สมาชิกเข้าสู่ระบบ

โมเดลสร้างเด็กให้เก่งนวัตกรรม

 มารู้จักโปรแกรม TKS การเรียนรู้ตามสภาพแวดล้อมการทำงานของบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ สัมผัสเทคโนโลยี และนวัตกรรมล้ำยุค เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ในโลกยุค 4.0 เราพูดกันมากถึงการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะแห่งอนาคต ทั้งทักษะด้านวิชาการ ทักษะด้านนวัตกรรม และทักษะด้านสังคม

ดังรายงาน The Future of Job ของ WEF ชี้ให้เห็นถึงทักษะที่ต้องการในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ ทักษะการบริหารจัดการคน และทักษะการร่วมกันทำงานกับผู้อื่น เป็นต้น การมีทักษะดังกล่าวก็เพื่อร่วมมือกันสร้างและขับเคลื่อนนวัตกรรมทางธุรกิจและนวัตกรรมทางสังคม

ดังนั้น เพื่อให้ทำงานสร้างนวัตกรรมได้ นักเรียนและนักศึกษารุ่นใหม่จำเป็นต้องมีทักษะดังกล่าว ข้างต้น แต่เราจะเรียนรู้ทักษะเหล่านั้นได้จากวิชาอะไร? การเรียนการสอนตามปกติอย่างที่เป็นอยู่พร้อมสำหรับการบ่มเพาะทักษะดังกล่าวได้หรือไม่?

เพื่อสร้างทักษะแห่งอนาคต ได้มีโปรแกรมการศึกษาออกมาในหลายรูปแบบ ตัวอย่างที่น่าสนใจที่เข้าไปบ่มเพาะนักเรียนตั้งแต่อยู่ในช่วงนักเรียนเลย คือ

โปรแกรม TKS หรือ The Knowledge Society ซึ่งเป็นโปรแกรมการศึกษานอกหลักสูตรที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.2016 ในเมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา สำหรับเพิ่มทักษะทางนวัตกรรมให้นักเรียนอายุ 13-17 ปี หรือในช่วงมัธยมปลาย

โปรแกรม TKS เป็นโปรแกรมที่เน้นการสร้างทักษะแห่งอนาคต ทั้งด้านนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ นักเรียนที่เรียนหลักสูตร TKS นี้จะใช้เวลาประมาณ 3-10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดเทอมเป็นเวลา 3 ปีโดยนักเรียนไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาก่อน

ที่น่าสนใจก็คือ TKS ออกแบบโปรแกรมการเรียนรู้ตามสภาพแวดล้อมการทำงานของบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้และสัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำยุคอย่างกว้างขวางเพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

นอกจากนี้ เพื่อตอบโจทย์โลกแห่งความเป็นจริงโปรแกรม TKS ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำ เช่นบริษัท Walmart บริษัท Airbnb บริษัท Microsoft บริษัท Zappos เป็นต้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สัมผัสกับปัญหาและความท้าทายในโลกที่เป็นจริง โดยบริษัทเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนได้พบกับความท้าทายจริงของบริษัท ช่วยเป็นพี่เลี้ยงและเปิดโอกาสให้เข้าถึงสัมมนาด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง และนักเรียนจะได้รับการสอนให้ใช้เครื่องมือการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนตามวิธีของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกอย่าง Mckinsey & Company เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาความท้าทายที่ซับซ้อน

ตัวอย่างโจทย์จากบริษัทชั้นของโลกสำหรับนักเรียน TKS เช่น โจทย์ของบริษัท Airbnb เราจะจัดหาที่พักระยะสั้นแก่ผู้อพยพจากวิกฤตผู้ลี้ภัยได้อย่างไร โจทย์จากบริษัท Nestle เราจะลดขยะอาหารทั่วโลกลง 30% ได้อย่างไร โจทย์จากบริษัท Google เราจะสร้างที่อยู่อาศัยราคาประหยัดโดยลดต้นทุนลง 40% ได้อย่างไร และโจทย์จากบริษัท Microsoft เราจะขยาย Microsoft AI School ไปสู่นักเรียน 50,000 คนได้อย่างไร เป็นต้น

การเรียนรู้ใน 3 ปีนี้ จะแบ่งเป็น 3 ธีม คือ Innovate-Activate-Disrupt

  • ในปีที่ 1 เป็นธีม Innovate นักเรียนจะได้เรียนรู้พื้นฐานทักษะด้านเทคนิคทักษะการสื่อสาร และจะได้เรียนรู้สำรวจเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างกว้างขวางกว่า 40 เทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ สกุลเงินคริปโต ควอนตัมคอมพิวติ้ง บล็อกเชน จีโนมิกส์ นาโนเทคโนโลยี รถยนต์ไร้คนขับ ไฮเปอร์ลูป พลังงานไร้สาย หุ่นยนต์เป็นต้น เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับนำมาประกอบการสร้างนวัตกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมต่อไป
  • ในปีที่ 2เป็นธีม Activate นักเรียนจะเรียนรู้เชิงลึกกับเทคโนโลยีที่ตนเลือกและฝึกหัดใช้ทักษะทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง เรียนรู้ปัญหาที่สำคัญของสังคมและโลก และร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อทำการ แฮคโจทย์ หรือ Hackathon เพื่อฝึกหัดแก้ไขปัญหาที่สำคัญที่สุดของสังคมร่วมกัน
  • ในปีที่ 3 เป็นธีม Disrupt นักเรียนจะได้รับโอกาสในการสร้างต้นแบบบริษัทนวัตกรรมของตนเอง ทั้งนี้ การเรียนรู้ในโปรแกรมนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นการเรียนรู้ตามจังหวะการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน ที่จะใช้เวลาประมาณ 3-10 เดือนเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีหนึ่งๆ อย่างลึกซึ้ง และโปรแกรมได้ออกแบบแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลาและเป็นแพลต์ฟอร์มกลางสำหรับแลกเปลี่ยนไอเดียและเชื่อมต่อเรียนรู้ร่วมกับกับนักเรียนคนอื่น

ที่ผ่านมา เมื่อนักเรียนได้สร้างบริษัทนวัตกรรมของตนเอง หลายโครงการได้แปลงไปเป็นบริษัทจริง เช่นโครงการ G-nome ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนสำหรับการอัพโหลดข้อมูลพันธุกรรมจากผู้ใช้ โดยเก็บรักษาความลับให้ผู้ใช้แลกกับค่าตอบแทน เพื่อการเพิ่มคลังข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมสำหรับห้องทดลองการตัดแต่งจีโนม หรือการตั้งบริษัทที่ใช้การเรียนรู้โดยเครื่องจักร (Machine learning) เพื่อปรับปรุงวัคซีน และการตั้งบริษัทเพื่อพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ได้เพื่อตรวจเลือด เป็นต้น

นักเรียนโปรแกรม TKS ยังได้รับโอกาสฝึกงานช่วงฤดูร้อนภายหลังจบโครงการด้วย เช่นร่วมฝึกงานกับบริษัท IBM บริษัท Microsoft บริษัท Deloitte เป็นต้น รวมถึงได้รับเชิญไปบรรยายในงานเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Web Summit, งาน TEDx เป็นต้น

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากโปรแกรมของ TKS คือการออกแบบการเรียนรู้เสมือนกับองค์กรนวัตกรรมชั้นนำที่เน้นการเสริมสร้างทักษะนวัตกรรมที่เหมาะสม จากโจทย์ที่เป็นจริงจากภาคเอกชนหรือตามความสนใจของผู้เรียน พร้อมกับเรียนรู้เทคโนโลยีชั้นนำในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลกระทบทางบวกให้แก่สังคม โดยเชื่อมั่นว่านักเรียนอายุเพียงสิบกว่าปีก็การสามารถสร้างทักษะและสร้างโอกาสจนเป็นนวัตกรตัวจริงให้สังคมได้ 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

สรุปสาระสำคัญ

โปรแกรม TKS (The Knowledge Society) เป็นการศึกษานอกหลักสูตรจากแคนาดาที่มุ่งพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้แก่นักเรียนอายุ 13–17 ปี โดยเน้นทักษะสำคัญในยุค 4.0 เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน ตามแนวโน้มที่ World Economic Forum เสนอ จุดเด่นของ TKS คือการจำลองสภาพแวดล้อมการทำงานของบริษัทเทคโนโลยีจริง เปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนรู้จากโจทย์ปัญหาจริง ร่วมกับบริษัทชั้นนำ เช่น Microsoft, Airbnb และ Google พร้อมใช้กระบวนการแก้ปัญหาแบบมืออาชีพ

หลักสูตรใช้เวลา 3 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ Innovate (เรียนรู้เทคโนโลยีพื้นฐานกว่า 40 ด้าน), Activate (ลงลึกและแก้ปัญหาจริงผ่าน Hackathon) และ Disrupt (สร้างธุรกิจนวัตกรรมของตนเอง) การเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ปรับตามจังหวะการเรียนรู้ และใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สนับสนุน

ผลลัพธ์คือผู้เรียนสามารถพัฒนานวัตกรรมจนต่อยอดเป็นธุรกิจจริง มีโอกาสฝึกงานกับองค์กรชั้นนำ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สะท้อนแนวคิดว่าการศึกษาที่เชื่อมโยงโลกจริงและเน้นทักษะนวัตกรรม สามารถพัฒนานักเรียนให้เป็น “นวัตกร” ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 จุดมุ่งหมายหลักของโปรแกรม TKS คือข้อใด
ก. เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ
ข. พัฒนาทักษะแห่งอนาคตและนวัตกรรม
ค. เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ง. เน้นการท่องจำเนื้อหา
เฉลย: ข
เหตุผล: TKS มุ่งพัฒนาทักษะนวัตกรรมและทักษะแห่งอนาคตเป็นหลัก

 

ข้อ 2 ลักษณะเด่นของการเรียนรู้ใน TKS คืออะไร
ก. การเรียนในห้องเรียนแบบดั้งเดิม
ข. การเรียนออนไลน์ทั้งหมด
ค. การจำลองสภาพแวดล้อมการทำงานจริง
ง. การเน้นตำราเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: โปรแกรมออกแบบให้เหมือนการทำงานในบริษัทเทคโนโลยีจริง

 

ข้อ 3 ทักษะใด “ไม่ใช่” ทักษะสำคัญตาม WEF
ก. การคิดวิเคราะห์
ข. การแก้ปัญหาซับซ้อน
ค. การท่องจำ
ง. ความคิดสร้างสรรค์
เฉลย: ค
เหตุผล: WEF เน้นทักษะคิด ไม่ใช่การท่องจำ

 

ข้อ 4 ในปีแรก (Innovate) นักเรียนจะได้อะไร
ก. สร้างบริษัท
ข. ฝึกงาน
ค. เรียนรู้เทคโนโลยีพื้นฐานหลากหลาย
ง. แข่งขัน Hackathon
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นสำรวจเทคโนโลยีมากกว่า 40 ด้าน

 

ข้อ 5 กิจกรรม Hackathon อยู่ในช่วงใด
ก. Innovate
ข. Activate
ค. Disrupt
ง. หลังจบหลักสูตร
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นช่วงลงมือแก้ปัญหาเชิงลึก

 

ข้อ 6 การร่วมมือกับภาคเอกชนมีประโยชน์อย่างไร
ก. ลดค่าใช้จ่าย
ข. เพิ่มชื่อเสียงโรงเรียน
ค. เชื่อมโยงการเรียนกับปัญหาจริง
ง. เพิ่มจำนวนครู
เฉลย: ค
เหตุผล: ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง

 

ข้อ 7 ข้อใดสะท้อนแนวคิด “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง”
ก. ใช้หลักสูตรเดียวกันทั้งหมด
ข. เรียนตามจังหวะของแต่ละคน
ค. ครูเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง
ง. ใช้ข้อสอบมาตรฐาน
เฉลย: ข
เหตุผล: โปรแกรมยืดหยุ่นตามผู้เรียน

 

ข้อ 8 ผลลัพธ์สำคัญของโปรแกรมคืออะไร
ก. ได้เกรดสูง
ข. ได้วุฒิการศึกษา
ค. สร้างนวัตกรรมและธุรกิจจริง
ง. ได้ทุนเรียนต่อเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: มีการต่อยอดเป็นบริษัทจริง

 

ข้อ 9 หากนำ TKS มาปรับใช้ในโรงเรียนไทย ควรเน้นสิ่งใด
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียน
ข. เน้นการสอบแข่งขัน
ค. สร้างโจทย์ปัญหาจริงและการลงมือทำ
ง. ลดบทบาทเทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: หัวใจคือ Problem-based learning

 

ข้อ 10 ข้อใดเป็นการประยุกต์ใช้แนวคิด TKS ในการบริหารสถานศึกษา
ก. ใช้หลักสูตรเดิม
ข. เพิ่มกฎระเบียบ
ค. สร้างเครือข่ายกับภาคเอกชนเพื่อจัดการเรียนรู้
ง. ลดกิจกรรมผู้เรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: การเชื่อมโยงภาคเอกชนช่วยพัฒนาทักษะจริง

ความเห็นของผู้ชม