สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เปิดโรงเรียนอย่างไร ช่วยเด็กไทยรับศึกสองด้าน

วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นระลอกแล้ว ระลอกเล่า ส่งผลโดยตรงกับภาคการศึกษาไทยอย่างมาก เพราะต้องปิดโรงเรียนสลับกับ เปิดโรงเรียน ตามมาตรการการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั่นเอง

และเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการแนะนำให้ภาคการศึกษาไทยปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยอาวุโส นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้นำเสนอบทความเรื่อง เปิดโรงเรียนอย่างไร ช่วยเด็กไทยรับศึกสองด้าน โดยมีเนื้อหาเป็นการอภิปรายในประเด็นปัญหาเรื่องการปรับนโยบายปิด- เปิดโรงเรียน พร้อมชี้ทางออกที่เหมาะสมให้กับสถานศึกษา ที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ 

 

 

ปิดเรียนนานไป ได้ไม่คุ้มเสีย

เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักเรียนหลายล้านคนไม่ได้ไปโรงเรียน ในระหว่างนี้ งานวิจัยจำนวนมากเริ่มชี้ให้เห็นโทษของการปิดเรียนเป็นเวลานาน ทั้งในแง่การเรียนรู้ อารมณ์จิตใจและโอกาสในอนาคต เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ได้ผลกระทบอย่างมาก โดยแต่ละวันที่เด็กวัยอนุบาลที่ไม่ได้ไปโรงเรียน พวกเขาสูญเสียการเรียนรู้ถึง 98% เมื่อเทียบกับวันที่เขาได้ไปโรงเรียนตามปกติ  

เด็กวัยรุ่นก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ผลการสำรวจโดยกรมสุขภาพจิตจากเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีราว 190,000 คน ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดจนถึงเดือนกันยายน 2564 พบว่า ร้อยละ 28 ของเด็กและวัยรุ่นมีภาวะเครียดสูง ร้อยละ 32 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ในขณะที่อีกร้อยละ 22 มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย  

นอกจากผลเสียต่อบุคคลแล้ว ยังมีผลเสียต่อประเทศ กล่าวคือทักษะที่ถดถอยจากการปิดเรียนยาวนานจะทำให้รายได้ระยะยาวตลอดชีวิตของนักเรียนรุ่นปัจจุบันลดลงเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต มีการคาดการณ์ว่า การปิดเรียนในครึ่งแรกของปี 2020 จะทำให้ GDP ในอนาคตของประเทศต่างๆ จนถึงปี 2100 ลดลงอย่างน้อย 1.5% โดยเฉลี่ย และอาจลดลงมากกว่านี้หากปิดเรียนนานขึ้น 

แม้ว่าหลายโรงเรียนจะพยายามทดแทนการเรียนที่โรงเรียน (ออนไซต์) ด้วยการเรียนรูปแบบอื่น เช่น ออนไลน์ ออนแฮนด์และออนแอร์ แต่ปัญหาความไม่พร้อมในการเรียนที่บ้านก็ยังคงอยู่ จากการสำรวจสถานศึกษาจากทุกสังกัดรวม 12,801 แห่งโดยกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด เช่น ร้อยละ 80 รายงานว่าผู้เรียนที่มีฐานะยากจนเข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์ด้วยข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ สัญญาณอินเตอร์เน็ต และสภาพแวดล้อมทางบ้าน ร้อยละ 79 รายงานว่าผู้ปกครองไม่มีเวลากำกับดูแลนักเรียนในการเรียนจากที่บ้าน และร้อยละ 62 รายงานว่า คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากขาดการฝึกทักษะการเรียนรู้ และมีเวลาเรียนไม่เพียงพอ 

