
เศรษฐกิจจีนเริ่มได้รับผลกระทบจากอัตราเกิดที่น้อยลง หลังกระทรวงศึกษาธิการจีนเผยข้อมูลชี้ว่าในปี 2564-2566 มีโรงเรียนอนุบาลในจีนปิดตัวลงถึง 20,000 แห่ง กระทบตำแหน่งผู้สอนกว่า 170,000 ตำแหน่ง เหตุไม่มีเด็กเข้าเรียน ประชาชนไม่ต้องการมีลูกจากค่าใช้จ่ายที่สูง และภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
จากข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ ระหว่างปี 2564-2566 จำนวนโรงเรียนอนุบาลในจีนลดลง 20,000 แห่งระหว่างปี 2021 ถึง 2023 จาก 294,832 แห่ง เหลือ 274,480 แห่ง ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ลดลง โอกาสในการทำงานที่น้อยลงสำหรับคนรุ่นใหม่ และการปราบปรามการศึกษาที่มุ่งเน้นผลกำไร ทำให้โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ต้องปิดตัวลง
โดยในปี 2566 จำนวนเด็กที่เข้าเรียนในระดับเตรียมอนุบาลในจีนลดลงถึง 5 ล้านคน เหลือ 40.92 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2557 ขณะที่ในปี 2566 ตำแหน่งงานสอนระดับเตรียมอนุบาลแบบเต็มเวลาได้หายไปกว่า 170,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าจำนวนเด็กที่ลดลงส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชากรที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับเด็ก
โดยนอกจากอาชีพด้านการศึกษาและการดูแลเด็กแล้ว งานและธุรกิจอื่นๆ ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากอัตราเกิดที่ลดลงยังรวมถึง อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับเด็ก เช่น ของเล่น เสื้อผ้าเด็ก และ นมผง, อสังหาริมทรัพย์ เพราะความต้องการที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ขึ้นสำหรับครอบครัวอาจลดลง และ ธุรกิจการท่องเที่ยวและบันเทิงสำหรับครอบครัว ซึ่งอาจต้องปรับเปลี่ยนเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มที่ไม่มีบุตร
คนจีนเกิดต่ำ ไม่อยากมีลูกเพราะค่าใช้จ่าย
ปัจจุบัน จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องประสบกับปัญหาประชากรลด และเสี่ยงเจอกับสังคมผู้สูงอายุ เพราะอัตราการเกิดของจีนลดลงต่อเนื่องจากประชากรวัยหนุ่มสาวไม่ต้องการแต่งงานหรือมีลูกเพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย โอกาสในการเจริญเติบโตด้านการงาน รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ยังคงซบเซา
โดยในปี 2566 อัตราการเกิดของจีนลดลงเหลือ 6.77 ต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 1,000 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ขณะที่อัตราเจริญพันธุ์ อยู่ที่ 1.09 ต่อ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 1 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับ 2.1 ที่จำเป็นต่อการรักษาจำนวนประชากรไม่ให้ลดลง
อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงส่งผลให้ ในปี 2566 ประชากรจีนลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี โดยลดลงประมาณ 850,000 คน มาอยู่ที่ 1.4118 พันล้านคน และในปี 2566 ลดลงอีก 2.08 ล้านคน ลงมาเหลือ 1.409 พันล้านคน โดยมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ หากรัฐบาลจีนไม่สามารถกระตุ้นให้ประชากรมีลูกเพิ่มได้สำเร็จ
โดยสถาบันวิจัยประชากร Yuwa ในปักกิ่ง ได้เผยแพร่รายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พบว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปีอยู่ที่ 6.3 เท่าของ GDP ต่อหัว โดยใน 13 ประเทศที่รายงานได้เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ประเทศเดียวที่มีตัวเลขสูงกว่า คือ เกาหลีใต้ ที่ 7.79 เท่า ขณะที่ตัวเลขในออสเตรเลียอยู่ที่ 2.08 เท่า ในสหรัฐฯ 4.11 เท่า และในญี่ปุ่น 4.26 เท่า
ดังนั้น การเพิ่มอัตราการเกิดและลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกจึงถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลจีน โดยในเดือนกรกฎาคม คณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้วางแผนแม่บทสำหรับอนาคตของประเทศในเรื่องอัตราการเกิดที่ลดลง
โดยนโยบายที่กำหนดไว้รวมถึงการ "ปรับปรุงนโยบายสนับสนุนการเกิดและการให้แรงจูงใจเพื่อสร้างสังคมที่สนับสนุนการเกิด" และ "ลดต้นทุนการเกิด การเลี้ยงดู และการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ" เช่น การขยายโรงเรียนสาธารณะ เพิ่มเงินสนับสนุนแก่โรงเรียนเอกชนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข และกระตุ้นให้โรงเรียนรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีเข้าเรียนในชั้นเรียนสำหรับเด็กวัยหัดเดิน
รัฐบาลจีนมองว่า การสนับสนุนให้โรงเรียนรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เข้าเรียนมากขึ้นนั้นจะช่วยลดภาระของพ่อแม่ เพราะปัจจุบัน ค่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กหรือผู้ดูแลเด็กในจีนนั้นสูงมาก ทำให้ครอบครัวจีนส่วนมากต้องรับผิดชอบดูแลลูกวัยก่อนปฐมวัยในระหว่างวัน
