สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เปลี่ยนแปลงเชิงระบบไม่ใช่เรื่องยากหากผู้นำลงมือทำจริง

โรงเรียนที่เปลี่ยนแปลงเชิงระบบแบบพลิกฝ่ามือให้เกิดผลสำเร็จนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะต้องเริ่มต้นที่ตัวผู้อำนวยการ ส่งไม้ต่อไปที่บุคลากรครูในโรงเรียนให้มองเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันในเวลาอันสั้นที่เป็นเรื่องยากสำหรับภาระหน้าที่งานบริหารงานโรงเรียน แต่ครูเอกฉันท์ โชติฉันท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกล้วยจอหอ สามารถพลิกโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ประสบความสำเร็จอย่างรอบด้านได้อย่างไร 

โรงเรียนบ้านกล้วยจอหอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 เป็นโรงเรียนขนาดกลาง จัดการเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 – ชั้นประถมศึกษา 6 โรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (TSQP) โรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQA) จังหวัดนครราชสีมา 

พฤติกรรมขาดจิตสาธารณะเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารไม่อาจมองข้าม 

        นอกจากเรื่องจิตสาธารณะแล้วยังมีปัญหาเรื่องการขาดสมาธิ รวมถึงความก้าวร้าว การใช้คำพูดคำจาที่ไม่เหมาะสม การใช้ความรุนแรง การทะเลาะวิวาทกัน และอุบัติเหตุภายในโรงเรียนที่เกิดขึ้นเป็นประจำ สัปดาห์ละถึง 2-3 ครั้ง ที่ต้องส่งต่อรักษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน การพนัน สิ่งเสพติด และการลักขโมย

        และสื่อโชเชียลมีเดียก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ปัญหาเพิ่มขึ้น ผอ.เอกฉันท์ เล่าผ่านมุมมองประสบการณ์การทำงานที่พบเจอเด็ก ๆ มาหลายรุ่น ปัจจุบันสื่อโซเชียลมีเดียส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กอย่างเห็นได้ชัด เด็กบางคนติดเกมจนไม่ยอมไปโรงเรียน ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของเด็ก เบื้องต้นได้แค่ติดตามนักเรียน ครูไปพบกับผู้ปกครองของเด็ก ซึ่งก็พบอีกปัญหาว่า เด็กนักเรียนมากกว่าร้อยละ 62 พ่อแม่หย่าร้าง และผู้ปกครองเด็กต้องไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว จึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลหรือปรับพฤติกรรมเด็กได้เท่าที่ควร  
โรงเรียนต้องสอนทั้งเรื่องวิชาการ และบ่มเพาะพฤติกรรมที่ดีของผู้เรียน แต่สภาพที่การเรียนรู้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับที่เป็นอยู่ 
 

 

จุดเริ่มต้นการปรับปรุงและพัฒนาพฤติกรรมเด็ก 

เริ่มจากการสังเกตการณ์ที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาก่อน พอได้สัมผัสการเรียนการสอนและพฤติกรรมนักเรียน ก็ค้นพบว่าเป็นเรื่องที่ตรงกับความต้องการ จึงขอนำนวัตกรรมมาใช้ที่โรงเรียนบ้านกล้วยจอหอ แบบไม่ต้องรอรับเงินงบประมาณสนับสนุนจะได้หรือไม่ แต่ด้วยโอกาสที่เหมาะสมโรงเรียนที่เข้าร่วมถอนตัว โรงเรียนบ้านกล้วยจอหอจึงได้เข้าร่วมโครงการพร้อมได้รับเงินงบประมาณไปพร้อมกัน 