จึงจะเห็นได้ว่า การปิดเรียนนั้นส่งผลเสียมาก ในขณะที่ผลประโยชน์ด้านสุขภาพที่ได้จากการปิดเรียนนั้นมีน้อย เพราะเด็กที่ติดโควิดมีแนวโน้มที่จะมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ และมีโอกาสเสียชีวิตต่ำ อยู่ที่ 1.9 คนในหนึ่งล้านคน ความเสี่ยงนี้ยังลดลงอีกเมื่อนักเรียนอายุ 12-17 ปีกว่า 3 ล้านคนและครูหลายแสนคนได้รับวัคซีนแล้วสองเข็ม (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธ.ค. 2564) นอกจากนี้ ศูนย์ป้องกันโรคติดต่อ สหรัฐอเมริกา (CDC) ยังระบุว่า ไม่พบว่าการเปิดเรียนหรือการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่มเด็กนำไปสู่การระบาดในชุมชน และการติดเชื้อระหว่างนักเรียนกันเองเกิดขึ้นได้น้อยหากมีมาตรการป้องกันที่รัดกุมในโรงเรียน 

การเปิดโรงเรียนโดยมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม” จึงควรเป็น “ความปกติใหม่” ของการอยู่ร่วมกับโรคระบาด ไม่ใช่การปิดโรงเรียนในวงกว้างและการเรียนออนไลน์ 

ไม่ได้เรียนออนไซต์เพราะ “ปิดง่าย-เปิดยาก”

แม้กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเงื่อนไขการเปิดโรงเรียนไว้ตั้งแต่ตุลาคม 2564  ทว่า จากการสำรวจเมื่อพฤศจิกายน 2564 พบว่า แม้สถานศึกษาถึงร้อยละ 97 ประเมินตนเองว่ามีความพร้อม แต่ร้อยละ 34 ไม่สามารถเปิดเรียนออนไซต์ได้

เมื่อศึกษาเงื่อนไขการเปิดโรงเรียน ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ และสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวนหนึ่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า อุปสรรคในการขอเปิดเรียนมีหลายประการ ดังต่อไปนี้ 

ประการแรก เงื่อนไขที่โรงเรียนต้องปฏิบัติตามมีจำนวนมากและยุ่งยากในทางปฏิบัติ เช่น กำหนดให้ต้องมีห้องแยกกักตัวรองรับผู้ติดเชื้อในโรงเรียน (School Isolation) ต้องจัดให้มี School Pass สําหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลผลการประเมิน TST (Thai Save Thai) ผลตรวจคัดกรองหาเชื้อของแต่ละบุคคล และประวัติการรับวัคซีน ต้องควบคุมดูแลการเดินทางเข้าและออกของนักเรียนจากบ้านมาโรงเรียนอย่างเข้มข้น (Seal Route) ทั้งกรณีรถรับ-ส่งนักเรียน รถส่วนบุคคล และรถโดยสารสาธารณะ เป็นต้น อีกทั้ง มาตรการบางส่วนอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของโรงเรียน เช่น กําหนดให้สถานประกอบกิจการที่อยู่รอบรั้วโรงเรียนให้ผ่านการประเมิน Thai Stop COVID plus (TSC+) COVID free setting หรือให้ผู้ปกครองของนักเรียนได้รับวัคซีน 85-100% ที่สำคัญ มาตรการจำนวนไม่น้อยก่อให้เกิด “ต้นทุน” ในการปฏิบัติตาม เช่น กำหนดให้นักเรียนและบุคลากรทุกคนต้องตรวจคัดกรองด้วย Antigen Test Kit (ATK) ก่อนกลับเข้ามาโรงเรียนและกำหนดให้สุ่มตรวจทุกสัปดาห์ พบว่า สถานศึกษาร้อยละ 56 ไม่มีงบประมาณในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK หากไม่มีทรัพยากรสนับสนุนจากภายนอก สถานศึกษาอาจผลักภาระให้ผู้ปกครองแบกรับค่าใช้จ่าย และกลายเป็นเงื่อนไขให้นักเรียนจากครอบครัวรายได้น้อยไม่อาจเข้าเรียนได้ สุดท้าย การทำตามมาตรการเหล่านี้เพิ่มภาระให้ครู โดยสถานศึกษาร้อยละ 35 รายงานว่าครูผู้สอนมีภาระงานด้านการสอนและภาระงานด้านธุรการสูงขึ้น 

ประการที่ 2 คือ ดุลยพินิจของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด เนื่องจากประกาศของกระทรวงศึกษาเปิดช่องให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนเพิ่มเติมแก่โรงเรียนในจังหวัดได้ ความยากง่ายของการเปิดเรียนในแต่ละจังหวัดจึงแตกต่างกัน ทั้งนี้ ดุลยพินิจของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอาจไม่สอดคล้องกับแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษากำหนดไว้ร่วมกัน เช่น ในกรณีมีผู้ติดเชื้อประปรายในชุมชน โรงเรียนยังอาจเปิดสอนได้ตามแผนเผชิญเหตุที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่คณะกรรมการฯ อาจสั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัดได้ทันที ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับผลการสำรวจโรงเรียนที่ไม่ได้เปิดเรียนออนไซต์ ที่ส่วนใหญ่รายงานว่าสาเหตุที่เปิดเรียนไม่ได้มาจากมติของคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด/กทม.  

จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งในสังกัด สพฐ. อปท. และ เอกชน พบว่า มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมจากประกาศของ ศธ. เช่น กำหนดให้บุคลากรในสถานศึกษาต้องได้รับวัคซีน 100% จึงจะขอเปิดเรียนได้ ทั้งที่ศธ. กำหนดไว้เพียง 85% และกำหนดให้โรงเรียนที่ประสงค์จะเปิดเรียนออนไซต์จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณา 7 ขั้นตอน ในระหว่างขั้นตอนนี้ หากหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานหนึ่งใช้ดุลยพินิจไม่ให้เปิดก็จะไม่สามารถเปิดได้ คำขอเปิดเรียนของโรงเรียนบางแห่งถูกชะลอไว้ตั้งแต่ระดับอำเภอ ไปไม่ถึงการพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เนื่องจากการสื่อสารนโยบายที่ผ่านมาทำให้เจ้าพนักงานกังวลว่าจะถูกลงโทษหากเกิดการระบาดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ 

ประการสุดท้าย คือ กลไกการตัดสินใจผ่านหน่วยงานหลายระดับ ใช้เวลานาน ทำให้มติที่ได้ไม่ทันสถานการณ์ ด้วยกระบวนการปัจจุบัน โรงเรียนจะต้องนำเสนอแผนการเปิดเรียนและต้องผ่านการพิจารณาขั้นตอน เช่น สาธารณสุขอำเภอ ศึกษาธิการจังหวัด ไปจนถึงขั้นสุดท้ายคือ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. แต่ละรอบต้องอาศัยการประชุมเป็นรายสัปดาห์ ทำให้ใช้เวลามากตั้งแต่วันที่ขอเปิดเรียนจนถึงวันที่ได้เปิดจริง ในช่วงเวลานั้น สถานการณ์การระบาดในพื้นที่อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก 

ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้สถานศึกษาทั่วประเทศอยู่ในสภาวะ ปิดง่าย-เปิดยาก” ในขณะที่สถานประกอบหลายประเภทที่มักเป็นต้นตอของการระบาดหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ สถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน ได้รับการผ่อนปรนให้กลับมาเปิดเป็นปกติ และจะถูกสั่งปิดก็ต่อเมื่อมีการระบาดเกิดขึ้น 

ข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่องการ เปิดโรงเรียน : จาก “ปิดง่าย-เปิดยาก” เป็น “เปิดเป็นปกติ-ปิดเมื่อจำเป็น”

เมื่อเด็กไทยกำลังรับศึกสองด้าน ด้านหนึ่งคือโรคระบาด อีกด้านหนึ่งคือการเรียนรู้ที่ถดถอย การตัดสินใจเปิด-ปิดโรงเรียนจึงควรตั้งอยู่บนสมดุลระหว่างการป้องกันการแพร่ระบาดในโรงเรียน กับ การสร้างโอกาสการเรียนรู้แก่นักเรียน 

เงื่อนไขการเปิดโรงเรียนที่เหมาะสมจะต้องไม่ยากเกินไปจนทำให้เปิดไม่ได้เสียเลย และไม่ง่ายเกินไปจนเกิดการระบาดเป็นวงกว้าง กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)และกระทรวงสาธารณสุขควรทบทวนเงื่อนไขการขอเปิดโรงเรียนและมาตรการป้องกันการระบาดในสถานศึกษา ให้มีความเข้มข้นใกล้เคียงกับสถานประกอบการอื่นๆ คงไว้เพียงมาตรการที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเพียงพอ และตัดเงื่อนไขที่อยู่นอกเหนือขอบเขตความรับผิดชอบของสถานศึกษาออก และควรระมัดระวังไม่ให้มาตรการบางอย่างกลายเป็นการกีดกันนักเรียน เช่น การห้ามไม่ให้นักเรียนที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่มีผลตรวจ ATK เข้าเรียน 

หากมีมาตรการใดที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่สถานศึกษาต้องปฏิบัติตาม กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขควรสนับสนุนทรัพยากรให้เพียงพอต่อการปฏิบัติตามมาตรการเหล่านั้น เช่น จัดสรรชุดตรวจ ATK ให้เพียงพอเพื่อมิให้นักเรียนและผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่าย 

คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดควรให้อำนาจสถานศึกษาตัดสินใจตามแผนเผชิญเหตุที่มีการกำหนดไว้ หากจะใช้อำนาจสั่งปิดสถานศึกษา ควรพิจารณาผลดีและผลเสีย โดยใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์และสถิติเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจ ข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้เป็นหลักในการพิจารณาคือ อัตราการระบาดในชุมชนและอัตราการได้รับวัคซีนในชุมชน และควรพิจารณาปิดเป็นรายโรงเรียนไป ควรหลีกเลี่ยงการสั่งปิดโรงเรียนแบบยกหน้ากระดาน เมื่อสถานการณ์ระบาดคลี่คลาย ควรให้โรงเรียนที่ถูกสั่งปิดไปกลับมาเปิดได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด 

ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีมาตรการเข้มข้นเพียงใดก็ไม่อาจจำกัดความเสี่ยงให้เป็นศูนย์ได้ กรอบคิดในการทำงานไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแต่เป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง ผู้กำหนดนโยบายทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัดควรปรับวิธีการสื่อสารสร้างความมั่นใจให้ผู้ปฏิบัติงานว่าจะไม่ถูกลงโทษหากดำเนินการอย่างรัดกุมแล้วแต่ยังมีการระบาดเกิดขึ้น 

การมาถึงของโควิดสายพันธุ์โอไมครอนสะท้อนว่า เราทุกคนอาจจะต้องใช้ชีวิตกับโรคระบาดไปอีกพักใหญ่ แต่ละวันที่โรงเรียนปิดช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบาดในระยะสั้น แต่ส่งผลเสียต่ออนาคตของชาติในระยะยาว เมื่อคลื่นการระบาดครั้งใหม่คลี่คลาย คงถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบายจะปรับวิธีการเปิดโรงเรียนจาก ปิดง่าย-เปิดยาก” ไปสู่ เปิดเป็นปกติ-ปิดเมื่อจำเป็น” เพื่อให้เด็กๆ ของเราอยู่ร่วมกับโรคระบาดอย่างปลอดภัยและต่อสู้กับการเรียนรู้ที่ถดถอยไปพร้อมๆ กัน 

ที่มา ; SALIKA 

 

สรุปสาระสำคัญ 

วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการศึกษาไทย โดยการปิดโรงเรียนยาวนานทำให้เกิด “ภาวะการเรียนรู้ถดถอย” โดยเฉพาะเด็กเล็กที่สูญเสียการเรียนรู้เกือบทั้งหมดเมื่อไม่ได้เรียนออนไซต์ ขณะที่เด็กวัยรุ่นมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อศักยภาพรายได้ในอนาคตของผู้เรียนและเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว แม้มีการเรียนทางเลือก เช่น ออนไลน์ แต่อุปสรรคด้านความเหลื่อมล้ำ เช่น การขาดอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และการดูแลจากผู้ปกครอง ทำให้คุณภาพการเรียนรู้ลดลง

ในทางกลับกัน ประโยชน์ด้านสาธารณสุขจากการปิดโรงเรียนมีจำกัด เนื่องจากเด็กมีความเสี่ยงต่ำและสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในโรงเรียนได้ หากมีมาตรการที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การเปิดโรงเรียนยังเผชิญอุปสรรค เช่น เงื่อนไขที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง และอำนาจการตัดสินใจหลายระดับ ส่งผลให้เกิดภาวะ “ปิดง่าย-เปิดยาก”

