สมาชิกเข้าสู่ระบบ

แก้ไขยังไงให้ได้เรียนรู้: เปลี่ยน “การซ่อม” เป็น “การสร้าง”

บทความโดย จิราพร เณรธรณี

          การแก้ไขงาน หรือทำข้อสอบซ้ำเพื่อดันผลการเรียน เป็นสิ่งที่ชวนให้ทั้งครูและนักเรียนต่างรู้สึกหมดกำลังใจ ซึ่งผลที่ได้ไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืนได้ เนื่องจากนักเรียนยังไม่ตระหนักถึงข้อผิดพลาดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร หรือขาดการไตร่ตรองข้อผิดพลาด และยังมีนักเรียนและครูอีกหลายคนที่มองการแก้ไขงาน หรือข้อสอบเป็นเรื่องเสียเวลา อย่างไรก็ตามข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้เพราะเรามีชีวิต การกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดจึงเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีคำว่า “เสียเวลา”

 

ปรับที่นักเรียน ด้วยวิธีคิดแบบ Growth Mindset

          การแก้ไขงานหรือทำข้อสอบใหม่ ซึ่งได้รับผลย้อนกลับ (feedback) มาจากครู นักเรียนควรมีส่วนร่วมในการพิจารณาผลงาน หรือข้อสอบที่นักเรียนได้ทำด้วย เพื่อให้เกิดการสะท้อนคิดว่า ทำไมถึงต้องกลับมาแก้ กระบวนการของการทำผลงานหรือข้อสอบในข้อหรือขั้นตอนไหนที่ยังมีข้อบกพร่อง และแก้ไขได้อย่างไร การสะท้อนคิดด้วยคำถามเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนตระหนักถึงข้อผิดพลาดเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

          นอกจากนี้ การแก้ไขงานที่ผ่านมา ยังถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่ช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการไม่เครียด หรือกังวลกับข้อผิดพลาดมากเกินไป เพราะสิ่งนี้นับเป็นการเสียเวลาที่แท้จริง เนื่องจากเมื่องานหรือข้อสอบไม่ตรงตามที่นักเรียนคาดหวัง ก็จะส่งผลให้เกิดความรู้สึกในแง่ลบดังที่กล่าวมา อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกด้านลบเกิดขึ้นได้ แต่ก็สามารถพลิกมาใช้วิธีคิดที่จะไม่ยอมแพ้และนำข้อผิดพลาดเป็นบทเรียนให้พัฒนาตนเองต่อไป หรือเรียกว่า Growth Mindset จะช่วยให้นักเรียนใช้เวลาในการพัฒนาตนเองจากข้อผิดพลาดได้มากกว่าการหมกมุ่นในความรู้สึกด้านลบ ดังนั้น ทุกครั้งที่มีข้อผิดพลาด คือการเรียนรู้ เรียนรู้เพื่อไม่ให้เกิดความล้มเหลวจากการทำผิดด้วยข้อผิดพลาดเดิม

 

การเรียนรู้ผ่าน “ฐานกิจกรรม”

          ครูสามารถทำฐานกิจกรรมให้นักเรียนได้เข้าร่วมเพื่อพัฒนาความสามารถของตนเองและสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ที่นักเรียนยังบกพร่อง หลังจากที่นักเรียนได้ตระหนักถึงข้อผิดพลาดของตนเองและสะท้อนคิดถึงสาเหตุแล้ว โดยกิจกรรมย่อยในแต่ละฐานจะเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือครูอาจนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อช่วยลดความกังวลและความเครียดให้กับนักเรียน การแบ่งกลุ่มนักเรียนก็จะช่วยให้นักเรียนไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกด้วย และอย่างน้อย 1 ฐาน นักเรียนควรได้พูดคุยกับครูเพื่อสอบถามข้อสงสัยที่เกิดขึ้นทั้งในระหว่างการเข้าทำกิจกรรมแต่ละฐานและนอกเหนือจากการทำกิจกรรม เพื่อครูจะได้แนะแนวทางในการเพิ่มประสบการณ์ด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วย

          การนำฐานกิจกรรมมาช่วยเสริมประสบการณ์การเรียนรู้สามารถประยุกต์ตามมาตรฐาน การจัดการเรียนรู้ของเนื้อหาแต่ละวิชา ยกตัวอย่างในวิชาภาษาไทย เรื่อง การสร้างคำในภาษาไทย ฐานแรกครูและนักเรียนสามารถวิเคราะห์และรวบรวมสาเหตุของข้อผิดพลาดแล้วรวบรวมเพื่อครูมาสรุปเป็นเนื้อหาสำคัญให้นักเรียนได้เสริมประสบการณ์ที่เป็นเนื้อหาความรู้ในฐานแรก ในฐานต่อมาครูเสริมประสบการณ์ที่เป็นทักษะให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ โดยครูสามารถนำเทคโนโลยีที่เป็นแอปพลิเคชันต่าง ๆ มาบูรณาการกับกิจกรรมในฐานนี้ เช่น แบบฝึกหัดที่เป็นเกมออนไลน์ กิจกรรมเกมแบบกลุ่มสัมพันธ์ ฯลฯ และในฐานสุดท้ายครูและนักเรียนจะได้มาพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ที่นักเรียนได้รับวิเคราะห์ปัญหาที่พบ แก้ไขปัญหาร่วมกัน และสิ่งสำคัญคือการเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันและเป็นกำลังใจให้นักเรียนอยากที่จะเรียนรู้อย่างยั่งยืนและมีความสุขในการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด

 

การเรียนรู้จาก “ข้อผิดพลาด”

          เมื่อนักเรียนมีประสบการณ์เรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้น นักเรียนก็จะมีความพร้อมที่จะแก้ไขอย่างมีจุดหมาย โดยการแก้ไข ครูควรออกแบบผลงานหรือข้อสอบที่เป็นข้อสอบคู่ขนานและให้นักเรียนแก้ไขเฉพาะข้อผิดพลาดของตนเอง โดยนำความรู้และทักษะที่ได้จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละฐาน ซึ่งการลดจำนวนชิ้นงานหรือข้อสอบให้สอดคล้องกับข้อผิดพลาดของนักเรียนแต่ละคน จะไม่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานหรือตัวชี้วัดนักเรียน เพราะต่างคนต่างมีข้อผิดพลาดที่แตกต่างกัน

 

เปลี่ยนที่ครูด้วย การประเมินที่ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์เรียนรู้

          การประเมินว่านักเรียนมีความเข้าใจมากขึ้นหรือไม่อย่างไร หากเป็นการประเมินในรอบ การแก้ไข ก็ควรให้โอกาสได้ปรับคะแนนได้สูงสุด อย่างไรก็ตามก็อาจจะมีการค้านเรื่องความยุติธรรมกับนักเรียนที่สอบในรอบแรกที่เตรียมพร้อมมาก่อน ประเด็นนี้ไม่ปฏิเสธ เพียงมองว่า หากมีเพดานคะแนนในรอบการแก้ไข ก็จะสะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนที่ได้รับโอกาสในการแก้ไข จะมีกรอบการได้คะแนนที่ไม่สูงเท่ากับนักเรียนที่ไม่มีข้อผิดพลาด ซึ่งหากเทียบที่ประสบการณ์ในการเรียนรู้ด้วยแล้วนักเรียนที่มีข้อผิดพลาดจะได้เรียนรู้มากกว่านักเรียนที่ไม่มีข้อผิดพลาดด้วยซ้ำ ดังนั้น การแก้ไขงานในระยะนี้จึงควรเปลี่ยนจากคำว่า “ซ่อม” เป็น “สร้าง” ประสบการณ์เรียนรู้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้คำที่สะท้อนความเป็นจริงแล้ว ยังชวนให้นักเรียน (รวมถึงผู้ปกครอง) ก้าวข้ามความกังวลและหันมามองบวกกับการแก้ไขงานเช่นนี้มากขึ้น

          การแก้ไขข้อผิดพลาดผ่านการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ที่มาจากการตระหนักรู้ของจิตใจว่าความผิดพลาดเป็นของตัวเรา การเรียนรู้ก็จะเริ่มต้นขึ้น ในฐานะนิสิตครู จึงมองว่าคนที่จะสามารถระบุข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องของนักเรียนได้มากที่สุดไม่ใช่ครู แต่เป็นตัวนักเรียนเอง การประเมินนักเรียนให้มีประสิทธิภาพที่สุด คือการประเมินและการให้ผลย้อนกลับที่ไม่มีเพียงครูฝ่ายเดียว แต่นักเรียนควรมีส่วนร่วมในผลการเรียนรู้ของตนเองและการจัดการการกับข้อผิดพลาดของตนเอง โดยมีครูเป็นผู้แนะนำ 

รายการอ้างอิง

ที่มา ; EDUCA

สรุปสาระสำคัญ

บทความนี้เสนอแนวคิดว่าการแก้ไขงานหรือทำข้อสอบซ้ำไม่ควรถูกมองว่าเป็นการ “ซ่อม” ที่น่าเบื่อหรือเสียเวลา แต่เป็นโอกาสสำคัญในการ “สร้าง” การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดอย่างยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำให้นักเรียนตระหนักรู้ถึงสาเหตุของความผิดพลาดผ่านการสะท้อนคิด (reflection) และการได้รับผลย้อนกลับ (feedback) จากครู ควบคู่กับการปลูกฝังวิธีคิดแบบ Growth Mindset เพื่อเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นแรงพัฒนา

ครูมีบทบาทในการออกแบบ “ฐานกิจกรรม” เพื่อเสริมความรู้และทักษะที่นักเรียนยังบกพร่อง ผ่านการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การใช้เทคโนโลยี การทำงานกลุ่ม และการให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคล ซึ่งช่วยลดความเครียดและสร้างแรงจูงใจ นอกจากนี้ การแก้ไขข้อสอบควรเป็นแบบเฉพาะจุด โดยใช้ข้อสอบคู่ขนานและมุ่งแก้เฉพาะจุดบกพร่องของแต่ละคน