แหล่งข้อมูล : Nikkei Asia
ที่มา ;msn
จีนกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างประชากรจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคการศึกษา ข้อมูลระหว่างปี 2564–2566 พบว่าโรงเรียนอนุบาลในจีนปิดตัวลงราว 20,000 แห่ง เหลือประมาณ 274,480 แห่ง และมีตำแหน่งครูถูกยกเลิกกว่า 170,000 ตำแหน่ง สาเหตุสำคัญมาจากจำนวนเด็กเกิดลดลงอย่างมาก ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูง ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่ต้องการมีลูก
ในปี 2566 จำนวนเด็กระดับเตรียมอนุบาลลดลงเหลือ 40.92 ล้านคน ขณะที่อัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 6.77 ต่อพันคน และอัตราเจริญพันธุ์เพียง 1.09 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร ส่งผลให้ประชากรจีนลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ผลกระทบยังขยายไปยังหลายอุตสาหกรรม เช่น สินค้าเด็ก อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจท่องเที่ยวครอบครัว รัฐบาลจีนจึงเร่งออกนโยบายสนับสนุนการมีบุตร เช่น ลดต้นทุนการเลี้ยงดู ขยายบริการรัฐ และส่งเสริมสถานรับเลี้ยงเด็ก เพื่อบรรเทาปัญหาสังคมผู้สูงอายุและรักษาเสถียรภาพประชากรในระยะยาว
ปัญหาหลักที่ส่งผลให้โรงเรียนอนุบาลในจีนปิดตัวจำนวนมากคือข้อใด
ก. นโยบายลดจำนวนครูของรัฐ
ข. การย้ายถิ่นฐานของประชากร
ค. จำนวนเด็กเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง
ง. การเพิ่มโรงเรียนของรัฐมากเกินไป
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าการเกิดลดลงทำให้ไม่มีเด็กเข้าเรียน ส่งผลให้โรงเรียนปิดตัว
ผลกระทบด้านการศึกษาที่สำคัญจากอัตราการเกิดลดลงคือข้อใด
ก. จำนวนครูเพิ่มขึ้น
ข. โรงเรียนเอกชนขยายตัว
ค. ตำแหน่งครูลดลงจำนวนมาก
ง. ค่าเล่าเรียนลดลงทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: มีการยกเลิกตำแหน่งครูอนุบาลกว่า 170,000 ตำแหน่ง
อัตราเจริญพันธุ์ของจีนปี 2566 อยู่ที่ 1.09 หมายความว่าอย่างไร
ก. ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข. ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร
ค. สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว
ง. ไม่ส่งผลต่อโครงสร้างประชากร
เฉลย: ข
เหตุผล: ระดับทดแทนอยู่ที่ 2.1 ดังนั้น 1.09 ถือว่าต่ำมาก
ข้อใดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนจีนไม่อยากมีบุตร
ก. นโยบายรัฐเข้มงวด
ข. ค่านิยมครอบครัวเปลี่ยน
ค. ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูสูง
ง. จำนวนโรงเรียนมากเกินไป
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่าค่าใช้จ่ายสูงเป็นปัจจัยหลัก
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากอัตราการเกิดลดลงคือข้อใด
ก. ความต้องการสินค้าเด็กเพิ่มขึ้น
ข. อสังหาริมทรัพย์เติบโตเร็ว
ค. ธุรกิจเด็กและครอบครัวได้รับผลกระทบ
ง. การจ้างงานเพิ่มขึ้นทุกภาคส่วน
เฉลย: ค
เหตุผล: ธุรกิจของเล่น เสื้อผ้าเด็ก และนมผงได้รับผลกระทบ
เหตุใดประชากรจีนจึงลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี
ก. การย้ายประเทศจำนวนมาก
ข. อัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการตาย
ค. นโยบายเปิดประเทศ
ง. เศรษฐกิจเติบโตเร็วเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: อัตราเกิดต่ำมากจนไม่สามารถทดแทนประชากรได้
ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กของจีนเมื่อเทียบกับ GDP ต่อหัวอยู่ในระดับใด
ก. ต่ำที่สุดในโลก
ข. ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยโลก
ค. สูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
ง. ไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ
เฉลย: ค
เหตุผล: อยู่ที่ 6.3 เท่า สูงกว่าสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
นโยบายรัฐจีนเพื่อแก้ปัญหาประชากรเน้นเรื่องใด
ก. เพิ่มภาษีครอบครัวมีบุตร
ข. ลดต้นทุนการเกิดและการเลี้ยงดู
ค. จำกัดจำนวนเด็กต่อครอบครัว
ง. ลดจำนวนโรงเรียนรัฐ
เฉลย: ข
เหตุผล: รัฐเน้นลดค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการมีบุตร
การขยายบริการสถานเลี้ยงเด็กของรัฐมีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. เพิ่มรายได้รัฐ
ข. ลดภาระพ่อแม่ในการดูแลเด็ก
ค. เพิ่มจำนวนครูเอกชน
ง. ลดจำนวนเด็กเข้าเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการดูแลเด็ก
แนวโน้มสำคัญของสังคมจีนหากไม่มีการแก้ไขปัญหาคือข้อใด
ก. สังคมเด็กเพิ่มขึ้น
ข. สังคมผู้สูงอายุขยายตัว
ค. ประชากรคงที่
ง. เศรษฐกิจขยายตัวเร็ว
เฉลย: ข
เหตุผล: อัตราเกิดต่ำทำให้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน