
ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 และได้บริหารงานในตำแหน่งครบ 5 เดือน “มติชน” จึงถือโอกาสจับเข่าคุย ถึงนโยบาย ทิศทาง แนวทางการบริหาร และปัญหาอุปสรรค ในการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา
๐ แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา?
“ตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล มีจุดเน้นคือ เพิ่มผู้เรียนสายอาชีพ หรืออาชีวศึกษาให้มากขึ้น โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้กำหนดเป็นนโยบายหลัก ทั้งเรียนดี มีความสุข ลดภาระครู และบุคลากรทางการศึกษา ลดภาระนักเรียน และผู้ปกครอง ใน 2 มิติ คือ สร้างการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงในชีวิต ในส่วนของอาชีวะ จะอยู่ในมิติการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต และลดภาระนักเรียน และผู้ปกครอง เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา การอัพสกิล รีสกิล การส่งเสริมให้มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ 100% เป็นต้น
อีกประเด็นที่สำคัญ คือการจัดทำธนาคารหน่วยกิต หรือเครดิตแบงก์ เพื่อใช้ในการเทียบวุฒิการศึกษา ระหว่างสถาบันอาชีวศึกษา สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ของกระทรวงแรงงาน โดยมีสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นเซ็นเตอร์กลาง หรือธนาคารเครดิตกลางในการเทียบเคียง ทั้งหมดนี้คือ การดำเนินงานระดับนโยบาย
ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เมื่อรับนโยบายมาแล้ว ก็แปลงเป็นนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา : 8 วาระงานพัฒนาอาชีวะ (8 Agenda) ดังนี้ ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime), พัฒนาทักษะวิชาชีพเพื่อลดภาระของผู้เรียน และผู้ปกครอง (Skill Certificate), ยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง, พัฒนาระบบการเทียบระดับการศึกษาและคลังหน่วยกิตอาชีวศึกษา (Credit Bank), พัฒนาทักษะทางภาษาเพื่อการศึกษา และทำงาน (Language Skills), สร้างช่างชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีอาชีพเสริม (1 วิทยาลัย 1 ศูนย์ช่างชุมชน), เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลและการบริหารจัดการ และเสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษายุคใหม่”
๐ การส่งเสริมการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี?
“การจัดการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี ถือเป็นนโยบายที่สำคัญ โดย สอศ.ร่วมกับสถานประกอบการในทุกอุตสาหกรรมที่มีสาขาการสอน เช่นเดียวกัน ทุกอุตสาหกรรมพยายามวิ่งเข้าหาอาชีวะ เพื่อนำเด็กเข้าสู่กระบวนการทวิภาคี ซึ่งในส่วนของ สอศ.อยากส่งเสริมให้เด็กเข้าสู่ระบบทวิภาคี เพราะอย่างแรก เด็กได้เรียนในสาขาที่ต้องการ มีค่าตอบแทนรายเดือน มีค่ารักษาพยาบาลเทียบเท่ากับพนักงานประจำ มีเงินค่าที่พัก ที่สำคัญบางแห่งให้ทุนเรียนฟรีถึงปริญญาตรี หากเรียนจบแล้ว มีโอกาสได้ทำงานต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่พยายามดำเนินการให้มากที่สุด
ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ร่วมจัดการศึกษาระบบทวิภาคีแล้วกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ยังร่วมมือกับต่างประเทศจัดการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี ทั้งอิสราเอล ที่เน้นสอนด้านการเกษตร รวมถึง ญี่ปุ่น จีน เกาหลี และประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุสาหกรรมการบิน ที่ประสานงานติดต่อทำความร่วมมือจัดการศึกษาในระบบทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง หากนักศึกษาสามารถทำงานได้ดี ก็มีโอกาสมีงานทำทันทีที่เรียนจบเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกันยังไม่ทิ้งการเรียนในระบบทวิศึกษา เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเด็กด้อยโอกาส เช่น กลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เด็กชายขอบ ที่เรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ได้เรียนสายสามัญ ควบคู่ไปกับสายอาชีพ เช่น การเกษตร งานช่างต่างๆ เพื่อให้มีงานทำ เลี้ยงดูตัวเองได้ในอนาคต โดยเน้นให้เด็กได้เรียน และทำงานในภูมิลำเนาเป็นหลัก ทั้งหมดนี้เป็นส่วนของการพัฒนาการเรียนการสอนตามนโยบาย โดย สอศ.พยายามปรับหลักสูตรให้มีความทันสมัย ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คือ เรียนดี มีความสุข จบแล้วมีงานทำ มีรายได้ระหว่างเรียน”
๐ ที่ผ่านมาได้ติดตามเด็กที่เรียนจบไปแล้วหรือไม่ ว่ามีงานทำมากน้อยแค่ไหน?
“รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีนโยบายอยากให้ สอศ.ติดตามการมีงานทำของเด็กที่จบออกไปแต่ละปีให้ได้ 100% โดยแต่ละปี สอศ.มีเด็กที่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ปีละกว่า 290,000 คน และในปี 2565 ที่ผ่านมา สอศ.ติดตามเด็กได้กว่า 220,000 คน คิดเป็น 70% ของจำนวนเด็กที่เรียนจบทั้งหมด ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่ง เลือกที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ทั้งปริญญาตรี และ ปวส.โดยเฉพาะเด็กที่จบ ปวช.ที่เรียนเร็ว ถ้าเรียนจบ ปวช.แล้วอายุไม่ถึง 18 ปีบูริบูรณ์ จะไม่สามารถทำงานได้ บางคนอายุ 16-17 ปีรียนจบแล้ว แต่ไม่สามารถทำงานได้ จึงเลือกเรียนต่อ ที่เหลือส่วนใหญ่มีงานทำ หรืออยู่ระหว่างการสัมภาษณ์งาน รองาน
ดังนั้น ปีการศึกษา 2566 ได้แจ้งไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศให้ช่วยติดตามเด็กให้ได้ 100% เพื่อจะได้นำข้อมูลมาปรับการเรียนการสอน ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงประสิทธิภาพ”
๐ การผลิตกำลังคนจะเน้นด้านใดเป็นสำคัญ?
“สอศ.ผลิตกำลังคนรองรับทุกอุตสาหกรรม แต่จะเน้น 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve ได้แก่ 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive), อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics), อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism), อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology) และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food for the Future) รวมถึง 5 อุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Robotics), อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics), อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals), อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) และอุตสาหกรรมการแพยท์ครบวงจร (Medical Hub)
ทั้งนี้ แม้จะมีจุดเน้นในการผลิตกำลังคน แต่เมื่อมาดูตัวเลขเด็กที่จบในแต่ละปี ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยอาชีวะผลิตเด็กป้อนตลาดแรงงานได้ปีละ 290,000 คน แต่ภาคอุตสาหกรรมต้องการกำลังคนปีละกว่าล้านคน จึงถือว่าผลิตไม่เพียงพอ และมีสมรรถนะยังไม่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ดังนั้น ต้องเพิ่มความเข้มข้นของการจัดการศึกษาระบบทวิภาค โดยผลิตเด็กร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อให้ตรงตามสมรรถะ และจัดหลักสูตรอัพสกิล รีสกิล เพื่อเพิ่มปริมาณคนที่จบออกไปสู่ตลาดแรงงานให้เพียงพอ เปลี่ยนสถานประกอบการเป็นสถานศึกษา เรียนไปทำงานไป เป็นการเรียนการสอนแบบทวิภาคีที่เข้มข้น เรียนจบแล้วมีงานทำ ขณะที่เด็กจะได้เรียนรู้วิทยาการ และนวัตกรรมใหม่ๆ จากสถานประกอบการ
อีกทั้ง ยังขอความร่วมมือสถานประกอบการส่งผู้เชี่ยวชาญมา พัฒนาการสอนให้ครูอาชีวะด้วย โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม และงานบริการ ที่ยังขาดบุคลากรจำนวนมาก เพราะขณะนี้ไทยกลับมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทยกว่า 30 ล้านคน ธุรกิจท่องเที่ยว และโรงแรมจะกลับมาบูม ดังนั้น เมือเร็วๆ นี้ ทางสมาคมธุรกิจโรงแรมจึงเข้ามาพูดคุยเพื่อผลิตกำลังคนให้เพียงพอต่อความต้องการ”
๐ ในช่วง 3-4 ปีนี้ควรเน้นผลิตเด็กในสาขาอาชีพใดมากเป็นพิเศษ?
“คงต้องเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขาดกำลังแรงงาน ส่วนสาขาใดที่ล้น คงต้องลด เช่น ท่องเที่ยวโรงแรม งานบริการ ช่างเชื่อม ยานยนต์ ไฟฟ้า ฯลฯ คงต้องปรับหลักสูตรเพื่อให้เด็กสนใจมาเรียน ส่วนสาขาใดที่ขาดบุคลากรทางการสอน ต้องทำความร่วมมือกับสถานประกอบการ
ผมเข้ามาทำตรงนี้ มีหลักคิดว่า สถานศึกษาอาชีวะไม่ใช่สถานศึกษาอย่างเดียว เราเป็นได้หลายอย่าง ทั้งผู้ปะกอบการ อคาเดมี ศูนย์ฝึกให้กับผู้ประกอบการ อคาเดมีส่งต่อเด็ก เป็นบริษัทจัดหางาน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อยากจะบอก และถ้าจะสังเกตตัววิทยาลัยอาชีวะเอง ก็ดำเนินการครบวงจร คือจัดการสอน มีหน้าร้าน มีร้านอาหาร นำวัตถุดิบจากเกษตรมาผลิต เป็นต้น”
๐ สัดส่วนผู้เรียนระหว่างอาชีวะ กับสายสามัญ ปัจจุบันอยู่ที่เท่าไร?
“นโยบายอยากให้มีสัดส่วน 50 : 50 เพราะตอนนี้โลกของการเรียนเปลี่ยนไป เป็นการเรียนเพื่อประกอบอาชีพ แต่มีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งจำนวนสถานศึกษาสังกัด สพฐ.มีกว่า 29,000 โรงเรียน สอศ.มีวิทยาลัยในสังกัดทั้งรัฐ และเอกชน รวม 877 แห่ง สถาบันอาชีวะที่เปิดสอนระดับปริญญาตรี 23 แห่ง ถ้าดูตามปริมาณบุคลากร และสถานที่ ไม่สามารถรองรับได้แน่นอน โดยปีการศึกษา2566 ที่ผ่านมา สัดส่วนผู้เรียนอาชีวะอยู่ที่ 36.4 : 63.6 ถือว่าเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
ส่วนปีการศึกษา 2567 ยังต้องรอดูข้อมูลว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ สอศ.พยายามผลักดันทุกช่องทางเพื่อเพิ่มผู้เรียน ทั้งสร้างภาพลักษณ์ ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ประชาสัมพันธ์ไปยังสถานศึกษาต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเรียนให้กับเด็ก อยากให้เด็กได้เข้าสู่โลกอาชีพ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกในปัจจุบัน”
๐ จุดอ่อน และจุดแข็งของอาชีวะที่จะต้องปรับปรุง มีอะไรบ้าง?
“ข้อดีของอาชีวะมีจำนวนมาก ด้วยบริบทการศึกษา และบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้อาชีวะสามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ และจากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ผ่าน ทำให้เห็นว่าผู้ที่ถูกเลย์ออฟจากงานประจำ สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพเองได้ โดยบางคนออกมาขายอาหาร ประกอบธุรกิจส่วนตัว เลี้ยงตัวเอง มีรายได้ ดูแลครอบครัว และสามารถเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ด้วย ประกอบกับนโยบายรัฐบาลมีส่วนสำคัญที่อยากให้เกิดการลงทุน ส่งเสริมการเรียนการสอนอาชีวะ ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดแข็ง ที่ทำให้เห็นภาพ และเชื่อว่าจะทำให้คนอยากเข้ามาเรียนอาชีวะมากขึ้น
ส่วนจุดอ่อน น่าจะเป็นเรื่องทัศนคติของผู้ปกครอง ที่อยากให้ลูกเรียนจบปริญญาตรี และภาพลักษณ์ของอาชีวะ รวมไปถึงสถานศึกษาที่มีน้อย สอศ.เองพยายามปรับวิธีการร่วมมือกับสถานประกอบการ จัดการเรียนการสอนรูปแบบทวิภาคี ประกอบกับอาชีวะยังอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ ทำให้คนยังจำภาพเดิม ทั้งเรื่องการทะเลาะวิวาท เด็กไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่ปัจจุบันได้ปรับปรุงตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่เน้นการเรียนภาษาต่างประเทศให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ แต่ต้องมีภาษาที่สามด้วย อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ โดยเน้นภาษาที่เกี่ยวกับอาชีพ เพื่อให้มีความคุ้นเคย”
๐ แนวทางการปรับภาพลักษณ์อาชีวะ และการแก้ปัญหาทะเลาะวิวาท?
“ปัจจุบันปัญหาอาชีวะตีกันแทบจะไม่มีให้เห็น และจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหตุที่เกิดขึ้นหลายครั้งไม่ใช่เด็กอาชีวะที่ก่อปัญหา แต่เป็นองค์กรอาชญากรรม มีกลุ่มศิษย์เก่าไปรวมตัวกันเพื่อก่อเหตุ รีดไถ แล้วอ้างว่าเป็นเด็กอาชีวะ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ กลุ่มเหล่านี้เป็นอาชญากร ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สอศ.กำหนดมาตรการแก้ปัญหา โดยให้กำหนดเป็นตัวชี้วัด มีทั้งมาตรการแก้ไข และป้องกัน
หากวิทยาลัยใดมีปัญหา ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว ไม่ให้เกิดการลุกลามใหญ่โต รวมถึง ต้องสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ผู้บริหารต้องรับผิดชอบ ซึ่งผมมั่นใจว่าปัญหาเด็กอาชีวะทะเลาะวิวาทลดลง โดยได้ยืนยันกับรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ดังนั้น หากเกิดปัญหาขึ้น ผมก็ต้องรับผิดชอบด้วย”
๐ หลักในการทำงาน?
“ยึดหลักการทำงานเป็นทีม สร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกัน และนำนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาสู่การปฏิบัติ สไตล์ผมทำงานแบบพี่น้อง แต่ต้องมีมาตรฐาน ผลิตเด็กที่มีคุณภาพตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ที่สำคัญต้องสามัคคีกัน ทำงานอย่างมีความสุข ทุกอย่างต้องเข้าใจกัน ผมไม่มีแน่นอนเรื่องทุจริต คอรัปชั่น ผมไม่มีแนวคิด และไม่ส่งเสริมใครด้วย ส่วนหนึ่งเพราะเคยทำงานอยู่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ตั้งแต่เริ่มบรรจุ
ดังนั้น จะเห็นเรื่องการลงโทษทางวินัยต่างๆ จึงมีประสบการณ์ดี จะย้ำเสมอว่าให้ทุกคนทำงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล และหลักกฎหมาย จะได้ทำงานอย่างสบายใจ เน้นคุณภาพเด็กเป็นสำคัญ”
๐ มารับตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.มีเรื่องใดหนักใจหรือไม่?
“ไม่มีเรื่องอะไรที่หนักใจมากนัก เพราะเคยเป็นรองเลขาธิการ กอศ.มา 3ปี สามารถสานงานต่อ ก่องานใหม่ ได้ทั้งหมด ส่วนที่จะหนักใจอยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อน เช่น กรณีโครงการก่อสร้างศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออะควาเรียมหอยสังข์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา มีผู้เกี่ยวข้องหลายส่วน ก็อยากเข้าไปช่วยดู ให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรม ปัญหานี้ผมเองก็รู้ดี ตั้งแต่สมัยที่เป็นรองเลขาธิการ กอศ.
