
เมื่อ 11 มกราคม 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าว ร้องเรียนครูวิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด รายหนึ่ง เรียกเก็บเงินจากนักศึกษาเพื่อแลกคะแนนในการประเมินผลการเรียนประจำภาคเรียนที่ 1/ 2566 จำนวน 2 รายวิชา เมื่อวันที่10 มกราคม 2566
นายยศพล กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับรายงาน จากวิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการเบื้องต้นในทันทีตามระเบียบราชการ โดยได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้เป็นไปด้วยความถูกต้องบริสุทธิ์ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตามหนังสือคำสั่ง วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ดที่ 036/2567 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ลงวันที่ 10 มกราคม 2567 และสรุปผลการสืบสวนหาข้อเท็จจริงและรายงานให้ทราบภายใน 7 วัน
นายยศพล กล่าวต่อไปว่า ในส่วนที่ 2 ด้านมาตรการทางการปกครอง ของสถานศึกษา ได้ดำเนินการคือ ยกเลิกการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องของคู่กรณี ซึ่งภาคเรียนนี้ (ภาคเรียนที่ 2/2566) มี 1 รายวิชา และได้หารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น รองผู้อำนวยการ หัวหน้าแผนกวิชา ครูที่ปรึกษาประจำกลุ่ม ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนและมีผลการเรียนต่อเนื่อง รวมถึง สถานศึกษา ได้พูดคุยกับนักศึกษารายดังกล่าว เพื่อรับฟังข้อมูล และหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
“กรณีดังกล่าวได้ กำชับให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ด้วยความเอาใจใส่ โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรมกับทุกฝ่าย และให้สรุปผลการสืบสวนหาข้อเท็จจริงรายงานให้ทราบโดยเร็ว” นายยศพล กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 11 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ผอ.เทคนิค รับ ครูเรียกเก็บเงินแลกเกรดมีจริง เผยจับตามานาน เพิ่งมีหลักฐานชัดเจน ล่าสุดพักการสอนแล้ว
ซึ่งหากไม่ชัดเจนจะก่อให้เกิดความมัวหมอง ซึ่งก็อาจจะเป็นไปตามธรรมชาติซึ่งทุกที่ อาจจะมีคนไม่ดีแฝงตัวอยู่ ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อสถาบัน ซึ่งก็คงต้องดำเนินการตามกฎระเบียบต่อไป ซึ่งตอนนี้ก็ทราบแล้วว่านักศึกษาที่โพสต์ข้อความหมายถึงบุคลากรครูคนใด แต่ขอยังไม่เอ่ยชื่อเพราะเรื่องมันยังไม่ยุติ และไม่ขอให้เผยแพร่ชื่อของเขาสู่สาธารณะชน แม้จะมีหลายคนทราบข้อมูลแล้วรู้ตัวว่าเป็นใครแล้วก็ตาม ส่วนกรณี ว่าจะมีการสั่งพักงานครูคนนี้ หรือไม่นั้น ก็จะใช้ระยะเวลา หรือขอเวลาอีกภายใน 7 วัน โดย จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงให้กระจ่างชัด จึงจะมีการใช้มาตรการเข้าไปดำเนินการ ตามความผิด กับครูคนนี้ซึ่งทำหน้าที่สอนวิชา สัปดาห์ละ 30 ชั่วโมง อยู่ในขณะนี้ ก็จะให้หยุดการสอน ในรายวิชาตามที่นักศึกษา โพสต์เรื่องราวร้องเรียนขึ้นมา โดยสั่งให้หยุด การสอน ในรายวิชาดังกล่าว ไว้ก่อน แล้วให้ครูคนอื่นเข้าไปดูการแทนแล้วในขณะนี้ โดยการตั้งกรรมการสอบ ดังกล่าวมีรองผู้อำนวยการเป็นประธาน เรียกตัวประกอบเมื่อ 2 วันก่อนแล้วยังไม่ได้ข้อยุติ
นายอาคมกล่าวว่า ขอให้คำมั่นสัญญายืนยันว่าการสอบสวนข้อเท็จจริง จะเป็นไปด้วยความตรงไปตรงมาและให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายคือทั้งครูผู้ถูกกล่าวหา และนักศึกษาที่โพสต์ข้อความ พาดพิงถึงการกรณีการเรียกเก็บเงิน ตั้งแต่ 200-400 บาท ในกลุ่มนักเรียน ซึ่งจะต้องใช้ข้อมูลทั้งสองด้านมาประกอบกันพิจารณา แล้วยืนยันว่า จะต้องเกิดความเป็นธรรม ตามข้อเท็จจริงด้วยความเร่งรัด ให้เกิดความรวดเร็วให้ทันจิตกรรมตามที่กำหนด เพื่อที่จะให้ทราบผลเป็นเบื้องต้นก่อน ก่อนที่จะรายงานข้อเท็จจริงไปยังคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และดำเนินการตามฐานความผิดทางวินัย และฐานวินัยวิชาชีพครู ซึ่งตนเองไม่มีอำนาจในการลงโทษ นอกจาก ผู้บังคับบัญชาระดับสูง จะเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น ซึ่งต้องเป็นไประเบียบข้อวินัยซึ่งมีอยู่ 5 ระดับ ตั้งแต่ภาคฑันณ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน จนถึงปลดออก และไล่ออก ซึ่งทุกอย่างเป็นอำนาจของผู้บริหารในส่วนกลาง ซึ่งการปลดออก ยังได้รับบำเหน็จบำนาญ แต่หากรุนแรงถึงขั้นไล่ออกก็จะออกโดยไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ ซึ่งโทษทางวินัยก็อยู่ในขั้นนี้
