
ในขณะที่โลกวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดนิ่ง กลยุทธ์ในการศึกษาและการเรียนรู้จึงต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ทันกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของ Covid-19 เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในหลายภาคส่วนซึ่งรวมถึงภาคการศึกษาด้วย แนวโน้มการศึกษาจึงมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้การศึกษามีหลากหลายรูปแบบและเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับทุกคน เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2024 จึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างครอบคลุมในด้านการศึกษา จากการวิเคราะห์ของสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษานี่คือแนวโน้มด้านการศึกษา

15 รูปแบบที่จะเกิดขึ้นในปี 2024
1. Gamification
Gamification ยังคงเป็นแนวทางการศึกษาที่มีอิทธิพลซึ่งจูงใจนักเรียนโดยเป็นวิธีการสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆอย่างสนุกสนาน ท้าทาย โดยการใช้องค์ประกอบต่าง ๆ ของเกม ได้แก่ การตั้งเป้าหมายให้เกิดความสนุกและเกิดความท้าทาย เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วจึงเกิดการให้รางวัล ทำให้เกิดการแข่งขันในผู้เล่น(ผู้เรียน) และมีผลป้อนกลับ (Feedback) และเพื่อใช้ในการจัดลำดับ มาปรับใช้กับการเรียนการสอนเพื่อกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเรียนในรูปแบบ Active Learning ซึ่งเป็นการสอนเชิงรุก
2. Immersive Reality: AR, VR, และ Mixed Reality
Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) เป็นเทคโนโลยีที่สมจริง
ที่เกิดขึ้นใหม่ มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การสอนและการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญ สภาพแวดล้อมจำลองเปิดโอกาสให้นักเรียนสำรวจสถานการณ์จริงหรือตามจินตนาการ ช่วยเพิ่มความเข้าใจและการมีส่วนร่วม
ในการศึกษาเรื่องนั้นๆ
3. Microlearning
เป็นการเรียนรู้ในระยะเวลาสั้นๆ เน้นเนื้อหาที่กระชับและตรงประเด็น เพื่อช่วยพัฒนาความรู้และทักษะ
ในเรื่องหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ ทำให้ผู้เรียนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตหรือการทำงานจริงได้ รวมถึงทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ สร้างแนวความคิดใหม่ เพื่อต่อยอดความรู้เดิมที่มีอยู่
4. AI and Human Synergy
การผสมผสานระหว่างข้อมูลของครูและปัญญาประดิษฐ์ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน ศักยภาพของ AI มีตั้งแต่การให้คะแนนนักเรียนที่มีประสิทธิภาพไปจนถึงการสร้างแบบฝึกหัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่กำหนดเป้าหมาย สร้างทักษะที่ต้องการให้นักเรียนได้รับในการฝึกอบรมได้โดยตรง เสริมสร้างการเรียนรู้ส่วนบุคคล โดยมีจุดมุ่งเน้น AI ให้มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์
การใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ในด้านการศึกษา เป็นการสร้างระบบฐานข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาด้านต่างๆ ตั้งแต่ข้อมูลนักเรียน ข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้อมูลโรงเรียน ข้อมูลงบประมาณ ข้อมูลสิ่งก่อสร้าง ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ เพื่อวางแผนพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน และปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน เป็นโปรแกรมที่ปรับแต่งสำหรับนักเรียนแต่ละคน และช่วยให้ครูวิเคราะห์พฤติกรรมของนักเรียนได้แม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถนำไปสู่การปรับปรุงกลยุทธ์การสอนและเส้นทางการเรียนรู้แบบรายบุคคล
6. Evolving K-12 Digital Education
ระบบการศึกษาระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา (K-12) สามารถเรียนทางออนไลน์ผ่านโรงเรียนและโปรแกรมเสมือนจริง การศึกษาระดับ K-12 แบบออนไลน์และ e-Learning กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากช่วยให้ครอบครัวและนักเรียนมีความยืดหยุ่นในการศึกษาของตนเองได้มากขึ้น
