำการเรียนรู้

เฉลย: ง.
เหตุผล: เป็นการแก้ที่ต้นเหตุด้านโอกาสและทรัพยากรการเรียนรู้

 
 

ความเห็นของผู้ชม