
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวในงานแถลงข่าวก้าวสู่ปีที่ 2 ชูแนวทาง “ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า การพัฒนาการศึกษาไทย จะต้องทำให้มีศักยภาพในการรองรับและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ในฐานะ รมช.ศธ. ตนได้วางนโยบายโดยเน้นการปฏิรูปไปที่ตัวผู้เรียนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานการศึกษาไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21 ภายใต้นโยบายหลัก 4 เรื่องคือ
1.โค้ดดิ้ง (Coding) เพราะเป็นทักษะที่มีความจำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนต้องเรียนรู้
2.การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยใช้กระบวนการการเรียนการสอน : STI (Science /Technology/Innovation) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโลกในอนาคต
3.การอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย เช่น การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านธนบัตรที่ได้มีการผลิตสื่อร่วมสมัยออกไปแล้ว เป็นต้น และ
4.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง ที่ถือเป็นส่วนสำคัญของประเทศ แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ ซึ่งตนได้เข้ามาปูพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการส่งอาจารย์ไปอบรมหลักสูตรการเป็น Digital Farming 5 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรภูมิศาสตร์และสารสนเทศ หลักสูตรเทคโนโลยีโรงเรือนและการปลูกพืชสมัยใหม่ หลักสูตรการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอและการใช้โดรน หลักสูตรเครื่องจักรการเกษตร และหลักสูตรการออกแบบระบบInternet of Things เพื่อยกระดับการศึกษาของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง รวมถึงเรื่องการเปิดตัวโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่จะใช้กลไกของอาชีวะเกษตรในการขับเคลื่อนให้ชุมชน ลดความยากจน สร้างชลกรดูแลการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่
“หากเราสามารถขับเคลื่อนทั้ง 4 เรื่องนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่ผลลัพธ์เกิดขึ้นที่ตัวเด็ก ตัวผู้เรียน เพราะขณะนี้ทุกอย่างเป็นรูปธรรมแล้วทั้งสิ้นอาจจะมากบ้าง น้อยบ้างและจากนี้เราจะใช้กลไกของสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นฟันเฟือง ในการผลักดันให้ สกศ.เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านการปฏิรูปการศึกษา ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเชื่อมต่อกับทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้บรรลุตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้”รมช.ศธ.กล่าว
ที่มา ; แนวหน้า 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
ข่าวเกี่ยวกัน
เลขาสพฐ.ปลุกระดมครูทั่วประเทศ 5 แสนคน ให้พร้อมก้าวสู่การศึกษายุคดิจิทัล
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันสถาปนาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 18 แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 จึงทำให้ไม่ได้มีการจัดกิจกรรมวันครบรอบเกิดขึ้น ซึ่งการก้าวสู่ปีที่ 18 ของ สพฐ.นั้น ต้องยอมรับว่าบุคลากรครูและนักเรียนกำลังอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนผ่าน เพื่อเข้าสู่การปรับตัวไปสู่ยุคดิจิทัล โดยการศึกษาทุกวันนี้ยังไม่ตอบโจทย์ที่จะทำให้เด็กไทยมีความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันเท่าที่ควร ดังนั้นการศึกษาในยุคนี้เราต้องหาจุดที่จะพัฒนาเด็กไทยให้ไปสู่โลกดิจิทัล หรือ การศึกษาศตวรรษที่ 21 ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งขอให้นักเรียนและครูทุกคนได้ปรับตัวกับการใช้หลักสูตรใหม่ เพราะหลักสูตรฐานสมรรถนะจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ค้นพบศักยภาพของเด็กไทยมากขึ้น
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ครูจะต้องมีส่วนสำคัญในการพัฒนาและปรับตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่ ซึ่งครูจะต้องมีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษ เนื่องจากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและผู้บริหารในเรื่องเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก รวมถึง สพฐ. จะต้องพัฒนาครูในประเด็นนี้ตามนโยบายของ รมว.ศธ. อย่างก้าวกระโดด อีกทั้งขณะนี้ สพฐ. ได้มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรเพื่อความเป็นเลิศระดับเขตพื้นที่ขึ้น โดยศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่ทดสอบและอบรมครูให้สอดรับกับความรู้ยุคดิจิทัล เช่น ภาษาอังกฤษ และเรื่องเทคโนโลยี เป็นต้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในอนาคต
"สพฐ. มีบุคลากรครู ผู้บริหาร และลูกจ้างรวมกว่า 500,000 คน ซึ่งทุกคนอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันภายใต้บ้านหลังนี้ จนทำให้งานของ สพฐ. มีการขับเคลื่อนอย่างก้าวกระโดด และนำไปสู่การสร้างโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากขณะนี้สังคมคาดหวังในการทำงานของเราอย่างมาก ดังนั้นขอให้บุคลากร สพฐ. ทุกคนจงมุ่งมั่นสร้างบ้านหลังนี้ให้มีความแข็งแรงต่อไปด้วยมิติใหม่การศึกษายุคดิจิทัลสู่ปีที่ 18 เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยอย่างเท่าเทียม"เลขาฯ กพฐ. กล่าว
ที่มา; แนวหน้า 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
กระทรวงศึกษาธิการโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยภายใต้แนวคิด “ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน” โดยมุ่งปฏิรูปการศึกษาไปที่ตัวผู้เรียนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมีนโยบายสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาทักษะ Coding เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในยุคดิจิทัล 2) การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) เพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้และการพัฒนาประเทศ 3) การพัฒนาการอ่าน เขียน และประวัติศาสตร์ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาอย่างน่าสนใจ และ 4) การยกระดับวิทยาลัยเกษตรและประมงด้วยเทคโนโลยี เช่น Smart Farming, AI, โดรน และ IoT รวมถึงการพัฒนาชุมชนด้านการจัดการน้ำเพื่อลดความยากจน
ขณะเดียวกัน สพฐ. ได้ผลักดันการศึกษาเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยเน้นหลักสูตรฐานสมรรถนะ การพัฒนาครูด้านเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษ และการจัดตั้งศูนย์พัฒนาครูระดับเขตพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนกว่า 5 แสนคน เป้าหมายร่วมคือการสร้างระบบการศึกษาที่ตอบสนองโลกยุคใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและกลไกของสภาการศึกษาในการขับเคลื่อนเชิงระบบ
นโยบาย “Coding” ในการปฏิรูปการศึกษา มีเป้าหมายสำคัญที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์
ข. พัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
ค. ลดเวลาเรียนในโรงเรียน
ง. เพิ่มการสอบระดับชาติ
เฉลย: ข
เหตุผล: Coding เป็นทักษะดิจิทัลพื้นฐานเพื่อเตรียมผู้เรียนสู่ศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสายวิทย์หรือการสอบ
STI ในบทความหมายถึงข้อใด
ก. Science Technology Innovation
ข. System Teaching Integration
ค. Student Training Initiative
ง. Science Training Index
เฉลย: ก
เหตุผล: STI คือ Science, Technology, Innovation เพื่อใช้ขับเคลื่อนการเรียนรู้และอนาคต
แนวทาง “การเรียนประวัติศาสตร์ร่วมสมัย” มีจุดประสงค์หลักเพื่ออะไร
ก. ลดเนื้อหาประวัติศาสตร์
ข. ทำให้ผู้เรียนเข้าถึงและเข้าใจง่ายขึ้น
ค. แทนที่วิชาสังคมศึกษา
ง. เพิ่มการท่องจำ
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้สื่อร่วมสมัยเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายและน่าสนใจ ไม่ใช่เพิ่มการท่องจำ
การยกระดับวิทยาลัยเกษตรและประมงเน้นแนวคิดใดมากที่สุด
ก. Traditional Farming
ข. Digital Farming
ค. Industrial Farming
ง. Export Farming
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น Smart Farming, AI, IoT คือ Digital Farming
โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนมีเป้าหมายสำคัญคือข้อใด
ก. เพิ่มรายได้โรงเรียน
ข. ลดความยากจนและพัฒนาชุมชน
ค. เพิ่มการใช้เครื่องจักร
ง. ลดจำนวนเกษตรกร
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นพัฒนาชุมชนและลดความยากจนตามแนวพระราชดำริ
หลักสูตรฐานสมรรถนะมีความสำคัญอย่างไร
ก. เน้นการสอบปลายภาค
ข. เน้นความสามารถผู้เรียน
ค. เน้นการท่องจำ
ง. เน้นคะแนน O-NET
เฉลย: ข
เหตุผล: Competency-based เน้นทักษะและความสามารถจริง
บทบาทของศูนย์พัฒนาบุคลากรเขตพื้นที่คืออะไร
ก. คัดเลือกนักเรียน
ข. อบรมและทดสอบครู
ค. จัดสอบแข่งขัน
ง. ผลิตสื่อการสอน
เฉลย: ข
เหตุผล: ทำหน้าที่พัฒนาครูด้านเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษ
ปัญหาหลักที่ สพฐ. พยายามแก้ไขคือข้อใด
ก. จำนวนครูไม่เพียงพอ
ข. การขาดแคลนโรงเรียน
ค. การศึกษาไม่ทันต่อโลกดิจิทัล
ง. งบประมาณไม่พอ
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบการศึกษาไม่ทันการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัล
กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในบทความคือข้อใด
ก. กระทรวงมหาดไทย
ข. สภาการศึกษา (สกศ.)
ค. สำนักงานตำรวจ
ง. องค์กรปกครองท้องถิ่น
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้ สกศ. เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนนโยบาย
เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปการศึกษาตามบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนครู
ข. ลดงบประมาณ
ค. พัฒนาผู้เรียนอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม
ง. เพิ่มการสอบแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งผลลัพธ์ที่ตัวผู้เรียนอย่างมีคุณภาพ เท่าเทียม และยั่งยืน