สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ผลสะท้อนจากการทดสอบ PISA ผ่านมา 20 ปี ไทยย่ำอยู่กับที่

ตั้งแต่ปี 2000 หรือ 2543 ประเทศไทยได้เข้าร่วมผลการสอบโปรแกรมการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล ( Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ซึ่งเป็นการสอบวัดความรู้นักเรียนนานาชาติ วัดระดับการเรียนรู้ของนักเรียนอายุ 15 ปีทั่วโลก ใน 3 วิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน จัดสอบทุก 3 ปี และดำเนินการต่อเนื่องมา 20 ปีแล้ว โดยผลคะแนนดังกล่าวเป็นการทดสอบที่มีมาตรฐานสูง

PISA ในประเทศไทย ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic and Devlopment หรือ OECD) และมีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์แห่งชาติในการดำเนินการจัดสอบ ซึ่งประเทศไทยไม่ใช่สมาชิก OECD แต่สมัครเข้าร่วม PISA ในฐานะประเทศร่วม (Partner countries) เพื่อต้องการตรวจสอบคุณภาพของระบบการศึกษา และสมรรถนะของนักเรียนวัยจบการศึกษาภาคบังคับของชาติเกี่ยวกับความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต

โดยใช้มาตรฐานของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นเกณฑ์ชี้วัด ผลสัมฤทธิ์จากการทำแบบทดสอบและข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนรวมทั้งข้อมูลนโยบาย การบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอนจากผู้บริหารของโรงเรียนทำให้ได้ข้อมูลคุณภาพการศึกษาของประเทศ

ทั้งนี้ ผลประเมิน PISA หลายสิบปีที่ผ่านมา พบว่าไทยยังคงได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในการสอบวัดความรู้ทั้ง 3 ด้าน คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องของการอ่านที่นักเรียนที่คะแนน "ต่ำลง" ทำให้นักวิชาการหลายๆ ท่านออกมาเสนอแนะให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) หน่วยงานต้นสังกัดต้องเร่งพัฒนาความสามารถของเด็กในทุกด่าน โดยเฉพาะการอ่าน เพราะถือเป็นสาระสำคัญและเป็นปัญหาของเด็กไทยตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษา

อรรถพล อนันตวรสกุลอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าผลประเมินPISA สะท้อนถึงกระบวนการเรียนการสอนของแต่ละประเทศ ซึ่งผลประเมินPISA ของไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาโดยตลอดน เพราะกระบวนการเรียนการสอนของไทยไม่ได้เป็นการฝึกให้เด็กอ่านสังเคราะห์ คิดวิเคราะห์ได้ แต่เป็นการฝึกให้เด็กท่องจำ และสอนตามเนื้อหาบทเรียนเป็นหลัก ไม่ได้สอนให้เด็กเข้าใจหลักการของเรื่องนั้นๆแล้วสามารถบูรณาการปรับใช้ให้เหมาะสมได้

อีกทั้งกลุ่มโรงเรียนของไทย ต้องยอมรับว่ามีช่องว่างระหว่างกลุ่มอย่างมาก อาทิ เด็กที่อยู่ในกลุ่มโรงเรียนสาธิตฯ คะแนนPISA จะผ่านเกณฑ์ค่าเฉลี่ยทั้งหมด แต่เด็กในกลุ่มโรงเรียนสพฐ.ที่มีหลากหลายประเภท ผลคะแนนกลับต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ย และเมื่อดูภาพรวมของประเทศก็กลายเป็นคะแนนPISA ต่ำมาก 

ตอนนี้การสอบPISA เป็นการใช้โปรแกรมผ่านคอมพิวเตอร์ ทำให้เด็กกลุ่มนี้ที่โรงเรียนไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ นอกจากกระบวนการสอนที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำโจทย์ ข้อสอบของPISA ได้แล้ว ยังไม่ถนัดการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ

หากจะทำให้ผลคะแนนPISA ของเด็กไทยดีขึ้น ต้องเปลี่ยน 3 โจทย์ใหญ่ ตั้งแต่หลักสูตร เน้นสมรรถนะ ไม่ใช่ความรู้ ครูต้องปรับกระบวนการเรียนการสอน สร้างสถานการณ์ จำลองเหตุการณ์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหาได้ ไม่ใช่สอนตามโจทย์คณิตศาสตร์และให้สูตรเด็กไปท่องจำเพื่อทำ เพราะข้อสอบPISA ไม่ได้เป็นแบบนั้น

อีกทั้งหน่วยงานที่จัดสอบอย่าง สสวท. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าใจว่าขณะนี้ทุกคนอยากให้ผลคะแนนPISA ดีขึ้น แต่วิธีการที่จะทำให้เด็กมีผลคะแนนPISA เพิ่มขึ้นนั้น เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง อย่าง การนำข้อสอบPISA มาให้เด็กได้ทดลองทำ เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับข้อสอบ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบศรีธนชัย ทั้งที่การแก้ปัญหาจริงๆ ต้องเริ่มตั้งแต่หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน และการประเมิน เพื่อทำให้เด็กไทยอ่านจับใจความได้ คิดวิเคราะห์ได้ แก้ปัญหาเป็นอรรคพล กล่าว

ขณะที่ สสวท. ได้ตั้งข้อสังเกตจากผลประเมินPISA สรุปไว้ว่าระบบการศึกษาไทยมีส่วนหนึ่งที่มีคุณภาพและสามารถพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในระดับสูงได้ หากระดับนโยบายสามารถสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษาได้สำเร็จ โดยขยายระบบการศึกษาที่มีคุณภาพไปให้ทั่วถึง ประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้

โดยนักเรียนไทยทั้งกลุ่มที่มีคะแนนสูงและกลุ่มที่มีคะแนนต่ำมีจุดอ่อนอยู่ที่ด้านการอ่าน ซึ่งใน PISA 2018 เป็นการประเมินการอ่านเนื้อหาสาระที่มาจากทั้งแหล่งข้อมูลเดียวและหลายแหล่งข้อมูล อีกทั้งสื่อที่นักเรียนได้อ่านส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลซึ่งสะท้อนถึงธรรมชาติของการอ่านที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของโลกและสอดคล้องกับการใช้ข้อมูลในชีวิตจริงของผู้คนทั่วโลก ดังนั้น ระบบการศึกษาไทยจึงควรส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปในการเรียนการสอนเพื่อสร้างความคุ้นเคยและยกระดับความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนในยุคดิจิทัลต่อไป

ส่วนด้านความฉลาดรู้ด้านการอ่านมีความสัมพันธ์กับความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่แนวโน้มคะแนนการอ่านของไทยยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ระบบการศึกษาไทยจึงต้องยกระดับความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนอย่างเร่งด่วน  นอกจากนั้น PISA ยังสะท้อนให้เห็นอีกว่าสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม มีผลต่อความรู้ความสามารถของนักเรียนอย่างมาก โดยสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้อยเปรียบแต่ก็สามารถทำคะแนนได้ดี ซึ่งเรียกนักเรียนกลุ่มนี้ว่า มีความไม่ย่อท้อทางการศึกษา (academic resilience)

โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความไม่ย่อท้อทางการศึกษา คือ

  • การสนับสนุนจากพ่อแม่
  • บรรยากาศเชิงบวกในโรงเรียน
  • กรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset)

อย่าง ผลการประเมิน PISA 2018 ชี้ว่า นักเรียนไทยมีกรอบความคิดแบบเติบโตเพียง 43% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD อยู่ที่ 63% แสดงให้เห็นว่า นักเรียนไทยจำนวนมากยังมีความเชื่อว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต หากมีการส่งเสริมเรื่องการสร้างกรอบความคิดแบบเติบโตให้กับนักเรียนก็จะช่วยพัฒนาความฉลาดรู้ของนักเรียนไทยได้มากขึ้น

ตบท้ายด้วย “สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าผลประเมิน PISA ประกาศออกมาทุกครั้ง ทำให้เห็นได้ว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องประเมินนโยบายการศึกษาที่ทำอยู่ว่าทำให้เกิดคุณภาพดีขึ้นจริงหรือไม่ เพราะต่อให้ปีล่าสุด ผลคะแนนPISA คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ไม่ได้ต่ำลงแต่ก็ไม่ได้ดีขึ้น

ดังนั้น ควรจะเข้าใจสถานการณ์การศึกษาไทย มีนโยบายในการส่งเสริมการอ่านอย่างชัดเจน และต้องเร่งแก้ปัญหาการคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์ของเด็กที่ต่ำอยู่ให้มีการพัฒนาที่ดีขึ้น เพราะถ้าไม่ทำเรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดการพัฒนา

กรุงเทพธุรกิจ

สรุปสาระสำคัญ 

ประเทศไทยเข้าร่วมการประเมิน PISA ตั้งแต่ปี 2000 โดย OECD ร่วมกับ สสวท. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ เพื่อวัดสมรรถนะนักเรียนอายุ 15 ปีด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ทุก 3 ปี เปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล ผลการประเมินพบว่าไทยมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการอ่านที่มีแนวโน้มลดลง สาเหตุสำคัญมาจากกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ มากกว่าการคิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ อีกทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน ทำให้คุณภาพผู้เรียนแตกต่างกันมาก รวมถึงการสอบ PISA ที่เป็นระบบดิจิทัล ทำให้นักเรียนบางกลุ่มขาดทักษะด้านเทคโนโลยี

แนวทางพัฒนาต้องปรับหลักสูตรให้เน้นสมรรถนะ ปรับวิธีสอนให้ใช้สถานการณ์จริง ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา และบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ โดยเฉพาะด้านการอ่าน ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผู้เรียน ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้ปกครอง บรรยากาศเชิงบวกในโรงเรียน และกรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset) อย่างไรก็ตาม นักเรียนไทยยังมีสัดส่วน growth mindset ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ภาครัฐจึงควรเร่งลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพการศึกษา และพัฒนาทักษะการอ่านและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับผล PISA ของประเทศ

ข้อสอบ

ข้อ 1

จุดประสงค์หลักของการประเมิน PISA คือข้อใด
ก. วัดผลการสอบปลายภาคของโรงเรียน
ข. วัดความสามารถนักเรียนอายุ 15 ปีในระดับสากล
ค. จัดอันดับโรงเรียนในประเทศ
ง. ประเมินครูผู้สอนในแต่ละวิชา

เฉลย: ข
เหตุผล: PISA มุ่งวัดสมรรถนะผู้เรียนวัย 15 ปีเทียบมาตรฐานนานาชาติ ไม่ได้วัดโรงเรียนหรือครูโดยตรง

ข้อ 2

หน่วยงานหลักที่ดำเนินการ PISA ในประเทศไทยคือข้อใด
ก. สพฐ.
ข. สำนักงาน ก.ค.ศ.
ค. สสวท.
ง. กระทรวงมหาดไทย

เฉลย: ค
เหตุผล: สสวท. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน PISA ของประเทศไทย

ข้อ 3

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผล PISA ของไทยต่ำ คือข้อใด
ก. นักเรียนอ่านหนังสือมากเกินไป
ข. การสอนเน้นท่องจำมากกว่าคิดวิเคราะห์
ค. ข้อสอบยากเกินมาตรฐานโลก
ง. นักเรียนไม่เข้าโรงเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบการสอนเน้นจำเนื้อหา ไม่เน้นการคิดวิเคราะห์และประยุกต์ใช้

ข้อ 4

ข้อใดเป็นจุดอ่อนสำคัญของนักเรียนไทยตามผล PISA
ก. การพูดภาษาอังกฤษ
ข. การอ่าน
ค. การวาดภาพ
ง. การกีฬา

เฉลย: ข
เหตุผล: ด้านการอ่านเป็นจุดอ่อนหลักและมีแนวโน้มคะแนนลดลง

ข้อ 5

ลักษณะของข้อสอบ PISA ในปัจจุบันเป็นอย่างไร
ก. แบบกระดาษทั้งหมด
ข. แบบสัมภาษณ์
ค. แบบออนไลน์/ดิจิทัล
ง. แบบปฏิบัติทดลองเท่านั้น

เฉลย: ค
เหตุผล: PISA ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องมีทักษะดิจิทัล

ข้อ 6

แนวทางการพัฒนาการศึกษาไทยที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มการท่องจำสูตร
ข. ฝึกทำข้อสอบเดิมซ้ำ
ค. ปรับหลักสูตรเน้นสมรรถนะ
ง. ลดเวลาเรียนทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องเปลี่ยนเป็นหลักสูตรเน้นสมรรถนะและการคิดวิเคราะห์

ข้อ 7

ปัจจัยใดส่งผลต่อความสำเร็จของนักเรียนมากที่สุด
ก. การแข่งขันกีฬา
ข. การสนับสนุนจากผู้ปกครอง
ค. จำนวนการบ้าน
ง. คะแนนสอบกลางภาค

เฉลย: ข
เหตุผล: การสนับสนุนจากครอบครัวมีผลต่อความสำเร็จของผู้เรียนสูง

ข้อ 8

“Growth mindset” หมายถึงข้อใด
ก. ความเชื่อว่าสติปัญญาพัฒนาได้
ข. ความสามารถด้านกีฬา
ค. การจำเก่ง
ง. ความเร็วในการทำข้อสอบ

เฉลย: ก
เหตุผล: เป็นความเชื่อว่าสามารถพัฒนาความสามารถได้ด้วยการเรียนรู้

ข้อ 9

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาส่งผลอย่างไร
ก. ทำให้คะแนนเฉลี่ยประเทศสูงขึ้น
ข. ทำให้คะแนนทุกโรงเรียนเท่ากัน
ค. ทำให้ผลคะแนนแตกต่างกันมาก
ง. ไม่มีผลต่อการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: โรงเรียนมีคุณภาพต่างกัน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ไม่เท่ากัน

ข้อ 10

แนวทางใดช่วยยกระดับผล PISA ได้ดีที่สุด
ก. สอนตามข้อสอบเดิม
ข. เพิ่มการท่องจำ
ค. ใช้การสอนแบบสถานการณ์จริงและคิดวิเคราะห์
ง. ลดการใช้เทคโนโลยีทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: การเรียนรู้จากสถานการณ์จริงช่วยพัฒนาการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา

ความเห็นของผู้ชม