
สังคมสูงอายุคือ
องค์การสหประชาชาติ ได้นิยามเอาไว้ว่า ประเทศใดที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนเกิน 10% หรือมีผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป คิดเป็นเป็นสัดส่วน 7% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society)
ขณะเดียวกันเมื่อประเทศใดก็ตามมีสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็น 20% หรือมีสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็น 14% ของจำนวนประชากรทั้งหมด จะถือว่า ประเทศนั้นได้เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” (Aged Society)
โลกและสังคมผู้สูงอายุ
5 ประเทศที่มีสัดส่วนผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี มากที่สุด
สังคมผู้สูงอายุญี่ปุ่น VS ไทย
ประเทศญี่ปุ่น
ปี 2024 :
ประเทศไทย
ปี 2024 :
อ้างอิง : องค์การสหประชาชาติ
สังคมผู้สูงอายุนำไปสู่ปัญหาอะไร
การมีประชากรวัยทำงานน้อยลง นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ และสร้างผลกระทบต่อศักยภาพในการเจริญเติบโตของประเทศแล้ว ยังก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย เนื่องจากจะมีค่าใช้จ่ายทางสังคม โดยเฉพาะการดูแลเรื่องสุขภาพของคนในปนะเทศในระดับสูง
เพราะอะไรญี่ปุ่นจึงขาดแคลนแรงงาน?
1.จำนวนประชากรสูงวัยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
อ้างอิงรายงานประจำปีของคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประจำปีงบประมาณ 2021 สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 31.2% ในปี 2030 ส่วนในปี 2040 จะเพิ่มเป็น 35.3% และในปี 2050 จะเพิ่มเป็น 37.7% ของจำนวนประชากร
2.อัตราการเกิดต่ำ
อ้างอิงจากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น ปี 2022 มีอัตราการเกิดเพียง 799,728 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าระดับ 800,000 คน เป็นครั้งแรก อันเป็นผลมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัย รวมถึงขาดแคลนสถานที่เลี้ยงดูเด็กที่น่าเชื่อถือตามเขตเมืองใหญ่ จนเป็นผลทำให้บรรดาคู่รักเลือกที่จะมีลูกน้อยลง
3.ใช้แรงงานหญิงน้อยเกินไป
อ้างอิงรายงาน Gender Gap ของ World Economic Forum ปี 2022 ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 116 จากทั้งหมด 146 ประเทศ ในเรื่องช่องว่างทางเพศ เรื่องการว่าจ้าง และการกีดกันแรงงานหญิง
4.ระบบการฝึกงาน และว่าจ้างแรงงานต่างชาติไม่เป็นธรรม
ญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในเรื่องการนำแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศกำลังพัฒนามาฝึกอบรม และรับเข้าทำงาน ที่นอกจากจะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่แสนยุ่งยากแล้ว ยังมักให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าแรงงานชาวญี่ปุ่นด้วย
จำนวนแรงงานต่างด้าวในประเทศญี่ปุ่น
อ้างอิง : กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (Ministry of Land Infrastructure Transport and Tourism) หรือ MLIT
จำนวนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ณ มกราคม ปี 2024 : 3,415,774 คน
“ญี่ปุ่นจะขาดแคลนแรงงานมากถึง 11 ล้านคน ในปี 2040”
ญี่ปุ่นและผลกระทบจากสังคมผู้สูงอายุ
Recruit Works Institute หรือ RWI สำนักวิจัยอิสระที่มุ่งทำงานทางด้านสังคมของประเทศญี่ปุ่น คาดการณ์ว่า ปัญหาสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ของญี่ปุ่นจะพุ่งถึงจุดสูงสุดในปี 2042 และภายในปี 2040 ญี่ปุ่นจะมีปัญหาขาดแคลนแรงงานมากถึง 11 ล้านคน ขณะที่ประชากรในวัยทำงานจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาขาดแคลนแรงงานยังเป็นผลให้อุตสาหกรรมภายในประเทศต้องพึ่งพาแรงงานสตรี และผู้สูงอายุในสัดส่วนที่สูงขึ้น อีกทั้งยังต้องเพิ่มค่าแรงให้สูงขึ้นเพื่อจูงใจแรงงานเหล่านั้นด้วย
Teikoku Databank บริษัทวิจัยการตลาดและสินเชื่อชื่อดังของญี่ปุ่น ระบุว่า จากผลสำรวจบริษัทในประเทศมากกว่า 10,000 แห่ง เมื่อปี 2022 พบว่ามากถึง 30.4% มีปัญหาขาดแคลนพนักงานไม่ประจำ (Non-regular) โดยส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ภาคบริการ ที่มีตัวเลขสูงถึง 71.3% โดยเฉพาะพนักงานร้านอาหาร และพนักงานต้อนรับแบบไม่ประจำนั้น มีปัญหาขาดแคลนแรงงานสูงถึง 77.3% และ 62.3% ตามลำดับ
สำหรับปัญหาขาดแคลนพนักงานประจำนั้น ส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ พนักงานบริการ ซึ่งอยู่ในสัดส่วน 71.3% ตามมาด้วย พนักงานฝ่ายสรรหาบุคลากร 65% และพนักงานฝ่ายซ่อมบำรุง และรักษาความปลอดภัย 64.6%
ธุรกิจญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากสังคมผู้สูงอายุ
ภาคการก่อสร้าง :
ธุรกิจก่อสร้างของญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน และแม้ปัจจุบันจะพยายามหาทางเพิ่มการจ้างแรงงานกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือแม้กระทั่งแรงงานหญิงให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งการขึ้นค่าจ้าง หรือการติดตั้งห้องน้ำสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะในไซต์ก่อสร้างก็ตาม
แต่เนื่องจากธุรกิจก่อสร้าง เป็นงานที่ต้องทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง ใช้แรงงานหนัก และได้รับค่าจ้างไม่สูงนัก จึงเป็นเหตุให้ถูกหมางเมินจากคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่อยู่ต่อไป
โดยหากอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวญี่ปุ่น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แรงงานในธุรกิจก่อสร้างของญี่ปุ่นมีตัวเลขที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
จำนวนแรงงานภาคการก่อสร้าง
โดยแยกเป็น เพศชาย : 3,942,170 คน หรือ 82.3% และ เพศหญิง : 847,830 คน หรือ 17.7%
หากแต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 29 ปี เพียง 12% (574,800 คน) เท่านั้น ในขณะที่ผู้มีอายุเกินกว่า 55 ปี มีสัดส่วนสูงถึง 36%! (1,724,400 คน)
ภาคการขนส่ง
ไม่ต่างจากธุรกิจก่อสร้าง จำนวนแรงงานในธุรกิจนี้ลดลงจากปัญหาเรื่องค่าจ้างต่ำ และต้องทำงานหนัก โดยเฉพาะพนักงานขับรถบรรทุกสินค้าของญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 2,568 ชั่วโมง!
นอกจากนี้ กฎหมายฉบับใหม่ซึ่งจะมีการจำกัดชั่วโมงการทำงานของพนักงานขับรถบรรทุกขนส่งสินค้า ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน ปี 2024 นี้ จะยิ่งเป็นตัวเร่งปัญหาในเรื่องนี้ให้รุนแรงขึ้นไปอีก เนื่องจากมีการประเมินเอาไว้ว่า ความสามารถในการขนส่งสินค้าของญี่ปุ่นจะลดลงถึง 34% ภายในปี 2030 และเป็นผลให้สินค้าถึง 940 ตัน ติดค้างการขนส่งในแต่ละปี
ด้านรายงานของกระทรวงคมนาคมญี่ปุ่น รายงานว่าในปี 2021 จำนวนผู้ขับรถแท็กซี่ทั่วประเทศลดลงถึง 40% เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ขับรถแท็กซี่สูงสุดในปี 2009 ด้วย
จำนวนแรงงานภาคขนส่ง
โดยแยกเป็น เพศชาย : 2,741,310 คน หรือ 78.1% และ เพศหญิง : 768,690 คน หรือ 21.9%
ภาคการเกษตร
อ้างอิงจากข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่น จำนวนประชากรที่ลดลง อีกทั้งจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นผลให้ภาคการเกษตรประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง จนเป็นผลให้อัตราเฉลี่ยพื้นที่เกษตรกรรมถูกทิ้งร้างว่างเปล่าจนกลายเป็นทุ่งหญ้า มากกว่า 10% แล้ว
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ญี่ปุ่นสามารถพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศได้เพียง 38% จากปริมาณความต้องการทั้งหมดในปี 2022 และหากปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตรยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เป้าหมายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศถึง 45% ภายในปี 2030 ก็จะยิ่งกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
จำนวนแรงงานภาคการเกษตร
โดยแยกเป็น เพศชาย : 1,180,800 คน หรือ 61.5% และ เพศหญิง : 739,200 คน หรือ 38.5%
ทั้งนี้ ในจำนวนดังกล่าวมากถึง 43% (825,600 คน) เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี ขณะที่อายุเฉลี่ยของเกษตรกรญี่ปุ่นในปัจจุบันอยู่ที่ 68 ปี!
ซึ่งอายุเฉลี่ยของเกษตรกรญี่ปุ่นที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นด้วยว่า ผลิตภัณฑ์อาหารทางการเกษตรชื่อดังระดับประเทศบางชนิด อาจถึงคราวต้องสูญหายไปเนื่องจากไร้ผู้สืบทอด หรือขาดแคลนแรงงานในการผลิตในอีกไม่กี่ปีนับจากนี้
ธุรกิจค้าปลีก
อ้างอิงจาก Japan Franchise Association ปี 2020 “Combini” หรือบรรดาแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อชื่อดังต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นขาดแคลนพนักงานสูงถึง 172,000 คน เป็นผลให้เหลือร้านที่สามารถเปิด 24 ชั่วโมงได้เพียง 87% ซึ่งลดลงจาก 92% ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ปี 2019
จำนวนแรงงานค้าปลีก
โดยแยกเป็น เพศชาย : 4,969,440 คน หรือ 47.6% และ เพศหญิง : 5,470,560 คน หรือ 52.4%
ญี่ปุ่นแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างไร?