เมื่อจิตศึกษาเข้ามาครูก็นำไปปรับใช้ในเรื่องที่ตนเองสนใจและอยากปฏิบัติ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนหลากหลาย ไม่เกิดการแก้ปัญหาที่เป็นเอกภาพ ผอ.เอกฉันท์ จึงใช้ PLC เพื่อนำเรื่องจิตศึกษามาแก้ไขในวาระเร่งด่วน คือ แก้ปัญหาการใช้โซเชียลมีเดียของนักเรียน’ โดยที่ตลอดทั้งสัปดาห์จะ PLC เพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ โดยกำหนดเป้าหมายในแต่ละวันว่าจะ ชง เชื่อม ใช้ เรื่องใดในกระบวนการจิตศึกษา สิ่งนี้นอกจากแก้ปัญหานักเรียนหยุดเรียนเพราะติดเกม พฤติกรรมติดโทรศัพท์ แล้วยังพัฒนาศักยภาพครูไปในตัวอีกทางหนึ่ง

 

PLC โรงเรียนเข้มแข็ง สู่ PLN เข้มแข็งของเครือข่าย 

Professional Learning Network (PLN) เป็นการเดินเข้าไปสู่พื้นที่แลกเปลี่ยนที่ขยายวงกว้างมากขึ้น เพราะการที่ทำอยู่แค่ในโรงเรียนทำให้มองไม่เห็นความก้าวหน้าของตนเองเท่าไหร่ ครูคิดว่าตนเองถดถอย พอได้ไป PLC –  PLN ระหว่างกัน ทำให้มองเห็นความงอกงามของตนเอง และของโรงเรียนอื่นที่สามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขคุณภาพวง PLC เพื่อพัฒนาโรงเรียนของตนเองได้  และยิ่งมีการมาดูงานจากต่างโรงเรียนยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนบ้านกล้วยจอหอมีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บุคลากรในโรงเรียนเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง กลายเป็นครูต้นแบบที่สามารถยกระดับและนำองค์ความรู้ของตนเองไปแลกเปลี่ยนในวง PLN ในระดับเครือข่ายให้เกิดความยั่งยืนของนวัตกรรมนี้ได้

 

Co-Parent เปิดบ้านสร้างความมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง

เมื่อผู้ปกครองเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็ก ก็เกิดการตั้งคำถามว่าลูกหลานของพวกเขาเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นบ้างที่โรงเรียนที่ทำให้พฤติกรรมของเด็ก ๆ เปลี่ยนไป สิ่งนี้ส่งผลให้เห็นว่าการเรียนรู้ที่โรงเรียนนั้นได้ทั้งความรู้ทางวิชาการ และเด็กได้เรียนรู้ด้านพฤติกรรมและอุปนิสัยที่ดีจากโรงเรียนด้วย จึงทำให้ผู้ปกครองให้การสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนเพราะพวกเขามองว่าลูกหลานได้รับประโยชน์โดยตรง เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นโรงเรียนตัวอย่างที่หลายพื้นที่สนใจมาดูงาน และผลพลอยได้ที่เป็นรางวัลเป็นเกียรติกับโรงเรียนและชุมชน

 

ผู้นำโรงเรียนต้องมีภาวะผู้นำทางวิชาการ”

การที่โรงเรียนจะพัฒนาตนเองได้นั้นต้องเริ่มต้นจาก ผู้บริหารโรงเรียนนั้นต้องมีภาวะผู้นำทางวิชาการ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการเปลี่ยน Mind Set และต้องมีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ผู้บริหาร ตระหนักรู้และสร้างเป้าหมายเดียวกันว่า การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนในปัจจุบันนั้นต้องเป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนใน การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม  เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิต เป็นการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เรียนรู้เพื่อให้สามารถใช้การได้จริงในสถานการณ์ ต่าง ๆ ในชีวิตจริง เป็นการเรียนรู้เพื่อการใช้ประโยชน์ เป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ ไม่ใช่การเรียนเพื่อรู้เท่านั้น

 

พลิกหน้ามือเป็นหลังใช้เวลาเพียงสัปดาห์กับผลลัพธ์ที่งอกงาม

หลังจากที่กลับมาจากไปดูงานที่โรงเรียนบ้านโกรกลึก อ.ด่านขุนทด จึงให้หัวหน้าฝ่ายวิชาการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ทันที เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมให้กลายเป็นโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพียงสองสัปดาห์ก็เห็นผลลัพธ์ จากครูที่เคยพูดเสียงดังกลายเป็นครูที่เสียงนุ่มนวล แรก ๆ เด็กก็รู้สึกตกใจว่าทำไมครูเปลี่ยนไปจากเดิม โต๊ะเรียนเรียงแถวเหลือเพียงพื้นที่นั่งล้อมวง ที่ครูและนักเรียนอยู่ในระดับที่เท่ากัน ส่งผลต่อความรู้สึกเด็กว่าเขาสามารถคุยกับครูได้ทุกเรื่อง 

 

ผลคะแนนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย ถือ เป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC

จุดร่วมหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องผลคะแนนการสอบในระดับต่าง ๆ ของโรงเรียนที่ใช้นวัตกรรมจิตศึกษา คือ นักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้นและคะแนนสอบที่ดีขึ้น ทาง I AM KRU. จึงขอให้ทาง ผอ.เอกฉันท์ แลกเปลี่ยนมุมมองในส่วนนี้  

ในปีสองปีแรกของการใช้นวัตกรรมนั้นโรงเรียนบ้านกล้วยจอหอ มีการจัดติวเพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบ ONET-NT แต่มีจุดหนึ่งที่การติวเกิดขึ้นไม่ได้ จึงจัดการเรียนรู้ไปตามปกติ แต่ผลที่ได้คือคะแนนการสอบ ONET –  NT ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเหมือนเดิม เมื่อถามว่า สิ่งนี้เชื่อมโยงกับจิตศึกษาอย่างไร เมื่อกลับไปมองที่เรื่องจิตศึกษา คือ เรื่องของการเตรียมสภาวะจิต เพื่อให้เด็กพร้อมที่จะเรียนในชั่วโมงเรียนนั้น การเข้าแถวหน้าเสาธง อากาศก็ร้อน ครูเวรพูดยาว ๆ ยืนนานทำให้เด็กเหนื่อยล้า พอขึ้นห้องก็เริ่มการเรียนการสอนทั้งที่สภาวะร่างกายและจิตใจเด็กยังไม่พร้อมที่จะเปิดรับการเรียนรู้ เมื่อเปลี่ยนมาใช้จิตศึกษา ก่อนเข้าเรียนมีการทำ Brain Gym เพื่อเตรียมสภาวะจิตให้พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ในเพื่อการเรียนรู้ในวิชานั้น และการเรียนรู้ PBL ที่เป็นวิชาที่เด็ก ๆ ชอบมาก เป็นสิ่งที่เขาได้ลงมือทำด้วยตนเอง เด็กเกิดการคิดวิเคราะห์ เราปล่อยให้เด็ก ๆ ล้มเหลวให้มากที่สุด เพื่อให้เขาเกิดการเรียนรู้ เป็นการสร้าง Growth Mindset เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดาและเขาจะเรียนรู้เพื่อการพัฒนา โดยที่โรงเรียนจิตศึกษาออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงเช้า ( Brain Gym )  ช่วงเที่ยง (Boddy scan) และช่วงก่อนกลับบ้านเป็นช่วงที่สำคัญเราเรียกว่า ‘ช่วงจัดกายจัดใจ’ ให้เด็กได้สำรวจและทบทวนตนเองก่อนกลับบ้าน ซึ่งจิตศึกษาทั้ง 3 ช่วงเวลาช่วยเสริมสร้างให้เด็กเกิดการกำกับตนเอง ( Self Control ) ได้ดีขึ้น”  