7. Blockchain in Education
เทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องความปลอดภัยและความโปร่งใส ยังคงมีการนำบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ในการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลนักเรียนและครู และสามารถจัดการการเข้าชั้นเรียน หลักสูตร การให้เกรด งานที่ได้รับมอบหมาย และอื่นๆ ได้ ซึ่งกลไกการทำธุรกรรมแบบเพียร์ทูเพียร์ของ Blockchain ยังเน้นถึงการเป็นเจ้าของข้อมูลของนักเรียนอีกด้วย
8. Personalized Learning
ในปี 2024 จะได้เห็นการปรับปรุงกลยุทธ์การเรียนรู้ส่วนบุคคล โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับแต่งการเรียนรู้ตามจุดแข็ง ความต้องการ ทักษะ และความสนใจของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งตระหนักว่าเด็กทุกคนมีสไตล์การเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน
9. STEAM-based Programs
หลักสูตรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ (STEAM) ยังคงได้รับแรงผลักดันอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบูรณาการสาขาวิชาเหล่านี้ นักเรียนจะได้รับการส่งเสริมให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ ทำงานร่วมกัน และประยุกต์ใช้ข้อมูลในสถานการณ์จริง
10. Subscription-Based Model for Learning
แพลตฟอร์มการศึกษาที่ใช้โมเดล Subscription-based เป็นการเปิดให้ผู้เรียนได้สมัครรายเดือนหรือรายปี และเรียนกี่วิชาก็ได้ภายในระยะเวลาที่เป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งต่างจากการเรียนออนไลน์แบบเดิมที่ผู้เรียนต้องเลือกชำระเงินเรียนทีละรายวิชาและต้องเรียนให้จบเพื่อรับใบประกาศนียบัตร การเรียนรู้แบบ Subscription-based จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลองเรียนหลายๆ วิชา และเข้าถึงเนื้อหาสื่อการเรียนรู้ของคอร์สหรือหลักสูตรได้ทั้งหมด และผู้เรียนมีสิทธิ์ที่จะสามารถเปลี่ยนไปเรียนคอร์สอื่นกลางคันหรือข้ามไปยังบทเรียนอื่นได้ ซึ่งถือว่าผู้เรียนมีความยืดหยุ่นและตัวเลือกในการเรียนมากขึ้นกว่าเดิม
11. Holistic Learning
การมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้แบบองค์รวมที่เน้นกระบวนการเรียนรู้แบบครบทุกมิติ ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์โดยธรรมชาติ ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดของการเรียนแบบองค์รวมคือ การที่ผู้เรียนรู้จักการใช้วิชามาเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์กับการใช้ชีวิต ประกอบด้วย Head คือ การพัฒนาความรู้ที่จำเป็น (Core Knowledge)
Heart คือ การพัฒนาคุณค่าภายใน (Core Value) และ Hand คือ การพัฒนาทักษะที่สำคัญ (Core Skill)
12. Hybrid Learning
เป็นโมเดลการเรียนรู้แบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการเรียนรู้แบบตัวต่อตัวและแบบออนไลน์ คาดว่าจะยังคงอยู่ต่อไปภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โมเดลนี้นำเสนอระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นซึ่งรองรับทั้งนักเรียนทางไกลและนักเรียนด้วยตนเองไปพร้อมๆ กัน
13. Education and Entrepreneurship Mindset
การบูรณาการความเป็นผู้ประกอบการเข้ากับการศึกษา โดยส่งเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการ เช่น การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้นำ และการสื่อสาร หลักสูตรนี้ส่งเสริมกรอบความคิดของผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับตลาดงานในอนาคต
14. Mobile Learning
การเรียนรู้แบบเคลื่อนที่ (mobile learning) เป็นการจัดการเรียนการสอน หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่นำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมการเรียน การสอนผ่านเทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สายและเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่และทุกเวลา
