สมาชิกเข้าสู่ระบบ

จี้ลงโทษสหกรณ์ฯหักหนี้ผิดกฎหมาย ลดดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการ

“…เงินกู้ 1 ล้าน ถ้าดอกเบี้ยต่างกัน 1% ปีหนึ่งครูต้องจ่ายเพิ่ม 1 หมื่นบาท ซึ่งเราพบว่าสหกรณ์ครูฯบางแห่งคิดดอกเบี้ยครูสูงถึง 7% ต่อปี ทั้งๆที่ดอกเบี้ยสวัสดิการควรจะต้องถูกกว่านี้ ยิ่งเมื่อก่อนดอกเบี้ยเคยสูงถึง 15% ครูที่กู้เงินมา 3 ล้าน แต่ต้องส่งจริงๆ 10 ล้าน ครูจึงเป็นหนี้ทั้งชีวิต เราจึงต้องลดภาระให้ครู โดยการลดดอกเบี้ยลงมา…” 

แม้ว่าในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกระทรวงศึกษาธิการ ที่มี ตรีนุช เทียนทอง’ เป็นเจ้ากระทรวง ได้เร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหา หนี้สินครู’ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน และตั้งสถานีแก้หนี้ครู เป็นต้น

แต่ทว่าจนถึงขณะนี้การแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยเฉพาะปัญหา ‘เชิงโครงสร้าง’ ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม 

กระทั่งในช่วงต้นเดือน ธ.ค.2565 เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา’ ออกมารณรงค์ให้ครูทั่วประเทศที่ถูก ‘หักเงินเดือนหน้าซอง’ จนเหลือเงินใช้ไม่ถึง 30% ออกมาโชว์ ‘สลิปเงินเดือน’ ของตนเองผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อสะท้อนให้ ผู้มีอำนาจ’ รับรู้ถึงปัญหาดังกล่าว

พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ‘นายจ้าง’ ของครูทั่วประเทศ สั่งการให้มีการบังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อการชำระหนี้สวัสดิการและสหกรณ์ปี 2551 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะระเบียบฯ ข้อ 7 ที่ระบุว่า 

ข้าราชการที่ประสงค์จะให้ส่วนราชการหักเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญเพื่อชำระหนี้เงินกู้มีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้สวัสดิการภายในส่วนราชการหรือสหกรณ์ได้ตามความประสงค์ แต่ทั้งนี้ การจะให้ส่วนราชการหักเงิน ณ ที่จ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้นั้น จะต้องมีเงินเดือนสุทธิหลังหักจากหักชำระหนี้ แล้วไม่น้อยกว่าอัตราดังต่อไปนี้

(1) ร้อยละ 10 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2551

(2) ร้อยละ 15 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2552

(3) ร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2553

(4) ร้อยละ 25 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2554

(5) ร้อยละ 30 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2555 

ในกรณีที่ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง ให้ส่วนราชการผู้เบิกงดหักเงินจนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง” 

ปัญหาครูเหลือเงินเดือน 30% ทิพย์ หรือ 30% เทียม เพราะมีการหักหนี้เพื่อนำไปจ่ายเจ้าหนี้ ทำให้ครูจำนวนไม่น้อยเหลือเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาทในแต่ละเดือน บางรายเหลือ 10 บาทต่อวัน ทำให้ครูต้องไปพึ่งพาหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และหนี้นอกระบบ” เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ระบุ 

เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ยังสะท้อนว่า สาเหตุที่ทำให้ครูถูกหักหนี้ ณ ที่จ่าย จนเหลือเงินใช้ไม่ถึง 30% มาจาก 4 ปัจจัยหลักๆ ได้แก่ 

1.การที่นายจ้าง คือ กระทรวงศึกษาธิการ ยอมให้เจ้าหนี้ตัดเงินเดือนครูที่เป็นหนี้ได้ จนครูไม่เหลือเงินเพียงพอในการดำรงชีพ 

2.การปล่อยให้เจ้าหนี้กำหนดลำดับการตัดหนี้ตามอำเภอใจ โดยกำหนดให้ตัดหนี้เงินต้นไว้ลำดับท้ายสุด

3.การไม่ห้ามปราม และให้ครูกู้ยืมเงินจนเกินศักยภาพในการชำระหนี้

4.การอำนวยความสะดวกให้เจ้าหนี้หักเงินเดือนครูลูกหนี้ โดยไม่ได้พิจารณาว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสวัสดิการฯที่ครูได้รับนั้นสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ 

นอกจากนี้ เครือข่ายฯยังพบว่าผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาบางพื้นที่ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูด้วย จึงมุ่งทำกำไรให้กับสหกรณ์ โดยไม่ได้มุ่งช่วยเหลือครูที่มีปัญหาหนี้สินอย่างแท้จริง (อ่านประกอบ : ‘เครือข่ายแก้หนี้ครูฯ’ จี้รัฐแก้ปมปล่อย‘เจ้าหนี้’หักเงินเดือน‘ครู’ จนเหลือเงินไม่พอใช้)

@ปัญหาโครงสร้าง ‘ดอกเบี้ยแพง-จ่ายค่าหุ้น’ ทำครูอยู่ในวงจรหนี้

วันนี้สหกรณ์ฯต้องมาคิดว่า จะทำอย่างไรให้ครูเหลือเงินใช้ 30% ให้ได้ เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ ทุกอย่างทำได้หมด แต่ที่เขาไม่ทำ เพราะรู้ว่า ถึงไม่ทำ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการลงโทษ” อิทธิพัทธ์ ธีระวรรณสาร ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ซึ่งเป็นเครือข่ายฯที่ก่อตั้งเมื่อต้นปี 2565 และมีแกนนำเครือข่ายฯกระจายอยู่ทั่วประเทศ กล่าวกับสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) 