ส่วนหน่วยการเรียนรู้ PBL โคราชบ้านเอง (โคราชบ้านฉัน) ที่เป็นเรื่องของดีเมืองโคราช ตั้งแต่เรื่องประวัติศาสตร์ย่าโม วัฒนธรรม อาหารการกินที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองโคราช หน่วยนี้ทำให้เด็กได้ออกเดินทางไปเรียนรู้สถานที่สำคัญของจังหวัดตนเอง นอกจากเกิดการเรียนรู้ของดีในบ้านเกิดถิ่นที่อาศัยแล้วยังสร้างให้เด็กอยากอนุรักษ์และหวงแหนทุนวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งการเรียนรู้แบบเดิมที่ครูเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้อาจไม่สามารถสร้างสำนึกรักบ้านเกิดที่พร้อมให้เด็กได้เรียนรู้เป็นเจ้าของปัญหาที่พวกเขาสงสัยและอยากคิดด้วยตนเอง 

เมื่อโลกเปลี่ยน ครูเราจึงต้องเปลี่ยนให้ทันโลก กระบวน PLC เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพครูอย่างนุ่มลึกและต่อเนื่อง ที่ครูได้ซึมซับและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในโรงเรียน จนเกิดเป็นความงอกงามจากการใช้นวัตกรรม จนสามารถเป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่นได้ สามารถยกระดับกระบวนการเรียนรู้และนำองค์ความรู้นั้นไปร่วม PLN ในระดับเครือข่ายให้เกิดความยั่งยืนของนวัตกรรมนี้ได้


การถอดบทเรียนการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ โรงเรียนบ้านกล้วยจอหอ โรงเรียนพัฒนาตนเองจังหวัดนครราชสีมา (TSQA)
 

ประเด็นที่ 1 : การเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุงสู่การพัฒนาผู้เรียนด้วยหลักสูตรฐานสมรรถนะ จุดจองมองสำคัญที่โรงเรียนควรให้ความสำคัญมีประเด็นอะไรบ้าง 

          1. ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ตระหนักรู้และมีเป้าหมายเดียวกันว่า การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนใน การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม  ในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิต เป็นการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เรียนรู้เพื่อให้สามารถใช้การได้จริงในสถานการณ์ ต่าง ๆ ในชีวิตจริง เป็นการเรียนเพื่อใช้ประโยชน์ เป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ ไม่ใช่การเรียนเพื่อรู้เท่านั้น

2. สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียน (สนามพลังบวก : สถานที่+กิจกรรม+จิตวิทยาเชิงบวก) สัมพันธ์ภาพระหว่างคนกับสถานที่ สัมพันธ์ภาพระหว่างคนกับคน (ครูกับนักเรียน) รู้สึก อบอุ่น ร่มเย็น ปลอดภัย ส่งผลต่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ

3. ตัวนวัตกรรมหรือกิจกรรมที่ดีและเรียบง่ายสำหรับครูผู้สอนที่จะนำไปใช้และพัฒนาต่อยอดได้

4. รูปแบบการประเมินและวัดผล ที่หลากหลาย ยืดหยุ่น

5. กระบวนการ PLC เป็นกระบวนการที่ทำให้ครูเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ ส่วนผู้ปกครองเป็นผู้เกื้อหนุนการเรียนรู้หรือสนับสนุนการเรียนรู้ โดยเปลี่ยนชุดความคิดด้านการสอนแบบเก่าๆ มาเน้นกระบวนการเรียนรู้ฐานสมรรถนะได้ 

ประเด็นที่ 2 : การนำครู และผู้ปกครองไปสู่การมีกรอบความคิดที่เติบโต หรือ Growth Mindset เพื่อที่จะเปิดใจต่อการปรับเปลี่ยนบทบาท และแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้สอดรับกับยุคสมัยปัจจุบันไดอย่างไร

ผมเชื่อกระบวนการ PLC เป็นกระบวนการที่สามารถทำให้ครูและผู้ปกครองเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน การได้เรียนรู้ร่วมกันจะทำให้เกิดความเข้าใจ  ทัศนคติ ความเชื่อ และความเข้าใจในคุณค่าของตนเอง (self esteem)  ซึ่งผมเชื่อว่า self esteem คือปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิด Growth Mindset ที่จะสามารถเปลี่ยนบทบาทครูที่จะเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ ส่วนผู้ปกครองเป็นผู้เกื้อหนุนการเรียนรู้หรือสนับสนุนการเรียนรู้ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้สอดรับกับยุคสมัยปัจจุบันได้ 

ประเด็นที่ 3 : การนำกระบวนการ PLC Professional Learning Community มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงของครูสู่การพัฒนานักเรียนบนฐานสมรรถนะนั้นควรเป็นอย่างไร ครูควรได้รับการฝกทักษะพื้นฐานใดบ้างเพื่อให้การจัดกระบวนการ PLC นั้นได้รับผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน

1. ความเป็นชุมชน (สนามพลังบวก) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียน (สนามพลังบวก : สถานที่+กิจกรรม+จิตวิทยาเชิงบวก) สัมพันธ์ภาพระหว่างคนกับสถานที่ สัมพันธ์ภาพระหว่างคนกับคน (ครูกับนักเรียน) รู้สึก อบอุ่น ร่มเย็น ปลอดภัย   การนำองค์กร การสร้างคุณค่าร่วมกัน เป้าหมายร่วม วิถี วัฒนธรรมองค์กรใหม่

2. กิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน : การถอดบทเรียน เรียนรู้จากความสำเร็จ-ไม่สำเร็จ แก้ปัญหา คิดนวัตกรรม

3. ทักษะ Deep Listening / Dialogue / Facilitator

4. กระบวนการ : 4.1 การเตรียมสภาวะจิต  4.2 การแบ่งปันความสำเร็จ 4.3 ระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหา  4.4 Empower 

ประเด็นที่ 4 : การเรียนรู้ผ่านหลักสูตรฐานสมรรถนะจะทำให้นักเรียนสามารถสอบคัดเลือกเขาเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง หรือที่ใจมุ่งหวังได้จริงหรือ

        ผมเชื่อว่าได้ การเรียนรู้แบบเดิมที่แยกเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ อาจเหมาะกับการสอบคัดเลือกเข้าเรียนนต่อหรือการสอบแข่งขัน เพราะมันถูกออกแบบมาตามรูปแบบที่เรียนมาและต้องอาศัยการท่องจำ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนใน การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม  ในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิต เป็นการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เรียนรู้เพื่อให้สามารถใช้การได้จริงในสถานการณ์ ต่าง ๆ ในชีวิตจริง ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ เรียนรู้ผ่านหลักสูตรฐานสมรรถนะ จะมีกระบวนการในการจัดการตนเอง และวิธีการหรือกระบวนการ ที่สร้างสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่เขามีกับการสอบคัดเลือกได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน 

ประเด็นที่ 5 : การเรียนแบบแยกส่วน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เช่นในอดีต กับการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้สู่การบูรณาการจะทำให้นักเรียนได้ชุดความรู้ครบถ้วน และสามารถไปใช้สอบเข้า และพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองในอนาคตได้อย่างไร

1. ผู้เรียนที่เรียนรู้สู่การบูรณาการจะรู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น

2. ผู้เรียนสามารถจัดการอารมณ์และความเครียดรวมถึงการจัดการปัญหาเพื่อไปสู่ความสำเร็จและเป้าหมายในชีวิต

3. ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตัดสินใจอย่างรอบด้านอย่างเป็นเหตุเป็นผล

4. ผู้เรียนสามารถสื่อสารโดยใช้กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ

5. ผู้เรียนสามารถจัดระบบและกระบวนการทำงานทั้งของตนเองและร่วมกับผู้อื่น อย่างมีแบบแผนขั้นตอนให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

6. ผู้เรียนเคารพสิทธิเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น เคารพในกติกาและกฎหมาย มีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีวิจารณญาณอยู่ร่วมกับผู้อื่นท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย 