เพิ่มทักษะแรงงาน
นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น อนุมัติงบประมาณ 1 ล้านล้านเยน (239,055 ล้านบาท) สำหรับการฝึกอบรมเพิ่มทักษะในการทำงานของแรงงานให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี ภายใน 5 ปีข้างหน้า
เพิ่มแรงงานต่างชาติ
สภาไดเอท ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะสูงเข้ามาทำงานในภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นมากขึ้น โดยมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2019 ด้วยเหตุนี้ตัวเลขแรงงานต่างด้าวในญี่ปุ่น ในปี 2023 จึงพุ่งติดระดับ 2.05 ล้านคนเป็นครั้งแรก
เพิ่มจำนวนแรงงานสตรี
เพิ่มจำนวนแรงงานสตรี ด้วยการออกกฎหมายที่ว่าด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วม และความก้าวหน้าของสตรีในภาคธุรกิจต่างๆ
พัฒนาเทคโนโลยี
Rakuten อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น พัฒนาหุ่นยนต์ และยานพาหนะไร้คนขับ รวมถึงเข้าควบรวมกิจการกับบริษัทตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เพื่อลดต้นทุน และแรงงานในการกระจายการส่งสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น
ใช้หุ่นยนต์แทนแรงงาน
Tmsuk บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ของญี่ปุ่นจากเกียวโต ประกาศผลการทดสอบการนำหุ่นยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ Raicho 1 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อนำไปใช้ในการเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวข้าว สามารถช่วยลดชั่วโมงการทำงานของมนุษย์จาก 529 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 29 ชั่วโมง หรือเท่ากับลดการใช้แรงงานคนในกระบวนการเพาะปลูกข้าวทั้งหมดจาก 95% ให้เหลือเพียง 20% เท่านั้น
Avartar
Lawson แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานด้วยการเปิดตัวบริการใหม่ ที่ให้พนักงานใช้ Avartar สำหรับให้คำแนะนำลูกค้าผ่านจอมอนิเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้จากที่บ้าน และสามารถดูแลหลายๆ ร้านได้พร้อมกัน โดย Lawson วางเป้าหมายติดตั้งเครื่อง Avartar ให้ได้ 100,000 เครื่องทั่วประเทศ ภายในปี 2030
หุ่นยนต์ขนส่งยานพาหนะ
Toyota เริ่มนำ “หุ่นยนต์ขนส่งยานพาหนะ” (Vehicle Logistics Robots) ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายรถยนต์เข้าสู่ระบบการเตรียมการขนส่งได้โดยอัตโนมัติมาใช้งานแล้ว โดยเบื้องต้นผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า หุ่นยนต์ขนส่งยานพาหนะ 10 เครื่อง จะสามารถเข้ามาทดแทนการใช้แรงงานมนุษย์ได้ถึง 22 คน
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์
ปัญหาและวิธีการแก้ไขเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (thairath.co.th)
เกี่ยวข้องกัน
เปิดเหตุผลคนญี่ปุ่น ไม่ได้อยากอายุ 100 ปี
การมีอายุยืนเป็นหนึ่งในความปรารถนาของมนุษย์ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำอวยพร “ขอให้อายุยืนหมื่นๆ ปี” และหากพูดถึงคนอายุยืนหลักร้อย “ญี่ปุ่น” ถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนญี่ปุ่นอาจไม่ได้อยากอยู่นานขนาดนั้น
ผลสำรวจล่าสุดถึงทัศนคติต่อการมีอายุยืนยาวใน 6 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐ จีน เกาหลีใต้ เยอรมนี และฟินแลนด์ พบว่าชาวญี่ปุ่นส่วนมากไม่ปรารถนาจะมีอายุถึง 100 ปี แตกต่างจากอีกห้าประเทศ
เว็บไซต์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงานว่า ชาวญี่ปุ่น “มองการมีอายุถึง 100 ปีแต่ในแง่ลบ” มีเพียง 21% เท่านั้นที่คาดหวังว่าจะมีความสุขเมื่อถึงตอนนั้น
“เมื่อเราพิจารณาทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับการมีอายุถึง 100 ปี ชัดเจนว่า ญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศเดียวที่ไม่ได้มองบวกกับการมีอายุ 100 ปีเหมือนในประเทศอื่น ที่แม้มีมุมมองเชิงลบบ้าง เช่น ความเครียด ความยุ่งยากในการใช้ชีวิต แต่ผู้คนก็ยังเน้นที่มิติเชิงบวก” ทาคาชิ ทานากะ นักเขียนรายงานกล่าว
รายงานกล่าวถึงมุมมองเชิงลบที่ชาวญี่ปุ่นเน้นย้ำมากเช่น ไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัวหรือเพื่อนฝูงเมื่อต้องแก่ตัวลง และ “ความยากลำบาก” ที่เกิดขึ้นเมื่ออายุครบหนึ่งศตวรรษ ซึ่งในจุดนี้ผู้ให้ข้อมูลจากประเทศอื่นๆ ก็กังวลแบบเดียวกัน
ส่วนข้อคำถามอื่นๆ ผู้ให้ข้อมูลชาวญี่ปุ่นมองลบกว่าประเทศอื่นด้วย มีเพียงราว 28.7% เท่านั้นที่กล่าวว่า หมุดหมาย 100 ปี จะทำให้พวกเขามีโอกาสใหม่ในการสัมผัสสิ่งต่างๆ
ตรงข้ามกับชาวอเมริกัน 59% และชาวจีน 58% ที่คาดว่าพวกเขาจะมีความสุขเมื่อมีอายุ 100 ปี ขณะที่ชาวอเมริกัน 65% และชาวเยอรมัน 51% เชื่อว่า ยิ่งสูงวัยยิ่งมีโอกาสใหม่
ชาวญี่ปุ่นเพียง 27.4% กล่าวว่า พวกเขาต้องการมีชีวิตถึง 100 ปี เทียบกับชาวเยอรมัน 52.8% ชาวเกาหลีใต้ 53.1% ชาวฟินแลนด์ 58.4% ชาวจีน 65.6% และชาวอเมริกัน 66.7%
การศึกษาจัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อคนอายุ 100 ปี เพื่อเฉลิมฉลองวันแห่งความสุขนานาชาติ ใช้วิธีสอบถามชาวญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ที่มีอายุระหว่าง 20-79 ปี ประเทศละ 2,800 คน เกี่ยวกับทัศนคติว่าด้วยการสูงวัย
คานาโกะ โฮโซมูระ แม่บ้านวัย 41 ปี จากโยโกฮามา กล่าวว่า เธอจะมีความสุข “เมื่ออยู่ถึง 100 ปี ก็ต่อเมื่อกายใจแข็งแรงสามารถดูแลตัวเองได้เท่านั้น”
“ฉันไม่อยากขอให้คนอื่นมาทำนู่นทำนี่ให้ แม้แต่เรื่องง่ายๆ เพราะฉันจะกลายเป็นภาระของพวกเขา แต่ถ้าฉันยังไปไหนมาไหนได้และจิตใจยังดี แล้วทำไมจะไม่อยู่ไปถึง 100 ปีล่ะ”
โฮโซมูระกังวลว่า เธอจะยิ่งไม่มั่นใจในอนาคตเมื่อแก่ตัวลง แต่ครอบครัวและเพื่อนสนิทควรปลอบใจด้วยการชี้ชวนมองอนาคตในทางบวกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่คนทุกพื้นที่ในญี่ปุ่นที่มีมุมมองแนวนี้ มาโกโตะ ซูซุกิ แพทย์หัวใจ วัย 90 ปี กล่าวว่า คนใน “โอกินาวา” มีมุมมองต่อการอายุยืนแตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของญี่ปุ่น
การที่คนที่นี่มีอายุยืนกว่าที่อื่นมีหลายเหตุผล หลักๆ เลยคือ อิคิไก ปรัชญาว่าด้วยเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ สำหรับซูซุกิคือการทำงานในเมืองนาฮา และในฐานะการเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์วิจัยโอกินาวาเพื่อวิทยาศาสตร์การมีอายุยืนยาว
นอกจากเหตุผลของการมีชีวิตแล้ว หลายคนในโอกินาวายังรับประทานอาหารดี เน้นผัก ผลไม้ และอาหารทะเล อีกทั้งยังมีความรู้สึกของการเป็นชุมชนสูงมาก
“แน่นอน ผมอยากอยู่ถึง 100 ปี ไม่มั่นใจว่าจะอยู่ถึงหรือเปล่า แต่ผมจะทำให้ดีที่สุด”
โทโมโกะ โอวัน รองศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ วัย 64 ปี จากมหาวิทยาลัยริวกิวในโอกินาวา ยอมรับว่าการมองชีวิตในทางบวกนั้นสำคัญ และว่าเธอยังคงสอนคาราเต้ในมหาวิทยาลัย
“ฉันเชื่อว่า หัวใจสำคัญคือการปล่อยวางและคิดบวก การรับประทานอาหารที่ดีและสมดุลก็มีส่วนช่วย” และที่สำคัญสำหรับเธอคือการฝึกคาราเต้ทุกวัน ซึ่งเป็นการฝึกทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
“ตอนนี้ฉันสุขภาพดี แน่นอนฉันต้องการมีอายุถึง 120 ปีด้วยซ้ำไป ถ้ายังแข็งแรง”
รายงานยังชี้ด้วยว่า คนญี่ปุ่นมีความสุขกับชีวิตน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนในประเทศอื่น ผู้ให้ข้อมูลชาวญี่ปุ่นให้คะแนนความสุขแค่ 5.9 เต็ม 10 เท่านั้น ต่ำสุดในบรรดาหกประเทศ สวนทางกับจีนที่ผงาดขึ้นมาเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดด้วยคะแนน 7.4 เต็ม 10 ตามด้วยฟินแลนด์ 6.8 และเยอรมนี 6.6
นอกจากความสุขในชีวิตจะน้อยแล้ว ชาวญี่ปุ่นยังดูเหมือนจะกังวลเกี่ยวกับ “อนาคตของประเทศ” ด้วย โดยอยู่ในอันดับสุดท้ายเมื่อถูกถามเกี่ยวกับ “ความสดใสโดยรวมของญี่ปุ่น” ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ที่ความสุขจะเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจเติบโต
“เมื่อพิจารณาผลสำรวจนี้แล้ว เพื่อเพิ่มความสุขและเพิ่มจำนวนคนที่คิดอยากมีอายุยืน 100 ปี การรู้สึกถึงความสุขของคนรอบตัวเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการคิดถึงความสุขของตัวคุณเอง” ทานากะกล่าวทิ้งท้าย
ชาวญี่ปุ่น “มองการมีอายุถึง 100 ปีแต่ในแง่ลบ” มีเพียง 21% เท่านั้นที่คาดหวังว่าจะมีความสุขเมื่อถึงตอนนั้น เนื่องจากผู้สูงอายุไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัวหรือเพื่อนฝูงเมื่อต้องแก่ตัวลง และกังวลเกี่ยวกับ “ความยากลำบาก” ที่เกิดขึ้นเมื่ออายุครบ 100 ปี
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 28 มี.ค. 2024
เกี่ยวข้องกัน
วิกฤตหนัก บ้านทิ้งร้างญี่ปุ่นพุ่ง 9 ล้านหลัง ท้าทายสังคมสูงอายุ สัญญาณล้มละลาย
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากข้อมูลการสำรวจที่อยู่อาศัยและที่ดินในเดือนตุลาคม 2566 ของประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า บ้านร้าง หรือ ‘อากิยะ’ พุ่งสูงกว่า 9 ล้านหลังหรือราวร้อยละ 14 ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดของประเทศ ซึ่งถือว่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ หลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดต่ำ ประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว
โดยทางเจฟฟรีย์ ฮอลล์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยการศึกษานานาชาติคันดะในชิบะ เผยถึงสาเหตุหลักใหญ่ๆ คือ การที่จำนวนประชากรของประเทศลดลงอย่างน่าตกใจ ทำให้บ้านตามชนบทถูกทิ้งร้าง อีกทั้งเดิมทีบ้านร้างส่วนใหญ่จะมีเพียงผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพัง
ลูกหลานย้ายเข้ามาทำงานในเมือง แต่เมื่อพวกเขาเสียชีวิต หรือย้ายไปอยู่ที่สถานดูแลผู้สูงอายุ บ้านเหล่านี้ก็จะถูกทิ้ง โดยคนรุ่นหลังยังไม่ต้องการรับบ้านเก่าเป็นมรดก เนื่องจากมองว่าเป็น “ภาระ” เพราะต้องเสียค่าภาษีและการบำรุงรักษาจำนวนมาก
นั่นทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับรัฐบาลที่จะฟื้นฟูบ้านที่ถูกทิ้งร้าง ไร้การดูแลในชนบทอย่างรวดเร็ว ความพยายามในการดึงดูดคนหนุ่มสาวที่สนใจในวิถีชีวิตทางเลือกหรือนักลงทุนที่มองหาการต่อรองราคา เนื่องจากภายใต้นโยบายภาษีของญี่ปุ่น เจ้าของบ้านบางคน พบว่า การรักษาบ้านไว้ถูกกว่าการรีโนเวทบ้านขึ้นใหม่
โดยพบว่า ชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่นิยมสร้างบ้านใหม่มากกว่าจะปรับปรุงบ้านหลังเก่า เพราะกังวลเรื่องโครงสร้าง และความแข็งแรงที่ต้องรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว ส่งผลให้บ้านเก่าๆ จำนวนมากกลายเป็นปัญหาสำหรับคนในท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ด้านกฎหมายสิทธิในทรัพย์สินของญี่ปุ่น ระบุว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้เจ้าของบ้านมาจัดการบ้านเรือนในครอบครองของเขาได้ ทำให้รัฐบาลมีความยากลำบากในการมาแทรกแซง และจัดการในเรื่องนี้ อีกทั้งเป็นเรื่องยากที่จะติดตามหาตัวเจ้าของบ้านที่ย้ายออกไปเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ จากตัวเลขจำนวนประชากรของญี่ปุ่นล่าสุดในปี 2565 เผยว่า จำนวนประชากรได้ลดลงมากกว่า 800,000 คนนับตั้งแต่ปีที่แล้ว เหลือเพียง 125.4 ล้านคน ซึ่งเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่ อัตราการเกิดของญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 1.3 เป็นเวลาหลายปี ห่างไกลจาก 2.1 ซึ่งเป็นตัวเลขที่จำเป็น เพื่อรักษาจำนวนประชากรให้คงที่
นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น ระบุว่า จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีได้ลดลงเป็นปีที่ 43 ติดต่อกันเป็นประวัติการณ์ ต่ำสุดประมาณ 14 ล้านคน
ที่มา ; ข่าวสด 9 พ.ค. 2567
เกี่ยวข้องกัน
ไทยเจอวิกฤต บ้านว่าง พุ่ง 1.3 ล้านหลัง คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท ชี้บ้านใหม่เพิ่มขึ้นตลอด แต่อัตราการเกิดของประชากรน้อยลง
นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “ผู้สูงวัย” แล้ว ขณะนี้จำนวนบ้านเกิดใหม่เพิ่มขึ้นตลอด แต่จำนวนประชากรกลับเพิ่มขึ้นน้อยมากและเริ่มจะลดลง ทำให้เกิดปัญหา “บ้านว่าง” ถึงขณะนี้ประมาณ 1.3 ล้านหน่วย รวมมูลค่า 2.6 ล้านล้านบาท
จากการนำข้อมูลของการไฟฟ้านครหลวง มาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาบ้านว่าง พบว่าประเทศไทยมีบ้านว่างอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ บ้านว่างหมายถึงบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย หรือเคยมีผู้เข้าอยู่อาศัยแล้ว แต่ย้ายออก บ้านว่างมีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว และห้องชุด
บ้านว่างเหล่านี้บางส่วนมีผู้ใช้สอยเช่นกัน แต่น้อยมาก เช่น ใช้ไฟฟ้าเพียงไม่ถึง 15 หน่วยต่อเดือน อาจจะเข้ามาทำความสะอาดเป็นครั้งคราว ยิ่งกว่านั้นยังมีบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่แม้แต่มิเตอร์ไฟฟ้าก็ถูกถอดทิ้งไปแล้ว
