
ในสภาวการณ์ปัจจุบัน กรณีครูลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชน เป็นเรื่องที่ควรสนใจ เอาจริง ของทุกฝ่ายในการป้องกันมิให้เกิดขึ้น และแก้ไข เยียวยาโดยเร็วหากเกิดปัญหาขึ้นแล้ว
ต่อไปนี้เป็นกรณีศึกษา จากกรณีบุคลากรของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ นนทบุรี มีพฤติกรรมกระทำความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนซึ่งปรากฏเป็นข่าวไปในวงกว้าง โดยมีประเด็นที่เป็นประโยชน์ ซึ่งสามารถนำมาปรับเป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของโรงเรียนขั้นพื้นฐานของรัฐได้ตามความเหมาะสมของบริบท ข้อเท็จจริงของพื้นที่ได้
กล่าวคือ สช.โดยการนำของ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ที่ดูแลงานโรงเรียนเอกชน ได้ทำความตกลงกับโรงเรียนที่เกิดเหตุ เป็นแนวทางแก้ไขและวางมาตรการป้องกันในอนาคต พร้อมทั้งแนวทางเยียวยาให้เด็กและผู้ปกครอง ดังนี้
กรณีผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานเรียนต่อในโรงเรียน
1. ห้องเรียนที่เกิดเหตุ และห้องเรียนที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจาก สภ. ชัยพฤกษ์ ทางโรงเรียน พร้อมคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ปีการศึกษา 2563 ให้นักเรียนทุกคนที่อยู่ในห้อง หากผู้ปกครองจ่ายเงินแล้ว จะคืนให้
2. โรงเรียนจะเร่งติดกล้องวงจรปิดมุมต่าง ๆ ให้ครบถ้วน และให้มีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ผู้ปกครองนั่งดูได้ที่โรงอาหาร และหากห้องเรียนใดที่ผู้ปกครองตกลงกันได้ โรงเรียนจะจัดให้มีระบบออนไลน์
3. โรงเรียนต้องจัดทำป้ายชื่อครู แสดงภาพถ่าย เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของครูทุกคน หน้าห้องเรียนทุกห้อง และเผยแพร่ในเว็บไซต์ของโรงเรียน
4. โรงเรียนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ของนักเรียนที่ถูกกระทำหรือได้รับผลกระทบในห้องเรียนที่เกิดเหตุเต็มตามจำนวนที่จ่ายจริง ตามคำรับรองของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข
5. ให้โรงเรียนจัดให้มีนักจิตวิทยา เยียวยานักเรียนที่ได้รับผลกระทบ โดยจะประเมินและส่งผลประเมินให้ผู้ปกครองทราบทุกภาคเรียน และได้ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตเพื่อเข้ามาฟื้นฟูและเยียวยาให้กับนักเรียน และครู โดยด่วน
6. โรงเรียนอนุญาตให้ผู้ปกครองสามารถเข้าไปตรวจสอบสุขอนามัย ห้องเรียน ห้องน้ำ ห้องนอน โดยต้องขออนุญาตและแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ธุรการก่อน ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการรบกวนกิจกรรมการเรียนการสอนและการใช้ชีวิตของนักเรียน
7. โรงเรียนจัดอาหารกลางวันให้นักเรียนตามหลักโภชนาการ โดยแจ้งรายการอาหารให้ผู้ปกครองทราบล่วงหน้าเป็นรายสัปดาห์ จัดให้มีบริการอาหารเพียงพอทั่วถึง ตลอดทั้งเพิ่มเวลาในการรับประทานอาหารจาก 30 นาทีเป็น 40 นาที
8. โรงเรียนจัดให้มีการคัดกรองด้านสุขภาพจิต ให้แก่ครูไทยและครูต่างชาติ
9. โรงเรียนจัดระบบรถรับ-ส่งนักเรียน ให้มีที่นั่งเพียงพอ และให้มีการติดตั้งกล้องเฉพาะตู้ที่นั่งโดยสาร เพื่อดูแลความปลอดภัยและเหตุอันไม่สมควรที่จะเกิดระหว่างเดินทาง และรายงานจำนวนเด็กนักเรียนที่ขาด ลา มา สาย ทุกวัน
10. โรงเรียนจัดให้มีการประชุมผู้ปกครองทุกระดับชั้น ทุกปีการศึกษา โดยในปีการศึกษา 2563 จัดให้มีการประชุมเริ่มในเดือนตุลาคม 2563
กรณีที่ผู้ปกครองประสงค์จะย้ายบุตรหลานไปเรียนต่อที่อื่น
1. โรงเรียนพร้อมอำนวยความสะดวกในการจัดทำเอกสารการส่งตัวให้แก่นักเรียนที่ประสงค์จะขอย้ายให้แล้วเสร็จมอบให้ผู้ปกครองภายใน 1 วัน
2. โรงเรียนคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ในปีการศึกษา 2563
3. โรงเรียนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ของนักเรียนที่ถูกกระทำหรือได้รับผลกระทบในห้องเรียนที่เกิดเหตุเต็มตามจำนวนที่จ่ายจริง ตามคำรับรองของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข
4. ส่วนค่าชดเชยหรือค่าบำรุงขวัญ โรงเรียนจะเร่งดำเนินการให้คณะกรรมการบริหารโรงเรียนพิจารณาและจะแจ้งให้ทราบความคืบหน้าโดยด่วนต่อไป
การกำกับติดตามเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาและดำเนินตามมาตรการ
ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะทำงานจากหลายฝ่าย (ผู้แทนกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทน สช. นิติกรสำนักงานปลัดกระทรวง ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนศึกษาธิการจังหวัด ) เป็นคณะทำงาน มีอำนาจหน้าที่
1. ติดตามการแก้ปัญหาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งนักเรียนและผู้ปกครองตามบันทึกข้อตกลงระหว่าง โรงเรียนกับกระทรวงศึกษาธิการ ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน วันที่ 30 ก.ย.63
2. นำเสนอข้อตกลงและการปฏิบัติที่จำเป็นเพิ่มเติมและข้อเรียกร้องเพิ่มเติม
3. รายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำกับดูแล สช.
4. ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
ที่มา ; ข่าวสยามรัฐออนไลน์ 30 กันยายน 2563
สาระของข่าว
ศธ.ถกสารสาสน์ สรุป 14 ข้อ มาตรการป้องกัน-เยียวยา นร.-ผู้ปกครอง
จากกรณีครูในโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ นนทบุรี ทำร้ายเด็กนักเรียนอนุบาล จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต รุกลามผู้ปกครองประท้วง เอาผิด และขอย้ายเด็กไปที่อื่นนั้น เมื่อวันที่ 30 ก.ย.63 ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับนายสุภัทร จำปาทอง รักษาราชการแทนปลัดก.ศึกษาธิการ นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นายพิสุทธิ์ ยงศ์กมล ตัวแทนผู้รับใบอนุญาตสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ และตัวแทนกรมสุขภาพจิต เพื่อหาทางแก้ไขและวางมาตรการป้องกันในอนาคต พร้อมทั้งแนวทางเยียวยาให้เด็กและผู้ปกครอง
จากการประชุม มีข้อสรุปร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้
กรณีผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานเรียนต่อในโรงเรียน
1. ห้องเรียนที่เกิดเหตุ และห้องเรียนที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจาก สภ. ชัยพฤกษ์ ทางโรงเรียน พร้อมคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ปีการศึกษา 2563 ให้นักเรียนทุกคนที่อยู่ในห้อง หากผู้ปกครองจ่ายเงินแล้ว จะคืนให้
2. โรงเรียนจะเร่งติดกล้องวงจรปิดมุมต่าง ๆ ให้ครบถ้วน และให้มีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ผู้ปกครองนั่งดูได้ที่โรงอาหาร และหากห้องเรียนใดที่ผู้ปกครองตกลงกันได้ โรงเรียนจะจัดให้มีระบบออนไลน์
3. โรงเรียนต้องจัดทำป้ายชื่อครู แสดงภาพถ่าย เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของครูทุกคน หน้าห้องเรียนทุกห้อง และเผยแพร่ในเว็บไซต์ของโรงเรียน
4. โรงเรียนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ของนักเรียนที่ถูกกระทำหรือได้รับผลกระทบในห้องเรียนที่เกิดเหตุเต็มตามจำนวนที่จ่ายจริง ตามคำรับรองของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข
5. ให้โรงเรียนจัดให้มีนักจิตวิทยา เยียวยานักเรียนที่ได้รับผลกระทบ โดยจะประเมินและส่งผลประเมินให้ผู้ปกครองทราบทุกภาคเรียน และได้ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตเพื่อเข้ามาฟื้นฟูและเยียวยาให้กับนักเรียน และครู โดยด่วน
6. โรงเรียนอนุญาตให้ผู้ปกครองสามารถเข้าไปตรวจสอบสุขอนามัย ห้องเรียน ห้องน้ำ ห้องนอน โดยต้องขออนุญาตและแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ธุรการก่อน ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการรบกวนกิจกรรมการเรียนการสอนและการใช้ชีวิตของนักเรียน
7. โรงเรียนจัดอาหารกลางวันให้นักเรียนตามหลักโภชนาการ โดยแจ้งรายการอาหารให้ผู้ปกครองทราบล่วงหน้าเป็นรายสัปดาห์ จัดให้มีบริการอาหารเพียงพอทั่วถึง ตลอดทั้งเพิ่มเวลาในการรับประทานอาหารจาก 30 นาทีเป็น 40 นาที