ด้านการประเมิน ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนปรับปรุงคะแนนได้ โดยมีเพดานคะแนนเพื่อรักษาความยุติธรรม และเน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียนในการประเมินตนเอง สุดท้าย การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงเมื่อผู้เรียนมีส่วนร่วม เข้าใจตนเอง และมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 แนวคิดหลักของบทความเกี่ยวกับการแก้ไขงานคือข้อใด
ก. เป็นการเพิ่มภาระงานของครู
ข. เป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้อย่างยั่งยืน
ค. เป็นการลงโทษนักเรียน
ง. เป็นการวัดผลซ้ำเพื่อความแม่นยำ

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นว่าการแก้ไขงานคือโอกาสสร้างการเรียนรู้ ไม่ใช่ภาระหรือการลงโทษ

 

ข้อ 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงคืออะไร
ก. การทำข้อสอบหลายครั้ง
ข. การได้รับคะแนนสูง
ค. การสะท้อนคิดถึงข้อผิดพลาด
ง. การแข่งขันกับเพื่อน

เฉลย: ค
เหตุผล: การ reflection ช่วยให้นักเรียนเข้าใจสาเหตุของความผิดพลาด

 

ข้อ 3 Growth Mindset มีบทบาทอย่างไรในบทความนี้
ก. ช่วยให้แข่งขันเก่งขึ้น
ข. ทำให้ไม่ต้องแก้ไขงาน
ค. ลดเวลาเรียน
ง. เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นโอกาสพัฒนา

เฉลย: ง
เหตุผล: Growth Mindset คือการใช้ข้อผิดพลาดเป็นบทเรียนพัฒนา

 

ข้อ 4 การจัด “ฐานกิจกรรม” มีวัตถุประสงค์หลักคืออะไร
ก. ลดภาระครู
ข. เพิ่มคะแนนเฉลี่ย
ค. เสริมประสบการณ์และแก้จุดบกพร่อง
ง. ควบคุมชั้นเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: ฐานกิจกรรมช่วยพัฒนาทักษะที่นักเรียนยังขาด

 

ข้อ 5 เหตุใดควรใช้ข้อสอบคู่ขนานในการแก้ไข
ก. เพื่อเพิ่มความยาก
ข. เพื่อให้เหมือนเดิมทุกข้อ
ค. เพื่อวัดเฉพาะจุดผิดพลาด
ง. เพื่อประหยัดเวลา

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นแก้เฉพาะจุดอ่อนของผู้เรียนแต่ละคน

 

ข้อ 6 การลดจำนวนข้อสอบในการแก้ไขมีผลอย่างไร
ก. ลดมาตรฐานการเรียน
ข. ไม่กระทบมาตรฐาน เพราะเน้นจุดบกพร่อง
ค. ทำให้นักเรียนไม่ตั้งใจ
ง. ลดความยุติธรรม

เฉลย: ข
เหตุผล: ปรับตามบุคคลโดยยังคงมาตรฐานเดิม

 

ข้อ 7 แนวทางการประเมินที่เหมาะสมตามบทความคือข้อใด
ก. ให้คะแนนครั้งเดียว
ข. ไม่ให้แก้ไข
ค. ให้ปรับคะแนนได้แต่มีเพดาน
ง. ให้คะแนนเต็มทุกคน

เฉลย: ค
เหตุผล: สร้างสมดุลระหว่างโอกาสและความยุติธรรม

 

ข้อ 8 บทบาทของนักเรียนในการประเมินควรเป็นอย่างไร
ก. รอครูประเมิน
ข. มีส่วนร่วมในการประเมินตนเอง
ค. ไม่ต้องสนใจผล
ง. เปรียบเทียบกับเพื่อน

เฉลย: ข
เหตุผล: นักเรียนควรมีส่วนร่วมและตระหนักรู้ตนเอง

 

ข้อ 9 หากครูต้องการลดความเครียดของนักเรียน ควรทำอย่างไร
ก. เพิ่มการสอบ
ข. ใช้กิจกรรมหลากหลายและเทคโนโลยี
ค. ลดเวลาเรียน
ง. งดการประเมิน

เฉลย: ข
เหตุผล: กิจกรรมที่หลากหลายช่วยลดความกังวล

 

ข้อ 10 ข้อใดเป็นการนำแนวคิดไปใช้ได้เหมาะสมที่สุด
ก. ให้ทำข้อสอบเดิมซ้ำทั้งหมด
ข. ให้เพื่อนช่วยทำงานแทน
ค. วิเคราะห์ข้อผิดพลาดแล้วออกแบบกิจกรรมเฉพาะบุคคล
ง. ตัดคะแนนเมื่อผิด

เฉลย: ค
เหตุผล: สอดคล้องแนวคิดการเรียนรู้รายบุคคลและพัฒนาจากข้อผิดพลาด**