จากข้อมูลของการไฟฟ้านครหลวง พบว่าในเขตบริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ มีบ้านว่างอยู่ประมาณ 500,000 หน่วย แต่หากนับรวมทั้งเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมบางส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วย จะมีบ้านว่างรวมกันถึง 617,923 หน่วย ถือว่ามีจำนวนมาก
ทั้งนี้ บ้านทุกประเภทในเขตกรุงเทพและปริมณฑลมีอยู่ 4,654,370 หน่วย จึงเท่ากับว่าบ้านว่างมีสัดส่วนถึง 13.3% ของบ้านทั้งหมด หรือบ้านทุก ๆ 8 หน่วยจะมีบ้านว่างอยู่ 1 หน่วย นับว่าสูงมาก
เมื่อคิดจำนวนบ้านว่าง 1.3 ล้านหน่วย หากราคาเฉลี่ยหน่วยละ 2 ล้านบาท เท่ากับมีมูลค่ารวมกัน 2.6 ล้านล้านบาท หรือเกือบเท่างบประมาณแผ่นดินไทย หากปีหนึ่งเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ทั่วประเทศ 200,000 หน่วย เท่ากับว่าแทบไม่ต้องเปิดโครงการใหม่ 6 ปี ยังมีอุปทานที่อยู่อาศัยเพียงพอแก่ผู้สนใจซื้อ
ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ญี่ปุ่นพบผู้สูงวัยตายอย่างโดดเดี่ยวกว่า 17,000 ราย ใน 3 เดือนแรกของปี 2024
สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ของจีนรายงานเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2024 ว่า การสำรวจล่าสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น (NPA) พบว่าตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2024 ในประเทศญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวจำนวน 17,034 ราย
ทั้งนี้ คณะทำงานเกี่ยวกับประเด็นการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ของสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นนิยามว่า การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว คือการที่บุคคลหนึ่งเสียชีวิตโดยไม่มีใครพบเห็น จนผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่จะมีการพบศพ
การสำรวจดังกล่าวครอบคลุมผู้เสียชีวิต 60,466 ราย ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นรับเรื่องในช่วงเวลาดังกล่าว ในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตที่อาศัยอยู่ลำพังซึ่งเสียชีวิตไปอย่างโดดเดี่ยว 21,716 ราย ซึ่งบางส่วนเป็นการฆ่าตัวตาย
17,034 ราย หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวทั้งหมด มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แบ่งเป็นช่วงอายุดังนี้
สำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่นวางแผนรวบรวมข้อมูลต่อไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่นที่ยกระดับอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวคาดการณ์ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่บ้านในหมู่ผู้สูงอายุที่อาศัยเพียงลำพังรวมทั้งปี 2024 จะสูงถึงราว 68,000 ราย
ที่มา ; MSN
เกี่ยวข้องกัน
ผู้สูงวัยไทยกว่า 1.3 ล้านคนอาศัยอยู่คนเดียว เสี่ยง “ตายโดดเดี่ยว” เหมือนชาวญี่ปุ่น
ประเทศไทยเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) ไปแล้วในปี 2566 ซึ่งข้อมูลอัพเดต ณ สิ้นปี 2566 ไทยมีประชากรสูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จำนวน 13,064,929 คน คิดเป็นสัดส่วน 20.08% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ตรงตามนิยาม “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ซึ่งหมายถึงมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วน 20% ขึ้นไป
ปัญหาอย่างหนึ่งของสังคมสูงวัยที่น่ากังวล คือ ผู้สูงวัยจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ตัวคนเดียว หรืออาศัยอยู่ในบ้านที่มีเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างเลี่ยงได้ยากที่พวกเขาจะกลายเป็น “ผู้สูงวัยที่มีความเปราะบาง” ทั้งด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม อีกทั้ง มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะมีจุดจบเป็นการ “เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว” ซึ่งตามนิยามคือ เสียชีวิตโดยไม่มีใครรู้ใครเห็นเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจะมีการพบศพ หรือสำหรับหลาย ๆ คน อาจจะผ่านไปนานเป็นปีหรือหลายปีก็ยังไม่มีใครทราบว่าเขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว
ปรากฏการณ์เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไม่มีใครพบเห็น เกิดขึ้นมากในสังคมที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่คนเดียวจำนวนมาก ไม่ว่าจะเพราะมีวัฒนธรรมชอบอยู่ตัวคนเดียว หรือเพราะไม่มีครอบครัวหรือมีครอบครัวแต่ถูกคนในครอบครัวทอดทิ้ง
ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรสูงวัยมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ในญี่ปุ่นเกิดปรากฏการณ์ผู้สูงอายุเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวปีละจำนวนมากต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นเรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า “โคโดคุชิ” (Kodokushi)
ล่าสุด มีข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น (NPA) พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2567 ในประเทศญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ที่อาศัยอยู่เพียงลำพังเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวจำนวน 17,034 ราย และคาดว่าทั้งปี 2567 นี้ จะมีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังเสียชีวิตรวม 68,000 ราย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในสัดส่วนที่สูง
เมื่อเห็นข้อมูลของญี่ปุ่นแล้วหันมามองดูประเทศไทยเราเองว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ก็พบว่า สถานการณ์ของไทยเราก็น่าห่วงเช่นกัน เพราะไทยมีประชากรผู้สูงวัยกลุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอยู่มากกว่า 1.3 ล้านคน
กลุ่มเสี่ยงกลุ่มหลัก คือ “ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง” ณ สิ้นปี 2566 มีจำนวน 1,348,397 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.32% ของผู้สูงอายุทั้งหมดในประเทศไทย สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปี 2563 ซึ่งมีสัดส่วน 7.3% ของผู้สูงอายุทั้งหมด
อีกกลุ่มที่เสี่ยง คือ “ผู้สูงอายุที่ดูแลกันเอง” หรืออยู่ในครัวเรือนที่มีเพียงผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสามีกับภรรยา ณ สิ้นปี 2566 มีอยู่จำนวน 610,405 คน คิดเป็นสัดส่วน 4.67% ของผู้สูงอายุทั้งหมด สัดส่วนลดลงจากปี 2563 ที่มีสัดส่วน 5.9%
ในกลุ่ม “ผู้สูงอายุที่ดูแลกันเอง” นี้ หากผู้สูงอายุในบ้านเสียชีวิตไปจนเหลือผู้สูงอายุคนสุดท้ายของบ้าน ผู้สูงอายุที่มีชีวิตอยู่คนสุดท้ายก็เสี่ยงที่จะขยับไปเป็นกลุ่ม “ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง” ดังจะเห็นได้ว่า สัดส่วนผู้สูงอายุที่ดูแลกันเองในปี 2566 ลดลงจากสัดส่วนในปี 2563 ซึ่งการลดลงตรงนี้สะท้อนว่ามีคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตไป ทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่า ปลายทางของผู้สูงอายุในกลุ่ม “ผู้สูงอายุที่ดูแลกันเอง” จำนวนหนึ่ง ก็อาจจะเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ถ้านับจำนวนคนที่เสี่ยงในกลุ่มนี้ด้วย ตัวเลขก็น่าจะมากกว่า 1.5 ล้านคน
มีข้อมูลเชิงสถิติเผยให้เห็นว่า ผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยตามลำพังคนเดียว และผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังกับคู่สมรสเท่านั้น มีจำนวนและสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
งานวิจัยเรื่อง “การดูแลผู้สูงอายุในครัวเรือนซึ่งมีรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลายในสังคมไทย เพื่อประเมินความเข้มแข็งและความต้องการสนับสนุนของครัวเรือน” จัดทำโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ในปี 2513 ผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยตามลำพังคนเดียวมีสัดส่วน 3.7% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ลำพังกับคู่สมรสเท่านั้นมีสัดส่วน 6.3% ต่อมาในปี 2550 สัดส่วนเพิ่มเป็น 8.4% และ 10.8% ตามลำดับ พอมาถึงปี 2560 สัดส่วนเพิ่มขึ้นไปเป็น 16.3% และ 20.8% ตามลำดับ
ทั้งนี้ แม้ว่าการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไม่มีผู้พบเห็นจะเป็นภาพที่ชวนหดหู่ใจมากก็ตาม แต่สำหรับตัวผู้สูงอายุเอง ทั้งที่อาศัยอยู่ตามลำพังและที่มีเพียงคู่สมรสหรือพี่น้องที่เป็นผู้สูงอายุดูแลกันเองนั้น น่าจะกล่าวได้ว่า การดำรงชีพระหว่างทางที่พวกเขามีชีวิตอยู่นั้นน่าห่วงยิ่งกว่าการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เพราะระหว่างที่มีชีวิตอยู่ พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากทั้งด้านร่างกายและเศรษฐกิจ เนื่องจากสมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอยไปตามวัย ทำให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันและดูแลปรนนิบัติตนเองได้เหมือนตอนอายุน้อย อีกทั้ง ความสามารถในการหารายได้ก็เสื่อมถอยไปด้วย และเมื่อเจ็บป่วยขึ้นมา ก็จะกลายเป็นทั้งปัญหาสุขภาพและปัญหาทางการเงินไปพร้อมกัน
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ
เกี่ยวข้องกัน
ADB ชี้ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ยังไม่พร้อมรับมือประชากรสูงวัย
วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) หรือเอดีบี เปิดรายงาน Aging Well in Asia : Asian Development Policy Report (เผยแพร่ 2 พฤษภาคม 2567) ในงานประชุมประจำปีครั้งที่ 57 ที่ประเทศจอร์เจีย ระบุว่าประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกยังไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะรักษาความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรขณะเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทำให้การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุในภูมิภาคเผชิญกับความท้าทาย ตั้งแต่ความคุ้มครองเงินบำนาญต่ำ ไปจนถึงปัญหาสุขภาพ การแยกตัวทางสังคม และการเข้าถึงบริการสาธารณะที่จำเป็นอย่างจำกัด
แม้ว่าอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นจะสะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาของภูมิภาค แต่การปฏิรูปนโยบายที่ครอบคลุมก็มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อสนับสนุนสวัสดิการของผู้สูงอายุ
รายงานระบุว่า จำนวนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิก คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 567.7 ล้านคนในปี 2565 เป็น 1.2 พันล้านในปี 2593 หรือประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้มีความต้องการโครงการบำนาญและสวัสดิการ และบริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในเวลาเดียวกันเศรษฐกิจก็มีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากกลุ่มประชากรสูงวัย ในรูปแบบของผลผลิตเพิ่มเติมจากผู้สูงอายุ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในภูมิภาคได้โดยเฉลี่ย 0.9%
“การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเอเชียและแปซิฟิกถือเป็นเรื่องราวความสำเร็จ แต่ก็ยังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ครั้งใหญ่ และความกดดันก็เพิ่มสูงขึ้น” อัลเบิร์ต พาร์ก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ADB กล่าวและว่า
“รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้ ในการที่จะช่วยเหลือผู้คนหลายร้อยล้านคนในภูมิภาคนี้ที่มีอายุยืนยาวให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ รัฐบาลควรสนับสนุนนโยบายการลงทุนตลอดชีวิตด้านสุขภาพ การศึกษา ทักษะ และการเตรียมพร้อมทางการเงินเพื่อการเกษียณอายุ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคมยังเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมประชากรผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีและมีประสิทธิผล และเพิ่มการมีส่วนร่วมในสังคมให้สูงสุด”
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ 40% ของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในเอเชียและแปซิฟิกไม่สามารถเข้าถึงเงินบำนาญทุกรูปแบบ โดยที่ผู้หญิงได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะทำงานบ้านโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เป็นผลให้ผู้สูงอายุจำนวนมากในภูมิภาคไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำงานเกินวัยเกษียณเพื่อความอยู่รอด
โดยในบรรดาผู้ที่ยังคงทำงานเมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป พบว่า 94% ทำงานในภาคนอกระบบ ซึ่งโดยทั่วไปไม่ได้รับการคุ้มครองแรงงานขั้นพื้นฐานหรือสวัสดิการเงินบำนาญ
ขณะที่ความท้าทายด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตก็เพิ่มขึ้นตามอายุเช่นกัน ผู้สูงอายุประมาณ 60% ในเอเชียและแปซิฟิกไม่เข้าร่วมหรือรับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ขณะที่ 31% รายงานว่ามีอาการซึมเศร้าเนื่องจากการเจ็บป่วย การแยกตัวทางสังคม และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ผู้หญิงสูงอายุในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาสุขภาพไม่ดีมากกว่าผู้ชายสูงอายุ ตั้งแต่ภาวะซึมเศร้า เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
นอกจากนี้ รายงานยังได้แนะนำมาตรการเชิงนโยบายที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพดีและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การประกันสุขภาพและแผนบำนาญที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น และการตรวจสุขภาพประจำปีฟรี รวมถึงการประเมินรูปแบบการใช้ชีวิต ซึ่งผู้กำหนดนโยบายควรมุ่งเป้าไปที่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ในขณะที่การคุ้มครองแรงงานขั้นพื้นฐาน ควรครอบคลุมไปถึงแรงงานสูงวัยนอกระบบด้วย พร้อมกับการทำให้ผู้เกษียณอายุภาคบังคับมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี และมอบโอกาสในการทำงานที่เหมาะสม รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาทักษะ เศรษฐกิจในภูมิภาคสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุมีประสิทธิผลการทำงานได้นานขึ้น
ADB ธนาคารพัฒนาเอเชีย เผยการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชีย เผชิญความท้าทาย ยังไม่มีการเตรียมพร้อมรับทั้งเรื่องระบบบำนาญ-สวัสดิการต่ำ รักษาความเป็นอยู่ที่ดีในวัยชรา
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 6 พฤษภาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ญี่ปุ่นพบผู้สูงวัยตายอย่างโดดเดี่ยวกว่า 17,000 ราย ใน 3 เดือนแรกของปี 2024
สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ของจีนรายงานเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2024 ว่า การสำรวจล่าสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น (NPA) พบว่าตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2024 ในประเทศญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวจำนวน 17,034 ราย
ทั้งนี้ คณะทำงานเกี่ยวกับประเด็นการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ของสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นนิยามว่า การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว คือการที่บุคคลหนึ่งเสียชีวิตโดยไม่มีใครพบเห็น จนผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่จะมีการพบศพ
การสำรวจดังกล่าวครอบคลุมผู้เสียชีวิต 60,466 ราย ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นรับเรื่องในช่วงเวลาดังกล่าว ในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตที่อาศัยอยู่ลำพังซึ่งเสียชีวิตไปอย่างโดดเดี่ยว 21,716 ราย ซึ่งบางส่วนเป็นการฆ่าตัวตาย
17,034 ราย หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวทั้งหมด มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แบ่งเป็นช่วงอายุดังนี้
สำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่นวางแผนรวบรวมข้อมูลต่อไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่นที่ยกระดับอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวคาดการณ์ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่บ้านในหมู่ผู้สูงอายุที่อาศัยเพียงลำพังรวมทั้งปี 2024 จะสูงถึงราว 68,000 ราย
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 พฤษภาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
มหาวิทยาลัยในไต้หวันต้องปิดตัว ผลกระทบจากอัตราการเกิดน้อย
มหาวิทยาลัย 4 แห่งในไต้หวัน เตรียมจะหยุดดำเนินการในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ท่ามกลางอัตราการเกิดของไต้หวันที่ลดลง มหาวิทยาลัยดังกล่าว ได้แก่ มหาวิทยาลัยทรานส์เวิลด์ , มหาวิทยาลัยหมิงเต่า , สถาบันเทคโนโลยีต้าถง และ มหาวิทยาลัยตงฟางดีไซน์ จะปิดตัวลงภายในสิ้นปีการศึกษานี้ ตามรายงานของ CNA รายงานของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ระยะเวลาผ่อนผัน 6 เดือน แก่ 3 สถาบันแรก ในการปรับปรุง แต่พวกเขาไม่ดำเนินการดังกล่าว และ ได้สรุปการปิดให้บริการในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้
มหาวิทยาลัยตงฟาง ได้ยื่นคำร้องกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อระงับการลงทะเบียนสำหรับปีการศึกษา 2023-2024 ขณะที่ใบสมัครขอเลิกจ้างได้รับการอนุมัติแล้ว โดยคาดว่าจะปิดโรงเรียนในเดือนกรกฎาคมนี้
จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า นักเรียน 728 คน จากมหาวิทยาลัย 4 แห่ง ได้รับการแจกจ่ายให้กับโรงเรียนอื่นแล้ว เป็นนักศึกษา 80 คน จากสถาบันเทคโนโลยีต้าถง , 123 คนจากมหาวิทยาลัยตงฟางดีไซน์ , 320 คนจาก มหาวิทยาลัยทรานส์เวิลด์ และ 205 คน จากมหาวิทยาลัยหมิงเต่า
อู๋จงชุน ประธานสหภาพนักการศึกษาโรงเรียนเอกชน เปิดเผยว่า อัตราการเกิดที่ลดลงของไต้หวัน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโรงเรียนมัยธยมปลาย ภายในปีการศึกษา 2025 ด้วยจำนวนนักเรียนที่ลดลง และความชอบโดยทั่วไปต่อโรงเรียนรัฐบาล ผลกระทบต่อโรงเรียนเอกชนจึงเพิ่มขึ้น
อู๋ คาดการณ์ว่า มหาวิทยลัยจะได้รับผลกระทบในปีการศึกษา 2028 โดยคาดว่า มหาวิทยาลัยเอกชน 40 แห่งจาก 103 แห่ง จะปิดตัวลง อู๋เตือนว่า ในปี 2038 จำนวนนักเรียนในโรงเรียนมัธยมเอกชน อาจลดลงเหลือน้อยกว่า 30,000 คน ส่งผลให้โรงเรียนมัธยมเอกชนอย่างน้อย 50 แห่ง เสี่ยงต้องถูกปิด
เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว อู๋ แนะนำให้กระทรวงศึกษาธิการ เพิ่มเงินอุดหนุนทรัพยากรการสอน สำหรับโรงเรียนมัธยมเอกชน เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อให้มั่นใจว่า คุณภาพการศึกษาจะไม่ได้รับผลกระทบแม้จะมีนักเรียนน้อยลงก็ตาม
สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชน เขาแนะนำให้เพิ่มการรับนักศึกษาจากต่างประเทศ รวมถึงนักศึกษาต่างชาติ และ จีน เพื่อชดเชยจำนวนนักศึกษาในท้องถิ่นที่ไม่เพียงพอ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 4 มิถุนายน 2567
เกี่ยวข้องกัน
สถานการณ์การทำงานของผู้สูงอายุไทย
ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านคงเริ่มเห็นผู้สูง อายุทำงานตามสถานที่ ต่างๆ มากขึ้น ทั้งในร้านกาแฟ ร้านเฟอร์นิเจอร์ หรือร้านขายของ บทความนี้จึงจะนำเสนอข้อมูลให้ผู้อ่านทราบว่าปัจจุบันผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ทำงานหรือไม่ และรัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมผู้สูงอายุอย่างไรบ้าง
สังคมสูงอายุมีผลกระทบกับตลาดแรงงานอย่างไร
จากข้อมูลการจดทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยมีประชากรรวม 66.13 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นประชากรสูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 12.47 ล้านคน หรือคิดเป็น 18.86% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยได้เผชิญสถานการณ์สังคมสูงอายุ หรือ Aged Society (มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10%) มาระยะหนึ่งแล้ว และกำลังจะเข้าสู่สังคมสููงอายุุอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete-Aged Society (มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20%) ในอีกไม่ช้า
โดยในปี พ.ศ. 2565 อัตราการเพิ่มของประชากรไทยติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่สองต่อจากปี พ.ศ. 2564 เนื่องจากประเทศไทยมีอัตราการตายมากกว่าอัตราการเกิด ซึ่งเป็นผลมาจากวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องการอยู่เป็นโสดมากขึ้น มีบุตรน้อยลง ประกอบกับเมื่อมีประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น อัตราการเสียชีวิตจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด- 19 เป็นปัจจัยเร่งอีกประการหนึ่ง (รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย, 2565)
จากประชากรไทยจำนวน 66.13 ล้านคนนั้น เป็นประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) จำนวน 58.62 ล้านคน แต่มีประชากรที่อยู่ในกำลังแรงงาน (เข้าสู่ตลาดแรงงานจริง) จำนวน 39.90 เท่านั้น หรือเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เป็นวัยแรงงาน 100 คน จะอยู่ในกำลังแรงงาน 68 คน โดยผู้ที่ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน คือ คนที่เรียนหนังสือ ผู้สูงอายุ หรือทำงานบ้าน เป็นต้น
โดยกำลังแรงงานประมาณ 40 ล้านคนนี้ หากแบ่งตามช่วงอายุ จะพบว่าเกือบหนึ่งในสี่ของกำลังแรงงานไทยมีอายุอยู่ในช่วง 40-49 ปี (23.41%) ตามมาด้วยช่วงอายุ 50-59 ปี (21.87%) และช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป (11.94%) ตามลำดับ
จะเห็นได้ว่า แรงงานสามช่วงอายุนี้รวมกันคือกว่าครึ่งหนึ่ง (57.22%) ของกำลังแรงงานในปัจจุบัน ในขณะที่กำลังแรงงานอายุน้อยที่มีอายุอยู่ในช่วง 15-39 ปี มีอยู่เพียง 42.78% เท่านั้น โดยสัดส่วนแรงงานที่อายุ 60 ปีขึ้นไปก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเพียง 6% ในปี พ.ศ. 2545 เป็น 8.39% ในปี พ.ศ. 2555 และเป็น 11.94% ในปี พ.ศ. 2565 ในที่สุด (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2567)
ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า กำลังแรงงานไทยมีแนวโน้มที่จะอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประชากรวัยเด็กที่ลดลง จนไม่สามารถเข้ามาแทนที่ผู้สูงอายุในตลาดแรงงานได้ ซึ่งในปี พ.ศ. 2564 ดัชนีการสูงอายุ (Ageing Index) ที่ใช้เปรียบเทียบการทดแทนกันของกลุ่มประชากรสูงอายุกับกลุ่มประชากรวัยเด็กของไทย มีค่าเท่ากับ 120.5 ซึ่งหมายความว่า ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จำนวน 120.5 คน ต่อประชากรวัยเด็ก (อายุตํ่ากว่า 15 ปี) จำนวน 100 คน
โดยดัชนีการสูงอายุของไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 82.6 ในปี พ.ศ. 2557 เป็น 97 ในปี พ.ศ. 2560 จนกระทั่งมีค่าเกิน 100 ในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งหมายถึงการมีจำนวนประชากรสูงอายุมากกว่าจำนวนประชากรวัยเด็กแล้วนั่นเอง (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2567)
นอกจากนั้น ประชากรวัยสูงอายุยังต้องพึ่งพิงทางเศรษฐกิจกับกลุ่มวัยแรงงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2564 อัตราส่วนการพึ่งพิงในวัยสูงอายุ (Old Age Dependency Ratio) ที่เปรียบเทียบประชากรสูงอายุที่อยู่ในกลุ่มนอกวัยแรงงาน ต่อประชากรในวัยแรงงานของประเทศไทยมีค่าเท่ากับ 30.5 ซึ่งหมายความว่า ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จำนวน 30.5 คน ต่อประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) จำนวน 100 คน
โดยอัตราส่วนการพึ่งพิงในวัยสูงอายุ ก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จาก 22.3 ในปี พ.ศ. 2557 และ 25.3 ในปี พ.ศ. 2560 (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2567) แสดงให้เห็นว่า ประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มจะต้องเป็นที่พึ่งให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น โดยเฉพาะด้านรายได้ เช่น ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานแล้ว หากไม่มีเงินออมหรือทรัพย์สินที่เพียงพอ ก็ย่อมต้องพึ่งแหล่งรายได้จากบุตรหลานที่อยู่ในวัยทำงาน เป็นต้น
แหล่งรายได้และการทำงานของผู้สูงอายุไทย
จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี พ.ศ. 2564 แหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุมาจากบุตรเป็นหลัก (รวมบุตรเลี้ยงและบุตรบุญธรรม) ที่ 32.18%
อย่างไรก็ดี รายได้หลักจากลูกนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2545 ที่มีสัดส่วนสูงถึง 58.47% ในขณะที่แหล่งรายได้ของผู้สูงอายุที่มาจากเบี้ยยังชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็น 19.18% เมื่อเทียบกับเพียง 1.37% ในปี พ.ศ. 2545
นอกเหนือจากแหล่งรายได้หลักสองแหล่ง คือ ครอบครัว ที่ได้รับจากบุตร และรัฐ ที่ได้รับจากเบี้ยยังชีพ ดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว แหล่งรายได้ที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งจะมาจากตัวผู้สูงอายุเอง ซึ่งคือรายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุ รวมทั้งเงินออมและทรัพย์สิน (รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย, 2565)
ในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทย มีประชากรสูงอายุจำนวน 12.47 ล้านคน หากแบ่งผู้สูงอายุตามช่วงอายุ จะพบว่า ผู้สูงอายุวัยต้นที่มีอายุ 60-69 ปี มีจำนวน 7 ล้านคน ผู้สูงอายุวัยกลางที่มีอายุ 70-79 ปี มีจำนวน 3.65 ล้านคน และผู้สูงอายุวัยปลายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป มีจำนวน 1.82 ล้านคน (รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย, 2565) จากผู้สูงอายุทั้งหมด
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ คือ ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงาน (63.9%) โดยมีผู้สูงอายุที่ทำงานอยู่เพียง 36.1% เท่านั้น ซึ่งมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย จาก 38.9% ในปี พ.ศ. 2547 และหากพิจารณาตามช่วงอายุ จะพบว่า ผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60-69 ปี) ที่เป็นช่วงวัยที่ยังค่อนข้างแข็งแรง และช่วยเหลือตนเองได้ มีสัดส่วนผู้ที่ทำงานอยู่มากกว่าครึ่ง คือสูงถึง 51.83%
ทั้งนี้ สัดส่วนผู้สูงอายุชายที่ทำงานมีมากกว่าผู้สูงอายุหญิง ในทุกกลุ่มอายุ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2567) อาชีพที่ผู้สูงอายุทำส่วนใหญ่ คือ การทำงานส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง หรือ เป็นผู้ช่วยธุรกิจในครัวเรือน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ทำงานส่วนใหญ่ ประมาณ 86.4% ทำงานเป็นแรงงานนอกระบบ ที่อาจขาดระบบการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมาย หรืออาจมีค่าตอบแทนที่ค่อนข้างตํ่าโดยเปรียบเทียบ (รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย, 2565)
นอกจากนี้ การพึ่งพารายได้จากเงินออมและทรัพย์สินของผู้สูงอายุไทยยังอยู่ในระดับตํ่า มีผู้สูงอายุไทยเพียง 54.3% เท่านั้นที่รายงานว่ามีเงินออมและในกลุ่มผู้มีเงินออม ส่วนใหญ่มีเงินออมน้อยกว่า 50,000 บาท (41.4%) โดยผู้สูงอายุที่มีเงินออมมากกว่า 400,000 บาท มีเพียง 11.9% เท่านั้น (รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย, 2565)
ข้อจำกัดด้านระดับการศึกษาของผู้สูงอายุ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่อธิบายระดับรายได้และเงินออมที่ค่อนข้างตํ่าของผู้สูงอายุไทย แม้ว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่สามารถอ่านออกเขียนได้ (88.22%) แต่ 74.33% ของผู้สูงอายุ มีการศึกษาระดับประถมศึกษา หรือตํ่ากว่าประถมศึกษา และมีผู้สูงอายุถึง 7.33% ที่ไม่ได้รับการศึกษาเลย
อย่างไรก็ดี ผู้สูงอายุไทยก็มีการปรับตัวในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือ อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น โดยกว่าครึ่งของผู้สูงอายุเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งสัดส่วนนี้ก้าวกระโดดขึ้นอย่างชัดเจน ภายหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19
โดยในปี พ.ศ. 2562 หรือก่อนมีการแพร่ระบาด มีผู้สูงอายุที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 18.58% เท่านั้น และเพิ่มขึ้นเป็น 33.26% ในปี พ.ศ. 2563 จนกระทั่งเป็น 48.77% ในปี พ.ศ. 2564 (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2567) ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารบนช่องทางออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตพัฒนาอย่างรวดเร็ว และแพร่หลายในกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น
บทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุไทย
สถานการณ์สังคมสูงอายุ ประกอบกับปัญหาด้านแหล่งรายได้และเงินออมของผู้สูงอายุ ทำให้รัฐบาลในหลายยุคหลายสมัยได้ให้ความสำคัญกับประเด็นผู้สูงอายุมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2525-2544) ที่เป็นแผนระดับชาติระยะยาวฉบับแรกที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาผู้สูงอายุไทย
ต่อมาคือ ปฏิญญาผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2542 ที่เป็นพันธกรณีเพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ์ด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังกล่าวถึงการทำงานของผู้สูงอายุว่า ผู้สูงอายุควรมีโอกาสในการทำงานที่เหมาะสม กับวัยตามความสมัครใจ โดยได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
และแผนระยะยาวฉบับถัดมา คือ แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยตระหนักถึงผู้สูงอายุในฐานะบุคคลที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม และให้ผู้สูงอายุร่วมเป็นพลังในการพัฒนาสังคม (กระทรวงแรงงาน, 2567)
ประเทศไทยได้บัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุโดยตรงเช่นกันในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 (ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2553) ซึ่งมีการสนับสนุนการทำงานของผู้สูงอายุในมาตรา 11 (3) ความว่า ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อันรวมถึงการประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุยังปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ที่ให้ความสำคัญกับสถานการณ์สังคมสูงวัย และการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ที่เริ่มกล่าวถึงการส่งเสริมการจ้างงานในทุกช่วงวัย แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559)
และฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ที่เริ่มมีแนวคิดเรื่องการส่งเสริมการขยายอายุเกษียณ และขยายโอกาสของการมีงานทำในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพ มีการเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้กับผู้สูงอายุ เป็นต้น
แนวคิดเดียวกันนี้ก็ได้ถูกกล่าวถึงในแผนแม่บทด้านแรงงาน (พ.ศ. 2560-2564) และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) อีกด้วย เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แรงงาน พัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุ ให้มีงานทำ มีรายได้ และได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย (กระทรวงแรงงาน, 2567)
ในที่สุด ก็เกิดการผลักดันให้สถานการณ์สังคมสูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ และในปี พ.ศ. 2561 มติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการมาตรการขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติ เรื่องสังคมสูงอายุในด้านต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและคนทุกวัย ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้ มีการกำหนดลักษณะงาน อาชีพ และระยะเวลาในการทำงานให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เป็นต้น
และยังมีการออกกฎหมายและนโยบายต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ เช่น ในพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 639) พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีสิทธินำรายจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มายกเว้นภาษีเงินได้ โดยสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่า ซึ่งรายจ่ายที่จะได้รับการยกเว้นภาษีนั้นจะต้องเกิดจากรายจ่ายที่เป็นค่าจ้างผู้สูงอายุ ในจำนวนไม่เกินเดือนละ 15,000 บาทต่อคน และเฉพาะการจ้างผู้สูงอายุในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนลูกจ้างของบริษัทนั้น
และในประกาศกระทรวงแรงงาน วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562 เรื่องขอความร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีงานทำ มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชน 12 แห่ง กำหนดให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปที่ไม่ได้ทำงานประจำ
แต่ต้องการทำงานบางช่วงเวลา นายจ้าง ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้สูงอายุอย่างน้อยชั่วโมงละ 45 บาท โดยการจ้างงานผู้สูงอายุควรเป็นงานที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย เนื่องจากผู้สูงอายุเป็นบุคคลที่มีข้อจำกัดทางกายภาพและสุขภาพ จึงควรจัดเวลาทำงานให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับผู้สูงอายุมากที่สุด (กระทรวงแรงงาน, 2567)
มีหน่วยงานของรัฐหลายแห่งที่มีส่วนร่วมคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนผู้สูงอายุในการประกอบอาชีพ เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีสำนักงานจัดหางานในแต่ละพื้นที่ ที่จะต้องมีศูนย์ข้อมูลด้านอาชีพและตำแหน่งงานสำหรับผู้สูงอายุ มีเจ้าหน้าที่ในการให้คำปรึกษาแนะนำ มีบริการจัดหางาน จัดอบรมทักษะหรือฝึกอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุตามความเหมาะสม เป็นต้น (กระทรวงแรงงาน, 2567)
จะเห็นได้ว่า นโยบาย กฎหมาย และมาตรการต่าง ๆ ทั้งหมดสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริมโอกาสในการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพและวัย สามารถมีงานทำได้ตามความสมัครใจ โดยได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจและเห็นชีวิตมีคุณค่าและผู้สูงอายุสามารถดำรงชีพได้อย่างยั่งยืนต่อไป
สถานการณ์การทำงานของผู้สูงอายุไทย : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย ดร.สมทิพ วัฒนพงษ์วานิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,998 หน้า 5 วันที่ 6 - 8 มิถุนายน 2567
แหล่งข้อมูล
· กระทรวงแรงงาน. (2567). https://www.mol.go.th/academician/panmaebot รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย. (2565). https://thaitgri.org/?p=40208
· สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2567). https://www.nesdc.go.th/main.php?filename=social
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
ญี่ปุ่นหนุนใช้ 'แอปหาคู่' หวังกระตุ้นอัตราการเกิด-สมรส
สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะเป็นเมืองนำร่องในความพยายามสนับสนุนคนโสด ให้ใช้แอปพลิเคชันหาคู่ในครั้งนี้ และคาดว่าจะเปิดตัวแอปหาคู่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเร็วที่สุดภายในปีนี้
ปัจจุบัน กรุงโตเกียวได้ดำเนินโครงการทดสอบแอปหาคู่ที่มีชื่อว่า “โตเกียว ฟูตาริ สตอรี่” (Tokyo Futari Story) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจับคู่พลเมืองผ่านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยคำว่า “Futari” ในภาษาญี่ปุ่นนั้น มีความหมายว่าคู่หรือคู่รัก
แอปพลิเคชันดังกล่าวจะกำหนดให้ผู้ใช้งานส่งเอกสารยืนยันตัวตนหลายรายการ รวมถึงแบบฟอร์มภาษีที่ยืนยันรายได้ต่อปีและใบรับรองสถานะโสดอย่างเป็นทางการ อีกทั้งผู้ใช้ต้องทำการทดสอบเพื่อให้แอปเข้าใจสิ่งที่พวกเขาแสวงหาจากอีกฝ่าย
หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุนรายงานว่า แอปเวอร์ชันที่คิดค่าบริการอย่างเป็นทางการ จะกำหนดให้ผู้ใช้ลงนามในคำมั่นสัญญาว่าจะจริงจังกับการหาคู่แต่งงาน มากกว่าการมองหาความสัมพันธ์แบบชั่วคราว
รายงานระบุว่า หน่วยงานท้องถิ่นอย่างน้อยหนึ่งแห่งในกรุงโตเกียวได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับแทปเปิ้ล (Tapple) ซึ่งเป็นแอปหาคู่ยอดนิยมในท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพบปะกันและการแต่งงานแก่พลเมือง
แทปเปิ้ลเปิดเผยว่า บริษัทกำลังดำเนินการเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงในญี่ปุ่น ผ่านการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแอปหาคู่ที่ปลอดภัยและส่งเสริมการใช้งานอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ การครองตัวเป็นโสดและการยังไม่แต่งงานกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นในสังคมญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นหันมาสนับสนุนให้คนโสดใช้แอปพลิเคชันหาคู่ เพื่อทำความรู้จักและพบปะกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการกระตุ้นอัตราการแต่งงาน ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 10 มิ.ย. 2024
เกี่ยวข้องกัน
‘ประชากร-เด็กเกิดใหม่ญี่ปุ่น’ ลดต่อเนื่อง อัตราเจริญพันธุ์ต่ำสุด 8 ปีติดต่อกัน
ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยกระทรวงสุขภาพ แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น ระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์รวมของญี่ปุ่น หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยต่อผู้หญิง 1 คน ลดลงเป็นปีที่ 8 ติดต่อกันในปี 2566 และแตะระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขอัตราเจริญพันธุ์ในปีก่อนลดลงสู่ระดับ 1.2 ต่ำกว่าปี 2565 อยู่ 0.06
ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นเมื่อปีก่อนอยู่ที่ 727,277 คน ลดลงจากปี 2565 อยู่ 5.6% และจำนวนประชากรที่ลดลงตามธรรมชาติขยายตัว 6.3% สู่ระดับ 848,659 คน ถือว่าประชากรลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 นับตั้งแต่ปี 2550