ประเด็นที่ 6 : การเรียนรู้ผ่านหลักสูตรฐานสมรรถนะจะช่วยทำให้นักเรียนค้นหาความถนัด จุดแข็งหรือพรสวรรค์ได้เร็วกว่าการจัดการเรียนรู้แบบเดิมได้อย่างไร หากไม่มีการทดสอบเพื่อให้เห็นคะแนนที่จะเป็นตัวบ่งชี้ความถนัดของนักเรียน

        ผ่านการเรียนรู้แบบองค์รวม โดยการลองถูก ลองผิด ผ่านการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิต เป็นการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เรียนรู้เพื่อให้สามารถใช้การได้จริงในสถานการณ์ ต่าง ๆ ในชีวิตจริง เป็นการเรียนเพื่อใช้ประโยชน์ เป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ ไม่ใช่การเรียนเพื่อรู้เท่านั้น 

ประเด็นที่ 7 : ดังเช่นต่างประเทศที่เริ่มไม่มีการวัดผลผ่านการทดสอบนักเรียนด้วยชุดข้อสอบ แต่ปรับเปลี่ยนการวัดประเมินผลด้วยสมรรถนะ และความสามารถในการปฏิบัติเชิงประจักษ การวัดผลดังกล่าวที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจะเป็นประโยชนตอทั้งตัวนักเรียน ครู และผู้ปกครองได้อย่างไร

        ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม  ในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิต เป็นการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เรียนรู้เพื่อให้สามารถใช้การได้จริงในสถานการณ์ ต่าง ๆ ในชีวิตจริง เป็นการเรียนเพื่อใช้ประโยชน์ เป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ ไม่ใช่การเรียนเพื่อรู้เท่านั้น

    ครูเป็นโค้ชที่เรียนรู้ไปพร้อมกันกับเด็ก เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ เป็นผู้สร้างสถานการณ์ เพื่อเป็นการดึงศักยภาพของผู้เรียนเอาชนะโจทย์หรือสถานการณ์ที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้น

        ผู้ปกครองเป็นผู้สนับสนุนและได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเด็กตามแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้สอดรับกับยุคสมัย และเข้าใจถึงคำว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

ประเด็นที่ 8 : นักเรียน ครู และผู้ปกครองจะตองปรับตัวอย่างไรต่อความเปลี่ยนแปลงที่มีผลทำให้การศึกษานั้นเปลี่ยนไปสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ       

ปรับเปลี่ยนมุมมอง เมื่อโลกเราเปลี่ยนเราจึงต้องเปลี่ยนให้ทันโลก  คงเริ่มจากการมองโลกอย่างเข้าใจ เริ่มต้นจากทัศนคติหรือวิธีคิด (Mindset) ที่เป็นการคิดเชิงบวกซึ่งจะไปกำหนดพฤติกรรมการเรียนรู้อีกทอดหนึ่ง Mindset สำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความต้องการเรียนรู้ เช่น Growth Mindset คือแนวคิดที่มองว่าทุกสิ่งสามารถพัฒนาขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงเติบโตได้ มองอุปสรรคเป็นโอกาส รักที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่กลัวที่จะผิดพลาด มองการล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ 

ที่มา ; FB I AM KRU. สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน

สรุปสาระสำคัญ 
โรงเรียนบ้านกล้วยจอหอเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ประสบความสำเร็จ โดยเริ่มจากภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้อำนวยการที่สร้างเป้าหมายร่วมให้ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ปัญหาหลักคือพฤติกรรมนักเรียน เช่น ขาดจิตสาธารณะ ติดสื่อ โกรธรุนแรง และบริบทครอบครัวไม่เอื้อ โรงเรียนจึงนำนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC มาใช้ โดยใช้ PLC แก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น การติดโซเชียล พร้อมพัฒนาครูให้เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ ขยายสู่ PLN เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่าย

จิตศึกษาช่วยเตรียมสภาวะจิต (Brain Gym, Body scan, จัดกายใจ) ส่งผลให้นักเรียนมีสมาธิ ควบคุมตนเอง และเกิด Growth Mindset ขณะที่ PBL ส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำ เชื่อมโยงชีวิตจริง และสร้างความรักท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง (Co-Parent) ทำให้เกิดความยั่งยืน

หลักสูตรฐานสมรรถนะเน้นการประยุกต์ใช้ความรู้แบบองค์รวม พัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และการใช้ชีวิตจริง การวัดผลยืดหยุ่น เน้นสมรรถนะมากกว่าความจำ ผลลัพธ์คือพฤติกรรมดีขึ้น บรรยากาศเรียนรู้ดีขึ้น และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าการพัฒนาเชิงระบบที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้จริง

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 แนวคิดสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบคือข้อใด
ก. การเพิ่มงบประมาณ
ข. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร
ค. การแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ง. การใช้เทคโนโลยีทันสมัย
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ว่าการเริ่มจากผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และสร้างเป้าหมายร่วมคือหัวใจสำคัญ

ข้อ 2 การใช้ PLC ในโรงเรียนมีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. เพิ่มเอกสารงานครู
ข. ใช้ควบคุมพฤติกรรมนักเรียน
ค. พัฒนาครูและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ง. ใช้ประเมินผลนักเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: PLC เป็นเครื่องมือพัฒนาครูและแก้ปัญหาร่วมกัน

ข้อ 3 ปัญหาเร่งด่วนที่โรงเรียนแก้ผ่าน PLC คือข้อใด
ก. ผลสอบต่ำ
ข. การขาดแคลนครู
ค. การติดโซเชียลของนักเรียน
ง. อาคารเรียนทรุดโทรม
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบุชัดว่าใช้ PLC แก้ปัญหาการใช้โซเชียล

ข้อ 4 จุดเด่นของจิตศึกษาคืออะไร
ก. เพิ่มเวลาเรียน
ข. เตรียมสภาวะจิตให้พร้อมเรียน
ค. เน้นการท่องจำ
ง. ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
เฉลย: ข
เหตุผล: จิตศึกษามุ่งพัฒนาสมาธิและความพร้อมของผู้เรียน

ข้อ 5 PBL ส่งผลต่อผู้เรียนอย่างไร
ก. จำเนื้อหาได้มาก
ข. ลดเวลาเรียน
ค. คิดวิเคราะห์และลงมือปฏิบัติ
ง. เน้นสอบแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: PBL เน้นการเรียนรู้จากการลงมือทำและคิดวิเคราะห์

ข้อ 6 PLN มีความสำคัญอย่างไร
ก. เพิ่มรายได้โรงเรียน
ข. ขยายการเรียนรู้สู่เครือข่าย
ค. ใช้สอบแข่งขัน
ง. ลดภาระงาน
เฉลย: ข
เหตุผล: PLN ช่วยแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน

ข้อ 7 Co-Parent มีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. ควบคุมครู
ข. สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน
ค. จัดการงบประมาณ
ง. ประเมินผลครู
เฉลย: ข
เหตุผล: ผู้ปกครองมีส่วนร่วมสนับสนุนการเรียนรู้

ข้อ 8 หลักสูตรฐานสมรรถนะเน้นอะไร
ก. ความจำเนื้อหา
ข. การสอบแข่งขัน
ค. การประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง
ง. การเรียนแยกวิชา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นใช้ความรู้แบบองค์รวมในชีวิตจริง

ข้อ 9 Growth Mindset ส่งผลอย่างไร
ก. กลัวความล้มเหลว
ข. หลีกเลี่ยงปัญหา
ค. มองความล้มเหลวเป็นโอกาสเรียนรู้
ง. เน้นการแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: Growth Mindset คือการเรียนรู้จากความผิดพลาด

ข้อ 10 ปัจจัยที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นคือข้อใด
ก. การติวเข้ม
ข. การลงโทษ
ค. การพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม
ง. การสอบบ่อย
เฉลย: ค
เหตุผล: ผลลัพธ์เกิดจากการพัฒนาทั้งด้านจิตใจ ทักษะ และการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงการติว**