สมาชิกเข้าสู่ระบบ

4 ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับครูในโรงเรียน

ในแต่ละปี เราจะเห็นการโยกย้ายครู ผู้บริหารโรงเรียน และบุคลากรทางการศึกษาทุกสายงาน สับเปลี่ยนกันไป โดยเฉพาะสายงานบริหารสถานศึกษาที่มีเกณฑ์ในการประเมินมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิสัยทัศน์ผู้นำ ความรู้ความสามารถในการพัฒนาสถานศึกษา คุณวุฒิ ประสบการณ์ ผลงานที่เคยทำมา รวมถึงวินัยและจรรยาบรรณต่างๆ ในการพิจารณาแต่ละครั้ง         

เมื่อย้ายไปโรงเรียนใหม่ ก่อนที่ผู้บริหารจะนำแผนพัฒนาโรงเรียนที่มีมากมาย ทั้งโครงการ ความคิดริเริ่ม หรือแนวคิดใหม่ๆ มาใช้ในโรงเรียนแห่งใหม่ ผู้บริหารต้องเข้าใจก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงภายในโรงเรียนเป็นเรื่องยาก หากโครงการหรือความคิดริเริ่มใหม่ ไม่ได้ดำเนินไปได้ด้วยดี การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารและครูภายในโรงเรียน มีผู้เชี่ยวชาญเคยกล่าวไว้ว่า ความสำเร็จของโครงการหรือความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ในโรงเรียนขึ้นอยู่กับความเต็มใจและการเปิดรับของครูเป็นสำคัญ          

ผู้บริหารไม่ได้มีเครื่องมือมากนัก ที่จะนำมาใช้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของครู ผู้บริหารหลายคนต้องอาศัยความมุ่งมั่นของตัวเองที่จะกระตุ้นให้ครูรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะลอง การเปิดรับของครูมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเริ่มอะไรใหม่ ๆ ในโรงเรียน หากครูไม่เอาด้วย ผู้บริหารบางรายจะเลือกปิดประตูตายสู่แนวคิดใหม่ และยึดติดกับวิธีทำงานแบบเดิม ๆ ต่อไป” 
ในงานวิจัยการมีส่วนร่วมของครูในการพัฒนาโรงเรียนชิ้นหนึ่ง พบว่า หากครูได้มีส่วนร่วมในขั้นตอนการออกแบบโครงการใหม่ บรรดาบุคลากรของโรงเรียนจะเปิดรับต่อโครงการดังกล่าวมากขึ้น

และยังพบว่า บ่อยครั้ง ผู้บริหารอยู่ในสถานะที่ต้องฟังคำสั่งจากเขตหรือรัฐบาล แล้วค่อยมาอธิบาย ชี้แจงตลอดจนดำเนินการอะไรบางอย่าง เพื่อให้ครูช่วยเข้าใจว่า จะมีวิธีปฏิบัติแบบใหม่เกิดขึ้นในโรงเรียนปีนี้ นักการศึกษามองว่า สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งทำให้ผู้บริหารโน้มน้าวใจครูได้ยากขึ้นไปอีก          

ความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ที่เข้ามาในโรงเรียน หลายๆ กรณี ครูมีแนวโน้มจะมองว่าการเสนอแนวคิดวิธีปฏิบัติใหม่ที่เกิดขึ้น ก็เหมือนกับการตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่ครูทำหน้าที่มาโดยตลอด และเชื่อว่ามันก็เป็นไปได้ด้วยดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นธรรมหรือไม่ก็ตาม เวลาเจอแนวคิดใหม่ ๆ ครูจะรู้สึกเหมือนถูกตั้งคำถามว่าที่ผ่านมาพวกเขารู้อะไรบ้าง และพวกเขาเป็นใคร ซึ่งมีผลโดยตรงกับมุมมองด้านตัวตนความเป็นมืออาชีพของครูเหล่านั้น”

EDUCA ได้เรียบเรียงมุมมองของกลุ่มครูที่มีประสบการณ์การสอนมายาวนาน จากบทความของ Education Week ซึ่งได้ตั้งคำถามไว้ว่า “ผู้บริหารจะส่งเสริมการเปิดรับต่อแนวคิดใหม่ในกลุ่มบุคลากรของโรงเรียนได้อย่างไร” จนทำเป็นข้อสรุป 4 สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ ในการสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างผู้บริหารกับครูในโรงเรียน โดยมีเนื้อหาดังนี้