อิทธิพัทธ์ ในฐานะอดีตประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด ระบุว่า หลังจากได้เข้าไปทำงานที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ เมื่อ 2 ปีก่อน ก็พบว่าปัญหาหนี้สินครูนั้น จะไปกล่าวโทษครูว่า ไม่มีวินัย ไม่มีความรับผิดชอบ อย่างเดียวไม่ได้ โดยปัญหาหนี้สินครูที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่ 

ประเด็นแรก เรื่องดอกเบี้ย แม้ว่าสินเชื่อครูส่วนใหญ่จะถูกเรียกว่า สินเชื่อสวัสดิการ’ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อฯที่กู้จากสหกรณ์ฯหรือสถาบันการเงินของรัฐ อีกทั้งเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะถูกหักเงินชำระหนี้ ณ ที่จ่าย แต่ปรากฏว่าสินเชื่อสวัสดิการฯเหล่านี้ มีอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าจะเรียกว่าสินเชื่อสวัสดิการฯ 

เงินกู้ 1 ล้าน ถ้าดอกเบี้ยต่างกัน 1% ปีหนึ่งครูต้องจ่ายเพิ่ม 1 หมื่นบาท ซึ่งเราพบว่าสหกรณ์ครูฯบางแห่งคิดดอกเบี้ยครูสูงถึง 7% ต่อปี ทั้งๆที่ดอกเบี้ยสวัสดิการควรจะต้องถูกกว่านี้ ยิ่งเมื่อก่อนดอกเบี้ยเคยสูงถึง 15% ครูที่กู้เงินมา 3 ล้าน แต่ต้องส่งจริงๆ 10 ล้าน ครูจึงเป็นหนี้ทั้งชีวิต เราจึงต้องลดภาระให้ครู โดยการลดดอกเบี้ยลงมา” อิทธิพัทธ์ ย้ำ 

ประเด็นที่สอง เรื่องหุ้นสหกรณ์ การที่ครูจะกู้เงินจากสหกรณ์ฯได้นั้น กฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้ครูจะต้องมีหุ้นในสหกรณ์ฯตั้งแต่ 20-25% ของเงินวงเงินกู้ เช่น หากครูต้องการกู้เงิน 1 ล้านบาท ต้องมีหุ้นมูลค่า 2 แสนบาท แต่หากครูไม่มีเงินมาซื้อหุ้น ก็ต้องไปกู้มาซื้อหุ้น เพื่อจะได้กู้เงินจากสหกรณ์ได้

ถ้าครูจะกู้เงิน 1 ล้าน จะต้องมีหุ้น 2 แสนบาท แต่อยู่ๆจะให้ครูมีหุ้น 2 แสนบาทได้อย่างไร ก็ต้องกู้เงินมาซื้อหุ้น 2 แสนบาท แล้วได้เงินกลับไป 8 แสนบาท แต่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินต้น 1 ล้านบาท และเมื่อกู้เงินไปแล้ว ครูยังถูกบังคับให้ส่งค่าหุ้นอีกเดือนละ 1,000-2,000 บาท แทนที่จะเอาเงินตรงนี้ไปจ่ายหนี้ ซึ่งเราเรียกวิธีการนี้ว่าเป็นการเอา เงินครูไปออกดอกครู’ 

ทำไมเราไม่ให้ครูเสียดอกเบี้ยเฉพาะเงินกู้ที่ได้ไปจริงๆ 8 แสนบาท โดยเอาหุ้น 2 แสนบาท มาปรับยอดหนี้ และรู้หรือไม่ว่า เงินค่าหุ้นที่ครูส่งให้สหกรณ์ทุกเดือนนั้น ถ้าเอาเงินเดือนละ 500 บาท มาส่งเป็นเงินต้นแทน จะลดเวลาส่งหนี้ได้ 3 ปี และถ้าส่งเดือนละ 1,000 บาท จะลดเวลาส่งหนี้ได้ 5 ปี นี่จึงเป็นปัญหาหนี้สินครูที่เกิดจากระบบ” อิทธิพัทธ์ กล่าว 

@ต้องลงโทษ ‘คนทำผิด’ ปล่อยให้สหกรณ์หักเงินเดือนครูเกิน 70%

ประเด็นที่สาม เรื่องบทบาททับซ้อน ปัจจุบันสหกรณ์ครูฯบางแห่ง มีผู้บริหารที่สวมหมวก 2 ใบ คือ ‘ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา’ บางพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของครูนั้น กลับดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครู ดังนั้น แทนที่คนเหล่านี้จะเห็นใจและเข้ามาแก้ปัญหาหนี้สินครู กลับมุ่งหากำไรให้สหกรณ์ฯ รวมทั้งยังปล่อยให้ครูกู้เงินเกินตัวด้วย เพื่อที่สหกรณ์ฯจะมีรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 

ที่สำคัญในหลายพื้นที่ฯ มีการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อการชำระหนี้สวัสดิการและสหกรณ์ฯ เช่น ถ้าครูต้องจ่ายหนี้ให้สหกรณ์ 80% ของเงินเดือน เขาจะให้สหกรณ์หักเงินเดือนครูไม่ให้เกิน 70% เพื่อให้เหลือเงินหน้าซอง 30% แต่ที่เหลืออีก 10% ให้ครูจ่ายเบิกเงินมาจ่ายให้สหกรณ์ฯ 