ส่วนจะเข้าข่ายในขั้นอาญาหรือไม่นั้น ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย และตามข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคนละกรณี ซึ่งสำหรับการสอบสวนนั้น จะสอบสวนทุกฝ่ายทุกคน และทุกส่วนที่พาดพิงไปถึง สิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งครู ทั้งผู้โพสต์ และนักเรียนทั้งกลุ่ม ซึ่งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นคนจะสอบข้อมูลทั้งหมดให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน พอที่จะดำเนินการเอาผิดครับ ผู้ที่กระทำให้เกิดความเสียหายต่อ วิทยาลัยให้ถึงที่สุด เนื่องในเบื้องต้นนี้ต้นไม่อยากจะให้ใช้คำว่าสอบแต่น่าจะเรียกว่ามาสืบสวนเข้าได้จริงก่อน แล้วถ้าเป็นกรณีที่มีมูล แล้วก็จะตั้งกรรมการสอบสวน และครั้งที่ 2 ต่อไป ส่วนหากการสอบสวน นอกจากความผิด ตามฐานความผิดแล้ว หากเข้าข่าย กฎหมายอาญาก็จะให้ดำเนินการตาม ฐานความผิดทางอาญาต่อไป และให้คำมั่นสัญญาว่าเรื่องนี้เราไม่ได้เพิกเฉย กับการกระทำที่เสียภาพพจน์ของสถาบันโดยเด็ดขาด และยืนยันว่าหักนิ้วไหนร้ายก็ตัดนิ้วนั้นทิ้ง แต่ต้องยืนอยู่บรรทัดฐานของความเป็นธรรม ที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
นายอาคม กล่าวว่า จากการที่ตนย้ายมาปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 3 ปี ก็ได้ยินเบาะแสมาก่อนว่า ต้นการตั้งค่าการสอบสวนบางเรื่องบางราว ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนี้อยู่ ซึ่งไม่มีข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนจึงเป็นเพียงการ ว่ากล่าว กล่าวตักเตือน ถึงการปฏิบัติหน้าที่ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่ได้ยินชัดเจนถึงกรณีการเรียกเงินเด็ก ดังเช่นครั้งนี้ ที่ไม่เป็นไปตามกรอบระเบียบข้อบังคับ ของวิทยาลัย แล้วก็ยอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีความซับซ้อน มีความซับซ้อนเคยได้ยินมีการพูดต่อๆกันมา โดยไม่บอกหรือไม่พูดกับตนเองให้ชัดเจน มีเพียงครั้งนี้เท่านั้นที่ชัดเจนว่า เป็นการกระทำที่เป็นฐานความผิดที่ชัดเจน ซึ่งตอนนี้รอผลการสอบสวนที่ชัดเจน ก่อนที่จะมีการดำเนินการ ต่อไปอย่างไรนั้น ก็ต้องรอผลของการพิจารณาตรวจสอบ ได้ข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจน จากการเรียกสอบทุกฝ่ายก่อน จึงจะมีการดำเนินการ ตามระเบียบโดยเด็ดขาดต่อไป
สำหรับเด็กคนที่มา พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับเสียหาย จากการถูกเรียกเงินรวมทั้งสลิปหลักฐานต่างๆ ก็ถือเป็นหลักฐานอย่างดีในการที่จะดำเนินในคดีกับ ผู้ที่กระทำความผิด เป็นไปตามความผิดทั้งภายในอย่างร้ายแรง ซึ่งจะต้องดำเนินการต่อไปด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยยังไม่ฟันธงว่า ผิดหรือไม่ผิด ขอให้รอทุกอย่างที่ตรงกับความเป็นจริงก่อน ซึ่งเมื่อหาก เป็นความผิดชัดเจนแล้ว จะไม่มีการช่วยเหลือกันอย่างแน่นอน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกล่าวในที่สุด
และในเวลาต่อมา (ไฟล์ข่าว ไฟล์ 2) นายธีระยุทธิ์ เดชบุญ เจ้าของโพสต์ฉาสได้ติดต่อมาบอกว่ายินดีโฟนอินจะเปิดโปงข้อเท็จจริงอื้อฉาวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเพื่อนและตนเอง ที่เกิดขึ้นตามโพสต์ของตนเองว่ามีการเรียกเงินแลกเกรดจริง ซึ่งใครไม่จ่ายก็จะไม่ผ่าน โดยทีแรกเรียก 400 บาท และต่อมา ก็ลดลงเหลือ 200 บาท ซึ่งมีเพื่อนหลานคนเสียเงินตามหลักฐานในสลิฟที่ตนเอามาแฉ พร้อมกับกล่าวว่า เหตุดังกล่าวนี้ น่าจะไม่ใช้เพิ่งเกิด แต่ครูคนนี้น่าจะทำมานานกว่า 10 ปี แล้ว เพราะมีคนที่จบไปในรุ่นเก่าๆ อายุมากแล้ว ตนก็เคยได้ยินว่ามีการเสียเงินแลกเกรดแบบนี้ กะครูคนนี้
หลังจากนั้นมา ก็ได้รับการติดต่อจากนายธีรยุทธ เดชบุญ ซึ่งเป็นคนโพสต์ข้อความดังกล่าวทาง Social ได้ติดต่อมาว่า อยากทราบข้อเท็จจริงใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็พร้อมจะเปิดเผยก็จริงว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงสอบกลางภาคพอดี หลังจากสอบเสร็จก็บอกว่าไม่มีใคร สอบผ่าน ถ้าใครอยากผ่านโดยไม่ต้องสอบแก้ ก็ให้จ่ายเงินมา โดยทีแรกก็ จะให้จ่ายคนละ 400 บาท แต่ต่อมาก็เปลี่ยนมา บอกอีกทีว่าให้เสียแค่ 200 บาท แล้วเพื่อนๆก็โอนกันไปแทบทุกคน โดยมีเพียง 2 คนเท่านั้นที่ไม่ได้โอนไป คือผมกับเพื่อน ที่ไม่โอน แต่สุดท้ายก็ได้เกรดเหมือนกัน ซึ่งตนก็แปลกใจที่ไม่ได้เสียเงินแต่ตัวเองก็ผ่านมาได้ได้เกรด 2 ซึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่อยากให้มีเรื่อง จึงทำให้ตนเองและเพื่อนอีกคนที่ไม่เสียเงินก็สามารถสอบผ่านได้เหมือนคนอื่น
ข้อมูล มีคนเสียเงินในลักษณะนี้ นี้ลักษณะแบบนี้ ก็คือ ผม ทราบเอง ในภายหลัง หลังจาก เมื่อวันที่สอบเสร็จ จากพี่คนนึง ทักมาบอกว่า เขาเป็นคนที่โดนเหมือนกัน เมื่อ วันที่ 2 กรกฎาคม จากพี่คนนึงที่เป็นศิษย์เก่า ตอนนี้อายุ 30 ปีแล้ว ซึ่งออกจากโรงเรียนไปแล้วแต่ไม่รู้ว่า การถูกเรียกเงินนั้นเกิดขึ้นนานหรือยัง เพราะคนที่จบไปแล้ว 5 ปีก็โดนเหมือนกัน ส่วนจะโดนเรียกเงินเท่าไหร่นั้นตนเองไม่ทราบ อาจจะไม่มากและไม่น้อย กว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็เป็นได้ ซึ่งหลังจากต้นออกมาแฉก็อยากให้เอาเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และอยากให้ครูแบบนี้หมดไปเสียที และอยากจะฝากผู้ที่มีอำนาจ ทุกคนต้องป้องกันอย่าให้ มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่า หากที่อื่นมีลักษณะเช่นนี้ เห็นผมโพสต์ ก็อาจจะมีการทำตาม เพื่อแชร์ความถูกต้อง ซึ่งรู้แต่ไม่กล้า ให้กล้าออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงของความไม่ชอบมาพากล ในลักษณะ ดังกล่าวนี้อีก และการที่ตนออกมาแฉเรื่องนี้ ก็ไม่ได้กลัวอะไรเพราะถือว่าไม่ได้เป็นการกระทำความผิด แต่เป็นการพูดข้อเท็จจริง ก็ถือว่าเป็นการกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
ความจริงเรื่องนี้ตนต้องการที่จะตีแผ่ไปให้ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคทราบ แต่ปรึกษาอาจารย์คนนึงแล้ว บอกว่าให้อาจารย์เป็นคนพูดดีกว่าถึงจะมีน้ำหนัก แล้วก็มีการส่งหลักฐานเรื่องนี้ให้กับครูคนนึง ที่สอนวิชาสามัญ จึงขอไม่บอกชื่อ ตั้งแต่เดือนกันยายน ซึ่งปัจจุบัน ครูคนนี้ยังสอนอยู่ในวิทยาลัยเทคนิค ส่วนทั้งโรงเรียน
จะมีคนเสียเงินสักกี่คนนั้นตนเองไม่ทราบ แต่เฉพาะในห้องเรียนของตน ก็กว่า 40 คนขึ้นไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าในห้องอื่นจะมีคนเสียไหม แต่ทุกคนก็เสียเงิน ซึ่งแต่เดิมที เรียกเงิน 400 บาท ต่อคน แต่ต่อมาลดให้เหลือ 200 บาท ส่วนสาเหตุที่ตนเรียกออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เอง เนื่องจากส่งเรื่องดังกล่าวให้ครูคนนึง ไม่บอกผอเรื่องนี้ แต่พอส่งเรื่องไปแล้ว กลับเงียบไป ตนจึงออกมาจัดการเรื่องนี้เอง เพราะไม่มีความเคลื่อนไหวหลังจากบอกครูคนหนึ่งไป และคิดว่าคงไม่มีใครสนใจ ที่จะ แฉเรื่องนี้ จึงออกมาโพสต์เรื่องนี้ พร้อมกับนำหลักฐานทุกอย่างที่ตนมีอยู่ออกมาโพสต์ ด้วยตนเอง ทางโซเชียล และการกระทำดังกล่าวยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งไม่มีความผิดพ้องมองใจอะไรกับครูคนที่เลือกรับเงินดังกล่าว แต่อย่างใด และไม่ขอเปิดเผย ข้อมูลทั้งหมด ของครูคนดังกล่าว แต่กลับบอกว่า ครูที่ชื่อสุรพลนั่นแหละ เป็นคนดำเนินการ ซึ่งข้อมูลที่ตนมี ก็มีการกระทำเช่นนี้กับนักเรียนทั้งสิ้น ประมาณ 40 คน ซึ่งอยากจะเปิดเผยเรื่องนี้นานแล้วแต่ก็เกรงว่าถ้าพูดก่อนหน้านั้น ตนเองและเพื่อนอาจจะไม่ได้มาฝึกงาน ที่กรุงเทพฯ และการที่ตนเองมาพูดเรื่องนี้ที่กรุงเทพฯเนื่องจากอยากให้ความถูกต้องเกิดขึ้น ในสถานศึกษา เท่านั้นเอง
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 11 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
น.ศ.สุดทน ครูอ้างสอบตกยกห้อง เรียกเงินแลกให้ผ่านเลย ไม่ต้องซ่อม แจ้งผอ.แล้วไม่คืบ
โดยเจ้าของโพสต์เล่าไว้ว่า “เขาเป็นครูที่สอนดีคนหนึ่งเลย เนื้อหาเป๊ะความรู้แน่นสอนเข้าใจดีตามปกติ พอถึงสัปดาห์สอบน่าจะประมาณ สัปดาห์ที่ 8 (เขาสอนสองวิชา) พอสัปดาห์ที่ 9 มาบอกว่าได้ 0 ทั้งห้อง พอผมขอดูกระดาษคำตอบผมที่ตรวจแล้ว (3 ข้อ 30 คะแนน ผมมั่นใจแค่ 2) ใบกรอกคะแนนก็ไม่ให้ดู ผมเลยปล่อยผ่านไป
หลังจากบอกไม่มีใครผ่าน ตอนแรกจะให้จ่ายคนละ 400 บาท ต่อมาค่อยคุยกับหัวหน้าบอกให้จ่ายคนละ 200 บาท เพื่อนน่าจะจ่ายกันทุกคน กลัวจะมีปัญหา แล้วก็ไม่สอนเลยเช็กชื่อแล้วปล่อย จนถึงสัปดาห์ที่ 17 ก่อนปิดเทอม เขาให้แต่ละคนไปตอบว่าสัญลักษณ์นี้ชื่ออะไรมีสูตรยังไง ผมตอบได้แค่ตัวเดียว เขาบอกไม่ผ่านเขียนเกรด 1 ให้ รอสอบแก้ (แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร) เพื่อนคนอื่นตอบได้ตัวเดียวเหมือนกันและก็ตอบไม่ได้เลย แต่เขาเขียนให้วันนั้นเลย 3-4 เพราะว่าจ่ายตังค์เรียบร้อย
พอเดือนกันยายนก่อนที่ผมจะออกไปฝึกงาน ผมเลยทักหาอาจารย์คนหนึ่งที่ทำงานด้วยขอไลน์ ผอ.แต่เขาบอกให้ครูพูดกับหัวหน้าครู ให้เขาไปคุยให้จะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่า ผมก็เลยส่งหลักฐานไปให้ทั้งหมดแล้วก็รอ ไม่รู้ ผอ.ทราบแล้วเขาไม่ได้สนใจหรือว่าแค่ช่วงนั้นกำลังหาผ้าป่าเข้าโรงเรียนเลยไม่ได้ทำอะไร (แก้ไขนะครับ ผอ.รู้เรื่องนานแล้วและได้ตักเตือนเขาไปแล้ว แต่ไม่รู้เตือนรอบที่เท่าไหร่แล้วนะครับ) แต่สรุปก็ไม่ได้อะไร เขาบอกอาจารย์คนนี้มีพฤติกรรมแบบนี้มานานเเล้ว เคยโดนเตือนมาหลายรอบแต่ก็ยังทำแบบเดิม
“ผมไม่ได้หวังอะไรแค่อยากให้ที่ที่ผมศึกษาอยู่มันดีกว่านี้ มีบุคลากรที่ดีกว่านี้ ผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ผลิตคนแบบเขาออกไปสู่สังคม ผมไม่ใช่คนดีขนาดนั้นแค่ไม่ชอบอะไรแบบนี้ที่สุดเลยครับ” เจ้าของโพสต์ทิ้งท้าย และเผยภาพหลักฐานเป็นใบเสร็จโอนเงินถึงครูคนดังกล่าว จำนวน 200 บาท 400 บาท เพราะบางคนรวมกับเพื่อนจ่าย
ทั้งนี้ ยังมีแชตที่อ้างว่าเป็นของครูคนดังกล่าว ย้ำกับคนที่ส่งสลิปโอนเงินว่า “อย่าโพสต์นะ” ก่อนจะยกเลิกข้อความที่คุยเกี่ยวกับโปรโมชั่นจ่ายจบแลกสอบผ่านไปด้วย
ภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้ว่าตัวเป็นศิษย์เก่าของสถาบันเดียวกันนี้ เผยว่าสมัยเรียนก็เจอเหมือนกัน และส่วนใหญ่ต่างชื่นชมเจ้าของโพสต์ที่กล้าออกมาพูดความจริง เพื่อให้การศึกษาพัฒนาขึ้น
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 10 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ไม่มีแผ่ว! เพจดังแฉครูพละที่โคราชเรียกเก็บเงินเด็ก 200 เป็นค่าแก้ติด ‘0’ – ‘ร’
ล่าสุดช่วงเย็นวันที่ 16 มีนาคม เกิดกรณีอื้อฉาวใหม่ เพจอีซ้อขยี้ข่าว ได้รับการร้องเรียนจากนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.นครราชสีมา ว่าได้ไปแก้เกรดติด “ร” กับครูผู้ชายประจำวิชาพลศึกษา แต่ต้องจ่ายเงิน 200 บาท เพื่อเป็นค่าลงในระบบ
โดยต้องโอนเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของครู ถ้าเกิดไม่มี หรือหาไม่ได้ก็ไปยืมเงินเพื่อนมา ไม่อย่างนั้นจะไม่ลงในระบบให้ และก็จะไม่ให้จบ พร้อมเปิดเผยแชตข้อความที่คุยกับครู และมีการส่งสลิปโอนเงิน จำนวน 200 บาทไปให้กับครูด้วย
ต่อมาครูพละคนดังกล่าวได้ส่งข้อความเข้ามาชี้แจงกับเพจว่า “ผมเป็นเจ้าของแชต เป็นการสื่อสารเข้าใจผิดครับ คือ ผมให้เด็กโอนเพื่อที่จะซื้อของมาให้เด็กติด 0 ร คือ การลงระบบแก้ ได้ดำเนินการแก้ลงระบบไปแล้วครับ เด็กอาจจะสื่อสารผิดกับทางผู้ปกครองครับ ต้องขอโทษจริงๆ ครับ”
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มีนาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
หากผิดจริงไล่ออก! แฉพฤติกรรมครูพละ เรียกเงินเด็กยกห้อง ผงะ 10 ปีก่อนก็มีเรื่องชู้สาว
คืบหน้าครูพละเรียกเก็บเงินแก้ติด ร นักเรียนชาย ม.3 แฉอีกชอบแทะโลมนักเรียนสาวประจำ ด้านผู้ปกครองจี้ต้นสังกัดไล่ออก ขณะที่เทศบาลโคราช ลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริงครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ยันรู้ผลใน 3 วัน หากพบครูผิดจริงไล่ออกทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีเพจอีซ้อขยี้ข่าว ได้โพสต์แฉเรื่องราวครูพละชายรายหนึ่ง โรงเรียนในสังกัดของเทศบาลนครนครราชสีมา มีพฤติกรรมเรียกเก็บเงินค่าแก้เกรดติด “ร” จากนักเรียนชั้น ม.3 คนละ 200 บาท โอนเข้าบัญชีธนาคารตัวเอง ทั้งที่ทางผู้บริหารโรงเรียน และผู้บริหารเทศบาลนครนครราชสีมา ไม่มีนโยบายเรียกรับเงินลักษณะนี้ นอกจากนี้เพจอีซ้อขยี้ข่าว ยังได้แฉต่อเนื่องว่า ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ โรงเรียนแห่งนี้ เตรียมที่จะแฉพฤติกรรมของครูพละรายนี้ ซึ่งมีทั้งเรื่องของเรียกเก็บเงิน และพฤติกรรมนัดนักเรียนหญิงไปมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารของชาวโซเชียลอย่างกว้างขวางขณะนี้
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 มีนาคม นายชัชวาล วงศ์จร รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ซึ่งรับผิดชอบด้านการศึกษาโรงเรียนในสังกัดของเทศบาลนครนครราชสีมา ทั้ง 6 แห่ง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ลงพื้นที่ไปที่โรงเรียนต้นเรื่อง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนยมราช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีผู้อำนวยการสำนักการศึกษาเทศบาลนครนครราชสีมา, ผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว และเจ้าหน้าที่สำนักการศึกษาฯ ร่วมเดินทางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในครั้งนี้ด้วย โดยได้มีการสอบถามเรื่องราวต่างๆ กับผู้อำนวยการโรงเรียน, ครู, ผู้ปกครองที่ร้องเรียน และนักเรียนที่ถูกเรียกเก็บเงิน เพื่อประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนครูพละชายที่ถูกร้องเรียน ขณะนี้ทางเทศบาลนครนครราชสีมา ได้มีคำสั่งย้ายให้ไปอยู่ในสำนักการศึกษาเทศบาลนครนครราชสีมาเป็นการชั่วคราวก่อน เพื่อให้สะดวกต่อการตรวจสอบ ซึ่งวันนี้ไม่พบว่าครูพละคนดังกล่าวเดินทางมาที่โรงเรียนแต่อย่างใด
นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.3 หนึ่งในนักเรียนที่ถูกเรียกเก็บเงินค่าแก้เกรดติด “ร” บอกว่า พฤติกรรมของครูพละชายคนนี้ มักจะชอบสั่งงานให้นักเรียนไปทำหลายอย่าง แล้วหลังจากนั้นเมื่อถึงเวลาส่งงาน ก็มักจะมีข้ออ้างว่าป่วย หรือติดธุระต่างๆ เพื่อยื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาขีดเส้นตาย ก็จะชอบเร่งให้นักเรียนไปแก้งานอีก ทำให้นักเรียนหลายคนส่งงานไม่ทันกำหนด แล้วติด “ร” กันเป็นจำนวนมาก
หลังจากนั้นก็จะมีข้อเสนอให้โอนเงินไปให้ เพื่อที่จะแก้ติด “ร” ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ ที่ไม่อยากมีปัญหา ก็จะโอนเงินไปให้เพื่อให้เรื่องจบๆ ไป เพราะไม่อยากให้ผลการเรียนเสียหาย อย่างเช่นล่าสุด เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ในห้องของตนก็ถูกครูคนนี้ให้โอนเงินให้ จำนวน 6 คน คนละ 200 บาท ซึ่งบางคนก็จ่ายเป็นเงินสด นักเรียนบางคนที่ไม่มีเงินในบัญชีธนาคาร ก็ต้องไปยืมเพื่อนให้ช่วยโอนเงินไปให้ครูก่อน เพื่อให้เรื่องจบๆ กันไป ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ครูคนนี้ก็เรียกเก็บเงินนักเรียนในห้องของตนเองทุกคนซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 36 คน คนละ 30 บาท โดยไม่รู้ว่าเป็นเงินค่าอะไร บอกแต่เพียงว่าจะนำไปซื้ออุปกรณ์การเรียนเพิ่มเท่านั้น แต่ด้วยความที่นักเรียนไม่อยากมีปัญหาก็โอนไปให้กันเกือบทั้งห้อง 33 คน เหลือ 3 คนที่ไม่โอนเงินให้
ส่วนเรื่องพฤติกรรมชู้สาว ตนได้เห็นกับตาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเพื่อนนักเรียนหญิงกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะม้านั่ง แล้วจับกระโปรงขึ้นมารวบไว้ จนถึงขาอ่อน เมื่อครูคนดังกล่าวเห็นก็เดินไปนั่งข้างๆ จ้องมองเล่นหน้าเล่นตาเหมือนคนหื่นกาม พร้อมกับบอกว่าครูดูอยู่นะ เพื่อนนักเรียนหญิงจึงหยิบโทรศัพท์มากะว่าจะแอบถ่ายพฤติกรรมลามกอนาจารของครูคนนี้ไว้ แต่เขารู้ตัวทัน จึงถ่ายไว้ไม่ทัน ซึ่งพฤติกรรมเชิงชู้สาวของครูคนนี้เป็นที่รู้กันทั่วทั้งโรงเรียน แต่ไม่มีใครทำอะไรได้เลย
ด้านนางสาวจิตติมา นัฏฐนิชาโชติกา อายุ 46 ปี ผู้ปกครองของนักเรียนที่ถูกเรียกเก็บเงินค่าแก้ติด “ร” กล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องนี้จากหลานชาย ที่เรียนอยู่ชั้น ม.3 ในโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งพบว่าครูพละคนดังกล่าวเรียกเก็บเงินค่าแก้ติด “ร” จำนวน 200 บาท แต่หลานไม่มีเงินให้ จึงได้ไปยืมเงินเพื่อนให้โอนไปก่อน หลังจากนั้นจึงไปสอบถามที่ครูประจำชั้น เพื่อขอคำชี้แจงเรื่องเงินค่าแก้ติด “ร” ซึ่งได้รับการยืนยันจากครูประจำชั้นว่า ที่โรงเรียนไม่มีนโยบายในการเรียกเก็บเงินลักษณะนี้ ดังนั้นตนเองจึงรู้สึกไม่สบายใจ ที่ครูพละทำเช่นนี้เพื่ออะไร และเงินที่เรียกเก็บกับเด็กนักเรียนเป็นเงินค่าอะไรกันแน่ จึงได้นำเรื่องราวไปโพสต์ลงในโซเชียล จนกระทั่งกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
นางสาวจิตติมากล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่ครูคนดังกล่าวรู้เรื่องจึงได้แจ้งนักเรียนว่าเป็นการสื่อสารเข้าใจผิดกัน โดยอ้างว่าเป็นการเก็บเงินมาเพื่อทำสกอร์บอร์ด และรีบโอนเงินคืนให้นักเรียนทุกคน พร้อมกับบอกนักเรียนว่าให้ช่วยแก้ข่าวให้ด้วย ว่าเป็นการสื่อสารเข้าใจผิดกัน ซึ่งตนไม่อยากให้ครูมีการเรียกเก็บเงินแบบหมกเม็ดเช่นนี้ จึงอยากให้ทางหน่วยงานต้นสังกัดเร่งทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่นี่ รู้สึกสบายใจมากขึ้น ส่วนเรื่องพฤติกรรมเกี่ยวกับเชิงชู้สาวกับนักเรียนหญิงนั้น ตนก็เพิ่งจะทราบจากการแฉของเพจอีซ้อขยี้ข่าว ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็อยากให้ครูคนนี้ออกไปเสีย จะได้ตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
ด้านนายชัชวาล วงศ์จร รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ดูแลด้านการศึกษาของโรงเรียนในสังกัด ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ กล่าวว่า ภายหลังจากที่ทราบเรื่องนี้ ก็ได้มีคำสั่งให้ครูพละคนดังกล่าวย้ายออกจากโรงเรียน ไปอยู่ที่สำนักการศึกษาเทศบาลนครนครราชสีมาทันที ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา และได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทันที โดยมีตนเป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งวันนี้จะมาสอบถามข้อมูลจากหลายฝ่าย เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน, ครูประจำชั้น, ผู้ปกครอง และนักเรียนที่ถูกเรียกเก็บเงิน เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานต่างๆ มาประกอบการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตนเองมองเรื่องของภาพความเสียหายไว้ก่อน ตามที่ผู้ปกครองและนักเรียนร้องเรียนมา
นายชัชวาลกล่าวต่อว่า ส่วนครูผู้ถูกกล่าวหาจะมีข้อแก้ตัวอย่างไร ก็ต้องว่ากันตามข้อมูลหลักฐานที่มี แต่จะเร่งสอบข้อเท็จริงและสรุปให้ได้โดยเร็วที่สุด ภายใน 2-3 วันนี้ จะไม่มีการยืดเยื้อแน่นอน และขอยืนยันว่าทางเทศบาลนครนครราชสีมา จะไม่มีการช่วยเหลือคนผิดแน่นอน ผิดก็ว่าไปตามผิด และพร้อมที่จะดำเนินการเอาผิดตามระเบียบให้ถึงที่สุด เบื้องต้นจากการสอบถามผู้อำนวยการโรงเรียน บอกว่าครูพละคนดังกล่าวยอมรับว่าเรียกรับเงินจากนักเรียนจริงๆ แต่อ้างว่าเป็นการเรียกเก็บเงินเพื่อมาซื้ออุปกรณ์สำหรับทำสื่อการเรียนการสอน ถึงอย่างไรก็ตามตนเองก็จะต้องไปตรวจสอบว่ากรณีนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มหรือไม่ เพราะถ้าจะเรียกเก็บเงินก็ต้องมีการแจ้งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทราบ และรายงานมาที่ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาฯ แล้วส่งเรื่องต่อมาให้ตนเองทราบก่อน แต่กรณีนี้ตนเองไม่ทราบเรื่อง แสดงว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่นอน
“การเรียกเก็บเงินค่าเรียนนั้น ทางโรงเรียนไม่มีการเรียกเก็บเพิ่มจากค่าเทอมปกติ แต่เนื่องจากว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนเป็นห้อง EP ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้น ม.3 ซึ่งจะมีครูประจำชั้น ชั้นละ 2 คน เป็นครูชาวไทย 1 คน และครูชาวต่างชาติ 1 คน และทุกห้องเรียนติดแอร์ทั้งหมด โดยมีความโดดเด่นด้านภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ดังนั้นจึงมีการเก็บค่าเทอม เพื่อนำเงินค่าเทอมไปเป็นค่าจ้างครูชาวต่างชาติ และค่าอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มีมาตรฐานระดับสากล ดังนั้นจึงอาจจะมีการแจ้งให้ผู้ปกครองทราบว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่งบประมาณส่วนใหญ่จะเป็นของเทศบาลฯ ที่มีการทุ่มงบมาให้โรงเรียนแห่งนี้ปีละ 6-7 ล้านบาท จึงไม่ได้รบกวนผู้ปกครองมากนัก ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองด้วยดีมาโดยตลอด”
“ส่วนกรณีของข้อร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมเชิงชู้สาวของครูพละคนดังกล่าว ตนได้สอบถามครูหลายคน ก็ได้รับทราบว่าเป็นพฤติกรรมจากโรงเรียนเก่า ที่ครูคนนี้เคยทำไว้เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามตนก็มองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี ส่วนพฤติกรรมในปัจจุบันก็ต้องตรวจสอบอีกครั้ง ถ้าพบว่ามาทำพฤติกรรมลักษณะนี้ในโรงเรียนนี้อีก ก็เอาไว้ไม่ได้แน่นอน ต้องมีการลงโทษสถานหนัก ไม่มีข้อยกเว้นแน่นอน” นายชัชวาลกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 18 มีนาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
สั่งย้ายแล้ว ครูพละให้ น.ร.จ่ายเงินแก้เกรด เพจดังแฉต่อ ชวนเด็กเปิดห้องนอน แลกให้ผ่าน
อีซ้อขยี้ข่าว เผยแชตไลน์เป็นสลิปการโอนเงินของนักเรียนชายชั้น ม.3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จำนวน 200 บาท ให้กับครูชายรายหนึ่ง พร้อมระบุข้อความว่า “นักเรียนคนนึงเล่าว่าได้ไปแก้เกรดติด ‘ร’ มาเรียบร้อย แต่ต้องจ่ายเงิน 200 บาทเพื่อเป็นค่าลงในระบบ โดยต้องโอนเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของครู ถ้าเกิดไม่มี หรือหาไม่ได้ก็ไปยืมเงินเพื่อนมาไม่อย่างนั้นจะไม่ลงในระบบให้และก็จะไม่ให้จบ…(นครราชสีมา)” ต่อมามีการชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการสื่อสารเข้าใจผิดกัน กำลังโอนเงินคืนให้นักเรียนทุกคนแล้วนั้น
ต่อมา เพจอีซ้อขยี้ข่าว ยังแฉวีรกรรมครูคนดังกล่าวต่อเนื่อง โดยโพสต์ภาพแชตไลน์ พร้อมระบุว่า “แก้ผ้าก่อนแก้เกรด…ผุดอีกวีรกรรมครูพละคนเดิมที่ให้นักเรียนจ่ายเงิน 200 แก้เกรด แต่ครั้งนี้ถ้าอยากผ่านต้องเปิดห้องแล้วไปนอนกับครู…นครราชสีมา (มีข้อมูลต่อในคอมเมนต์)”
นอกจากนี้ ยังโพสต์รูปครูคนดังกล่าวแล้วระบุเพิ่มเติมว่า “เดี๋ยวศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่จะออกมาคอนเฟิร์มวีรกรรมของครูพละรายนี้ ทั้งเรื่องไถเงินเด็กนักเรียนคนละ 20 จ่ายเงินแก้เกรด นัดเด็กไปฟัน ฯลฯ และเรื่องราวฉาวๆ อีกมากมาย…”
ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม มีรายงานว่า นายชัชวาล วงศ์จร รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ที่ดูแลสถานศึกษาในสังกัดของเทศบาลนครนครราชสีมา มีคำสั่งย้ายครูพละรายนี้ออกมาอยู่ที่กองการศึกษาเทศบาลนครนครราชสีมา พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยนายชัชวาลจะเป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง พร้อมกับลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนดังกล่าวช่วงเวลา 11.00 น. วันนี้ (18 มี.ค.)