ข้อเสนอเชิงนโยบายคือ ควรปรับแนวคิดเป็น “เปิดเป็นปกติ-ปิดเมื่อจำเป็น” โดยลดเงื่อนไขที่เกินจำเป็น สนับสนุนทรัพยากรให้โรงเรียน ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ และกระจายอำนาจให้สถานศึกษาบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยและโอกาสทางการเรียนรู้ของผู้เรียน

ข้อสอบ

ข้อ 1 การปิดโรงเรียนส่งผลกระทบมากที่สุดในด้านใด
ก. งบประมาณรัฐ
ข. การเรียนรู้และพัฒนาการผู้เรียน
ค. เทคโนโลยีการศึกษา
ง. การบริหารโรงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นว่าการเรียนรู้ถดถอย โดยเฉพาะเด็กเล็ก

ข้อ 2 เด็กวัยอนุบาลสูญเสียการเรียนรู้ประมาณเท่าใดเมื่อไม่ได้ไปโรงเรียน
ก. 50%
ข. 75%
ค. 98%
ง. 100%
เฉลย: ค
เหตุผล: ข้อมูลระบุชัดเจน 98%

ข้อ 3 ปัญหาหลักของการเรียนออนไลน์คืออะไร
ก. ครูไม่เพียงพอ
ข. หลักสูตรไม่ทันสมัย
ค. ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง
ง. ขาดนโยบายรัฐ
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้เรียนยากจนเข้าไม่ถึงอุปกรณ์/อินเทอร์เน็ต

ข้อ 4 เหตุใดการปิดโรงเรียนจึงไม่คุ้มค่า
ก. ใช้งบประมาณสูง
ข. เด็กไม่สนใจเรียน
ค. ผลเสียระยะยาวมากกว่าผลดีด้านสุขภาพ
ง. ครูทำงานหนัก
เฉลย: ค
เหตุผล: สุขภาพได้ประโยชน์น้อย แต่เสียโอกาสการเรียนรู้มาก

ข้อ 5 อุปสรรคสำคัญของการเปิดโรงเรียนคืออะไร
ก. นักเรียนไม่ต้องการมาเรียน
ข. เงื่อนไขซับซ้อนและต้นทุนสูง
ค. ไม่มีครู
ง. ไม่มีหลักสูตร
เฉลย: ข
เหตุผล: มาตรการจำนวนมากและมีค่าใช้จ่าย

ข้อ 6 “ปิดง่าย-เปิดยาก” สะท้อนปัญหาใด
ก. การสื่อสารในโรงเรียน
ข. การบริหารงบประมาณ
ค. โครงสร้างการตัดสินใจและนโยบาย
ง. คุณภาพครู
เฉลย: ค
เหตุผล: หลายหน่วยงานและขั้นตอนทำให้เปิดยาก

ข้อ 7 แนวคิดนโยบายที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. ปิดโรงเรียนทั้งหมด
ข. เรียนออนไลน์ถาวร
ค. เปิดเป็นปกติ-ปิดเมื่อจำเป็น
ง. ยกเลิกการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นข้อเสนอหลักของบทความ

ข้อ 8 ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจปิดโรงเรียนควรใช้ข้อมูลใด
ก. ความเห็นผู้ปกครอง
ข. จำนวนครู
ค. อัตราการระบาดและวัคซีน
ง. งบประมาณ
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์

ข้อ 9 แนวทางใดช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ก. เพิ่มการสอบ
ข. แจก ATK และทรัพยากร
ค. ลดเวลาเรียน
ง. เพิ่มการบ้าน
เฉลย: ข
เหตุผล: ลดภาระและเพิ่มโอกาสเข้าถึง

ข้อ 10 บทบาทที่เหมาะสมของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานการณ์นี้คือข้อใด
ก. ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเดียว
ข. หลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด
ค. บริหารจัดการความเสี่ยงและตัดสินใจเชิงข้อมูล
ง. ปิดโรงเรียนทันที
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น “บริหารความเสี่ยง” ไม่ใช่หลีกเลี่ยงทั้งหมด

ความเห็นของผู้ชม