ปัญหา ‘30% ทิพย์’ คือ ครูเหลือเงินใช้ไม่ถึง 30% หลังหักหนี้ นั้น เพราะมีผู้ฝ่าฝืนระเบียบฯ หรือรู้เห็นเป็นใจสร้าง ‘30% ทิพย์’ แน่นอนว่าทุกสหกรณ์รู้ ทุกเขตพื้นที่รู้ แต่ถามว่า มันเกิดอะไรกับคนที่ไม่ปฏิบัติตามบ้าง แต่ถ้าคนรู้ว่า ทำผิดแล้วมีบทลงโทษ คนก็ไม่กล้าทำผิด” อิทธิพัทธ์ ระบุ 

นอกจากนี้ การที่สหกรณ์ฯรู้ว่า สหกรณ์ฯมีสิทธิหักเงินเดือนครู ณ ที่จ่าย เพื่อชำระหนี้ เป็นลำดับแรกก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ ทำให้สหกรณ์ฯใช้สิทธิหักหนี้เต็ม 70% ของเงินเดือน แทนที่จะแบ่งให้เจ้าหนี้รายอื่นๆหักหนี้ด้วย ซึ่งเมื่อเจ้าหนี้รายอื่นๆหักหนี้ไม่ได้ สุดท้ายเจ้าหนี้รายนั้นๆ ก็ต้องไปฟ้องดำเนินคดีกับครูที่จ่ายหนี้ไม่ได้ 

ถ้ามีเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่งฟ้องครู มันจะเกี่ยวพันเป็นลูกโซ่ เพราะทุกครั้งที่ครูกู้ 1 คน จะต้องมีคนค้ำประกัน 2-3 คน ถ้าหักเงินคนกู้ไม่ได้ เขาก็ไปไล่บี้คนค้ำประกัน” อิทธิพัทธ์ กล่าว 

อิทธิพัทธ์ เรียกร้องไปยังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า เมื่อรัฐบาลและกระทรวงศึกษาฯมีแนวคิดผลักดันการแก้ปัญหาหนี้สินครูแล้ว ขอให้ปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะแนวทางต่างๆก็มีอยู่แล้ว และที่ไม่มีใครปฏิบัติตามระเบียบฯหรือแม้แต่คำสั่งศาลปกครองโดยเฉพาะเรื่องการหักหนี้ ณ ที่จ่าย เพราะกระทรวงศึกษาฯไม่จริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย 

อิทธิพัทธ์ ระบุด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมาครูมักไม่ค่อยกล้าออกมาแสดงตัว หรือสะท้อนถึงปัญหาหนี้สินครูมากนัก เพราะกลัวว่าหากออกมาพูดแล้ว สังคมจะมองไม่ดี สังคมจะมองว่ากู้เงินแล้วชำระหนี้ไม่ได้ แต่ทุกคนผิดพลาดได้ และเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ครูมีปัญหาแล้ว ก็ต้องมีการแก้ไข 

ทุกคนรู้หมดว่าจะต้องทำอย่างไร วิธีการศึกษาหมดแล้ว สหกรณ์ก็รู้จะต้องทำอย่างไร เช่น ถ้าครูเหลือเงินไม่ถึง 30% ก็ต้องไปปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ยให้สมาชิก แก้ปัญหาเรื่องชำระค่าหุ้น ครูก็จะเหลือเงินพอใช้ทันที ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ วิธีคิดเป็นเรื่องสำคัญ และอยู่ที่ว่าสหกรณ์จะมองครูเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้น่าสงสาร” อิทธิพัทธ์ ระบุ 

@แก้ปัญหา ‘หักเงินเดือนหน้าซอง’ ก้าวแรกแก้ปัญหาหนี้ครูทั้งระบบ

ด้าน ขจร ธนะแพสย์ กรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ระบุว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เร่งรัดแก้ปัญหาหนี้สินครู ขณะที่คณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินฯ ที่มีสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ เป็นประธานฯ ได้หยิบยกเรื่องหนี้สินครูมาพูดคุยกันด้วย

ขจร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมารณรงค์ในครูออกมาโชว์ สลิปเงินเดือน’ ที่ถูกหักเงิน ณ ที่จ่าย เกิน 70% จนเหลือเงินไม่พอดำรงชีวิต กล่าวต่อว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ครูจำนวนหนึ่งเริ่มออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง เพราะเขาเจอปัญหาอย่างนี้มาพอสมควรแล้ว 

สังคมเราไม่ค่อยได้พูดถึงสิทธิของลูกหนี้ คือ เมื่อเขาเป็นหนี้แล้ว เขามีสิทธิเหลือเงินพอดำรงชีพ โดยเฉพาะครู ถ้าครูเหลือเงินอยู่แค่ 10 บาท 20 บาทต่อวัน อย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ เมื่ออยู่ไม่ได้ เขาก็ต้องไปใช้บัตรเครดิต ไปกู้หนี้นอกระบบ ทำให้สอนหนังสือได้ไม่เต็มที่ แล้วก็หน้าที่เป็นแม่พิมพ์ได้ยาก” ขจร กล่าว 

ขจร กล่าวต่อว่า วิธีการแก้ปัญหาครูถูกหักเงินหน้าซองเกิน 70% นั้น ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อการชำระหนี้สวัสดิการฯ ปี 2551 แต่สาเหตุที่ปัญหานี้แก้ไขไม่ได้ เพราะมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งดูแลเงินเดือนครู แต่ทำหน้าที่เป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของครูด้วย  

พอเงินเดือน (ครู) ออก เขาก็จัดการส่งให้กันเลย ซึ่งถ้าเป็นนายจ้างที่ดีและคิดถึงครู เขาต้องคิดว่าครูจะมีเงินพอใช้หรือไม่ แต่พอ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สวมหมวกเป็นเจ้าหนี้ วิสัยทัศน์จึงต่างไป เพราะแทนที่เข้ามาประสานงานเรื่องสินเชื่อสวัสดิการฯให้เกิดความเป็นธรรม แต่ก็ไม่ทำหน้าที่ตรงนี้” ขจร ระบุ

ขจร เสนอว่า กระทรวงศึกษาฯ ต้องเข้ามากำกับดูแลและแบ่งแยกหน้าที่ ในฐานะเป็น ‘นายจ้าง’ และ ‘เจ้าหนี้’ ให้ชัดเจน เพราะหากนายจ้างยังสวมหมวก 2 ใบ ก็ไม่มีทางที่นายจ้างจะคิดถึงประโยชน์ของครูได้เต็มที่ เช่นเดียวกับคนที่เป็นผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ ก็ไม่ควรมาทำเงินเดือนให้กับตัวเอง แต่เรากลับเห็นปรากฎการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นทุกพื้นที่ 

ขจร ย้ำว่า แก้ไขปัญหาครูถูกหักเงินหน้าซองจนเหลือเงินไม่พอใช้ จะเป็นก้าวแรกๆในการแก้ปัญหาหนี้สินครูทั่วประเทศ เพราะหากครูมีเงินเหลือใช้ 30% ก็จะไม่ต้องไปกู้บัตรเครดิตหรือกู้เงินนอกระบบ และการที่เจ้าหนี้ได้มีสิทธิ์หักหนี้ ณ ที่จ่าย ได้ 70% จะเป็นสิ่งที่จูงใจให้เจ้าหนี้หันมาปรับโครงสร้างหนี้ให้กับครู 

ถ้านายจ้าง (กระทรวงศึกษาฯ) บังคับใช้ระเบียบฯ โดยทำให้ครูต้องเหลือเงินใช้ไม่น้อยกว่า 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% เจ้าหนี้ก็จะเอาไป แต่หากเจ้าหนี้มีมากกว่า 1 ราย เช่น มี 2 ราย เมื่อแบ่งแล้วไม่พอชำระหนี้ ก็จะเป็นการบังคับให้เจ้าหนี้ทั้ง 2 ราย ต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้กับครู” ขจร กล่าว 

@เรียกร้อง ‘ศธ.’ ประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสวัสดิการฯที่เหมาะสม

ขจร ระบุด้วยว่า ประเด็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสวัสดิการฯครูที่อยู่ในระดับสูงๆ เช่น สหกรณ์ฯบางแห่งคิดอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 10% ต่อปี นับว่าสร้างภาระให้ครูอย่างมาก และเมื่อสินเชื่อสวัสดิการแบบหักเงินเดือน หรือ payroll credit ซึ่งเจ้าหนี้แทบไม่มีความเสี่ย และหนี้เสียมีไม่ถึง 1% ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสวัสดิการฯจึงไม่ควรเกิน 3% ด้วยซ้ำ 

อีกทั้งก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาฯเคยบอกว่า กระทรวงฯจะประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยสวัสดิการฯที่เหมาะสม ซึ่งก็รอตรงนี้อยู่ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ประกาศอะไรออกมา ทำให้ครู ซึ่งไม่ได้มีรายได้มากนัก ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราแพงๆเพื่อซัพพอร์ตคนที่มีฐานะดีกว่า ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น 

ถ้ากระทรวงศึกษาฯจะทำสินเชื่อสวัสดิการฯ ดอกเบี้ยก็ดีกว่าสินเชื่อในระบบฯ ไม่อย่างนั้น จะทำไปทำไม แต่วันนี้เราพบว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสวัสดิการฯสูงกว่าดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดีของธนาคาร แล้วนายจ้าง คือ กระทรวงศึกษาฯ ยังหักหนี้ให้อีก จึงไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย” ขจร กล่าว 

ขจร กล่าวด้วยว่า สินเชื่อสวัสดิการฯครู ยังมีปัญหาร่วมเช่นเดียวกับสินเชื่ออื่นๆ เช่น การฟ้องผู้ค้ำประกันเสมือนเป็นลูกหนี้ และแม้ว่าจะมีการแก้ไขประมวลกฎหมายในเรื่องนี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหนี้ยังฟ้องผู้กู้และผู้ค้ำประกันพร้อมๆกัน แทนที่จะไปเอากับลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อน รวมถึงปัญหายังมีปัญหาลำดับการตัดชำระหนี้ โดยเจ้าหนี้จะตัดเงินต้นเป็นอันดับสุดท้าย 

ขจร กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อก่อนเวลาจับคอร์รัปชัน เราต้องดูใบเสร็จ แต่เรื่องหนี้ครู สลิปเงินเดือนจะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงสิ่งไม่ปกติ หรือสิ่งที่ไม่ถูกต้องในกระบวนการหักเงินเดือน ซึ่งคงไม่มีใครช่วยครูได้ นอกจากครูด้วยกันเอง และถ้าทำได้ก็เหมือนการเลิกทาสทางการเงิน เพราะครูอยู่ใต้ระบบนายจ้างอย่างนี้มานานแล้ว” 

@สหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯเจ้าหนี้ใหญ่สุด-ครูเกิน 30% เหลือเงินใช้ไม่ถึง 30%

ทั้งนี้ จากข้อมูลโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน ของกระทรวงศึกษาฯ ระบุว่า ปัจจุบันมีครู 9 แสนคนทั่วประเทศ หรือคิดเป็นประมาณ 80% ของครูทั่วประเทศ มีหนี้สินรวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท 

โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู จำนวนหนี้รวม 8.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 64% ของหนี้สินครูทั้งหมด รองลงมาเป็นธนาคารออมสิน จำนวนหนี้ 3.49 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 25% ของหนี้สินครูทั้งหมด และมีครูที่มีเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน มีสัดส่วนมากกว่า 30% ของครูทั้งหมด 

นอกจากนี้ โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและและบุคลากรทางการศึกษาฯดังกล่าว กำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้สินครูฯ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของครูให้ลงมาอยู่ที่ 4.5-5% ต่อปี ,การปรับโครงสร้างหนี้ครู และการร่วมกับส่วนราชการต้นสังหัดให้หักหนี้ครู ณ ที่จ่าย เพื่อให้ครูมีเงินเหลือไม่น้อยกว่า 30% 

ขณะที่ ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการฯ ได้รับข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ในการแก้ปัญหาครูถูกหักเงินเดือนจ่ายหนี้เกิน 70% พร้อมทั้งมอบหมายให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของ ศธ. ไปดูแลในการอุดช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว 

จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า การแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยเฉพาะปัญหาครูถูก ‘หักเงินเดือนหน้าซอง’ จนเหลือเงินไม่พอใช้ในการดำรงชีวิต จะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร? 

จม.เปิดผนึกเครือข่ายแก้หนี้ครู(1) : ต้องรื้อระบบการหักเงินเดือนของสวัสดิการ-สหกรณ์

“…สินเชื่อสวัสดิการที่นายจ้างหักเงินเดือนนำส่งให้เจ้าหนี้ทุกเดือน ถือเป็นหนึ่งในสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดอันหนึ่งของระบบการเงิน ซึ่งโดยหลักการแล้ว สินเชื่อสวัสดิการจะต้องเป็นสินเชื่อที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับต่ำ ไม่สูง รวมทั้งต้องเป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราในตลาดทั่วไป แต่อย่างไรก็ดี พบว่าเจ้าหนี้ของครูทั้งสถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้สูงต่ำแตกต่างกัน สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4-9 ต่อปี ในขณะที่ฝั่งสถาบันการเงิน ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารกรุงไทย คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ร้อยละ 4-12 ต่อปี...” 

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรการศึกษาตั้งแต่ต้นปี 2564 และมีการจัดตั้งสถานีแก้หนี้กว่า 583 แห่งทั่วประเทศ โครงการดังกล่าวได้สร้างความหวังให้แก่ครูทั่วประเทศว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของการกู้ยืมของครูในหลายมิติจะได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างใน 2 มิติที่สำคัญ 

ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องที่ 1 การที่เงินเดือนในแต่ละเดือนหลังจากที่หักชำระหนี้แก่เจ้าหนี้สวัสดิการและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแล้ว เหลือไม่เพียงพอที่ครูจะใช้ดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี กล่าวคือ เหลือน้อยกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือน ไม่สอดคลัองกับระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้สวัสดิการและสหกรณ์ปี พ.ศ.2551 และขัดกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่สร้างความเดือดร้อนในวงกว้าง

ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องที่ 2 การที่ยอดหนี้ที่เจ้าหนี้สวัสดิการและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเรียกเก็บรวมกันแล้วจะมากกว่าเงินเดือนร้อยละ 70 ที่ครูได้รับในแต่ละเดือน ซึ่งในอีกด้านหนึ่งหมายความว่าเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้จะเหลือน้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งตามระเบียบฯ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องงดการหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายเพื่อให้กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดจำนวนค่างวดที่เจ้าหนี้ทุกรายเรียกเก็บให้เหลือไม่เกิน 70% ของเงินเดือนจะได้เกิดขึ้น ซึ่งปรากฏว่าผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบฯ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เงินเดือนคงเหลือ “30%ทิพย์ หรือ 30%ปลอม” ที่ครูจะต้องนำเงินที่ได้รับไปจ่ายหนี้แก่เจ้าหนี้รายที่หักเงินเดือนไม่ได้ สุดท้ายทำให้ครูแทบเหลือเงินไม่พอที่จะใช้จ่ายดำรงชีพ ส่วนเจ้าหนี้ที่ไม่ได้รับชำระหนี้ตามที่ได้เคยทำข้อตกลงไว้กับกระทรวงศึกษาธิการก็ฟ้องร้องดำเนินคดีกับครูผู้กู้และผู้ค้ำประกันรวมกันหลายหมื่นรายทั่วประเทศ ซึ่งจากการประเมินคิดว่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นราย

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการหักเงินเดือนข้าราชการ ดอกเบี้ยแพงแม้ความเสี่ยงต่ำ 

สินเชื่อสวัสดิการที่นายจ้างหักเงินเดือนนำส่งให้เจ้าหนี้ทุกเดือน ถือเป็นหนึ่งในสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดอันหนึ่งของระบบการเงิน ซึ่งโดยหลักการแล้ว สินเชื่อสวัสดิการจะต้องเป็นสินเชื่อที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับต่ำ ไม่สูง รวมทั้งต้องเป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราในตลาดทั่วไป แต่อย่างไรก็ดี พบว่าเจ้าหนี้ของครูทั้งสถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้สูงต่ำแตกต่างกัน สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4-9 ต่อปี ในขณะที่ฝั่งสถาบันการเงิน ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารกรุงไทย คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ร้อยละ 4-12 ต่อปี 

ถ้าพิจารณาในรายละเอียดของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 108 แห่ง พบว่าที่คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่า < 5% ต่อปี มี 7 แห่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 5-6% ต่อปี มี 60 แห่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 6-7% ต่อปี มี 28 แห่ง และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ > 7% ต่อปี มี 10 แห่ง ในภาพรวมนับว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอยู่ในระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง และอาจจะสูงเกินกว่าที่จะเรียกว่า “สินเชื่อสวัสดิการที่แท้จริง” กล่าวคือ ถ้าไปกู้เองในตลาดสินเชื่อภายนอกอาจจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า 