 

4 สิ่งที่ผู้บริหารไม่ควรทำ หากต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับครูในโรงเรียน

1) อย่าพยายาม “เปลี่ยนแปลง” ทันที ที่ย้ายมาโรงเรียนใหม่
การไปยืนประกาศต่อหน้าบรรดาบุคลากรในโรงเรียนตั้งแต่แรกเลยว่า 'ต่อไปเราจะทำแบบนี้นะ' รวมถึงทำเป็นเมินเฉยกับสิ่งที่มีอยู่ หรือตะลุยทำไป เหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จำเป็นนั้นเป็นวิธีการที่ผิด หากผู้บริหารต้องการการยอมรับและเปิดรับจากครู ผู้บริหารควรใช้เวลาปีแรกทั้งปีในการรับฟังความคิดเห็นของครู และสังเกตวัฒนธรรมของโรงเรียน เราอาจไม่เปลี่ยนอะไรในโรงเรียนเลยในปีแรก นอกจากการปรับภูมิทัศน์           

ผู้บริหารไม่ควรสั่งให้ครูทำสิ่งที่เคยเห็นว่าดีในโรงเรียนเก่าของตัวเองกับโรงเรียนใหม่ แล้วหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้สวยเหมือนกัน ทุกโรงเรียนมีวัฒนธรรมของตัวเอง วัฒนธรรมของนักเรียนและวัฒนธรรมของครู ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องเข้าใจสิ่งนี้ ไม่ใช่ว่าโครงการอย่างเดียวกันจะเหมาะไปกับทุกที่ 

2) อย่ามองข้ามครูผู้มากประสบการณ์

เป็นเรื่องง่ายที่จะโน้มน้าวให้ครูน้องใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาสอนเข้าร่วมโครงการใหม่ ครูที่ยังเด็กไม่มีประสบการณ์มากนัก มักไม่สามารถบอกได้ว่าโครงการใหม่นั้นจะกระทบนักเรียนและผู้สอนอย่างไร แต่ครูผู้มากประสบการณ์จะมีความรู้และวิจารณญาณ ครูเหล่านี้อยู่กับโรงเรียนในช่วงที่โรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า ประสบการณ์ที่พวกเขามี เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้บริหารควรใส่ใจ ไม่ใช่ทำเป็นมองไม่เห็น

บางครั้งครูผู้มากประสบการณ์ถูกมองว่าเป็นพวกสงสัยไปทุกเรื่องและเฉื่อยในการตอบรับโครงการใหม่ แต่ความเป็นจริงแล้ว ครูกลุ่มนี้คือบุคคลที่ผู้บริหารควรเข้าหาเพื่อขอคำแนะนำและหาข้อมูลเชิงลึกมากที่สุด บุคลากรที่อยู่กับโรงเรียนมานานจะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวให้บุคลากรอื่น ๆ เปิดรับโครงการใหม่อีกด้วย 

3) อย่ามั่นใจเกินไป
มีเส้นบาง ๆ ระหว่างการเป็นผู้นำและเป็นหัวหน้า ครูทุกคนมีแนวโน้มจะนับถือและทำตามผู้บริหารที่ดูมีความเป็นผู้บริหารอย่างแท้จริงอยู่แล้ว ผู้บริหารไม่ควรแต่ออกคำสั่งจากห้องทำงานของตัวเอง แต่ผู้บริหารควรออกมาลุยงานเคียงบ่าเคียงไหล่บุคลากรอื่น ๆ เดินเข้านอกออกในทุกห้องเรียน ได้พูดคุยสอบถามความต้องการของครู
 

เวลาของผู้บริหารและผู้ช่วยผู้บริหารไม่ได้สำคัญไปกว่าเวลาของครู ดังนั้น พวกเขาไม่ควรมาขอให้ครูทำสิ่งที่พวกเขาเองก็ไม่ยอมทำ 