8. โรงเรียนจัดให้มีการคัดกรองด้านสุขภาพจิต ให้แก่ครูไทยและครูต่างชาติ
9. โรงเรียนจัดระบบรถรับ-ส่งนักเรียน ให้มีที่นั่งเพียงพอ และให้มีการติดตั้งกล้องเฉพาะตู้ที่นั่งโดยสาร เพื่อดูแลความปลอดภัยและเหตุอันไม่สมควรที่จะเกิดระหว่างเดินทาง และรายงานจำนวนเด็กนักเรียนที่ขาด ลา มา สาย ทุกวัน
10. โรงเรียนจัดให้มีการประชุมผู้ปกครองทุกระดับชั้น ทุกปีการศึกษา โดยในปีการศึกษา 2563 จัดให้มีการประชุมเริ่มในเดือนตุลาคม 2563
กรณีที่ผู้ปกครองประสงค์จะย้ายบุตรหลานไปเรียนต่อที่อื่น
1. โรงเรียนพร้อมอำนวยความสะดวกในการจัดทำเอกสารการส่งตัวให้แก่นักเรียนที่ประสงค์จะขอย้ายให้แล้วเสร็จมอบให้ผู้ปกครองภายใน 1 วัน
2. โรงเรียนคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ในปีการศึกษา 2563
3. โรงเรียนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ของนักเรียนที่ถูกกระทำหรือได้รับผลกระทบในห้องเรียนที่เกิดเหตุเต็มตามจำนวนที่จ่ายจริง ตามคำรับรองของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข
4. ส่วนค่าชดเชยหรือค่าบำรุงขวัญ โรงเรียนจะเร่งดำเนินการให้คณะกรรมการบริหารโรงเรียนพิจารณาและจะแจ้งให้ทราบความคืบหน้าโดยด่วนต่อไป
ทั้งนี้ นางกนกวรรณได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานกับติดตามการแก้ปัญหา โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผู้แทนกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทน สช. นิติกรสำนักงานปลัดกระทรวง ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนศึกษาธิการจังหวัด เป็นคณะทำงาน มีอำนาจหน้าที่
1. ติดตามการแก้ปัญหาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งนักเรียนและผู้ปกครองตามบันทึกข้อตกลงระหว่าง โรงเรียนกับกระทรวงศึกษาธิการ ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน วันที่ 30 ก.ย.63
2. นำเสนอข้อตกลงและการปฏิบัติที่จำเป็นเพิ่มเติมและข้อเรียกร้องเพิ่มเติม
3. รายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำกับดูแล สช.
4. ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 30 กันยายน 2563
"กสม." มีมติหยิบกรณีครูทำร้ายร่างกายเด็ก นร.ขึ้นตรวจสอบ เตรียมชงข้อเสนอแนะแก้ปัญหาต่อรัฐบาล
วันที่ 30 ก.ย.63 นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามและมีข้อห่วงกังวลกรณีบุคลากรของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ นนทบุรี มีพฤติกรรมกระทำความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนซึ่งปรากฏเป็นข่าวไปในวงกว้าง และได้มอบหมายให้สำนักงาน กสม. โดยรองเลขาธิการ กสม. พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สังเกตการณ์การเข้าร้องเรียนของกลุ่มผู้ปกครองต่อผู้บริหารโรงเรียน ณ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา นั้น กสม. ในคราวประชุมด้านคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 23/2563 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 จึงได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องดังกล่าวและรับทราบข้อเท็จจริงอันรับฟังในเบื้องต้นได้ว่ามีเด็กนักเรียนถูกกระทำความรุนแรงในสถานศึกษา
นางประกายรัตน์ กล่าวต่อไปว่า กสม. เห็นว่า
“เมื่อปรากฏว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและกฎหมายภายในประเทศ ทั้งเป็นกรณีที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นอีกไม่ว่ากับสถานศึกษาระดับใด
กสม. จึงมีมติเห็นควรหยิบยกกรณีบุคลากรของโรงเรียนกระทำความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนขึ้นตรวจสอบและศึกษา ตามหน้าที่และอำนาจมาตรา 26 (3) ประกอบมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในเชิงระบบ และเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป” นางประกายรัตน์ กล่าว
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 30 กันยายน 2563