15. Social-emotional Learning (SEL)
Social and Emotional Learning หรือ SEL กระบวนการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม ที่ผู้เรียนจะได้ฝึกทำความเข้าใจและจัดการอารมณ์ของตนเอง เรียนรู้ที่จะเอาใจใส่ ทำความเข้าใจความรู้สึกของเพื่อน ๆ พัฒนาความสัมพันธ์เชิงบวกกับบุคคลใกล้ชิด ผู้เรียนได้ฝึกการตัดสินใจด้วยตัวเอง รับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ของตัวเองได้ SEL ยังคงได้รับความสนใจในภาคการศึกษา ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความสัมพันธ์ต่อผู้อื่นและการตัดสินใจอย่างรอบรู้
ที่มา :
· Moonpreneur. 2023. TOP 15 EDUCATION TRENDS IN 2024. Retrieved December 15, 2023 from https://moonpreneur.com/blog/top-education-trends-2024/
· Vishal Dani. 2023. 10 Trends in Education Technology That Will Have A Major Impact in 2023. Retrieved December 17, 2023 from https://kitaboo.com/trends-in-education-technology/
เกี่ยวข้องกัน
ขับเคลื่อน Climate Education สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยจัดการประชุมสภาการศึกษาเสวนา (OEC Forum) ในหัวข้อเรื่อง Climate Education แค่เรียนก็เปลี่ยนโลกได้ ที่ โรงแรม เดอะ สุโกศล โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นกว่า 200 คน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ สร้างความตระหนักให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญและผลกระทบของปัญหาโลกเดือด และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลไปทุกมิติ รวมทั้งการศึกษา และระดมความคิดเห็นในการนำภาคการศึกษาและเยาวชนเข้าไปอีกหนึ่งแกนหลักในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ศึกษา (สกศ.) พยายามศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของปัญหาโลกเดือด และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อการศึกษา รวมทั้งภาคการศึกษาจะเข้ามามีส่วนร่วมในการลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร โดยมีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการนำภาคการศึกษาเข้าไปช่วยในการลดผลกระทบของปัญหาดังกล่าว สกศ. จึงได้ชวนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เห็นความสำคัญของปัญหาโลกเดือด และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมมือในการขับเคลื่อนแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในมิติด้านการศึกษา ทั้งนี้ สกศ. และองค์การยูนิเซฟ ตกลงร่วมกันจะจัดงานในวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก เป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินการอย่างจริงจัง
ดร.อรรถพล กล่าวต่อไปว่า กิจกรรมสำคัญที่ สกศ. มีความภาคภูมิใจในงานวันนี้ คือ การเสวนาของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน ที่อาสาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นอกจากนี้ สกศ. ยังได้รับความร่วมมือจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการใช้การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิด Climate Education อย่างเป็นรูปธรรม
เลขาธิการ สกศ. กล่าวอีกว่า ข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการเสวนาดังกล่าวมีด้วยกัน 3 ประการ คือ 1.สิ่งแรกสุดที่ภาคการศึกษาจะต้องเร่งดำเนินการ คือ เปลี่ยน Mindset สร้าง Habit การแก้ไขปัญหานี้ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกคนและทุกคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ควรคิดว่าลำพังตัวเราเองไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และยังต้องเปลี่ยน Mind set ไปสู่การสร้างอุปนิสัยที่ปฏิบัติได้ง่าย ปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของปัญหานี้แล้ว แต่ยังไม่มีพฤติกรรมที่ช่วยลดโลกร้อนอย่างจริงจัง 2.