นอกจากนี้ รายงานคาดว่า ประชากรญี่ปุ่นอาจลดลงอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า สร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจ และสังคม แต่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง
ประเทศสิงคโปร์ ประกาศเมื่อเดือน ก.พ. ว่า อัตราเจริญพันธุ์ลดลงต่ำกว่า 1.0 เป็นครั้งแรก สู่ระดับ 0.97 ในปี 2566 จากระดับ 1.04 ในปี 2565 ขณะที่อัตราเจริญพันธุ์เกาหลีใต้อยู่ที่ระดับ 0.72 ในปีก่อน จากระดับ 0.78 ในปี 2565
ประเทศอื่น ๆ ที่เป็นเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอย่างมาก ต่างเผชิญกับแรงกดดันด้านประชากรเช่นกัน แม้แต่จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากร 1,409 ล้านคน ยังมีปัญหาประชากรลดลงในช่วงสองปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ อัตราเจริญพันธุ์ที่สำคัญต่อการรักษาจำนวนประชากรให้มีเสถียรภาพต้องอยู่ที่ระดับ 2.1 ไม่นับรวมยอดผู้ย้ายถิ่นฐาน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมขยายการสนับสนุนให้ครอบครัวมีลูกกันมากขึ้น เพื่อยับยั้งจำนวนประชากรที่ลดลง โดยฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้จัดตั้งหน่วยงานเด็กและครอบครัว (Children and Families Agency) เมื่อปีก่อน เพื่อกำกับดูแลนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
และเมื่อวันอังคาร (4 มิ.ย.) รัฐสภาญี่ปุ่นได้ผ่านกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนครอบครัว ซึ่งรวมถึงการขยายงบสงเคราะห์บุตร และลดข้อจำกัดทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการให้กำเนิดบุตร และการศึกษาระดับสูง
อย่างไรก็ตาม อัตราสมรสที่ลดลงและอายุที่เพิ่มขึ้นของผู้หญิงที่มีบุตรคนแรก ยังคงเป็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ซึ่งจากข้อมูลที่เผยแพร่วานนี้ (4 มิ.ย.) ระบุว่า อัตราการสมรสต่อ 1,000 คน อยู่ที่ระดับ 3.9 ในปี 2566 ถือเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และต่ำกว่าระดับ 4.1 ในปี 2565 ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่มีลูกคนแรกอยู่ที่ 31 ปี ในปีก่อน จากระดับ 27.5 ปี ในปี 2538
อ้างอิง: Nikkei Asia
อัตราเจริญพันธุ์รวมของญี่ปุ่นลดลงเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน สู่ระดับ 1.2 ในปี 2566 และจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงสู่ระดับ 727,277 คน ต่ำกว่าปีก่อน 5.6%
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 5 มิ.ย. 2024
เกี่ยวข้อกัน
‘เจเนอเรชันที่สูญหาย’ ของญี่ปุ่น ‘คนวัย 40’ ถูกแช่แข็งโอกาสงาน
คนกลุ่มที่ว่านี้ถูกเรียกกันว่าเป็น “เจเนอเรชันที่สูญหาย” หรือ “lost generation” โดยเป็นกลุ่มคนในวัย 40 และ 50 ต้นๆ
ในอดีต พวกเขาคือเด็กจบชั้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถหางานทำได้เพราะผลพวงเศรษฐกิจตกต่ำหลังฟองสบู่แตก ตลาดการจ้างงานในช่วงนั้นถูกเรียกว่าเป็น “ยุคน้ำแข็ง” (ice age) ลากยาวตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 จนถึงช่วงทศวรรษ 2000 ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับ “ความไม่มั่นคง” ในการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ
ในปัจจุบัน พวกเขาคือกลุ่มคนที่ตกสำรวจทางโอกาส ไม่มีทั้งตำแหน่งงานบริหารระดับสูง และเงินเดือนก็ขึ้นน้อยมากจนถึงติดลบเมื่อเทียบกับเด็กรุ่นใหม่ๆ
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่าเจเนอเรชันที่สูญหายเหล่านี้กำลังเผชิญกับปัญหาในการเติบโตทางอาชีพและการเติบโตของรายได้ เมื่อเทียบกับทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างของตลาดแรงงานญี่ปุ่น
แม้ว่าค่าจ้างโดยรวมของตลาดแรงงานญี่ปุ่นจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ข้อมูลแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนวัย 40-50 ปีนี้กลับได้รับผลบวกน้อยกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงานของญี่ปุ่น
ค่าจ้างคนรุ่นใหม่พุ่งสวนวัยกลางคน
ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่เกินระดับ 2% มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีแล้ว สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลกที่ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น
ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการระบุว่า รายได้รวมต่อเดือนหรือค่าจ้างของคนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เมื่อเจาะลึกรายละเอียดพบว่าคนทำงานอายุ 20-30 ปี มีค่าจ้างเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 10,000 เยน (ประมาณ 2,428 บาท) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่คนทำงานอายุ 40 ปลายๆ มีค่าจ้างเพิ่มขึ้นเพียง 1,000 เยน (ประมาณ 242 บาท) ส่วนกลุ่มอายุ 50 ต้นๆ กลับมีค่าจ้างลดลง
พนักงานสำนักพิมพ์ชายวัย 40 ปีเศษรายหนึ่งผู้ใช้ชีวิตในโตเกียว เล่าว่า สมัยอายุ 30 ยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำ เคยเผชิญกับปัญหาเรื่องรายได้ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ พนักงานอีกคนในวัยเดียวกัน เล่าว่า ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ได้โบนัสน้อยมาก เงินเดือนก็ขึ้นช้า ช่วงวัย 20 กลางๆ รายได้ต่อปีแค่ราว 1 ล้านเยน น้อยกว่าคนทำงานวัยเดียวกันในสมัยนี้
กลุ่มคนที่ถูกละเลย
ในยุคน้ำแข็งที่การหางานยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร คนรุ่นใหม่ที่ได้งานทำประจำมักต้องเผชิญอุปสรรคในการก้าวหน้าในอาชีพอย่างหนัก โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือพนักงานรุ่นเก่าที่เข้ามาทำงานในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู มักครองตำแหน่งสำคัญและมีความมั่นคงในงานสูง ทำให้คนรุ่นใหม่ยากที่จะก้าวขึ้นไปแทนที่ นอกจากนี้การเลื่อนอายุเกษียณออกไปยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมาก
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในโครงสร้างผู้บริหารระดับสูง โดยสัดส่วนของผู้จัดการอาวุโสวัย 50 ต้น ๆ ลดลง 1.7 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้บริหารวัย 60 ต้น ๆ เพิ่มขึ้น 0.9 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่วัย 30 ต้น ๆ ก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.1 เปอร์เซ็นต์
นอกเหนือจากปัญหาการถูกแทนที่จากคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าแล้ว บุคคลในยุคน้ำแข็งยังเผชิญกับอุปสรรคในการเปลี่ยนงานอีกด้วย เนื่องจากประสบการณ์การทำงานที่จำกัดในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ทำให้ขาดทักษะและเครือข่ายที่จำเป็นต่อการหางานใหม่
การสำรวจของกระทรวงแรงงาน พบว่าพนักงานชายวัย 40 ปลาย ๆ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มยุคน้ำแข็งมีอัตราการลาออกจากงานเพียง 5.4% ต่ำกว่าพนักงานวัย 30 ปลาย ๆ ถึง 2.3% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มนี้มีความลังเลในการเปลี่ยนงานมากกว่า ขณะที่พนักงานวัย 20 และ 30 ปี ราว 40% จะได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างหลังจากเปลี่ยนงาน แต่สำหรับกลุ่มยุคน้ำแข็ง สถานการณ์กลับตรงกันข้ามเพราะมีโอกาสได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างเพียง 30% เท่านั้น
นอกจากนี้พนักงานยุคน้ำแข็งยังถูกมองข้าม แม้ว่าบริษัทต่างๆในญี่ปุ่นเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเร่งให้บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับปรุงสภาพการทำงานเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทำงานและรักษาพนักงานที่มีอยู่ให้คงอยู่ แต่นายจ้างหลายแห่งลังเลที่จะปรับขึ้นค่าจ้างให้กับพนักงานกลุ่มนี้
โทชิฮิโระ นากาฮามะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัย Dai-ichi Life อธิบายว่า นายจ้างเหล่านี้มีแนวคิดว่าพนักงานยุคน้ำแข็งมีโอกาสในการเปลี่ยนงานน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ จึงไม่จำเป็นต้องให้สวัสดิการที่ดี
คนวัย 40 เกษียณลำบากขึ้น
คนญี่ปุ่นช่วงวัยเลข 4 กำลังเผชิญกับวิกฤตการเงินส่วนบุคคล จากข้อมูลพบว่าสัดส่วนของคนวัย 40 ปีที่มีสินทรัพย์ทางการเงินรวมน้อยกว่า 1 ล้านเยน (ราว 2.3 แสนบาท) เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คิดเป็น 14% ของประชากรทั้งหมดในปี 2566
ยูสึเกะ ชิโมดะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันวิจัยญี่ปุ่น ระบุว่ากลุ่มคนวัยนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงในการ “เกษียณอายุที่ยากลำบาก” หากไม่มีการวางแผนทางการเงินที่ดี เนื่องจากสินทรัพย์ที่น้อยอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในช่วงเกษียณอายุ เนื่องจากสวัสดิการและระบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไป
สวัสดิการการจ้างงานตลอดชีวิตที่เคยเป็นจุดเด่นของบริษัทญี่ปุ่นกำลังค่อยๆ หายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพนักงานในยุคน้ำแข็ง หากไม่มีการพัฒนาทักษะใหม่ๆ เช่น ทักษะด้านดิจิทัล ก็อาจจะไม่ได้รับการปรับเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่ง ทำให้ขาดความมั่นคงในอาชีพ และอาจต้องเผชิญกับการถูกแทนที่ด้วยพนักงานรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมากกว่า
ความเหลื่อมล้ำทางรายได้กำลังกัดเซาะระบบสวัสดิการสังคม เมื่อคนส่วนใหญ่มีรายได้น้อยลง การสนับสนุนระบบสวัสดิการเช่น การจ่ายเบี้ยประกันสังคม หรือการชำระภาษีก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้รัฐบาลขาดเงินทุนในการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ผลกระทบที่ตามมาคือ คุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมลดลงและอาจเกิดความขัดแย้งในสังคมได้
ยิ่งไปกว่านั้น เจเนอเรชันที่สูญหายจำนวนมากไม่สามารถแต่งงานได้เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าผู้สูงอายุที่ยังโสดจะมีปัญหาทางต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ดี ประชากรญี่ปุ่นประมาณ 20% เป็นคนในยุคน้ำแข็ง ดังนั้นเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ จำเป็นต้องเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจเพื่อให้มีเงินทุนเพียงพอในการดูแลผู้สูงอายุและรักษาความยั่งยืนของประเทศ
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
ญี่ปุ่น พบผู้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ครึ่งปีแรก 37,000 ราย 76% เป็นผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป
ไชน่า ซินหัว รายงานว่า ญี่ปุ่นพบผู้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว กว่า 37,000 ราย ช่วงครึ่งปีแรก โดยอ้างอิงจาก ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปีนี้ พบผู้คนที่อาศัยอยู่เพียงลำพังเสียชีวิตที่บ้านในญี่ปุ่นทั้งสิ้น 37,227 ราย ตัวเลขดังกล่าวแบ่งเป็นผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง 28,330 ราย ซึ่งคิดเป็นราวร้อยละ 76 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด
ญี่ปุ่นพบจำนวนผู้เสียชีวิตที่บ้านเพียงลำพัง หรือที่เรียกว่า “ผู้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว” เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากจำนวนครัวเรือนคนเดียวและประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อจำแนกตามอายุ พบผู้ที่เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในกลุ่มอายุ 85 ปีขึ้นไปมากที่สุด อยู่ที่ 7,498 ราย และน้อยที่สุดในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปี อยู่ที่ 473 ราย ซึ่งตอกย้ำว่ายิ่งกลุ่มอายุเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มอัตราการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวจะสูงขึ้นเช่นกัน
เมื่อจำแนกตามเพศแล้ว ผู้ที่เสียชีวิตที่บ้านเพียงลำพังเป็นผู้ชายราว 25,600 ราย และผู้หญิงราว 11,600 ราย โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้พบบ่อยเป็นพิเศษในเขตมหานครต่างๆ เช่น โตเกียว และจังหวัดคานากาวะ ชิบะ ไซตามะ และโอซากา ซึ่งในโตเกียวพบผู้เสียชีวิตลักษณะนี้มากที่สุดที่ 4,786 ราย
สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่าจำนวนครัวเรือนคนเดียวในญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น พลวัตการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความท้าทายในการดำรงชีพ และปัญหาการฆ่าตัวตายที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวทวีความรุนแรงมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงได้ออกพระราชบัญญัติส่งเสริมนโยบายเพื่อจัดการกับความเหงาและการอยู่อย่างโดดเดี่ยวในเดือนเมษายน ท่ามกลางความพยายามที่จะบรรเทาปัญหาความโดดเดี่ยวที่เลวร้ายมากขึ้น
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ญี่ปุ่นมีคน 'เสียชีวิตโดดเดี่ยวในบ้าน' เกือบ 4 หมื่นรายในปีนี้
สำนักข่าวบีบีซีรายงานอ้างการเปิดเผยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นว่า มี ผู้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในบ้านตัวเอง มากถึงเกือบ 4 หมื่นรายใน ญี่ปุ่น ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้
รายงานระบุว่าระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย. ปีนี้ มีผู้เสียชีวิตคนเดียวภายในบ้านถึง 37,227 ราย ในจำนวนนี้มากกว่า 70% เป็นผู้สูงวัยที่อายุ 65 ปีขึ้นไป โดยมีรายละเอียดตามช่วงวัย ดังนี้
เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า แม้ผู้เสียชีวิตที่บ้านราว 40% จะถูกพบภายในเวลาเพียง 1 วัน แต่ก็มีอีกถึงเกือบ 4,000 ราย (3,939) ที่ถูกพบหลังเสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และมีอีก 130 ราย ที่ถูกพบว่าเสียชีวิตหลังผ่านไปแล้วอย่างน้อย 1 ปี
รายงานดังกล่าวยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น และสำนักงานตำรวจฯ คาดหวังว่ารายงานนี้จะช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับปัญหาประชากรสูงอายุจำนวนมากขึ้นที่ใช้ชีวิตและเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในประเทศ
ตามรายงานของ NHK ตำรวจจะส่งมอบรายงานดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐบาลที่ดูแลเกี่ยวกับการเสียชีวิตที่ไม่ได้รับการดูแล ต่อไป
ทั้งนี้เมื่อช่วงต้นปี สถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า คาดว่าผู้สูงอายุในวัย 65 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่คนเดียว จะมีจำนวนสูงถึง 10.8 ล้านคน ภายในปี 2050
ขณะที่ครัวเรือนขนาด 1 คน หรือคนที่ใช้ชีวิตลำพังตัวคนเดียว จะมีจำนวนพุ่งขึ้นแตะ 23.3 ล้านคนในปีเดียวกัน
เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลโตเกียวได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหา "ความเหงาและความโดดเดี่ยว" ของคนในประเทศที่กินเวลามายาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากประชากรสูงอายุ
ญี่ปุ่นพยายามแก้ไขปัญหาประชากรสูงอายุและประชากรเกิดใหม่ลดลงมาอย่างยาวนาน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังกลายเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศที่จะจัดการแก้ปัญหาได้
นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ เคยกล่าวเอาไว้เมื่อปีที่แล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นกำลังใกล้เข้าสู่ภาวะที่ไม่สามารถทำหน้าที่ในฐานะสังคมได้ตามปกติ เนื่องจากอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทางด้านประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งในเอเชียตะวันออกก็กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านประชากรที่คล้ายคลึงกัน โดยในปี 2022 ประชากรของ "จีน" ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1961 ขณะที่ "เกาหลีใต้" รายงาน อัตราการเจริญพันธุ์ต่ำที่สุดในโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่มา ; กรุงเทพธูรกิจ 31 ส.ค. 2024
เกี่ยวข้องกัน
เกษียณสุขเท็กซัส ‘เบบี้บูมเมอร์’กู้เศรษฐกิจสหรัฐ
ใครว่าแก่แล้วไร้ประโยชน์ แก่แล้วมีแต่รอวันตาย ลองดูตัวอย่างเมืองจอร์จทาวน์ รัฐเท็กซัสเสียหน่อยประไร เมืองนี้ได้ชื่อว่าโตเร็วที่สุดของสหรัฐ อานิสงส์จากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์
ที่ชุมชนจัดสรรซันซิตี้เท็กซัส พื้นที่ 13,715.13 ไร่ ประชากรหลายพันคนอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวรอบสระว่ายน้ำใหญ่ มีศูนย์ออกกำลังกายและสนามพิกเคิลบอล ที่นี่สงวนไว้สำหรับผู้ซื้อวัยไม่ต่ำกว่า 55 ปี
ทุกปีจะมีการจัดขบวนพาเหรดมาร์ดีกราส์และงานเลี้ยงหรู อายุเฉลี่ยผู้ร่วมงานอยู่ที่ 73 ปี
“ก็เรายังไม่ตายนี่นา” ซูซาน เฮิร์นดอน วัย 70 ผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในซันซิตี้เมื่อปี 2021 กล่าวกับวอลล์สตรีทเจอร์นัล
ขณะที่หลายเมืองมักเน้นดึงดูดครอบครัวหนุ่มสาวหรือคนที่ต้องการทำงานทางไกล แต่ผู้อยู่อาศัยในซันซิตี้กลับกลายเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจดีที่สุดที่จอร์จทาวน์ถามหา
งบประมาณของเมืองล้นเหลือ กองทุนสำรองฉุกเฉินมากมายก่ายกอง ร้านค้า ร้านอาหาร โรงพยาบาล คลินิกสุขภาพ จ้างงานเพิ่มปีละหลายร้อยอัตราทุกปี ชาวเมืองจอร์จทาวน์ 96,000 คน อาศัยอยู่ในซันซิตี้ราว 17,000 คน
ไม่มีใครยินดีไปกว่าจอช ชโรเดอร์ นายกเทศมนตรีเมืองจอร์จทาวน์อีกแล้ว เมื่อผู้สูงวัยที่ย้ายเข้ามาอยู่ในซันซิตี้ต่างมีชีวิตชีวาและยินดีใช้จ่าย
“เหมือนกับอยู่มหาวิทยาลัยแต่ไม่ต้องเข้าห้องเรียน และพวกเขามีเงิน 3 ล้านดอลลาร์ในธนาคาร แทบจะเหมือนกับอยู่บนเรือสำราญบนบก”
นายกเทศมนตรีกล่าวอย่างปลาบปลื้ม ตัวเขานั้นไม่มีสิทธิเข้าอยู่ในซันซิตี้ เพราะอายุ 47 ปียังไม่ถึงเกณฑ์
วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า คนอเมริกันสูงวัยกำลังกลายเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พอร์ตหุ้น เงินออมหลังเกษียณ และบ้านที่ผ่อนหมดแล้วมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เวลาที่เคยอุทิศให้กับการเลี้ยงลูกและทำงานตอนนี้เอาไปตีกอล์ฟ ดูคอนเสิร์ต รับประทานอาหารเช้าควบเที่ยงได้อย่างสบายๆ
ตามข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และมูดี้ส์อนาลิติกส์ ปัจจุบันชาวอเมริกันอายุไม่น้อยกว่า 55 ปี ครอบครองความมั่งคั่งของครัวเรือนสหรัฐ เกือบ 70% เทียบกับในปี 1989 ซึ่งเป็นปีแรกที่เก็บข้อมูลตัวเลขอยู่ที่ 50% เท่านั้น เงินของพวกเขาคิดเป็น 45% ของการใช้จ่ายส่วนบุคคลสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 29% เมื่อสามทศวรรษก่อน
ในบรรดาเมืองที่มีประชากรไม่น้อยกว่า 50,000 คน จอร์จทาวน์ที่เต็มไปด้วยคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ประชากรเติบโตสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งสามปีติดต่อกัน โดยโตเกือบ 11% ในปี 2021, 14% ในปี 2022 และ 11% อีกครั้งในปี 2023
การเติบโตของจอร์จทาวน์ไม่ได้เป็นเพราะพลเมืองสูงวัยสายปาร์ตี้ของซันซิตี้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองออสตินที่อยู่ใกล้เคียง ประจักษ์พยานเห็นได้จากในเดือน พ.ค. ชาวเมืองเห็นชอบสร้างโรงเรียนมัธยมปลายอีกหนึ่งแห่ง
ภาษีต่ำเพิ่มเสน่ห์ดึงดูด
ที่ซันซิตี้เท็กซัส กิจกรรมยอดนิยม เช่น การแสดงละครและสโมสรคนโสด เมืองใหญ่อย่างออสตินอยู่ห่างไปทางใต้แค่ 64 กิโลเมตรเท่านั้น แม้เท็กซัสจะร้อนขึ้นทุกปี แต่จะไปกลัวอะไรก็แค่กระหน่ำเปิดแอร์
บ้านหลายหลังไม่มีบันไดทางเข้า เครื่องล้างจานยกสูงเพื่อไม่ต้องก้มตัวเวลาใช้งาน จะไปร้านอาหาร ผับ โบสถ์ก็ไปด้วยรถกอล์ฟ
ซันซิตี้เท็กซัสเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1994 โดยบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ “พัลเตกรุ๊ป” ที่คาดว่าจะขายบ้านหลังสุดท้าย หลังที่ 10,550 ได้ในปี 2028
พาโบล ริวาส ประธานแผนกเซ็นทรัลเท็กซัส เผยว่าราคาบ้านเฉลี่ยหลังละราว 495,000 ดอลลาร์ (ราว 17.3 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 358,000 ดอลลาร์ในปี 2019 ในปีที่ผ่านมาลูกค้าใช้เงินสดซื้อราว 55% เพิ่มขึ้นจากราว 40% ในอดีต
คลัสเตอร์บ้านกำหนดอายุผู้อยู่อาศัยในชุมชนจัดสรรมีอยู่ทั่วสหรัฐโดยเฉพาะทางภาคใต้และตะวันตก เฉพาะในชุมชนซันซิตี้มีราว 12 คลัสเตอร์ คลัสเตอร์แรกอยู่ใกล้เมืองฟินิกซ์ จะมีอายุครบ 65 ปีในปีหน้า
บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากขึ้นที่กำลังจับลูกค้ากลุ่มเบบี้บูมเมอร์ผู้มีกำลังซื้อ ไม่กี่เดือนก่อนพัลเตกล่าวว่า ภาคส่วน “ผู้ใหญ่กระชุ่มกระชวย” ถือเป็นผู้สร้างรายได้ดีสุดให้บริษัทกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว
ปีก่อนจอห์นเบิร์นสรีเสิร์ชแอนด์คอนซัลติง สำรวจความคิดเห็นจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกือบ 60 ราย กว่าครึ่งให้ข้อมูลว่าโครงการกำหนดอายุผู้ซื้อ หรือกำหนดลูกค้าเป้าหมายตามกลุ่มอายุกำลังไปได้สวย
ตั้งแต่ปี 2021 รัฐเท็กซัส ฟลอริดา แอริโซนา จอร์เจีย และแคโรไลนา ได้ประชากรอายุ 55 ปีและมากกว่าจากรัฐอื่นย้ายเข้ามาสุทธิ 5 แสนคน เกือบครึ่งมาจากแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก และอิลลินอยส์
รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในซันซิตี้เท็กซัสอยู่ที่ 84,000 ดอลลาร์ (2.94 ล้านบาท) ไม่ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศมากนัก แต่ผู้อาศัยส่วนใหญ่เกษียณอายุแล้ว รายได้มาจากเงินบำนาญ พอร์ตหุ้น และการลงทุนอื่นๆ ที่ซื้อไว้นานแล้วสมัยที่ราคายังถูก
ชาวซันซิตี้ส่วนใหญ่จ่ายค่าบ้านหมดแล้ว หลายคนไม่เคยมีหนี้เพื่อการศึกษา นอกจากนี้ภาษีต่ำยังเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของซันซิตี้ เท็กซัสไม่เก็บภาษีเงินได้ เมืองจอร์จทาวน์ก็เหมือนกับหลายๆ เมืองในเท็กซัสที่ควบคุมภาษีอสังหาริมทรัพย์สำหรับประชาชนวัยตั้งแต่ 65 ปี
ชาลส์ ชเวิร์ตเนอร์ ส.ว.เท็กซัส เจ้าของพื้นที่ซันซิตี้เท็กซัสกล่าวว่า ซันซิตี้เป็นที่นิยมของประชาชนที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมด้วย พวกเขาอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับรัฐที่เสรีนิยมมากกว่า เช่น แคลิฟอร์เนีย “จึงอยากมาอยู่ในที่คุ้นเคยในแบบที่พวกเขาเติบโตมา”
ชาวเมืองซันซิตี้เท็กซัสกว่า 90% เป็นคนขาว ส่วนใหญ่ลงคะแนนเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งในปี 2016 และ 2020 อย่างไรก็ตาม เรื่องของชุมชนแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งบทเรียนในการทำเงินกับกลุ่มประชากรสูงวัยที่รวยก่อนแก่ แต่โจทย์ใหญ่ของหลายประเทศรวมทั้งไทย ประชากรสูงวัยแก่ก่อนรวย
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
เกี่ยวข้องกัน
ประชากรญี่ปุ่นเกิน 100 ปี กว่า 95,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นแถลงว่า ข้อมูลถึงวันที่ 1 ก.ย. ญี่ปุ่นมีประชากรอายุ ไม่ต่ำกว่า 100 ปี จำนวน 95,119 คน เพิ่มขึ้น 2,980 คนเมื่อเทียบกับปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นหญิง 83,958 คน ชาย 11,161 คน
ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำถึงวิกฤติประชากรญี่ปุ่นซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกกำลังเผชิญ ทั้งประชากรสูงวัยและจำนวนประชากรลด
ข้อมูลอีกชุดหนึ่งของรัฐบาลเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.ย.) จำนวนประชากรอายุไม่น้อยกว่า 65 ปี ทุบสถิติ 36.25 ล้านคน คิดเป็น 29.3% ของประชากรญี่ปุ่น ส่งผลให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยเกิน 100,000 คนมากที่สุดในบรรดา 200 ประเทศและภูมิภาค
กลุ่มวิจัยผู้สูงอายุที่มีฐานปฏิบัติการในสหรัฐเผยว่า โทมิโกะ อิโตโอกะ วัย 116 ปี คือผู้อาวุโสสูงสุดของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ เธอเกิดเมื่อวันที่ 23 พ.ค.1908 อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราเมืองอาชิยา จ.เฮียวโงะ เจ้าของตำแหน่งคนก่อนหน้าคือมาเรีย แบรนยาส โมเรอรา เสียชีวิตในสเปเมื่อเดือนก่อน ขณะอายุได้ 117 ปี
กระทรวงมหาดไทยและการสื่อสารเผยว่า อิโตโอกะมัก "ขอบคุณเจ้าหน้าที่และหวนรำลึกถึงบ้านเกิดอยู่เสมอ
ขณะที่คิโยตากะ มิซูโน วัย 110 ปี ชายที่มีอายุมากที่สุดในญี่ปุ่น กล่าวกับสื่อท้องถิ่น “ผมไม่รู้เลยเรื่องเคล็ดลับทำให้อายุยืนยาว”
มิซูโน อาศัยอยู่กับครอบครัวในเมืองอิวาตะ จ.ชิซุโอกะทางภาคกลางของญี่ปุ่น ตื่นนอนเวลา 6.30 น.ทุกวัน รับประทานวันละสามมื้อ ไม่จู้จี้เรื่องอาหาร งานอดิเรกฟังถ่ายทอดสดกีฬา เช่น มวยปล้ำ
ในภาพรวมญี่ปุ่นกำลังเผชิญวิกฤติประชากรร้ายแรงลงทุกขณะ ประชากรสูงวัยเพิ่มจำนวนส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการพุ่งสูง แต่กำลังแรงงานที่จะหาเงินมาให้ลดลง
ญี่ปุ่นมีประชากรทั้งหมด 124 ล้านคน หลังจากลดลง 595,000 คนในปีก่อนหน้า
รัฐบาลพยายามชะลอการลดจำนวนและการแก่ชราของประชากรแต่ไม่เป็นผล พร้อมๆกับการค่อยๆ ขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปีตั้งแต่ปีงบประมาณ 2025
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
ผู้สูงวัยในญี่ปุ่นมากกว่า 11% จะเป็น “คนไร้ญาติ” ในปี 2050
สำนักข่าวเกียวโด (Kyodo) ของญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2024 ว่า เจแปน รีเสิร์ช อินสทิทิวต์ (Japan Research Institute : JRI) บริษัทวิจัยในประเทศญี่ปุ่น คาดว่า ในปี 2050 จำนวนผู้สูงอายุวัย (อายุ 65 ปีขึ้นไป) ในประเทศญี่ปุ่นที่ไม่มีญาติสนิทเลย จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.5 เท่าของจำนวนในปัจจุบัน จนมีสัดส่วนคิดเป็น 11.5% ของประชากรผู้สูงวัยทั้งหมด
บริษัทวิจัย JRI ประมาณการโดยอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นว่า ในปี 2050 ผู้สูงวัยที่ไม่มีญาติสายตรงเลยถึง 3 รุ่น (ลูก หลาน เหลน) จะมีจำนวน 4.48 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 2.86 ล้านคนในปี 2024 หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้น 56.64%
ตัวเลขผู้สูงวัยไร้ญาติที่คาดการณ์ไว้ในปี 2050 จะคิดเป็นประมาณ 11.5% ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวน 39 ล้านคน
แนวโน้มนี้ ได้จุดกระแสความกังวลใจว่าใครจะทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันที่โรงพยาบาลและบ้านพักคนชรา รวมถึงใครจะเป็นผู้รับศพของคนกลุ่มนี้ ซึ่งการมี “ผู้ค้ำประกัน” นั้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากบ้านพักคนชราและสถานพยาบาลหลายแห่งต้องการผู้ค้ำประกันสำหรับบริการต่าง ๆ
ตามตัวเลขประมาณการ ผู้สูงอายุที่ไม่มีญาติสนิทเลยและได้รับการรับรองว่าต้องอยู่ภายใต้การดูแลระยะยาวหรือได้รับการสนับสนุนภายใต้ประกันการดูแลสุขภาพระยะยาวจากรัฐ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 340,000 คนในปี 2024 เป็น 590,000 คนในปี 2050
การประมาณการยังแสดงให้เห็นอีกว่า จำนวนคนวัย 65 ปีขึ้นไปที่ไม่มีลูกจะเพิ่มขึ้นจาก 4.59 ล้านคนในปี 2024 เป็น 10.32 ล้านคนในปี 2050 และจำนวนคนที่ไม่ได้แต่งงานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 3.71 ล้านคนเป็น 8.34 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ ในประมวลกฎหมายแพ่งของญี่ปุ่นได้กำหนดภาระหน้าที่ของญาติสายตรงถึงลำดับที่ 3 ให้ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี ผู้สูงอายุที่มีญาติก็ไม่สามารถพึ่งพาญาติได้ เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด ซึ่งตามตัวเลขประมาณการ คนอายุเกิน 65 ปีที่ไม่สามารถคาดหวังความช่วยเหลือทางการเงินจากญาติในยามฉุกเฉินมีจำนวน 7.9 ล้านคนในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 8.9 ล้านคนในปี 2050
ผู้สูงวัยในประเทศญี่ปุ่นที่ไม่มีญาติสนิทเลยกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ คาดว่า ในปี 2050 ผู้สูงวัยสัดส่วนกว่า 11% ของผู้สูงวัยทั้งหมดจะเป็น “คนไร้ญาติ”
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ
เกี่ยวข้องกัน
จีนขยายเงินบำนาญ รองรับสังคมสูงวัย ท่ามกลางภาวการณ์คลังตึงตัว
วันนี้ (12 ธ.ค.) จีนประกาศว่า จะขยายโครงการบำนาญส่วนบุคคลทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม เนื่องจากจีนกำลังดำเนินการอุดช่องว่างด้านบำนาญในการช่วยเหลือประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่จีนจากทั้ง 5 หน่วยงาน รวมถึงกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ ได้ออกประกาศร่วมกันว่า ผู้ที่ได้รับประกันบำนาญสาธารณะ จะได้รับอนุญาตให้เปิดบัญชีบำนาญส่วนบุคคลและลงทุนได้สูงสุด 12,000 หยวน หรือราว 55,000 บาทต่อปีในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
ไม่เพียงเท่านั้น โครงการยังได้ขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์บำนาญที่ลงทุนได้ให้ครอบคลุมมากขึ้น อาทิ พันธบัตรรัฐบาล การออมเพื่อการเกษียณอายุที่กำหนด และกองทุนดัชนี
กว่า 60 ล้านบัญชีบำนาญส่วนบุคคลถูกเปิดภายใต้โครงการนำร่อง สืบเนื่องจากการทดลองที่เปิดตัวใน 36 เมืองและภูมิภาคในเดือนพฤศจิกายน 2565
สำหรับ “บำนาญส่วนบุคคล” นับเป็นเสาหลักสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ประชาชน
ในวัยเกษียณ โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบบำเหน็จบำนาญสามเสาของจีน
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายท่านได้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งระบบบำเหน็จบำนาญภาคเอกชนและภาคองค์กรยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและต้องพัฒนาต่อไป ขณะที่ ระบบบำเหน็จบำนาญสาธารณะ ก็เผชิญกับความท้าทายทางการเงินอย่างหนัก
โจว อี้ฉิน ประธานศูนย์ให้คำปรึกษาด้านกฎระเบียบการเงิน GuanShao Information Consulting Center กล่าวว่า “การลดลงของรายได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์บำนาญของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ จำนวนผู้ที่มีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาก็มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลให้แรงจูงใจทางภาษีที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญลดลงไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะการคลังของรัฐบาลที่ตึงตัวในปัจจุบัน ทำให้มีความเป็นไปได้น้อยที่รัฐบาลจะขยายมาตรการสนับสนุนทางภาษีเพิ่มเติม”
จีนเดินหน้าขยายโครงการบำนาญส่วนบุคคลทั่วประเทศ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่การขยายครั้งนี้ก็เผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งการลดลงของรายได้ประชาชน และภาวการณ์คลังรัฐบาลที่ตึงตัว
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 12 ธ.ค. 2024
เกี่ยวข้องกัน
เยอรมนี เสนอปรับอายุเกษียณเป็น 73 ปี
เริ่มเลย! ประเทศเยอรมนี ได้เสนอให้ปรับอายุเกษียณเป็น 73 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบบำนาญล่มสลาย เนื่องจากระบบบำนาญมีภาระค่าใช้จ่ายสูง และมีบุคลากรขาดแคลน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป
ยังเป็นเรื่องโต้เถียง ปมการปรับช่วงอายุเกษียณที่มากขึ้น
จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ฝั่งของประเทศไทย โดย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาพูดเกี่ยวกับการเกษียณในช่วงอายุของคนไทย ซึ่งมีแนวคิดว่าเกษียณอายุราชการอายุ 65 ปี ทำให้เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกัน แต่ยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้แน่
ล่าสุดลามไปถึงต่างประเทศ วันนี้ (7 ต.ค.68) เว็บไซต์ต่างประเทศ ออกมาโพสต์เกี่ยวกับเรื่องระบบบำนาญของเยอรมนีที่ควรค่อยๆ เพิ่มอายุเกษียณเป็น 73 ปี ภายในปี 2603 ด้านคณะกรรมการที่ปรึกษาที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในเยอรมนีได้เสนอให้เพิ่มอายุเกษียณเป็น 73 ปี ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินอยู่และมีเป้าหมายเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสังคมของประเทศ
ประชากรที่มีอายุมากขึ้นของเยอรมนีได้รับการยอมรับว่าเป็นปัญหามานานแล้ว อายุเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 46.7 ปี ซึ่งสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก และสูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่รองจากญี่ปุ่นและอิตาลี ภายในปี 2040 คาดว่ามีประชากรราว 1 ใน 4 ที่จะมีอายุ 67 ปีขึ้นไป โดยในปีนี้พบว่า อัตราการเกิดลดลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี ซึ่งถึงเวลาแล้วสำหรับการปฏิรูปที่เร่งด่วนมากขึ้น เพราะผลผลิตทางเศรษฐกิจซบเซามาหลายปีแล้ว ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศที่เทียบเคียงได้กลับเติบโตอย่างมีพลวัตมากกว่า สาเหตุนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของผลผลิตที่อ่อนแอและการลดลงของประชากร โดยให้เหตุผลว่าเยอรมนีจำเป็นต้องปรับนโยบายการเกษียณอายุเพื่อให้สอดคล้องกับอายุที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้รายงานฉบับดังกล่าวเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของการปฏิรูปเหล่านี้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อายุเกษียณอาจเพิ่มขึ้นเป็น 73 ปีภายในปี 2603 หากแนวโน้มอายุยังคงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเจรจาระดับชาติเกี่ยวกับอนาคตของการทำงานและเงินบำนาญในเยอรมนี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญการปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
แหล่งข้อมูล : เว็บไซต์ต่างประเทศ
ที่มา ; EJAN
บทความอธิบายแนวคิดสังคมสูงอายุของ United Nations ว่าประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% หรือ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ถือเป็นสังคมผู้สูงอายุ และหากถึง 20% หรือ 14% จะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ปัจจุบันหลายประเทศเข้าสู่ภาวะนี้ โดย Japan มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุดในโลก ขณะที่ Thailand มีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบและต้องเตรียมรับมือ
สาเหตุสำคัญของสังคมสูงอายุเกิดจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น และโครงสร้างวัยแรงงานหดตัวลง นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการใช้แรงงานหญิงอย่างเต็มศักยภาพ และการบริหารแรงงานต่างชาติที่ไม่ทั่วถึง ส่งผลให้หลายประเทศประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ก่อสร้าง ขนส่ง เกษตร และค้าปลีก กระทบต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจ การเติบโตของประเทศ และเพิ่มภาระงบประมาณด้านสวัสดิการและสาธารณสุขของภาครัฐอย่างมาก
กรณีญี่ปุ่นสะท้อนปัญหาชัดเจน ทั้งการขาดแคลนแรงงานจำนวนมากในหลายภาคส่วน การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง และการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ขณะเดียวกันรัฐบาลและภาคธุรกิจได้ปรับตัว เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การใช้เทคโนโลยีและหุ่นยนต์ การเปิดรับแรงงานต่างชาติ และการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุเพื่อบรรเทาวิกฤต
โดยรวมสังคมสูงอายุเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส หากบริหารจัดการเชิงนโยบายเหมาะสมจะนำไปสู่ความยั่งยืนของประเทศ
ตามนิยามของ UN ประเทศใดถือว่าเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์”
ก. ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 10%
ข. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 7%
ค. ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 20% หรือ 65 ปีขึ้นไป 14%
ง. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 10%
เฉลย: ค
เหตุผล: นิยาม “สมบูรณ์” ต้องมีสัดส่วนสูงกว่าระดับพื้นฐาน คือ 20% (60+) หรือ 14% (65+)
ประเทศที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุดในบทความคือประเทศใด
ก. อิตาลี
ข. ญี่ปุ่น
ค. ฟินแลนด์
ง. โปรตุเกส
เฉลย: ข
เหตุผล: ญี่ปุ่นมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงสุดเมื่อเทียบประเทศที่ยกตัวอย่าง
สาเหตุสำคัญที่สุดของการเข้าสู่สังคมสูงอายุคือข้อใด
ก. เศรษฐกิจถดถอย
ข. อัตราการเกิดลดลงและอายุยืนขึ้น
ค. การย้ายถิ่นของประชากร
ง. การว่างงานเพิ่มขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: โครงสร้างประชากรเปลี่ยนจาก “เกิดน้อย-อายุยืน” เป็นปัจจัยหลัก
ผลกระทบสำคัญของสังคมสูงอายุในเชิงเศรษฐกิจคือข้อใด
ก. รายได้ประชากรเพิ่มขึ้น
ข. การขาดแคลนแรงงานและภาระสวัสดิการเพิ่ม
ค. การส่งออกเพิ่มขึ้น
ง. ราคาสินค้าลดลง
เฉลย: ข
เหตุผล: แรงงานลดลง + ผู้สูงอายุเพิ่ม → ภาระรัฐสูงขึ้น
ภาคเศรษฐกิจใดได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานมากที่สุด
ก. การศึกษาและศิลปะ
ข. การท่องเที่ยวและบันเทิง
ค. ก่อสร้าง ขนส่ง เกษตร ค้าปลีก
ง. การเงินและธนาคาร
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นภาคที่ใช้แรงงานจำนวนมากและพึ่งแรงงานคนสูง
ปัญหาสำคัญของญี่ปุ่นในบทความคือข้อใด
ก. เงินเฟ้อสูง
ข. ขาดแคลนแรงงานและผู้สูงอายุอยู่ลำพัง
ค. การส่งออกลดลง
ง. ภาษีสูงเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นผลกระทบหลักของโครงสร้างประชากรสูงวัย
แนวทางแก้ปัญหาสังคมสูงอายุของญี่ปุ่นข้อใด “ไม่ถูกต้อง”
ก. ใช้หุ่นยนต์แทนแรงงาน
ข. ลดการใช้เทคโนโลยี
ค. เพิ่มทักษะแรงงาน
ง. เปิดรับแรงงานต่างชาติ
เฉลย: ข
เหตุผล: ญี่ปุ่น “เพิ่ม” เทคโนโลยี ไม่ใช่ลด
ประเทศไทยอยู่ในสถานะใดตามบทความ
ก. ยังไม่เข้าสังคมสูงอายุ
ข. สังคมเยาวชน
ค. กำลังเข้าสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
ง. สังคมเด็ก
เฉลย: ค
เหตุผล: ไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ aged society อย่างสมบูรณ์
ข้อใดสะท้อน “โอกาส” ของสังคมสูงอายุได้ดีที่สุด
ก. ค่าใช้จ่ายรัฐเพิ่ม
ข. แรงงานลดลง
ค. การพัฒนาเทคโนโลยีและหุ่นยนต์
ง. ประชากรวัยเด็กลดลง
เฉลย: ค
เหตุผล: กระตุ้นนวัตกรรมและระบบอัตโนมัติ
แนวคิดสำคัญที่สุดของการบริหารสังคมสูงอายุคือข้อใด
ก. ลดจำนวนผู้สูงอายุ
ข. จำกัดการใช้แรงงาน
ค. บริหารเชิงนโยบายเพื่อใช้ศักยภาพผู้สูงอายุ
ง. หยุดการพัฒนาเทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น “คุณค่าและการมีส่วนร่วม” ของผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน