
ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้พบว่าในประเทศไทยมีกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่เรียกว่า “NEET” ซึ่งมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ได้เรียน หรือไม่ได้ทำงานใด ๆ และหลีกหนีสังคมด้วยการเก็บตัวอยู่ภายในห้อง ครอบครัวช่วยเหลือตลอดชีวิต ทำให้เกิดผลกระทบกับสังคมเป็นวงกว้าง จำนวนกว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งถือเป็นภาวะวิกฤตที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และหน่วยง่านที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งแก้ปัญหา เนื่องจากเยาวชนกลุ่มนี้ถือว่ายังอยู่ในวัยเรียน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของศธ.แต่เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ศธ.จึงมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหา โดยอาศัยบทบาทอาสาสมัครกระทรวงศึกษาธิการ(อส.ศธ.) ซึ่งเป็นข้าราชการเกษียณมาเป็นจิตอาสาช่วยค้นหาและให้ความรู้ ให้ทักษะ วิชาชีพ ตามช่วงวัย แก่เยาวชนกลุ่มนี้
“ศธ.ต้องทำให้เยาวชนกลุ่ม NEET ซึ่งไม่ยอมทำงาน ไม่ยองเรียน และไม่ทำอะไรเลย เราต้องทำให้เขาอ่านออกเขียนได้ มีทักษะ มีงานทำ มีอาชีพ ไม่เป็นภาระของสังคม โดยจะมอบให้ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)รับสมัครจิตอาสาข้าราชการเกษียณมาเป็น อส.ศธ.เพื่อมาทำกิจกรรมนี้ โดยขณะนี้เรามี อส.ศธ.ทั่วประเทศแล้วกว่า 2 หมื่นคน และได้เริ่มอบรมให้ความรู้เพื่อไปทำภารกิจนี้แล้ว โดยให้เริ่มตั้งแต่การค้นหาเด็ก สร้างทักษะการอ่านออกเขียนได้ และสร้างอาชีพให้ หากใครต้องการเรียนก็จะแนะนำช่องทางให้ เช่น เรียนกับ กศน.หรือเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต แต่หากใครสนใจจะทำอาชีพก็จะมีการตั้งสถานีอาชีพ โดยร่วมกับ กศน.และอาชีวศึกษาให้” ปลัดศธ.กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
‘ตรีนุช’ ยื้อตั้งศึกษาธิการภาคให้ครบทั้ง 12 ภาค
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือกับนายอรรถพล สังขวาสี ปลัด ศธ. เพื่อดำเนินการสรรหาบุคลากรระดับสูงของสำนักงานปลัด ศธ. รวมถึงศึกษาธิการจัดหวัด (ศธจ.) แทนตำแหน่งว่าง และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) โดยปลัด ศธ.ได้เสนอให้แต่งตั้ง ศธภ.ให้ครบทั้ง 12 ภาค ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 พ.ศ.2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค จากเดิมที่แต่งตั้งไปแล้ว 5 อัตรา และเกษียณอายุราชการไปแล้ว 2 อัตรา เท่ากับต้องแต่งตั้งเพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง 2 อัตราแล้ว จะต้องแต่งตั้งเพิ่มอีก 7 อัตรา รวม 9 อัตรานั้น
เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาความเหมาะสม รวมถึงดูรายละเอียดเนื้องานต่างๆ ว่าจำเป็นอย่างไรบ้าง โดยขอเน้นการแต่งตั้งบุคลากรที่มีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาก่อนข้อเสนอให้แต่งตั้ง ศธภ.ครบทั้ง 12 ภาคนั้น ยังต้องรอดูรายละเอียด และความจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานจริงๆ ข้อกฎหมาย รวมถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. … กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระ 2 และ 3 คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ น่าจะผ่านสภาก่อน ดังนั้น ต้องเตรียมพร้อมกฎหมายลูก เพื่อรองรับกฎหมายใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย น.ส.ตรีนุชกล่าว
น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการสรรหาเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นั้น คณะกรรมการ สกสค.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.ไปรอบหนึ่งแล้ว โดยที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.ขอให้คณะกรรมการยกร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว ไปปรับเกณฑ์รายละเอียด เท่าที่ทราบได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง ก่อนประกาศปฏิทินการสรรหา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในต้นเดือนธันวาคม 2565 ส่วนการสรรหาผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.นั้น จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกัน โดยขอให้เร่งดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีผู้ที่เหมาะสมเข้ามาบริหารจัดการหน่วยงานทั้ง 2 แห่ง ให้เกิดประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างแท้จริง
นายอรรถพล กล่าวว่า เรื่องนี้ยังเป็นข้อกังวล เพราะล่าสุด นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติใหม่ใน 4 มาตรา โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่เป็นการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 5 ฉบับ ทำให้หน่วยงานที่เกิดขึ้นโดยคำสั่ง คสช.สูญหายไปทันที เช่น คุรุสภา สกสค. ศธจ.และ ศธภ. ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง รองนายกฯจึงขอให้ไปดูรายละเอียดให้รอบคอบ และมีความเชื่อมโยงกับร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ด้วย ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะไม่มีการยุบ ศธภ. ศธจ.แน่นอน เพียงแต่จะตั้ง ศธภ. ให้ครบทั้ง 12 ภาคหรือไม่นั้น คงต้องรอดูรายละเอียด รวมถึงต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนก่อน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565
สรุปสาระสำคัญ
บทความสะท้อนสถานการณ์วิกฤตทางการศึกษาของเยาวชนกลุ่ม NEET กว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งไม่เรียน ไม่ทำงาน และแยกตัวจากสังคม ส่งผลกระทบต่อครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม หลักการสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการคือการมองเยาวชนกลุ่มนี้เป็น “ผู้เรียนที่ยังไม่หลุดพ้นความรับผิดชอบของรัฐ” และต้องแก้ปัญหาเชิงรุกแบบบูรณาการ แนวคิดหลักคือการใช้ทุนทางสังคมและทรัพยากรบุคคล โดยดึงข้าราชการเกษียณมาเป็นอาสาสมัคร ศธ. (อส.ศธ.) ลงพื้นที่ค้นหา ฟื้นฟูทักษะพื้นฐานการอ่านออกเขียนได้ เสริมทักษะอาชีพ และเชื่อมต่อเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เช่น กศน. โรงเรียนขยายโอกาส และระบบธนาคารหน่วยกิต
ขณะเดียวกัน บทความที่เกี่ยวข้องสะท้อนความท้าทายด้านโครงสร้างการบริหารการศึกษาในระดับภูมิภาคและกฎหมายการศึกษาใหม่ ซึ่งต้องคำนึงถึงความเหมาะสม บทบาทหน้าที่ และความต่อเนื่องของหน่วยงาน แนวปฏิบัติสำคัญจึงอยู่ที่การแก้ปัญหาผู้เรียนเฉพาะกลุ่มควบคู่กับการปรับโครงสร้างเชิงระบบ เพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ข้อสอบ
ข้อ 1 เหตุใดปัญหาเยาวชนกลุ่ม NEET จึงถูกมองว่าเป็น “วิกฤตทางการศึกษา” มากกว่าปัญหาสังคมทั่วไป
ก. เพราะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่วนบุคคลเป็นหลัก
ข. เพราะเยาวชนยังอยู่ในวัยเรียนซึ่งรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบ
ค. เพราะเป็นปัญหาที่เกิดเฉพาะในเขตเมือง
ง. เพราะแก้ไขได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน
ข้อ 2 การใช้ข้าราชการเกษียณเป็นอาสาสมัคร ศธ. สะท้อนแนวคิดการบริหารใดมากที่สุด
ก. การรวมศูนย์อำนาจการจัดการศึกษา
ข. การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่าสูงสุด
ค. การถ่ายโอนภารกิจให้ภาคเอกชน
ง. การลดบทบาทหน่วยงานในพื้นที่
ข้อ 3 แนวทาง “ค้นหา–ฟื้นฟู–เชื่อมต่อ” ที่ใช้กับกลุ่ม NEET สอดคล้องกับหลักการใดของการศึกษา
ก. การศึกษาเพื่อการแข่งขัน
ข. การเรียนรู้ตลอดชีวิตและความยืดหยุ่นของเส้นทางการเรียน
ค. การวัดผลมาตรฐานเดียวกัน
ง. การจัดการศึกษาแบบเร่งรัด
ข้อ 4 หากผู้บริหารสถานศึกษาจะนำแนวคิดในบทความไปใช้กับพื้นที่ตนเอง ข้อใดเหมาะสมที่สุด
ก. รอให้เด็กสมัครใจเข้าระบบเอง
ข. ใช้มาตรการทางวินัยบังคับให้กลับมาเรียน
ค. ทำงานเชิงรุกกับเครือข่ายชุมชนเพื่อค้นหาและออกแบบการช่วยเหลือเฉพาะราย
ง. ส่งต่อภารกิจให้หน่วยงานอื่นทั้งหมด
คลิกเฉลย >>>