จุดเน้นของนโยบายการศึกษาที่ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางและเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ยังไม่มีการบูรณาการทางนโยบายระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้การทำงานยังไม่เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง และ 3.การปรับหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนการสอนของครู แม้ว่าหลักสูตรการศึกษาจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ได้ผลและให้นักเรียนเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าจะต้องเป็นการจัดการเรียนการสอนด้วยการลงมือปฏิบัติมากกว่าการบรรยายให้นักเรียนรู้แต่เพียงอย่างเดียว
“สกศ.ให้ความสำคัญกับเรื่องการนำการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างยิ่ง และจะประมวลข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้ รวมทั้งผลการวิจัยของ สกศ. มาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายนำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป”
ที่มา ; เดลินิวส์ 6 มิถุนายน 2567
เกี่ยวข้องกัน
อนาคตการศึกษา 10 เทรนด์การศึกษาปี 2024
1. การเรียนรู้ส่วนบุคคล (Personalized Learning)
เมื่อโลกรู้จัก AI การเรียนรู้ส่วนบุคคลที่เคยทำได้ยากกับการโฟกัสหนึ่งครูหนึ่งนักเรียนก็เกิดขึ้นได้จริงแล้ว ข้อมูลจาก AI in Education Market Size - By Component พบว่าปัญญาประดิษฐ์ในตลาดการศึกษามูลค่าถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะขยายตัวที่ CAGR มากกว่า 10 % ตั้งแต่ปี 2566-2575 เนื่องจากการเรียนรู้ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น
การเรียนรู้ส่วนบุคคลจึงเป็นการศึกษาที่หน้าจับตามองในปี 2566-2575 ตามการขยายตัวของตลาด AI ที่เข้ามามีบทบาทติดตามความก้าวหน้าของนักเรียน ระบุจุดอ่อน เสนอทรัพยากร และคำแนะนำ เพื่อปรับการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน วิจัยหลายตัวพบว่าการเรียนรู้แบบกำหนดเองช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนได้ตามความเร็วของตนเอง ช่วยปรับปรุงผลการเรียน และเสริมศักยภาพการเรียนรู้เฉพาะบุคคลได้ดี
2. การศึกษาที่เน้นสมรรถนะ (Competency-Based Education)
จากด้านบนที่เราพูดถึงการเรียนรู้ส่วนบุคคลสามารถทำได้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ส่งผลให้การศึกษาที่เน้นสมรรถนะเป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงใหม่ในอนาคตการศึกษาที่นำเข้ามาใช้กับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากข้อมูลของ SketchBubble พบว่า 81% หลีกเลี่ยงการเรียนหลักสูตรซ้ำเดิมที่พวกเขามีความรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ส่งผลให้กว่า 90% เด็กจบปริญญาอย่างรวดเร็วตามความสามารถเฉพาะบุคคล ผู้เรียนก้าวหน้าตามสมรรถนะและเชี่ยวชาญทักษะของตนเองโดยไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมเหมือนอดีต
การเรียนรู้ส่วนบุคคลจึงเป็นการศึกษาที่หน้าจับตามองในปี 2566-2575 ตามการขยายตัวของตลาด AI ที่เข้ามามีบทบาทติดตามความก้าวหน้าของนักเรียน ระบุจุดอ่อน เสนอทรัพยากร และคำแนะนำ เพื่อปรับการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน วิจัยหลายตัวพบว่าการเรียนรู้แบบกำหนดเองช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนได้ตามความเร็วของตนเอง ช่วยปรับปรุงผลการเรียน และเสริมศักยภาพการเรียนรู้เฉพาะบุคคลได้ดี
3. การเรียนรู้ออนไลน์และแบบผสมผสาน (Online and Blended Learning)
เราอาจจะคุ้นเคยการเรียนรู้แบบนี้ในช่วงโรคระบาดในปี 2020 แม้ว่าโรคจะหายไปแต่ผู้คนต่างพบข้อดีของการเรียนรู้แบบผสมผสานและการเรียนออนไลน์ ที่ช่วยให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกที่ แต่ขณะเดียวกันก็ยังได้ฝึกทักษะ Soft Skills ที่จำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การเรียนแบบนี้จึงถูกนำมาปรับใช้และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ WEF คาดการณ์ว่าตลาดการศึกษาออนไลน์อาจเพิ่มมากขึ้นถึง 350 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2568
การเรียนรู้ส่วนบุคคลจึงเป็นการศึกษาที่หน้าจับตามองในปี 2566-2575 ตามการขยายตัวของตลาด AI ที่เข้ามามีบทบาทติดตามความก้าวหน้าของนักเรียน ระบุจุดอ่อน เสนอทรัพยากร และคำแนะนำ เพื่อปรับการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน วิจัยหลายตัวพบว่าการเรียนรู้แบบกำหนดเองช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนได้ตามความเร็วของตนเอง ช่วยปรับปรุงผลการเรียน และเสริมศักยภาพการเรียนรู้เฉพาะบุคคลได้ดี
4. ทักษะด้านอารมณ์ (Soft skills training: entrepreneurship, public speaking & leadership skills)
การทำงานในปัจจุบันต้องการเด็กที่มีทักษะด้านอารมณ์ (Soft Skills) นอกจากเรื่องของความรู้ จากข้อมูลของ LinkedIn วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานในปี 2020 พบกว่า 5 ทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการคือ
· ทักษะการสื่อสาร (Communication)
· ทักษะการแก้ปัญหา (problem-solving)
· ทักษะการจัดการ (Operations)
· ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical skills)
· ทักษะการบริหารโครงงาน (Project management)
นอกจากนี้เด็กที่สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติความเป็นผู้นำจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษในการแข่งขันของตลาดแรงงาน โรงเรียนจึงมีบทบาทสำคัญในการเตรียมพร้อมผู้เรียนสู่อาชีพในอนาคต
5. STEM and STEAM Education
กระแสการเรียนรู้ของ STEM และ STEAM มีอยู่ตลอดเพราะโลกใบนี้กำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ พบว่าอุตสาหกรรมการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์และบริการที่เกี่ยวข้องเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 8 โดยเติบโตในอัตราร้อยละ 1.8 ต่อปี นอกจากนี้อาชีพคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์คาดว่าจะเติบโต 15.2 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2565 คาดว่าจะเติบโต 31.5 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 10 ปี ระหว่างปี 2565 ถึง 2575 ทำให้เป็นอาชีพที่เติบโตเร็วเป็นอันดับ 5 ในระบบเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดว่าอาชีพด้าน STEM เป็นที่หน้าจับตาและคาดการณ์ว่าจะเป็นอนาคตการศึกษาไปถึงปี 2575
6. การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (Social-Emotional Learning : SEL)
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันเกิดเหตุอาชญากรรมจากกลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้น จากรายงานสถานการณ์การกระทำผิดของเด็กและเยาวชนตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 2565 คดีเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีโดยสถานพินิจฯ ทั่วประเทศไทย ทั้งหมด 12,195 คดี มีฐานความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายกว่า 1,695 คดี คิดเป็น 13.90% เรื่องของการเรียนรู้สังคมและอารมณ์ หลายโรงเรียนเริ่มนำมาบูรณาการเข้ากับหลักสูตร เพื่อเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ ทัศนคติ และทักษะที่จำเป็นในการทำความเข้าใจและจัดการอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ตระหนักรู้ในตนเองมากขึ้น และพัฒนาความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความยืดหยุ่น และการสร้างความสัมพันธ์นำไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดี
7. ปัญญาประดิษฐ์และเกมมิฟิเคชัน (Artificial Intelligence and Gamification in Education)
การวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าการเล่นเกมกระตุ้นให้เกิดการปล่อย “โดปามีน” เป็นสัญญาณทางเคมีที่ส่งผ่านจากเซลล์ประสาทไปยังสมอง ร่างกายจะปล่อยสารนี้เมื่อพบสิ่งที่พึงพอใจหรือมีความสุข การใช้เกมเข้ามาเป็นสื่อการเรียนการสอน (Gamification) จึงเป็นการสร้างแรงจูงใจและความเต็มใจในการทำบางสิ่งบางอย่างของเด็กมากขึ้น ช่วยเพิ่มความสุขและเปิดรับการเรียนรู้มากขึ้น นอกจากนี้การให้รางวัลหรือคะแนนช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักเรียนในห้องเรียนอีกด้วย การผสมผสานระหว่าง AI เข้ากับเทคโนโลยีการสอนผ่านการเล่นเกมสร้างประการเรียนรู้มุมมองใหม่ ๆ ให้นักเรียนมากขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะในยุคนี้ที่อิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการขยายตัวในตลาดการศึกษามากถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งเสริมด้านเกมมิฟิเคชันให้นักเรียนเข้าใกล้เนื้อหาในโลกความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นแม้ว่าจะนั่งอยู่ในห้องเรียนก็ตาม
8. การเรียนรู้ร่วมกันระดับโลก (Global Collaborative Learning)
ด้วยการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G ทำให้เทคโนโลยีข้ามพรมแดนมากขึ้น ยกตัวอย่างการผ่าตัดสมองไกลถึง 3,000 กิโลเมตรที่จีนด้วยหุ่นยนต์ผ่านอินเทอร์เน็ต 5G สำเร็จภายใน 3ชั่วโมง ความฝันของหมอที่อยาก Work From Home นั่งผ่าตัดผ่านอินเทอร์เน็ตที่บ้านเริ่มเป็นจริง แน่นอนการศึกษาก็เหมือนกัน คาดการณ์ว่าการเรียนจบมหาวิทยาลัยต่างประเทศได้โดยที่ตัวอาจจะอยู่บ้านเกิด อนาคตของการเรียนรู้ข้ามประเทศอย่างเสถียรไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็เหมือนอยู่ห้องเรียนกำลังจะเป็นจริงในอนาคตอันใกล้นี้
9. การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning and Upskilling)
การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นเรื่องที่ถูกส่งเสริมมาตลอดในช่วงหลายปีนี้ และเป็นเทรนด์ที่นำมาปรับเข้ากับหลักสูตรอย่างแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากตลาดแรงงานในอนาคตมีการปรับตัว โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคส่วนของอุตสาหกรรมคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 0.3 ต่อปี จาก 164.5 ล้านคนในปี 2565 เป็น 169.1 ล้านคนในปี 2575 การเติบโตที่คาดการณ์ไว้นี้จะช้ากว่าการเติบโตของการจ้างงานต่อปีที่ร้อยละ 1.2 อาจเป็นเรื่องของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น การเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงสำคัญเพื่อเติมเต็มช่องว่างความรู้และสอนให้ปรับตัวเข้ากับการเจริญของโลก
10. Metaverse ห้องเรียนเสมือนจริง
ในปัจจุบัน Metaverse ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย การศึกษากำลังนำความเป็นจริงเสมือนมาปรับให้เป็นห้องเรียนใหม่ที่นักเรียนได้สัมผัสสภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติ มีการโต้ตอบกัน สร้างการจำลองที่ปลอดภัย และก้าวข้ามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ยกตัวอย่างโรงเรียนรูปแบบ Metaverse ของ Eduverse ถือเป็นแพลตฟอร์มการศึกษาที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงมัธยมศึกษา (K-12) มีระบบการเรียนแบบรายบุคคลและแบบกลุ่มที่มีครูคอยควบคุม มีการนำอวตารเข้ามาแทนที่บทบาทแบบเดิมทำให้สามารถสื่อสารและแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ Metaverse มีอีกหนึ่งทางเลือกของอนาคตการศึกษาให้ก้าวข้ามข้อจำกัดของห้องเรียนแบบเดิมๆ
คุณครูคิดว่าห้องเรียนของคุณในปี 2024 จะเป็นแบบไหน?
ที่มา : https://www.aksorn.com
บทความกล่าวถึงแนวโน้มการศึกษาปี 2024 ที่เปลี่ยนแปลงตามบริบทโลกยุคดิจิทัลและหลังโควิด-19 โดยเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และตอบสนองผู้เรียนรายบุคคลมากขึ้น แนวโน้มสำคัญประกอบด้วยการเรียนรู้แบบเกม (Gamification) ที่เพิ่มแรงจูงใจผ่านการแข่งขันและรางวัล เทคโนโลยีเสมือนจริง (AR/VR/MR) ที่ช่วยสร้างประสบการณ์จำลองเสมือนจริง Microlearning ที่เน้นเนื้อหาสั้นกระชับ และ AI ที่ผสานกับครูเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ถูกนำมาใช้วิเคราะห์และพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ขณะที่การเรียนออนไลน์และ Hybrid Learning ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมี Blockchain เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล การเรียนรู้แบบ Personalized Learning และ STEAM ที่ส่งเสริมทักษะคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ รวมถึง Subscription Model ที่เพิ่มความยืดหยุ่น
