
จากกรณีมีนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุทัยธานี ทำร้ายร่างกายครูผู้สอนเนื่องจากไม่พอใจคะแนนสอบนั้น
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการทางการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีที่ครูถูกนักเรียนทำร้ายในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการศึกษาที่ยังใช้การนับคะแนนอยู่ ทั้งนี้ ตนรู้สึกว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยังไม่ได้มีการออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เร็วเท่าที่ควร และการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามมักเกิดขึ้นจากการเกิดเหตุการณ์รุนแรงมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ครูอยู่เวรแล้วถูกทำร้ายแล้วจึงมีการยกเลิกครูเวร การที่ครูทำการปลิดชีวิตตัวเองเนื่องจากภาระงานที่มากไปแล้วจึงมีการยกระดับการลดภาระงานครู ฉะนั้นตนมองว่าสถานศึกษาในปัจจุบันเต็มไปด้วยความเสี่ยงและสอดแทรกไปด้วยความรุนแรง
“ตัวโครงสร้างและหลักสูตรของไทยเรื่องการวัดผลเป็นสิ่งที่นำหน้าความรู้ความสามารถ เด็กนักเรียน ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับคะแนนเป็นหลัก ซึ่งเด็กจะต้องพยายามแข่งขันเพื่อทำยังไงก็ได้ให้คะแนนดีที่สุดเพื่อรับผลตอบแทนจากผู้ปกครอง จนบางครั้งก็เกิดคำถามจากผู้ปกครองว่า ทำไมได้คะแนนแค่นี้ หรือครั้งไหนที่ทำคะแนนได้ดีก็จะได้รับรางวัล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การวัดและประเมินผลถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ผมว่าควรจะมีการทบทวนเรื่องของการวัดผลและหลักสูตรทั้งหมดได้แล้ว” นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่อุทาหรณ์เฉพาะเด็กแต่ผู้ปกครองเองก็ควรจะได้รับบทเรียน ต้องตั้งคำถามว่าความสุขของผู้ปกครองคือการที่เด็กมารายงานผลว่าตนเองสอบได้คะแนนดีจริงหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเป็นการทำร้ายบุตรหลานมากกว่าหรือไม่ ทั้งนี้ เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการทำให้ครูเกิดบาดแผลในจิตใจ ฉะนั้นตนอยากจะเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับครูออกมาขับเคลื่อน แสดงความกระตือรือร้นในการดูแลวิชาชีพครูให้มีความเหมาะสมมากกว่านี้
จากกรณี ครูสาวรายหนึ่ง ร้องเรียนว่า นักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายครูสาวจนได้รับบาดเจ็บสาหัส กลางห้องเรียน ในโรงเรียนเอกชนชื่อดัง แค่เพียงเพราะไม่พอใจผลคะแนนสอบ เหตุเกิดที่ จ.อุทัยธานี
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก “ปารมี ไวจงเจริญ” แสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว ระบุว่า
จากข่าวนี้ที่เกิดเหตุการณ์นักเรียนชาย ม.5 ทำร้ายครูจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ดิฉันขอเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานต้นสังกัด (หากเป็นโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสังกัดอื่น) ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายค่ะ ดิฉันยืนยันอย่างหนักแน่นว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยของทุกคนทั้งนักเรียน, ครูและบุคลากรทางศึกษาค่ะ
แต่ดิฉันอยากให้สังคมพิจารณาเหตุการณ์นี้อย่างรอบด้านเป็นองค์รวมค่ะ แน่นอนค่ะว่า การกระทำความรุนแรงของนักเรียนคนนี้เป็นความผิด และต้องมีกระบวนการสืบสวนสอบสวนต่อไป แต่การที่เด็กคนหนึ่งจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงขึ้นมาได้นั้น อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นการอบรมเลี้ยงดูและความรักความอบอุ่นจากครอบครัว (ซึ่งสำคัญมากในการหล่อหลอมเด็กหนึ่งคนขึ้นมา) หรืออาจจะเกิดจากปัญหาในโรงเรียน, ในห้องเรียน หรือในกลุ่มเพื่อนทั้งเพื่อนในโรงเรียนและเพื่อนละแวกบ้าน หรืออื่น ๆ อีกมากมาย