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 18 มีนาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ภาค 3 ลงพื้นที่ตรวจสอบครูพละเรียกเก็บเงินแก้ ‘ร’ ผู้ปกครองหวั่นน.ร.ไม่ปลอดภัย
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีเพจอีซ้อขยี้ข่าว ได้โพสต์แฉเรื่องราวครูพละชายรายหนึ่ง โรงเรียนในสังกัดของเทศบาลนครนครราชสีมา มีพฤติกรรมเรียกเก็บเงินค่าแก้เกรดติด “ร” จากนักเรียนชั้น ม.3 คนละ 200 บาท โอนเข้าบัญชีธนาคารตัวเอง ทั้งที่ทางผู้บริหารโรงเรียน และผู้บริหารเทศบาลนครนครราชสีมา ไม่มีนโยบายเรียกรับเงินลักษณะนี้ นอกจากนี้เพจอีซ้อขยี้ข่าว ยังได้แฉต่อเนื่องว่า ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ โรงเรียนแห่งนี้ เตรียมที่จะแฉพฤติกรรมของครูพละรายนี้ ซึ่งมีทั้งเรื่องของเรียกเก็บเงิน และพฤติกรรมนัดนักเรียนหญิงไปมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลอย่างกว้างขวาง ก่อนที่เมื่อวานนี้ (18 มี.ค.) ทางนายชัชวาล วงศ์จร รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ซึ่งดูแลสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลฯ จะสั่งย้ายครูพละคนดังกล่าว ไปช่วยราชการที่สำนักการศึกษาเทศบาลฯ และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด วันนี้ (19 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนางสาวหญิงจิตติมา นัฏฐนิชาโชติกา อายุ 46 ปี ผู้ปกครองของนักเรียนที่ถูกครูพละเรียกเก็บเงินค่าแก้ติด ร ซึ่งได้รับการเปิดเผยว่า ตั้งแต่ตนเองนำเรื่องนี้ไปแชร์ในโลกโซเชียล ก็ไม่นึกว่าจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพียงแต่ต้องการให้ทางโรงเรียนได้ตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการเรียกเก็บเงินเข้ากระเป๋าส่วนตัวครูคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่หลังจากเป็นข่าวไปแล้ว ตอนนี้ก็รู้สึกหวาดระแวงในความปลอดภัย ของหลานชาย และเพื่อนนักเรียนที่ถูกเรียกเก็บเงิน เพราะทางโรงเรียนยังไม่ได้มาพูดคุยถึงเรื่องนี้ และตำรวจก็ยังไม่ได้แจ้งความข้อหาใดๆ กับครูคนดังกล่าวเลย เนื่องจากอยู่ในช่วงการตรวจสอบข้อเท็จจริง ระหว่างนี้จึงอยากให้ทางโรงเรียนช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัย และช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียนเหล่านั้นด้วย
ขณะเดียวกัน นายยศกร ศรีคลัง รักษาผู้อำนวยการกลุ่มประสานการป้องกันการทุจริต 3 ป.ป.ช.ภาค 3 เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ (18 มี.ค.) ตนเองได้รับมอบหมายจากนายรัฐวุฒิ ขมประเสริฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 3 ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ตนเองพร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 3 จึงได้ลงพื้นที่ไปโรงเรียนดังกล่าว โดยผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ให้ข้อมูลว่าขณะนี้ทางโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้แจ้งเรื่องไปยังต้นสังกัดเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง คาดว่า 15 วันรู้ผล
นอกจากนี้สำนักงาน ป.ป.ช. โคราช และสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 3 ยังได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากต้นสังกัด คือสำนักการศึกษาเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลโรงเรียนดังกล่าว โดยนางปุณยวีร์ พิศนอก ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา เทศบาลนครนครราชสีมา ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ทางเทศบาลนครนครราชสีมา กำลังเสนอรายชื่อให้กับกองการเจ้าหน้าที่เพื่อมีคำสั่งตั้งแต่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตามบทบาท อำนาจหน้าที่ และต้นสังกัดได้มีคำสั่งให้คุณครูคนดังกล่าวช่วยราชการ ที่สำนักการศึกษา เทศบาลนครนครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป จนกว่าคณะกรรมการสอบข้อเท็จของเทศบาลนครนครราชสีมาจะดำเนินการแล้วเสร็จ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา และสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 3 จะติดตามผลการดำเนินงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคุณครูคนดังกล่าว ว่ามีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาหรือไม่ และจะได้ดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต่อไป
ป.ป.ช.ภาค 3 ลงพื้นที่ตรวจสอบครูพละเรียกเก็บเงินแก้ ‘ร’ ผู้ปกครองหวั่นน.ร.ไม่ปลอดภัย วอนร.ร.ดูแลเยียวยาจิตใจพร้อมหาทางป้องกัน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มีนาคม 256