ด้านทักษะมนุษย์ เน้น Holistic Learning, Entrepreneurship Mindset, Mobile Learning และ Social-Emotional Learning เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและสังคม โดยภาพรวมการศึกษาในอนาคตมุ่งสู่ความยืดหยุ่น เทคโนโลยีสูง และการพัฒนาผู้เรียนรอบด้านทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเพื่อรองรับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
แนวคิดใด “สอดคล้องที่สุด” กับ Gamification ในการจัดการเรียนรู้
ก. การเรียนผ่านการบรรยายเป็นหลัก
ข. การใช้เกม รางวัล และความท้าทายเพื่อกระตุ้นผู้เรียน
ค. การสอบปลายภาคแบบมาตรฐานเดียวกัน
ง. การเรียนรู้ด้วยตนเองโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์
เฉลย: ข
เหตุผล: Gamification ใช้องค์ประกอบเกม เช่น คะแนน รางวัล และการแข่งขัน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ
เทคโนโลยี AR/VR ในการศึกษา มีจุดเด่นสำคัญคืออะไร
ก. ลดต้นทุนการเรียนการสอน
ข. เพิ่มประสบการณ์จำลองเสมือนจริงเพื่อความเข้าใจ
ค. ใช้แทนครูทั้งหมด
ง. ใช้เฉพาะการสอบออนไลน์
เฉลย: ข
เหตุผล: AR/VR สร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เพิ่มการมีส่วนร่วมและความเข้าใจ
Microlearning เหมาะกับสถานการณ์ใดมากที่สุด
ก. การเรียนเนื้อหายาวต่อเนื่องทั้งวัน
ข. การเรียนเนื้อหาสั้น กระชับ และนำไปใช้ได้ทันที
ค. การเรียนแบบไม่กำหนดเป้าหมาย
ง. การท่องจำเนื้อหาอย่างเดียว
เฉลย: ข
เหตุผล: Microlearning เน้นความสั้น กระชับ และใช้งานได้จริง
Big Data ในการศึกษาช่วยครูในด้านใดมากที่สุด
ก. ลดจำนวนนักเรียน
ข. วิเคราะห์พฤติกรรมผู้เรียนเพื่อพัฒนาการสอน
ค. แทนที่การวัดผลทุกประเภท
ง. ลดบทบาทผู้บริหาร
เฉลย: ข
เหตุผล: Big Data ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนรายบุคคล
ข้อใดคือเป้าหมายของ Personalized Learning
ก. ผู้เรียนทุกคนเรียนเหมือนกัน
ข. ปรับการเรียนตามความถนัดและความต้องการของผู้เรียน
ค. เน้นการสอบแข่งขัน
ง. ลดการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: Personalized Learning เน้นความแตกต่างระหว่างผู้เรียน
Hybrid Learning มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. เรียนออนไลน์อย่างเดียว
ข. เรียนในห้องเรียนอย่างเดียว
ค. ผสมผสานการเรียนออนไลน์และออนไซต์
ง. เรียนผ่านเกมเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: Hybrid คือการเรียนแบบผสมระหว่างออนไลน์และออนไซต์
Blockchain ในการศึกษามีบทบาทหลักด้านใด
ก. การสร้างเกมการเรียน
ข. การเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยและโปร่งใส
ค. การสอนเสริมพิเศษ
ง. การลดจำนวนรายวิชา
เฉลย: ข
เหตุผล: Blockchain ใช้เพื่อความปลอดภัยและความโปร่งใสของข้อมูล
Social-Emotional Learning (SEL) มุ่งเน้นสิ่งใด
ก. ความรู้เชิงวิชาการอย่างเดียว
ข. การพัฒนาทักษะอารมณ์และสังคม
ค. การสอบแข่งขันระดับสูง
ง. การใช้เทคโนโลยีทั้งหมดแทนครู
เฉลย: ข
เหตุผล: SEL เน้นการเข้าใจอารมณ์ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการตัดสินใจ
STEAM Education ส่งเสริมผู้เรียนด้านใดมากที่สุด
ก. การท่องจำ
ข. การคิดวิเคราะห์และบูรณาการสหวิชา
ค. การเรียนเฉพาะวิทยาศาสตร์
ง. การสอบแบบเลือกตอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: STEAM บูรณาการหลายสาขาเพื่อพัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์
แนวโน้มสำคัญที่สุดของการศึกษาในปี 2024 คือข้อใด
ก. ลดการใช้เทคโนโลยี
ข. การเรียนแบบเหมือนกันทุกคน
ค. ความยืดหยุ่น เทคโนโลยี และการเรียนรู้เฉพาะบุคคล
ง. เน้นการท่องจำเป็นหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: แนวโน้มรวมคือยืดหยุ่น ใช้เทคโนโลยี และปรับตามผู้เรียนรายบุคคล