เหตุการณ์นี้ดิฉันหวังอยากให้เกิดการบูรณาการการทำงานของทุกฝ่ายทั้งกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวง พม. (ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์), องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่สำคัญคือ ครอบครัวของผู้ก่อเหตุ ต้องร่วมกันเข้าไปค้นหาสาเหตุให้ได้ว่าเกิดจากอะไร และร่วมกันออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอึก ซึ่งหนึ่งในมาตรการป้องกันนั้น ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกโรงเรียนต้องมีนักจิตวิทยาในการให้คำปรึกษากับนักเรียน, ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะทุกวันนี้กระทรวงศึกษาจัดให้มีแค่นักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่ ซึ่งดิฉันเห็นว่าไม่พอค่ะ
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอให้สังคมฉุกคิดอย่างหนึ่งว่าการจะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งขึ้นมาให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีนั้น ต้องเกิดจากความร่วมมือของทั้งครอบครัว, โรงเรียน, ชุมชน, หน่วยงานรัฐและสังคมค่ะ เราทุกคนในสังคมก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันหล่อหลอมเด็กหนึ่งคนให้เติบโตขึ้นมาในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม ถ้าเราปลูกฝังความรุนแรง เด็กก็จะซึมซับความรุนแรง แต่ถ้าเราปลูกฝังการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลหรือปลูกฝังหลักการเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์อย่างเสมอภาคกัน เด็กก็จะซึมซับในสิ่งที่เราปลูกฝังค่ะ
ครูสาวเข้าให้ปากคำ หลังถูกม.5 ทำร้าย ยังไม่พร้อมให้สัมภาษณ์ เพื่อนสนิทเผย ครูอยากลาออก เนื่องจากยังวาดกลัว อ้างนักเรียนเคยมีประวัติทำร้ายนักเรียนหญิง-พ่อแม่
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่ สภ.หนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ท้องที่เกิดเหตุคดีนักเรียนชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายครูสาวครูประจำวิชาคณิตศาตร์ โดย พ.ต.ท.เรวัติ ศิริตื้นลี พนักงานสอบสวน ได้เรียกตัวผู้เสียหายมาสอบคำเพิ่มเติม ภายหลังจากออกจากโรงพยาบาลที่รักษาตัวแล้ว เนื่องจากขณะนอนรักษาตัวจิตใจยังบอบช้ำไม่สามารถที่จะให้การได้ ส่วนนักเรียนชั้น ม.5 ที่ก่อเหตุ ยังไม่ได้มีการสอบสวน ต้องรอการนัดหมายและสอบสวนต่อหน้าสหวิชาชีพ จึงจะสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ ส่วนครูสาวผู้เสียหาย ผู้สื่อข่าวพยายามจะขอสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าสาเหตุความเป็นมาเป็นอย่างไร แต่ผู้เสียหายไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ พูดเพียงแต่ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามข่าวที่นำเสนอตามสื่อต่างๆ เท่านั้น
ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามที่จะหาข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เป็นเพื่อนสนิท ได้ให้ข้อมูลจากการพูดคุยทางโทรศัพท์ ว่า ครูผู้เสียหายอายุ 33 ปี ดูนิสัยส่วนตัวเป็นคนเรียบร้อยไม่ค่อยพูดกับใคร ไม่ค่อยมีปากมีเสียงกับใคร และเป็นคนที่ใจดีกับเด็กนักเรียน ที่ผ่านมาไม่เคยมีปากเสียงกับเด็กนักเรียนคนนี้ นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรก แต่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เด็กนักเรียนชายคนนี้ เมื่อเทอมที่แล้วเคยตบเด็กนักเรียนผู้หญิงหน้าบวม และพ่อกับแม่มาเคลียร์ และประมาณ ม.4 เคยทำร้ายร่างกายพ่อตัวเอง
ถือว่าเด็กคนนี้เป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง ครูคนนี้สอนที่โรงเรียนแห่งนี้มา 11 ปีแล้ว ตอนนี้มีความรู้สึกว่าอยากลาออก เนื่องจากว่ายังมีความรู้สึกกลัว เนื่องจากโดนทำร้ายร่างกายหนัก และที่บ้านของเด็กนักเรียนค่อนข้างมีฐานะ กลัวอิทธิพลด้วย และรู้สึกอับอายที่โดนทำร้ายต่อหน้าเด็กนักเรียน วันที่โดนทำร้ายตอนกลับบ้านไปต้องโกหกลูกตัวเองว่าที่หน้าบวมเพราะว่าโดนผึ้งต่อย เนื่องจากลูกยังเล็กไม่อยากให้ลูกรู้เหตุการณ์
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุทัยธานี ทำร้ายร่างกายครูผู้สอน เนื่องจากไม่พอใจคะแนนสอบนั้น
เบื้องต้นทางสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้รับทราบรายงานเรื่องดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตอนนี้อยู่ในกระบวนการสอบถามความคืบหน้าไปยังศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) อุทัยธานี ซึ่งเรื่องนี้ทางโรงเรียนจะเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งในส่วนของการสอบสวนข้อเท็จจริงและการดำเนินการตามระเบียบหรือกฎหมายที่กำหนด โดยทราบมาว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับคดีอาญาด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งก็จะต้องติดตามว่าโรงเรียนจะดำเนินการอย่างไร ในส่วนของการเยียวยาครูที่ถูกทำร้ายร่างกายทางโรงเรียนก็จะมีการพิจารณาในการดูแลให้ตามความเหมาะสมอยู่แล้ว ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดอยู่ระหว่างการสอบถาม
ไม่พอใจคะแนนสอบ! นักเรียนชาย ม.5 รัวต่อย-ตีเข่าใส่ครูสาวกลางห้องเรียน ครูยันเอาเรื่องถึงที่สุด
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจโหนกระแส ได้รับการร้องเรียน จากครูรายหนึ่งว่า นักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายครูสาวจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แค่เพียงเพราะไม่พอใจผลคะแนนสอบ เหตุเกิดที่ จ.อุทัยธานี เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
โดยครู ระบุว่า เมื่อวันเกิดเหตุ ครูเตรียมที่จะเข้าไปประกาศผลสอบกลางภาคที่ห้องเรียน ระหว่างนั้นนักเรียนชาย ม.5 คนดังกล่าวได้เข้ามาถามครูว่า “ครูครับผมได้คะแนนสอบเท่าไหร่” ครูก็ตอบไปว่า “ได้ 18 คะแนน” นักเรียนชายจึงขอดูคะแนน ครูก็ให้ดู ซึ่งในส่วนที่เขาไม่ได้คะแนนเต็มเป็นส่วนที่ต้องแสดงวิธีทำ เขาทำมา 2 บรรทัด มีเพียงคำตอบซึ่งถูกต้อง แต่เขาไม่ได้แสดงวิธีทำ ครูจึงไม่ได้ให้คะแนนเต็ม พร้อมกับอธิบายให้ฟังว่าทำไมไม่ได้คะแนนเต็ม
แต่นักเรียนไม่ฟัง ครูจึงบอกว่า งั้นไปฟังคุณครูท่านอื่นก็ได้ ว่าครูท่านอื่นจะให้คะแนนแบบครูไหม จากนั้นนักเรียนก็ไปถามครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์เหมือนกัน ครูก็อธิบายให้ฟังว่าทำไมถึงได้คะแนนแบบนี้ ครูเขาก็บอกว่าคะแนนก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอนแต่ละท่านด้วย
ก่อนที่นักเรียนชายจะเดินกลับมาหาครูพร้อมกับบอกว่า ครูที่ไปถามให้คะแนนเท่านี้ ครูจะให้ผมเท่าไหร่ ครูก็บอกว่าครูให้เท่านี้แหละ ไม่ให้เพิ่ม เพราะถือว่าอยู่ที่ดุลพินิจของครูผู้สอนแต่ละท่าน และครูก็บอกเขาว่าให้เขาไปสงบสติอารมณ์ก่อนแล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่
ทำให้นักเรียนเตะโต๊ะที่ครูนั่งตรวจข้อสอบ 1 ครั้ง แล้วก็ออกจากห้องไปประมาณ 10 นาที ก่อนจะกลับเข้ามาใหม่ แล้วพูดว่า “ครูต้องขอโทษผม” ครูก็เลยถามย้อนกลับไปว่า “ใครกันแน่ที่ต้องขอโทษ” ซึ่งนักเรียนคนดังกล่าวก็นั่งอยู่ที่โต๊ะประมาณ 2-3 นาที
แล้วจู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาต่อยใบหน้าครูหลายครั้ง เตะ และตีเข่าใส่ครู จนเพื่อนๆ ในห้องเกิดอาการหวาดกลัว แต่ก็พยายามเข้ามาช่วยห้าม กระทั่งมีครูอีกคนเข้ามาช่วย แต่นักเรียนชายคนดังกล่าวก็ยังใช้คำพูดหยาบคายด่าทอครู และยังบอกอีกว่า “สมควรแล้ว ที่ทำกับครูแบบนี้
หลังเกิดเหตุครูได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งมีอาการฟกช้ำที่ดวงตา หัวด้านซ้ายบวม ซี่โครงอักเสบ และได้ไปแจ้งความไว้แล้วที่ สภ.หนองฉาง เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจนัดสอบปากคำวันที่ 12 ส.ค.68
ขณะเดียวกัน หลังเกิดเหตุ ผู้ปกครองของนักเรียน ได้ติดต่อเข้ามาขอโทษครูแทนลูก โดยนักเรียนชายคนดังกล่าวถูกพักการเรียน และเขาได้มาทำเรื่องลาออกจากโรงเรียนในเวลาต่อมา
ทุกวันนี้ตอนนอนก็ยังมีอาการผวาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นตัวที่ไม่ดีให้กับคนอื่น เรื่องคะแนนสอบ ไม่จำเป็นต้องมาทำร้ายร่างกายกันขนาดนี้ เพราะมีอีกหลายวิธีในการแก้ปัญหาในส่วนตรงนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกใช้กำลังกับครู
ต่อมาแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์จะเอ่ยนาม เผยว่าจากกรณีที่มีเพจดังนำไปโพสต์นั้นเป็นความจริงทุกประการ และยังได้ส่งคลิปเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งภาพเป็นภาพที่นักเรียนชายชั้น ม.5 ของโรงเรียนเอกชนดังของจังหวัดอุทัยธานี โดยเรียนตั้งอยู่ที่อำเภอหนองฉาง
และในภาพนักเรียนที่ก่อเหตุมีร่างกายกำยำสูงประมาณ 170 ซม. เข้ามารัวหมัดอย่างโหดร้ายไม่คิดว่าทำกับผู้หญิงถึงกับทำให้ถึงตาย โดยต่อยรัวหมัดไปที่ใบหน้ครูชุดแรก ซึ่งครูพยามจะสู้แต่สู้กำลังของนักเรียนที่ก่อเหตุไม่ได้ และถูกตีเข่าใส่ 1 ครั้ง และยังได้รัวหมัดอีกนับไม่ถ้วน ตอนนั้นไม่มีนักเรียนมาห้ามแต่อย่างใด มีแต่นักเรียนหญิง
ต่อมามีนักเรียนหญิงมากันไว้ นักเรียนที่ก่อเหตุยังถีบซ้ำอีก รวมแล้วประมาณ 14 – 15 หมัด รวมทั้งตีเข่าและถีบอีกอย่างละ 1 ครั้ง สุดท้ายมีครูชายเข้ามาห้าม แต่ครูหญิงบอบช้ำไปทั้งตัว
สำหรับครูหญิงที่ถูกทำร้ายเป็นคนร่างเล็กสูงประมาณ 150 ซม.ซึ่งไม่มีทางสู้แน่นอน กำลังนั่งโต๊ะครูอยู่หน้าชั้นเรียนรอนักเรียนซึ่งมีนักเรียนชายจำนวน 8 คน และนักเรียนหญิง 28 คน รวมทั้งห้อง 36 คน ซึ่งขณะนั้นไม่มีนักเรียนชายอยู่แม้ซักคนเดียว มีเพียงผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้ชายเท่านั้น และนักเรียนหญิงเกือบ 20 คนเท่านั้น
แหล่งข่าวแจ้งมาว่า ครูหญิงถูกนักเรียนที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายยืนยันที่จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่ยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว ขอพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามที่จะติดต่อขอพบกับนักเรียน และผู้ปกครองของนักเรียนที่ก่อเหตุแต่ไม่สามารถจะติดต่อได้
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่จังหวัดอุทัยธานี ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนักเรียนชาย ม.5 ทำร้ายครูสาว ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ทาง น.ส.ภรณ์ทิพย์ อายุ 33 ปี ครูสาวรายดังกล่าว ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม โดยมี พ.ต.อ.อนันต์ วงศ์ศรีสุนทร ผกก.สภ.หนองฉาง ควบคุมการสอบสวนเพื่อให้รัดกุมเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เนื่องจากเป็นเยาวชนที่ก่อเหตุ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองฉาง ได้ทำการสอบปากคำทางครูสาวและเยาวชนเป็นที่เรียบร้อย พร้อมประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการสอบเพิ่มเติม เนื่องจากผู้ก่อเหตุนั้นอายุไม่ถึง 18 ปี จำเป็นต้องให้สหวิชาชีพของจังหวัดอุทัยธานี ดำเนินการสอบปากคำตามกฎหมายเด็กเยาวชนต่อไป