ขณะที่สังคมคงตั้งคำถามว่าทำไมไม่สร้างต่อให้เสร็จ ตรงนี้ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นเรื่องที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล ดังนั้น การจะทำอะไรก็ต้องถามไปที่ ป.ป.ช.หาก ป.ป.ช.ให้เดินหน้าต่อ ก็ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อของบประมาณดำเนินการ โดยที่ผ่านมาได้ได้ศึกษา วิเคราะห์โครงสร้าง และพบว่าหากจะเดินหน้าจัดสร้างต่อ คงต้องใช้งบจำนวนมาก”
บทสัมภาษณ์พิเศษ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 และได้บริหารงานในตำแหน่งครบ 5 เดือน “มติชน” จึงถือโอกาสจับเข่าคุย ถึงนโยบาย ทิศทาง แนวทางการบริหาร และปัญหาอุปสรรค ในการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มีนาคม 2567
สรุปสาระสำคัญ
นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเพื่อยกระดับอาชีวศึกษาให้เป็น “การศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต” มุ่งเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพ ส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา พัฒนาทักษะอาชีพและภาษา สร้างระบบคลังหน่วยกิต (Credit Bank) และรายได้ระหว่างเรียน ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข จบแล้วมีงานทำ” พร้อมขับเคลื่อน 8 วาระพัฒนาอาชีวะ (8 Agenda) และส่งเสริม ระบบทวิภาคี ให้ผู้เรียนร่วมฝึกในสถานประกอบการกว่า 20,000 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ตรงกับสมรรถนะตลาดแรงงาน เน้นผลิตกำลังคนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) แต่ยังผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการกว่า 1 ล้านตำแหน่งต่อปี จึงต้องเร่งอัพสกิล รีสกิล และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้สังคมเห็นคุณค่าอาชีวะ ลดอคติผู้ปกครอง และแก้ปัญหาทะเลาะวิวาท โดยเน้นความร่วมมือกับสถานประกอบการ และบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และสามัคคี
ข้อสอบ
1. แนวนโยบายหลักของอาชีวศึกษาตามที่นายยศพลกล่าวไว้ มีจุดเน้นสำคัญที่สุดคือข้อใด
ก. การสร้างความเท่าเทียมระหว่างครูและนักเรียน
ข. การเรียนเพื่อความมั่นคงของชีวิตและมีรายได้ระหว่างเรียน
ค. การเรียนรู้แบบบูรณาการเชิงนวัตกรรม
ง. การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสอนทุกวิชา
2. การจัดการศึกษาในระบบทวิภาคีของอาชีวะ มีวัตถุประสงค์สำคัญตรงกับข้อใด
ก. เพื่อให้สถานประกอบการได้แรงงานราคาถูก
ข. เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกจริงตรงสายอาชีพและจบแล้วมีงานทำ
ค. เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับวิทยาลัยอาชีวศึกษา
ง. เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ
3. ปัญหาหลักของอาชีวศึกษาที่ทำให้ผู้เรียนยังไม่เพิ่มตามเป้าหมายคืออะไร
ก. การขาดงบประมาณและบุคลากรด้านเทคโนโลยี
ข. ทัศนคติของผู้ปกครองและภาพลักษณ์เก่าเรื่องความรุนแรง
ค. การแข่งขันจากสถาบันอุดมศึกษามากเกินไป
ง. หลักสูตรล้าสมัยไม่สามารถเทียบมาตรฐานสากล
4. จากบทสัมภาษณ์ “Credit Bank” มีบทบาทสำคัญอย่างไรในระบบอาชีวศึกษา
ก. เป็นฐานข้อมูลครูผู้สอนทั่วประเทศ
ข. ใช้เทียบหน่วยกิตระหว่างสถาบันและกระทรวงแรงงาน
ค. ใช้จัดเก็บประวัติการเรียนของนักศึกษาตลอดชีวิต
ง. เป็นระบบเงินทุนสนับสนุนการศึกษาอาชีวะ
5. แนวทางใดสะท้อน “หลักการบริหารของนายยศพล” ได้ชัดที่สุด
ก. บริหารแบบมีระยะห่างระหว่างผู้บังคับบัญชา
ข. มุ่งผลสัมฤทธิ์ทางธุรกิจมากกว่าคุณภาพผู้เรียน
ค. ทำงานแบบทีม ยึดธรรมาภิบาล โปร่งใส และไม่ทุจริต
ง. เน้นแข่งขันกันระหว่างวิทยาลัยเพื่อสร้างแรงจูงใจ
คลิกเฉลย >>>