4) อย่าเพิกเฉยต่อคำแนะนำหรือข้อมูลจากครู
 ผู้บริหารควรเป็นผู้ฟังที่ดี โรงเรียนควรสร้างพื้นที่พูดคุยกับครูแบบจริงใจ และเคารพซึ่งกันและกันเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดถึงข้อกังวลตลอดจนแสดงความคิดเห็น ต้องเปิดกว้างรับฟัง สิ่งที่ครูอยากจะบอกเล่าแบ่งปันด้วย 
ถึงแม้ผู้บริหารจะไม่อาจทำตามทุกข้อแนะนำได้ แต่อย่างน้อย ผู้บริหาร “ควรบอกเหตุผลให้ครูทราบ ว่าทำไมถึงไม่ได้” รวมถึงชี้แจงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจบางอย่างด้วย หากครูทราบว่าการที่พวกเขารับฟังและเต็มใจปฏิบัติตามความคิดริเริ่มใหม่นั้นสำคัญต่อผู้บริหาร พวกเขามีแนวโน้มจะยอมรับโครงการใหม่นั้นเพราะเห็นว่ามีความพยายามอย่างจริงจังที่จะริเริ่ม การยอมรับจะเพิ่มสูงขึ้นถึงแม้ว่าสิ่งใหม่นั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกครูจะเลือก หากพวกเขามีสิทธิเลือกเองก็ตาม 

 

4 สิ่งที่ผู้บริหารควรทำ ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับครูในโรงเรียน

1) มองให้ออกว่าสิ่งใดดีอยู่แล้ว
    ผู้บริหารควรเริ่มต้นมองหาว่ามีอะไรบ้างในโรงเรียนที่มีอยู่แล้ว คุณเห็นว่าดีและควรทำต่อ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างที่มีอยู่จะไม่ดีไปเสียทั้งหมด
    ถึงแม้ว่าครูอาจจะไม่สามารถทำแบบที่ทำอยู่ต่อไปได้แล้ว แต่ผู้บริหารสามารถดึงเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์จากโครงการเดิมมาบูรณาการเข้าสู่โครงการใหม่ได้ 
 

2) ให้ความสำคัญกับการสร้างสัมพันธภาพอันดีกับครู
หากขอให้ครูทำสิ่งใหม่ ลองเสี่ยง หรือริเริ่มอะไรใหม่ ๆ เราต้องมีความไว้วางใจกันในระดับหนึ่ง โดยความไว้วางใจนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีวัฒนธรรมการทำงานที่ดูแลสัมพันธภาพอันดี ซึ่งผู้บริหารจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับบุคลากรในโรงเรียนได้ก็ต่อเมื่อให้ความเคารพและสนับสนุนต่อผู้อื่น รวมถึงเชื่อมั่นว่าครูเป็นมืออาชีพ 

มีครูผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ผู้บริหารที่ดีที่สุดที่เขาเคยทำงานด้วย คอยสนับสนุนให้ครูและนักเรียนมีการพูดคุยกันอย่างเปิดกว้างอยู่ตลอด เมื่อสมาชิกในโรงเรียนรู้สึกว่ามีผู้อื่นให้คุณค่ากับตนเอง บรรยากาศของโรงเรียนก็เป็นไปในแง่บวกตลอดทั้งปี ในทางกลับกัน ผู้บริหารที่ออกคำสั่งให้ครูทุกคนส่งแผนการสอนทุกต้นสัปดาห์ แล้วมาจุกจิกเพิ่มอีก บรรยากาศของโรงเรียนเปลี่ยนไป งานสอนเป็นเรื่องยากพออยู่แล้ว นี่ยังมาทำให้ครูรู้สึกเหมือนไม่ได้รับความเคารพอีก 

3) ควรทำงานนอกห้องทำงานบ้าง
ยิ่งผู้บริหารใช้เวลานอกห้องทำงานของตัวเองและมีปฏิสัมพันธ์กับครูและนักเรียนมากเท่าใด พวกเขาจะยิ่งสามารถสร้างบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อใจได้มากขึ้นเท่านั้น 
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก “เป็นสิ่งที่พวกเราพึงทำ” บรรยากาศในห้องเรียนจะต่างไปมาก เมื่อผู้บริหารรู้จักนักเรียนในห้อง 

ผู้บริหารควรออกมาลุยงานข้างนอกและร่วมงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับบุคลากรอื่น ๆ ถ้าผู้บริหารตัดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียนอย่างที่ควรเป็น ผู้บริหารจะทำงานกับครูเป็นทีม  

