สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M189_“เกศทิพย์” แจงยังไม่มีร.ร.นำร่องหลักสูตรแกนกลาง

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สัมภาษณ์ถึง (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ...(หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนบางสำนักระบุถึงการทดลองนำร่องกับโรงเรียนใน 8 จังหวัดในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 226 โรงเรียน ก่อนขยายทั่วประเทศว่า อาจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง 

จากการที่ตนได้ตรวจสอบหลักฐานและลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริง พบว่า สถานศึกษาในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัด มีจำนวนทั้งสิ้น 400 กว่าโรงเรียน แต่มีการขออนุญาตทดลองใช้ร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในจังหวัดต่างๆ 247 โรงเรียน และใน 247 โรงเรียน พบว่า 242 โรงเรียนยังใช้หลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาพื้นฐาน พ.ศ.2551 (หลักสูตรอิงมาตรฐาน) และมีการปรับการจัดการเรียนรู้ให้อิงสมรรถนะผู้เรียน ไม่ใช่หลักสูตรฐานสมรรถนะ แสดงว่าทั้ง 242 โรงเรียนทำตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา (ฉบับปรับปรุง) ที่กำหนดให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาพื้นฐาน พ.ศ.2551 (อิงมาตรฐาน) ในปัจจุบัน และปรับการเรียนการสอนไปสู่การเรียนรู้ที่พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ส่วนที่เหลืออีก 5 โรงเรียน ได้รายงานตามหลักฐานและตนได้ลงพื้นที่ไปดูแล้วพบว่า ได้มีการทดลองใช้ร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะจริง แต่ทดลองใช้เพียง 5 สมรรถนะจากทั้งหมด 6 สมรรถนะ ดังนั้นจึงถือว่าโรงเรียนเหล่านี้ทดลองใช้ร่างหลักสูตรไม่เต็ม 100% และยังไม่ถือว่ามีการทดลองนำร่องใช้ร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะในโรงเรียน อีกทั้ง 5 โรงเรียนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ทั้งหมด ถือว่าน้อยมากแล้ว และยังอยู่ในพื้นที่จังหวัดเดียว จึงไม่เป็นไปตามหลักการวิจัยทดลองใช้หลักสูตร เพราะจะไม่เห็นข้อมูลความหลากหลาย 

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า การใช้ร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะกับโรงเรียนในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดใด ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการขับเคลื่อนฯจังหวัดนั้นๆ และตามกฎหมายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษายังบัญญัติว่า การจะใช้หลักสูตรใดๆในสถานศึกษา ทางสถานศึกษานั้นต้องทำประชาพิจารณ์บุคลากรในสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมก่อนด้วย ทั้งนี้การจะปรับเปลี่ยนหลักสูตรต้องมีขั้นตอน เวลานี้ยังอยู่ในขั้นตอนวิพากษ์ร่างหลักสูตร ยังไม่ถือว่าเป็นขั้นตอนการนำร่างหลักสูตรสมรรถนะไปทดลองใช้กับสถานศึกษา. 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์

ข่าวเกี่ยวกัน 

บอร์ด กพฐ.ถกหลักสูตรฐานสมรรถนะ เปิดช่องให้ ร.ร.นอกเขตพื้นที่นวัตกรรม ทดลองใช้

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์  นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุม กพฐ. ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าของร่างกรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ….(หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)นำเสนอ โดยที่ประชุมมีความเห็นพ้องกันว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 มีการใช้มานานพอสมควรแล้ว และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงเห็นควรว่า ต้องมีการปรับปรุงหลักสูตร และการมุ่งเน้นเรื่องของสมรรถนะก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม อย่างไรก็ดีในส่วนของการนำไปใช้ในทันทีอาจจะยังไม่พร้อม เนื่องจากตอนนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งโรงเรียนสามารถนำไปใช้ได้ทันที เพราะมีกฎหมายรองรับให้สามารถนำไปใช้ได้ โดยพื้นที่นวัตกรรมที่มีโรงเรียนทั้งสิ้น 467 แห่ง แต่สมัครมาในช่วงแรก 224 แห่ง 

