
จากการรายงานของสำนักข่าวบีบีซี เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า บรูซ วิลลิส ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง ได้ประกาศยุติอาชีพนักแสดงแล้ว หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่า กำลังป่วยภาวะสูญเสียการสื่อความ (Aphasia) ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการพูดและเขียนของเขา
ตามข้อมูลจากสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ของสหราชอาณาจักร "อะฟาเซีย" (Aphasia) หรือภาวะสูญเสียการสื่อความ คือ อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากสมอง ทำให้ไม่สามารถประมวลผลและสื่อสารออกไปได้
ทั้งนี้ ภาวะสูญเสียการสื่อความ มักมีสาเหตุจากความเสียหายในสมองซีกซ้าย ทำให้นึกภาษาหรือคำพูดได้ลำบาก กระทบต่อการ อ่าน, ฟัง, พูด, พิมพ์ หรือเขียน ของผู้ป่วย โดยอาการที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ปัญหาทางการพูด รวมถึงการประสมคำไม่ถูกต้อง
ผู้ป่วยบางรายอาจจะสามารถสื่อสารได้ในระดับหนึ่งแต่ใช้คำที่ไม่มีความหมาย คิดศัพท์ขึ้นมาเองโดยไม่สามารถเข้าใจได้ รวมถึงไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นสื่อสารมาได้ และผู้ป่วยในกลุ่มนี้ไม่รู้ตัวว่าสื่อสารอะไรผิดออกไป ในขณะที่ผู้ป่วยบางรายสามารถเข้าใจสิ่งที่สื่อสารได้ดี แต่ไม่สามารถเลือกคำที่มีในหัวเพื่อใช้สื่อสารได้ อาจจะสลับคำต่าง ๆ ในประโยค แต่ยังพอเดาความหมายได้ ซึ่งคำง่าย ๆ สำหรับคนปกติ อย่างขับรถ หรือห้องน้ำ ก็ถือว่าเป็นเรื่องยากเมื่อถึงเวลาต้องสื่อสาร
ทั้งนี้ สาเหตุของภาวะสูญเสียการสื่อความนั้น เป็นผลมาจากการที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการใช้ภาษาได้รับความเสียหาย ทำให้การลำเลียงเลือดเข้าสู่ในบริเวณดังกล่าวถูกขัดขวางจนทำให้เนื้อสมองตายในที่สุด
โดยภาวะสูญเสียการสื่อความ อาจเกิดขึ้นได้อย่างกะทันหันหลังเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ภาวะสมองขาดเลือด การได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะหรือการเข้ารับการผ่าตัดสมอง นอกจากนี้ ในบางรายอาการอาจจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ โดยสาเหตุอาจมาจากเนื้องอก การติดเชื้อในสมอง โรคทางระบบประสาท หรือภาวะเสื่อมถอยของสมองอย่างโรคสมองเสื่อม เป็นต้น
การรักษาภาวะสูญเสียการสื่อความสามารถทำได้โดยอิงความสามารถของสมองซึ่งจะพัฒนาขึ้นมาทำงานทดแทนส่วนที่เสียไป สำหรับ Aphasia ซึ่งมักจะเกิดจากสมองส่วนโบรคา (Broca's area) และเวอร์นิเก (Wernicke's area) ผิดปกติ การฝึกหัดสื่อสารใหม่ตั้งแต่เริ่มต้นอย่าง Speech Therapy จะสามารถกระตุ้นให้สมองส่วนอื่นเข้ามารับผิดชอบการสื่อสารและสื่อความอันเกี่ยวข้องกับภาษาได้
สำหรับคนที่ยังไม่เป็น การลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสูญเสียการสื่อความ (Aphasia) สามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อสมองและดูแลสุขภาพของสมองด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้
1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
2. รับประทานอาหารที่มีโซเดียมและไขมันต่ำ
3. งดสูบบุหรี่
4. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมและเท่าที่จำเป็น
5. ควบคุมระดับความดันโลหิตและไขมันในเลือด
6. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบการไหลเวียนโลหิต ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
7. หากสงสัยว่ามีอาการของภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ควรเข้าพบแพทย์โดยเร็วที่สุด รวมถึงหากมีภาวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาอาการเช่นกัน
ข้อมูล ; BBC, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, NHS, WebMD
ที่มา ; FB ชีวจิตติดกระแส