4) ชวนผู้นำครูมานำร่องโครงการใหม่ก่อนจะบังคับใช้ทั่วโรงเรียน
 หากโครงการหรือความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ได้รับการทดสอบเบื้องต้นมาแล้วในโรงเรียนของตัวเอง และมีเพื่อนร่วมงานที่พวกเขาเชื่อถือ มาเล่าให้ฟังว่าผลเป็นยังไง มีปัญหาอะไร ดีต่อนักเรียนอย่างไร ต้องใช้เวลามากขนาดไหน
รับรองโครงการหรือความคิดนั้นอีก ครูส่วนใหญ่บอกว่าพวกเขาก็ตัดสินใจเข้าร่วมด้วยได้ง่ายขึ้น

มีนักวิจัยด้านการศึกษา กล่าวว่า พฤติกรรมจะนำหน้าความเชื่อเสมอ หมายถึงว่าคนเกือบทั้งหมดต้องการเห็นว่าโครงการที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้น มีผลสำเร็จยืนยันไว้ก่อนแล้ว ก็จะยอมรับโครงการนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้มากที่สุดเมื่อเราจัดการทดลองทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการทดลองจะส่งมอบหลักฐานว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ผลดีกลับมา 

เหล่านี้คือ 4 สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ที่ผู้บริหารโรงเรียนสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงภายในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ ถึงแม้โครงการ หรือการเริ่มแนวคิดใหม่ๆ จะเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างไร แต่หากขาดกำลังคนในการขับเคลื่อน หลายโครงการก็ต้องหยุดชะงักไป ประตูที่ช่วยให้การเปิดใจรับของครู เกิดขึ้นได้มาจากความใส่ใจ มุ่งมั่น ทุ่มเทของผู้บริหาร ที่เป็นพื้นฐานในการสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดในโรงเรียน หมายรวมถึงชุมชนโดยรอบโรงเรียนเช่นกัน

ที่มา ; educathai 

เกี่ยวข้องกัน

ผู้บริหารโรงเรียนยุคใหม่ บริหารอย่างไรให้เข้าถึงใจครูและนักเรียน

ผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่หลักของการบริหารกิจการของสถานศึกษาทั้งการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ พัฒนาสถานศึกษาให้ผ่านเกณฑ์การประเมินต่าง ๆ แต่ผลการบริหารจะสำเร็จและออกมามีประสิทธิภาพได้ต้องผ่านการวางแผนการบริหารที่ถูกต้อง ซึ่งจะบริหารอย่างไรให้ครูและนักเรียนพัฒนาและบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ครูต้องการอะไร และนักเรียนต้องการอะไร ผู้อำนวยการต้องทำอย่างไร 

ความต้องการของครู ประเมินสำเร็จแต่ไม่เพิ่มภาระ         

นอกจากคุณครูจะต้องเตรียมการสอนไม่ว่าจะเป็นการเขียนแผน การเตรียมสื่อการสอน จนกระทั่งการมอบหมายงานนักเรียนเพื่อประเมินผลการเรียนรู้แล้ว การวางนโยบายการประเมินโรงเรียนในด้านต่าง ๆ จากภายนอก ก็สร้างภาระเพิ่มให้คุณครูไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสีเขียว โรงเรียนต้นแบบ โรงเรียนคุณธรรม ที่ล้วนมาจากการรับนโยบายของผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งโครงการโรงเรียนเหล่านี้สร้างภาระครูที่เกินความจำเป็นอยู่หรือไม่

นอกจากนี้ โรงเรียนยังต้องสร้างผลงานทางวิชาการต่าง ๆ มากมาย ผ่านการหาโอกาสให้นักเรียนได้เข้าร่วมการแข่งขันด้านวิชาการ เช่น การแข่งขันศิลปหัตถกรรมที่คุณครูจะต้องสละเวลาเพื่อเตรียมนักเรียนเข้าสู่การแข่งขัน ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ล้วนเป็นภาระที่ครูต้องทำเพิ่มเพื่อผลประโยชน์ต่อโรงเรียน เนื่องมาจากผู้บริหารรับนโยบายมาโดยขาดการตรวจสอบความพร้อมและบริบทโรงเรียน 

ให้ความสำคัญของการเรียนรู้ของผู้เรียน...โดยไม่เน้นคะแนน O-net         

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณภาพของโรงเรียนมักชี้วัดด้วยคะแนนผลการสอบระดับชาติหรือ O-net ทางโรงเรียนจำนวนไม่น้อยจึงจริงจังและพยายามเคี่ยวเข็ญ สร้างแรงจูงใจให้นักเรียนสอบให้ได้คะแนนดีที่สุด เพื่อคะแนนเฉลี่ยของโรงเรียนจะได้สูงตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น บางโรงเรียนเน้นจัดติวให้นักเรียนนอกเวลาเพิ่มเติมโดยเฉพาะ ปรากฏการณ์นี้มีมาต่อเนื่องยาวนานเสียจนลืมพิจารณาว่าผู้เรียนต้องการจริงหรือไม่ และเป้าหมายของการศึกษาคืออะไร จุดนี้ชี้ให้เห็นว่าคะแนน O-net ที่วัดและประเมินอยู่เป็นการวัดความสำเร็จของโรงเรียน นอกจากจะไม่เป็นตัวแทนที่ดีของความสำเร็จทางการเรียนรู้ของนักเรียนแล้ว ยังยิ่งทำให้นักเรียนมีอุปสรรคขัดขวางการเรียนรู้เพิ่มขึ้นไปอีกด้วย 

วางแผนนโยบายโรงเรียนอย่างไร ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน 

เริ่มต้นคือเข้าใจจุดแข็งของโรงเรียน
          เชื่อมั่นว่าผู้อำนวยการผู้บริหารย่อมต้องรู้ระบบการทำงานและศึกษาโรงเรียนของตนมาเป็นอย่างดี ท่านย่อมรู้ว่าจุดแข็งของโรงเรียนของเรานั้นคืออะไร การเข้าใจบริบทโรงเรียนนี่เองจะนำไปสู่การออกแบบและเลือกรับนโยบายอย่างเหมาะสมกับโรงเรียนจะช่วยลดภาระงานและช่วยพัฒนาด้านอื่น ๆ ที่ตรงจุดได้มากขึ้นอีกด้วย

ไม่มองข้ามเสียงของครูและนักเรียน
          ในการบริหารคนได้อย่างเข้าใจ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการรับฟังความคิดเห็น ชวนคุณครูพูดคุยแลกเปลี่ยน รับฟังเสียงของนักเรียนที่สะท้อนมา ให้คุณครูและนักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมไม่ใช่เพียงแค่ผู้รับนโยบายจะช่วยให้ลดปัญหา นอกจากนี้ยังควรลดเวลาในการทำโครงการต่าง ๆ ที่มีอยู่ รวมถึงป้องกันการสร้างโครงการ นโยบาย หรือกิจกรรมที่ไม่ตอบโจทย์ต่อคุณครูและนักเรียนได้อีกด้วย
          

บริหารโรงเรียนอย่างยืดหยุ่นและยั่งยืน
         
การบริหารโรงเรียนจะมุ่งเน้นเพียงผลสัมฤทธิ์ไม่ได้แต่ต้องมองถึงการแก้ไขและการพัฒนาเป็นหลัก โรงเรียนในไทยเป็นโรงเรียนที่มีความเหลื่อมล้ำและหลากหลาย การกำหนดผลสัมฤทธิ์เหมือนกันทุกโรงเรียนเป็นเรื่องที่ไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง ดังนั้นผู้บริหารจึงควรให้อิสระกับบุคลากรในการพัฒนาตนเองและค่อย ๆ ก้าวไปทีละขั้น หากมีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและดำเนินการอย่างต่อเนื่องผลสัมฤทธิ์ก็จะดีขึ้นตามมา
         

เป้าหมายของการทำงานของผู้บริหารทุกคนคือการพัฒนาโรงเรียนให้ก้าวหน้ากว่าเดิมจากที่เคยเป็นมา แต่ก็ไม่ควรลืมว่าการกำหนดทิศทางการพัฒนาโรงเรียนควรผ่านการวางแผนที่เหมาะสมร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งในและนอกโรงเรียน ที่ต่างประสานมือกันทำงานจนสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้นการรู้จักศักยภาพของโรงเรียน บุคลากร และทรัพยากรของโรงเรียน บริหารให้ตรงตามความต้องการโรงเรียนของท่านจะพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องและมีคุณภาพ 

ที่มา ; educa