สพฐ.ได้มานำเสนอความคืบหน้าหลักสูตรฐานสมรรถนะ ว่า ณ วันนี้ยังเป็นร่างหลักสูตรและยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองใช้ในพื้นที่นวัตกรรม ซึ่งที่ประชุมก็มีการอภิปราย ตั้งข้อสังเกต และให้คำแนะนำ โดยกรรมการเห็นว่าเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่เน้นสมรรถนะเป็นเรื่องที่เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งโรงเรียนที่อยู่นอกพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา หากมีความพร้อมก็ควรเปิดโอกาสให้ใช้ได้ด้วย จึงมอบให้ สพฐ.ไปจัดทำแผนมาเสนอที่ประชุมต่อไป 

นอกจากนี้ที่ประชุมได้ตั้งขอสังเกตถึงการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะมาใช้ในปี 2565 ว่า เนื่องจากมีเรื่องข้อกฎหมายและขั้นตอนต่าง ๆ ที่อาจจะไม่ทันการ เพราะจะเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2565 ในเดือนพฤษภาคม แล้ว อย่างไรก็ตามหลักสูตรปัจจุบันที่ใช้อยู่ก็สามารถเน้นสมรรถนะได้ ขึ้นอยู่กับผู้สอนที่จะจัดการเรียนการสอนให้ที่เน้นสมรรถนะ”นายบัณฑิต กล่าว 

ประฐาน กพฐ.กล่าวต่อว่า วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื้อหาวิชาสามารถหาได้ทั่วไป โครงสร้างหลักสูตรเป็นเพียงแนวทาง แต่หัวใจสำคัญคือครูผู้สอน ซึ่ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็เน้นเรื่องActive Learning ทำอย่างไรให้เกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ใช่ครูป้อนให้หมด แต่เด็กต้องฝึกหาความรู้เอง เอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งครูจะต้องสอนนักเรียนให้ทำให้ได้ 

ด้าน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าหลักสูตรในอนาคตหนีเรื่องฐานสมรรถนะไม่ได้ เพราะมีความจำเป็น แต่จะใช้ได้เมื่อไหร่ก็ต้องตอบข้อสังเกต ข้อห่วงใยต่าง ๆ ให้ได้ก่อน โดยหลักสูตรจะต้องมีความสมบูรณ์ และทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ดังนั้น สพฐ.จะรับมาทำแผนว่า จะนำไปใช้ได้เมื่อไหร่ อย่างไร เพื่อเสนอที่ประชุมครั้งต่อไป 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

ข่าวเกี่ยวกัน

กพฐ.แจงการเตรียมการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ 

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กพฐ.ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการพัฒนาครูโดยใช้ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Captial Execellence Center) หรือ HCEC ซึ่งได้มีการจัดอบรมครูไปแล้วกว่า 1 แสนคน โดยเมื่อครูเหล่านี้ได้รับการฝึกอบรมไปแล้ว อยากให้มีโอกาสฝึกทักษะ เพื่อนำไปสู่การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Active Learning ในชั้นเรียน ทั้งนี้ที่ประชุมมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปปรับปรุงขยายผลให้ครูที่เข้ารับการอบรมไปใช้สอนในชั้นเรียน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ต่อไป 

ประธาน กพฐ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือถึงการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือหรือร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่าหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ได้ใช้มาอย่างยาวนานแล้วและควรมีการปรับปรุงหลักสูตรใหม่เกิดขึ้น โดยขณะนี้ได้มีการยกร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะเพื่อใช้แทนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และจะนำไปใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในโรงเรียนเขตพื้นที่นวัตกรรม จำนวน 467 แห่ง และในจำนวนนี้มีโรงเรียนสมัครใจเข้าร่วมทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ จำนวน 224 แห่ง ซึ่งในกลุ่มโรงเรียนเขตพื้นที่นวัตกรรมสามารถนำไปใช้ทดลองนำร่องได้เลยทันที เพราะโรงเรียนในเขตพื้นที่นวัตกรรมมีกฎหมายรองรับที่จะนำหลักสูตรดังกล่าวไปใช้ได้ทันที 