แม้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจะมีเจตนารมณ์ตั้งแต่ก่อตั้ง ในการที่จะช่วยให้สมาชิกสามารถที่จะกู้ยืมสินเชื่อสวัสดิการได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ไม่แพง มีความผ่อนปรน แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่า การดำเนินการของสหกรณ์ที่ผ่านมาอาจจะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการก่อตั้ง ถ้าพิจารณาดูจากการหาเสียงของการคัดเลือกกรรมการ พบว่ามีสหกรณ์เพียงไม่กี่แห่ง ที่กรรมการมีนโยบายมุ่งหวังให้สมาชิกได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูก แต่ส่วนใหญ่กลับเน้นผลกำไร ตลอดจนมุ่งให้เงินปันผลในระดับที่สูง แต่ละปีระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีกำไรมากกว่าปีละ 3 หมื่นล้านบาท ในขณะที่สมาชิกครูผู้กู้ ซึ่งถือเป็นผู้มีอุปการคุณสูงสุด เพราะรายได้มากกว่า 95% มาจากดอกเบี้ยเงินกู้ ประสบความเดือดร้อนในวงกว้าง มีเงินเดือนเหลือไม่พอดำรงชีพ 

แต่ละปีระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีกำไรมากกว่าปีละ 3 หมื่นล้านบาท ในขณะที่สมาชิกครูผู้กู้ ซึ่งถือเป็นผู้มีอุปการคุณสูงสุด เพราะรายได้มากกว่า 95% มาจากดอกเบี้ยเงินกู้ ประสบความเดือดร้อนในวงกว้าง มีเงินเดือนเหลือไม่พอดำรงชีพ

นอกจากภาระดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว ยังพบว่าการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อของเจ้าหนี้ของครู ได้สร้างภาระเพิ่มเติมอย่างไม่จำเป็นรวมทั้งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ครูในหลายมิติ 

[1] ผู้ค้ำประกันที่มักจะถูกผูกมัดให้รับผิดชอบอย่างไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือผู้กู้ร่วม ซึ่งตาม ปพพ. ที่แก้ไขใหม่ข้อความในลักษณะดังกล่าวต้องเป็นโมฆะ แม้แต่สัญญาที่ทำก่อนหน้านั้นก็เข้าข่ายสัญญาที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งการที่เจ้าหนี้ฟ้องผู้กู้กับผู้ค้ำประกันพร้อมกัน ถือว่าฟ้องโดยยังไม่ได้ไล่เบี้ยลูกหนี้อย่างถึงที่สุด ผู้ค้ำประกันควรใช้สิทธิเกี่ยงให้ไปไล่เบี้ยกับคนกู้ก่อน 

[2] การที่สหกรณ์กำหนดให้การกู้ยืม ลูกหนี้จะต้องมีหุ้นสหกรณ์จำนวนหนึ่ง เช่น 20% ข้อกำหนดในลักษณะดังกล่าวสร้างภาระให้ผู้กู้ต้องกู้ยืมหรือมีหนี้มากกว่าที่ควร เช่นถ้าต้องการกู้ 1 ล้านบาท สุดท้ายจะต้องมีหนี้ไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านบาท เป็นต้น 

[3] การต้องซื้อประกันสินเชื่อที่เจ้าหนี้เป็นผู้รับผลประโยชน์ เรื่องนี้โดยหลักการแล้วจะไม่สามารถบังคับลูกหนี้ได้ ควรจะเป็นแค่ทางเลือกเท่านั้น ที่สำคัญคือ ถ้าเจ้าหนี้เป็นผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ เจ้าหนี้ควรจะช่วยออกถ้าในกรณีมีค่าใช้จ่าย อาทิครึ่งหนึ่ง 

"...ปัญหาหนี้สินครูไม่ได้เกิดจากครูเท่านั้น หากแต่เกิดจากนายจ้างและเจ้าหนี้ด้วย ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีอำนาจมากกว่า ถ้าความไม่ถูกต้องยังถูกเก็บเงียบ สาธารณชนไม่ทราบ และไม่มีแรงกดดันแปจากภายนอก ปัญหานี้อาจถูกปิดทับไว้ตราบนิรันดร์ ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแก้ไขเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้องตามระเบียบ แต่เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้กวดขันจริงจังรวมทั้งไม่ได้มีการกำหนดโทษอย่างชัดเจน จึงทำให้ที่ผ่านมาลงเอยแบบทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หรือแกล้งไม่เข้าใจบ้าง อย่างไรก็ดี ผลประการหนึ่งของการเปิดเผยข้อมูลสลิปเงินเดือนในครั้งนี้จะทำให้เกิดตรวจสอบจากภายนอกที่จะช่วยกดดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหันมาช่วยเหลือครู และแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกให้ถูกต้อง ความโปร่งใสจะนำมาซึ่งการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการตัดเงินเดือนให้ถูกต้องและเป็นธรรม จะทำให้ครูทั่วประเทศมีโอกาสได้มีเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระแก่เจ้าหนี้ทุกรายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือน เพื่อใช้จ่ายดำรงชีพอย่างที่ควรจะเป็น..." 