ต่อมาทาง พนักงานสอบสวน สภ.หนองฉาง ได้เชิญ ครูภรณ์ทิพย์ ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไปยังห้องเรียนที่เกิดเหตุเพื่อทำแผน ที่บริเวณห้องที่เกิดเหตุ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งเป็นห้องพิเศษ เพื่อทำการชี้จุดที่เกิดเหตุ
โดย น.ส.ภรณ์ทิพย์ ได้เปิดเผยว่า ห้องเรียนดังกล่าว มีครูประจำชั้นชื่อ น.ส.กนกวรรณ รอดไผ่ และตนเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โดยวันเกิดเหตุตนเองได้มาตรวจข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ขณะเกิดเหตุขณะนั้นตัวเองได้กำลังนั่งตรวจข้อสอบนักเรียน ก่อนมีการพูดคุยกับนักเรียนชายคู่กรณี จนเกิดเหตุตามในภาพคลิปวีดีโอดังกล่าว
จากกรณีมีนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุทัยธานี ทำร้ายร่างกายครูผู้สอนในห้องเรียน เนื่องจากไม่พอใจคะแนนสอบ โดยนักเรียนชายรายดังกล่าวถูกลงโทษพักการเรียน และได้มาทำเรื่องลาออกจากโรงเรียนในเวลาต่อมา ขณะที่ครูสาวได้เข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองฉาง เรียบร้อยแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุแล้ว ซึ่งก็ได้มีการกำชับไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ให้ติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และทราบว่ามีการมอบหมายให้ทางศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)อุทัยธานีไปติดตามโรงเรียนที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชน ดังนั้น จึงถือเป็นอำนาจของโรงเรียนในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ตนก็ได้กำชับให้ทางสช. กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว เชื่อว่านายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) จะออกมาชี้แจง และวางแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมต่อไป
“สำหรับรายละเอียด ต่าง ๆ นั้น คงต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าสาเหตุของความรุนแรงดังกล่าวเกิดจากอะไร หากไปตัดสินจากข่าวที่ออกมาเพียงอย่างเดียวคงไม่ถูกต้อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สช. หรือกระทั่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถึงแม้จะไม่ใช่หน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนแห่งนี้ ไม่ได้นิ่งนอนใต และคงต้องนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาถอดบทเรียนเพื่อวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นในโรงเรียนต่อไป”นางนฤมล กล่าว
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.อุทัยธานี ใช้ความรุนแรงต่อครูผู้สอนว่า
ขอยืนยันอย่างชัดเจนว่าความรุนแรงต่อบุคลากรทางการศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในทุกกรณี ตนขอแสดงความห่วงใยไปยังทั้งคุณครูผู้เสียหายและนักเรียนที่เกี่ยวข้อง ย้ำว่าการแก้ไขปัญหานี้ ไม่ใช่การชี้ว่าฝ่ายใดผิดแล้วลงโทษ แต่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านว่าพฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากสาเหตุใด กระทรวงฯ จะประสานให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเครียด ความกดดันจากผลการเรียน หรือภาวะอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางระบบประสาท
ทั้งนี้ ตนเห็นว่าจำเป็นต้องมีนักจิตวิทยาเข้าไปดูแลนักเรียนโดยเร็ว เพื่อป้องกันผลกระทบทางจิตใจต่อครู นักเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง
เหตุการณ์นี้สะท้อนโจทย์สำคัญที่อาจต้องนำมาพิจารณาต้องทบทวน คือ
1.ระบบการสอบและการวัดประเมินผล หากระบบการเรียนการสอนสร้างแรงกดดันจนทำให้เด็กใช้ความรุนแรง แสดงว่าเราจำเป็นต้องทบทวนว่ากำลังสร้างทรัพยากรมนุษย์แบบใดสู่สังคม การวัดประเมิน ทดสอบแบบ one’s size fit all ใช้ไม้บรรทัดเดียวกับเด็กทุกคน การเอาปลาไปแข่งปีนต้นไม้ เอานกไปว่ายน้ำอาจจะต้องเปลี่ยน
2.การดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน ระบบการศึกษาของเราอาจยังละเลยเรื่องนี้อย่างมาก นักเรียนบางคนใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น บางคนใช้ความรุนแรงกับตนเอง ซึ่งสะท้อนการขาดทักษะในการรับรู้และจัดการอารมณ์ของตนเอง (Mental Health Literacy) จนสะท้อนตัวเลขอย่างชัดเจนโดยกรมสุขภาพจิต ว่าเด็กและเยาวชนมีสภาวะซึมเซาและวิตกกังวลเพิ่มสูงขึ้น และการฆ่าตัวตายในเด็กกลายเป็นสาหตุของการเสียชีวิตอันดับที่ 3 ในสาเหตุการตายของเด็กและเยาวชน
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับนักเรียน ครูบางคนก็ประสบเช่นเดียวกันเราจึกเห๋นความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากครูไม่น้อย เราควรทำให้การสร้างทักษะด้านนี้อยู่ในระบบการศึกษาอย่างจริงจัง รวมถึงการนำแม้ทางกระทรวงศึกษาจะ มีการดำเนินโครงการ school health hero และOBEC CARE เพื่อช่วยเหลือบรรเทาเบื้องต้น แต่ความร่วมมือก็ยังไม่ได้กว้างขว้าง ดังนั้นการพิจารณา ความช่วยเหลือของทีมสหวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างครบวงจร จึงควรเกิดขึ้นในส่วนนี้หรือไม่
3.ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การเผยแพร่คลิปเหตุการณ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพจิตใจของทั้งครูและนักเรียน และยังเสี่ยงต่อการผลิตซ้ำความรุนแรงในสังคม สื่อและประชาชนควรตระหนักและเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อ
ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าไม่มีเด็กคนใดอยากทำร้ายผู้อื่น การตัดสินจากภาพเพียงไม่กี่วินาทีอาจไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เราทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออกเชิงระบบ ทั้งในด้านการเรียนการสอน การดูแลสุขภาพจิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในสถานศึกษา
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 11 สิงหาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
เลขาธิการคุรุสภาให้ความเห็นกรณีนักเรียนทำร้ายครูในมุมครูเป็นบุคลากรวิชาชีพ
จากกรณีข่าวครูถูกนักเรียนทำร้าย หลังจากได้หาข้อเท็จจริงเบื้องต้นในฐานะสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงอยากให้ทุกฝ่ายพิจารณาอย่างมีสติ และขอแสดงความคิดเห็น ดังนี้
1. เราต้องดูแลให้กำลังใจกับครูท่านนี้เพราะเขาไม่ได้ทำผิดจรรยาบรรณ หรือวินัย ความตั้งใจของครูทำงานเพื่อศิษย์ และครูก็ไม่เคยคิดว่าจะโดนลูกศิษย์กระทำแบบนี้ ขอครูมั่นคงในการเป็นครูที่ดีต่อไป
# จึงอยากให้ทุกฝ่ายช่วยส่งกำลังใจให้กับครูท่านนี้ โดยเฉพาะ ผู้บริหารระดับสูง ต้นสังกัด ผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อนครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และครูในประเทศไทยทุกคน
2. ผู้ปกครองในฐานะคนใกล้ชิด เห็นพัฒนาการทุกด้านของลูกมาตลอดระยะเวลาที่เขาเติบโตมา ต้องทบทวนพฤติกรรมลูกของตนเอง ว่าเป็นเพราะอะไร เราเลี้ยงเขามามีตรงไหนที่ทำให้เขามีวิธีคิดแบบนี้ หรือมีสภาพแวดล้อมอะไรที่ทำให้เขาเกิดพฤติกรรมแบบนี้ และอย่าไปโทษลูกเรา ผู้ปกครองต้องมีสติ และวิเคราะห์หาสาเหตุ หาทางออกเพื่อแก้พฤติกรรม แต่ที่สำคัญผู้ปกครองต้องยอมรับการกระทำนี้
# การหาทางเพื่อช่วยลูกต้องร่วมมือกับสถานศึกษา ครู และทีมสหวิชาชีพ ที่สำคัญผู้ปกครองต้องเปิดใจพร้อมร่วมแก้ไขปัญหาพฤติกรรมลูก และหาสาเหตุที่ตรงให้พบ จะได้แก้ถูกจุด
3. ครูผู้ถูกเด็กกระทำต้องเข้มแข็ง และต่อสู้กับความรู้สึกที่ไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม ลูกศิษย์เราก็เป็นลูกคนหนึ่ง บางครั้งอาจจะขาดความยั้งคิด ด้วยประสบการณ์ ภูมิหลังจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ที่เขาไม่เคยได้รับรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับพฤติกรรม
# การให้สูงสุดคือการให้อภัย # แต่อย่างไรเด็กคนนี้เขาก็ต้องได้รับผลการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกของตนเอง เขาและครอบครัว ได้รับแรงกระแทกจากสังคมที่เป็นเชิงลบ หรืออาจจะมีกระบวนการยุติธรรม
4. นักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ หรือเห็นจากข่าว ต้องคิดว่า ครูคือคนที่เราเคารพรัก ครูคือผู้ที่ปรารถนาดี ครูคือผู้มีพระคุณต่อเรา เราต้องรักเคารพ กตัญญู หากมีโอกาสเราต้องเข้าช่วยเหลือถ้ามีโอกาส อาจจะในรูปแบบการให้กำลังใจ สำหรับคนที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์และต้องคิดว่าเราจะไม่นำวิธีการแบบนี้มาเป็นตัวอย่างในการกระทำ เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
# ความรัก ความศรัทธา ความกตัญญู จะนำพาไปสู่ความเจริญในชีวิต
5. ทุกคนในสังคมพึงต้องใช้สติในการแสดงความคิดเห็น เพราะเชื่อมั่นว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้
# เรื่องการศึกษา เพื่อสร้างคนคุณภาพ ทุกฝ่ายต้องหันหน้ามาร่วมคิดร่วมทำ สถานศึกษา บ้านครอบครัว ชุมชน สังคม จับมือไปด้วยกันอย่างจริงใจ และจริงจัง จึงจะสำเร็จ ต้องให้กำลังใจกัน
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม
เลขาธิการคุรุสภา
ที่มา ; FB คุรุสภา
เกี่ยวข้องกัน
วิเคราะห์ปัญหา ชี้ทางแก้ กรณีนักเรียนทำร้ายครู สะท้อนการศึกษาเน้น 'ผลลัพธ์' มากกว่า 'เรียนรู้'
ผศ.ดร.พงษ์ภิญโญ แม้นโกศล คณบดีวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึง เหตุการณ์กรณีนักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายครู เพราะไม่พอใจที่ได้คะแนนกลางภาค 18 จาก 20 คะแนน ว่า กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจในสังคม เมื่อมองแต่เพียงผิวเผิน หลายคนอาจมองว่าเป็นปัญหาเฉพาะบุคคลของเด็กที่ “ขาดความเคารพครู” หรือ “โกรธง่าย” แต่ในมุมของการศึกษา นี่เป็นสัญญาณเตือนถึงรากปัญหาที่ซ่อนอยู่ ทั้งด้านค่านิยมการเรียนรู้ ความสัมพันธ์ครูกับนักเรียน และการปลูกฝังทักษะชีวิตของเยาวชน เหตุการณ์ลักษณะนี้ต้องได้รับการวิเคราะห์อย่างรอบด้านเพื่อทำความเข้าใจสาเหตุเชิงลึก และหาแนวทางแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต
จากข้อมูลข่าว ครูผู้สอนอธิบายว่าให้คะแนนไม่เต็มเพราะนักเรียนไม่ได้แสดงวิธีทำ แม้คำตอบจะถูกต้อง แต่นักเรียนไม่พอใจคำอธิบายนี้จึงลงมือทำร้ายครูในห้องเรียนทันที ประวัติพฤติกรรมยังชี้ว่าผู้ก่อเหตุเคยทำร้ายทั้งเพื่อนและพ่อมาก่อน แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เกี่ยวพันกับรูปแบบการจัดการอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม สะท้อนให้เห็นว่าทักษะชีวิตที่สำคัญนี้ขาดหายไป การควบคุมอารมณ์และการยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) ไม่ได้ถูกฝึกอย่างเป็นระบบ
อีกประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาคือ ค่านิยมในระบบการศึกษาไทยที่มักวัดคุณค่าของผู้เรียนด้วย “คะแนน” คะแนนสอบจึงถูกมองเป็นตัวแทนทั้งความสามารถและคุณค่าของตัวตน ส่งผลให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายสูงสุดที่การได้คะแนนเต็ม แทนที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ในบางกรณีพบว่ามีแรงกดดันจากครอบครัวที่มีความคาดหวังสูง อาจทำให้ผู้เรียนเชื่อมโยงผลคะแนนเข้ากับการได้รับการยอมรับหรือความรักจากพ่อแม่ เมื่อคะแนนที่ได้ต่ำกว่าที่คาดหวัง จึงถูกตีความว่าเป็น “ความล้มเหลว” ที่ยอมรับไม่ได้ และมองความผิดพลาดเล็กน้อยเป็นปัญหาใหญ่เกินจริง
อีกสาเหตุหนึ่งที่อาจจะทำให้เกิดความรุนแรงในห้องเรียนก็คือ ความสัมพันธ์ของครูกับนักเรียน ครูกับนักเรียนบางครั้งก็สื่อสารและสร้างความเข้าใจกันได้ไม่ดีพอ หากครูสื่อสารเรื่องเกณฑ์การให้คะแนนไม่ชัดเจน หรือขาดพื้นที่ให้ผู้เรียนแสดงความเห็นอย่างปลอดภัย นักเรียนก็จะรู้สึกว่าครูไม่ยุติธรรมหรือไม่รับฟัง ความไม่พอใจเล็กน้อยอาจลุกลามบานปลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงดังที่เกิดขึ้นได้
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนชัดว่า การศึกษาของไทยต้องสอนมากกว่าเนื้อหาวิชาเพียงอย่างเดียว และต้องให้ความสำคัญกับ "กระบวนการเรียนรู้" มากกว่าตัวเลขคะแนนสอบ เช่น ในการสอนคณิตศาสตร์ ครูควรประเมินทั้งความเข้าใจ และกระบวนการแก้ปัญหาของผู้เรียน ไม่ใช่เพียงคำตอบสุดท้าย พร้อมให้คุณค่ากับความหลากหลายของวิธีคิด เพื่อพัฒนา Mathematical Reasoning และ Problem Solving ซึ่งถือเป็นหัวใจของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง แล้วพวกเราที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะแก้ปัญหาและป้องกันอย่างไรในแต่ละมิติ
มิตินักเรียน จำเป็นต้องได้รับการปลูกฝัง “ทักษะชีวิต” ที่ช่วยให้สามารถควบคุมอารมณ์และจัดการความผิดหวังได้อย่างสร้างสรรค์ การฝึกสติ และการฝึกยอมรับความล้มเหลวถือเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะมีงานวิจัยยืนยันว่าสามารถลดพฤติกรรมก้าวร้าวและช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
มิติครู นอกจากการสอนเนื้อหาแล้ว ครูต้องมีบทบาทในการสื่อสารเกณฑ์การประเมินอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ใช้การสื่อสารเชิงบวก (Positive Communication) และการฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) เพื่อสร้างความไว้วางใจในห้องเรียน พร้อมส่งเสริม Growth Mindset ให้ผู้เรียนเห็นว่าการพัฒนาตนเองและความพยายามสำคัญกว่าคะแนนที่ได้รับ
มิติโรงเรียน ควรจัดให้มีระบบให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทั้งครูและนักเรียน รวมถึงพัฒนาระบบการประเมินที่หลากหลายเพื่อลดแรงกดดันจากการสอบเพียงอย่างเดียว และจัดนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เป็นรูปธรรม พร้อมระบบรายงานเหตุรุนแรงที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
มิติระบบการศึกษา ภาครัฐและหน่วยงานกำหนดนโยบายต้องสร้างกรอบมาตรฐานที่ชัดเจน สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นกระบวนการคิดและทักษะชีวิต ควบคู่ไปกับการประเมินคุณภาพโรงเรียนในมิติความปลอดภัยทางกายและทางใจ ไม่ใช่เพียงผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย ส่งเสริมศักยภาพ และพัฒนาผู้เรียนให้พร้อมสำหรับชีวิตในโลกความจริง
"บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ คือกระจกสะท้อนสังคมการศึกษาไทยที่ยังเน้น 'ผลลัพธ์' มากกว่า 'กระบวนการเรียนรู้' และละเลยการปลูกฝังทักษะชีวิตให้เยาวชน หากเรายังไม่เปลี่ยนแปลงทั้งในครอบครัว โรงเรียน และระบบนโยบาย เหตุการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นซ้ำ และบั่นทอนความปลอดภัย ความไว้วางใจ และความเป็นมนุษย์ในรั้วโรงเรียน" ผศ.ดร.พงษ์ภิญโญ กล่าว
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 11 สิงหาคม 2568