ขณะเดียวกันที่ประชุมมอบให้ สพฐ.ไปจัดทำแผนการเปิดโอกาสให้โรงเรียนที่มีความพร้อมแต่อยู่นอกเขตพื้นที่นวัตกรรม สามารถนำหลักสูตรฐานสมรรถนะ และแผนมาเสนอที่ประชุม กพฐ.ในครั้งถัดไป ทั้งนี้ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่าหากจะนำหลักสูตรฐานสมรรถนะมาใช้ให้ทันในปีการศึกษา 2565 คงไม่ทัน เพราะอาจติดขัดข้อกฎหมายต่างๆ ที่จะนำมาใช้ไม่ทัน อีกทั้งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ครูผู้สอนสามารถประยุกต์สอนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะได้อยู่แล้ว 

บอร์ด กพฐ.แจงการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ มอบ สพฐ.ทำแผนเปิดช่องโรงเรียนที่มีความพร้อมนอกเขตพื้นที่นวัตกรรม ได้ทดลองใช้หลักสูตรใหม่ด้วย 

ที่มา เดลินิวส์ กุมภาพันธ์ 2565

สรุปสาระสำคัญ

การขับเคลื่อนร่างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฐานสมรรถนะยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและทดลอง ไม่ได้มีการนำไปใช้ทั่วประเทศตามที่สื่อบางแห่งเสนอข่าว โดยรองเลขาธิการ กพฐ. ชี้แจงว่า ในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัด มีโรงเรียนขออนุญาตทดลองใช้ 247 แห่ง แต่ส่วนใหญ่ถึง 242 โรงเรียนยังคงใช้หลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.2551 และเพียงปรับการจัดการเรียนรู้ให้เน้นสมรรถนะผู้เรียน ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิรูปการศึกษา ส่วนโรงเรียนที่ทดลองใช้ร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะจริงมีเพียง 5 แห่ง ในจังหวัดเดียว และทดลองเพียงบางสมรรถนะ จึงยังไม่ถือเป็นการทดลองนำร่องเต็มรูปแบบ
การนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้ต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย การเห็นชอบของคณะกรรมการพื้นที่นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ขณะเดียวกัน บอร์ด กพฐ. เห็นพ้องว่าการศึกษาในอนาคตจำเป็นต้องมุ่งฐานสมรรถนะ แต่การใช้จริงต้องคำนึงถึงความพร้อมและข้อกฎหมาย โดยระยะสั้นครูสามารถใช้หลักสูตรเดิมควบคู่ Active Learning เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนได้ทันที หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่ตัวหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่คือครูและการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลง

 

ข้อสอบ 

ข้อ 1 ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับการทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในเขตพื้นที่นวัตกรรมคือข้อใด
ก. โรงเรียนทั้งหมดเปลี่ยนมาใช้หลักสูตรใหม่แล้ว
ข. มีการทดลองใช้ครบทุกสมรรถนะในหลายจังหวัด
ค. โรงเรียนส่วนใหญ่ยังใช้หลักสูตรปี 2551 แต่ปรับการสอนเน้นสมรรถนะ
ง. ยังไม่มีโรงเรียนใดเกี่ยวข้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ

ข้อ 2 เหตุใดการทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะใน 5 โรงเรียนจึงยังไม่ถือเป็นการนำร่องเชิงวิจัย
ก. เพราะขาดงบประมาณสนับสนุน
ข. เพราะยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากครู
ค. เพราะทดลองใช้ไม่ครบสมรรถนะและขาดความหลากหลายของพื้นที่
ง. เพราะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด

ข้อ 3 หากโรงเรียนต้องการใช้ร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างถูกต้อง ต้องดำเนินการใดก่อน
ก. ประกาศใช้ทันทีเมื่อมีร่างหลักสูตร
ข. ผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการพื้นที่นวัตกรรมและทำประชาพิจารณ์
ค. รอคำสั่งจากครูใหญ่เพียงอย่างเดียว
ง. ใช้แทนหลักสูตรเดิมโดยไม่ต้องแจ้งผู้ปกครอง

ข้อ 4 มุมมองของบอร์ด กพฐ. ต่อการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในปีการศึกษา 2565 คือข้อใด
ก. สามารถใช้ได้ทั่วประเทศทันที
ข. ควรยกเลิกหลักสูตรเดิมทั้งหมด
ค. อาจไม่ทันใช้จริงเนื่องจากข้อกฎหมายและขั้นตอน
ง. ใช้ได้เฉพาะโรงเรียนเอกชน

ข้อ 5 บทเรียนเชิงการบริหารสถานศึกษาที่สำคัญที่สุดจากบทความนี้คือข้อใด
ก. หลักสูตรใหม่คือคำตอบของคุณภาพการศึกษา
ข. เนื้อหาวิชามีความสำคัญมากกว่าวิธีสอน
ค. การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนทำได้ทันที แม้ยังใช้หลักสูตรเดิม
ง. โรงเรียนต้องรอการเปลี่ยนหลักสูตรก่อนปรับการสอน

 

 

ข้อ 6 ข้อใดสะท้อน “ข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับการทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้ถูกต้องที่สุด
ก. มีการนำร่องใช้ครบทุกโรงเรียนใน 8 จังหวัด
ข. โรงเรียนส่วนใหญ่ทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะเต็มรูปแบบ
ค. โรงเรียนส่วนใหญ่ยังใช้หลักสูตรเดิมแต่ปรับการสอนเน้นสมรรถนะ
ง. ทุกโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมใช้หลักสูตรใหม่แล้ว

 

ข้อ 7 หากผู้บริหารต้องการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้ สิ่งใด “จำเป็นต้องดำเนินการก่อน”
ก. จัดซื้อสื่อการเรียนรู้ใหม่
ข. ทำประชาพิจารณ์และขอความเห็นชอบตามกฎหมาย
ค. เปลี่ยนโครงสร้างเวลาเรียนทันที
ง. อบรมครูเฉพาะกลุ่มสาระหลัก

 

ข้อ 8 เหตุใดการทดลองใช้ใน 5 โรงเรียนจึง “ยังไม่สมบูรณ์เชิงวิจัย”
ก. ใช้งบประมาณน้อยเกินไป
ข. ทดลองเฉพาะบางสมรรถนะและอยู่พื้นที่เดียว
ค. ไม่มีครูที่ผ่านการอบรม
ง. ไม่มีนักเรียนเข้าร่วม

 

ข้อ 9 หากครูต้องพัฒนาผู้เรียนตามแนวคิดสมรรถนะในบริบทปัจจุบัน ควรดำเนินการอย่างไร
ก. สอนตามหนังสือเรียนเท่านั้น
ข. เน้นการท่องจำเนื้อหา
ค. ใช้ Active Learning และเชื่อมโยงการใช้ความรู้
ง. ลดกิจกรรมเพื่อเพิ่มเวลาเรียน

 

ข้อ 10 ข้อใดเป็น “แนวทางเชิงนโยบายที่เหมาะสม” ต่อการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ
ก. บังคับใช้ทันทีทุกโรงเรียน
ข. ยกเลิกหลักสูตรเดิมทันที
ค. ทดลองเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่
ง. วางแผนรองรับและขยายผลตามความพร้อม

คลิกเฉลย >>>

 

ความเห็นของผู้ชม