ส่วนที่ 3 ครูจะต้องทำอะไรและอย่างไรบ้างเพื่อให้การดำเนินการในครั้งนี้มีความหมาย แตกต่างจากที่ผ่านมา 

ทำไมต้องเปิดสลิปเงินเดือน

ต้องเข้าใจก่อนว่าหนี้ครูส่วนใหญ่เป็นหนี้สวัสดิการที่นายจ้างหักเงินเดือนนำส่งให้เจ้าหนี้

ดังนั้น “สลิปเงินเดือน” จึงเป็นหลักฐานทางกฎหมายที่มีความสำคัญยิ่งที่จะบอกว่าการดำเนินการของผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องหักเงินเดือนนั้นถูกต้องตามแนวทางที่กำหนดไว้ในระเบียบปี 2551 หรือไม่

ท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “การจับ corruption จะต้องมีใบเสร็จเป็นหลักฐาน” เรื่องหนี้สินครู ก็คล้ายคลึงกัน “สลิปเงินเดือน” จะช่วยสร้างความชัดเจนว่าในขั้นตอนการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ของครูมีตรงไหนที่การดำเนินการไม่ถูกต้องหรือต้องแก้ไข 

ทำไมต้องเปิดเผยข้อมูล? ท่านเคยได้ยินที่คำพูดที่ว่า “แสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อโรค” หรือ “ความโปร่งใสจะช่วยทำให้เรื่องต่างๆ ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง “ 

ปัญหาหนี้สินครูไม่ได้เกิดจากครูเท่านั้น หากแต่เกิดจากนายจ้างและเจ้าหนี้ด้วย ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีอำนาจมากกว่า ถ้าความไม่ถูกต้องยังถูกเก็บเงียบ สาธารณชนไม่ทราบ และไม่มีแรงกดดันแปจากภายนอก ปัญหานี้อาจถูกปิดทับไว้ตราบนิรันดร์ ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแก้ไขเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้องตามระเบียบ แต่เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้กวดขันจริงจังรวมทั้งไม่ได้มีการกำหนดโทษอย่างชัดเจน จึงทำให้ที่ผ่านมาลงเอยแบบทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หรือแกล้งไม่เข้าใจบ้าง อย่างไรก็ดี ผลประการหนึ่งของการเปิดเผยข้อมูลสลิปเงินเดือนในครั้งนี้จะทำให้เกิดตรวจสอบจากภายนอกที่จะช่วยกดดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหันมาช่วยเหลือครู และแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกให้ถูกต้อง ความโปร่งใสจะนำมาซึ่งการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการตัดเงินเดือนให้ถูกต้องและเป็นธรรม จะทำให้ครูทั่วประเทศมีโอกาสได้มีเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระแก่เจ้าหนี้ทุกรายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือน เพื่อใช้จ่ายดำรงชีพอย่างที่ควรจะเป็น 

ขั้นตอนและวิธีการง่ายๆ มีดังต่อไปนี้ กล่าวคือ

[1] ท่านสามารถที่จะถ่ายภาพสลิปเงินเดือน หรือเอกสารที่แสดงข้อมูลเงินเดือนล่าสุด ด้วยกล้องในมือถือของท่าน

[2] หลังจากนั้นให้ท่านเข้าไปปรับปรุงภาพ เพื่อปิดชื่อนามสกุล เบอร์บัญชีหรือข้อมูลอื่น ที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล

[3] ทำเครื่องหมายวงให้ชัดเจนว่า เงินเดือนสุทธิที่ตกถึงมือท่านเพื่อที่จะใช้จ่ายในแต่ละเดือนมีจำนวนกี่บาท 

ขั้นตอนที่ 3.1 ในกรณีที่เหลือน้อยกว่า 30% ช่วยคำนวณด้วยว่าเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ และถ้าคิดเฉลี่ยต่อวัน (หารด้วย 30) จะเหลือวันละกี่บาท 

ขั้นตอนที่ 3.2 สำหรับครูที่เจอปัญหา 30%ทิพย์ คือ หลังจากได้รับเงินเดือน 30% แล้วท่านยังต้องนำไปจ่ายเจ้าหนี้อื่น เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารกรุงไทยอีก ช่วยใส่ยอดที่ท่านต้องนำไปจ่ายเพิ่ม และคำนวณว่าสุดท้ายท่านเหลือใช้กี่บาท และเฉลี่ยต่อวันกี่บาท 

ขั้นตอนที่ 3.3 สำหรับรายที่ประสบปัญหา เมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีการจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชีธนาคาร แล้วถูกธนาคารกรุงไทยหักเงินเดือนต่อ ทำให้เงินเดือนตกถึงมือท่านไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย โปรดระบุด้วยว่าธนาคารกรุงไทยหักเงินเดือนในแต่ละเดือนไปจำนวนกี่บาท เหลือสุดท้ายถึงมือท่านเท่าไร และเฉลี่ยต่อวันคือกี่บาท 

ความมุ่งหวังที่จะให้ครูมี residual income > 30% ของเงินเดือน ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ ถ้าธนาคารกรุงไทยไม่เปลี่ยนมาตัดเงินเดือน 70% รวมกับเจ้าหนี้รายอื่น 

ในบรรดาสินเชื่อที่ใช้สิทธิหักเงินเดือนข้าราชการ สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏถือเป็นสินเชื่อที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดถึง 12.2% ต่อปี ทั้งๆ ที่หนี้เสีย NPL ต่ำมากเพียง 0.2-0.3% เท่านั้นเอง

อีกทั้งยังเป็นสินเชื่อที่เข้าข่ายให้ข้าราชการจ่ายแต่ดอกเบี้ยเท่านั้นในแต่ละเดือนจนอายุ 57 ปี จึงจะเร่งเก็บหนี้คืน ถ้าเปรียบเทียบกับการกู้สินเชื่อเงินก้อนปกติ 3 แสนบาทที่คิดดอกเบี้ย 4% ต่อปี ผ่อนเดือนละ 3,037 บาท 10 ปี ท่านจะหมดหนี้ แต่สินเชื่อธนวัฏ 3 แสนบาท ดอกเบี้ย 12.2% ต่อปี ในแต่ละเดือนท่านจะจ่ายได้แค่ดอกเบี้ย 3,050 บาท โดย 10 ปีผ่านไป ท่านจะยังค้างเงินต้น 3 แสนบาท 

[4] นำรูปสลิปเงินเดือนของท่าน ที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขแล้ว โพสต์เผยแพร่ในช่องทางของ social media Facebook Instagram Twitter หรือ TikTok อย่างพร้อมเพรียงกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ในเวลา 9.00 น. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2565 การดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นการขับเคลื่อนมวลชนในรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง ซึ่งปัจจุบันพัฒนาไปสู่ความเป็น digital มากขึ้นในทุกมิติ ครูที่เดือดร้อนไม่จำเป็นที่จะต้องรวมตัวกันและหารถโดยสารเพื่อจะเดินทางเข้ามาที่กระทรวงศึกษาธิการซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวงกรุงเทพมหานครเหมือนดังในอดีต แต่ท่านสามารถเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญที่แม้จะเป็นหนี้แต่ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ครูจำเป็นต้องมีเงินเหลือไว้สำหรับดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี และเล่าปัญหาของท่านจากที่ไหนก็ได้ที่ internet เข้าถึงในประเทศนี้โดยไม่ต้องมีภาระค่าใช้จ่าย 

[5] ในโพสต์ที่จะลง social media ท่านจะต้องมีข้อความที่ใส่เครื่องหมาย # Hashtag ที่ทางทีมได้คัดเลือกมาทั้งหมด 16 อัน ที่คิดว่าจะช่วยสื่อสารให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจถึงปัญหาที่ครูทั่วประเทศกำลังเผชิญอยู่ ดังต่อไปนี้

#สินเชื่อสวัสดิการประเทศกูมี

#นายกประยุทธ์ช่วยครูด้วย

#30%ทิพย์หรือ30%ปลอม

#30%ที่ต้องเอาไปจ่ายเจ้าหนี้อื่น

#ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

#จ่ายหนี้จนไม่มีกิน

#คำว่าสุทธิคือต้องหักค่างวดที่ทุกเจ้าหนี้เรียกเก็บ

#ไม่เป็นไปตามระเบียบปี51

#สหกรณ์เอาเงินเดือน70%ไปคนเดียว

#คำพิพากษาศาลปกครองกูไม่สน

#มหากาพย์เมื่อครูดูดเลือดครูด้วยกัน(ปลิง)

#ระวัง157ละเลยเพิกเฉยไม่ทำตามกฎ

#สวัสดิการแบบนี้เลิกเลิกไปเถอะ

#ให้มันจบที่รุ่นเรา

#ปัญหาซับซ้อนขึ้นเมื่อนายจ้างกลายเป็นเจ้าหนี้

#แก้หนี้ครูชิงช้าสวรรค์ที่เหมือนเดินหน้าแต่พาเดินกลับมาที่เก่า

การใช้แฮชแท็ก (Hashtag) คือ คำหรือวลีที่นำหน้าด้วยเครื่องหมาย # ซึ่งจะใช้ในโพสต์บน social media ต่างๆ Hashtag # กลายมาเป็นสื่ออันทรงพลังบนโลกออนไลน์ เพราะคอมพิวเตอร์สามารถจัดกลุ่ม Hashtag ที่มีความเหมือนกันหรือคล้ายกันให้มาอยู่ในที่เดียวกัน ซึ่งจะทำให้ทราบถึงจำนวนของครูที่กำลังเดือดร้อนว่ามีอยู่มากมายในทุกพื้นที่เขตการศึกษาทั่วประเทศ # Hashtag จึงนับเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ช่วยสร้าง “ชุมชน” หรือ “การรวมตัวแบบเฉพาะกิจ” รวมถึงชี้เป้าว่าปัญหาว่าอยู่ตรงไหน มีอะไรต้องแก้ไข 

[6] ครูอาวุโสที่อาจจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ ท่านไม่ต้องกังวลถ้าท่านไม่มีบัญชีหรือ account ของตนเอง ท่านอาจจะขอให้ลูกหลานของท่าน หรือ ครูที่เป็นเพื่อนของท่านช่วยโพสต์เรื่องราวข้อเท็จจริงแทนท่านก็ได้ เพราะหัวใจอยู่ที่เรื่องราวจะต้องถูกตีแผ่ให้สาธารณชนรับรู้ ส่วนวิธีการนั้นยังไม่สำคัญเท่า และกรณีที่ท่านเห็นว่าอาจจะมีเพื่อนครูคนใดที่มีปัญหาหรือไม่สามารถทำตามวิธีการข้างบนได้ ขอให้ท่านช่วยเป็นธุระหยิบยื่นความช่วยเหลือในการจัดการแทน 

ทำไมต้องเปิดสลิปเงินเดือนและใส่ # Hashtag บน social

ต้องเข้าใจก่อนว่าหนี้ครูส่วนใหญ่เป็นหนี้สวัสดิการที่นายจ้างหักเงินเดือนนำส่งให้เจ้าหนี้ ดังนั้น “สลิปเงินเดือน” จึงเป็นหลักฐานทางกฎหมายที่มีความสำคัญยิ่งที่จะบอกว่าการดำเนินการของผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องหักเงินเดือนนั้นถูกต้องตามแนวทางที่กำหนดไว้ในระเบียบปี 2551 หรือไม่

รูปสลิปเงินเดือนของท่านที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขแล้ว โพสต์เผยแพร่ในช่องทางของ social media acebook Instagram Twitter หรือ TikTok อย่างพร้อมเพรียงกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ในเวลา 9.00 น. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2565 พร้อมติด # Hashtag ข้อความที่คัดเลือกมา เพื่อสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจปัญหาที่ครูเผชิญอยู่ 

"...อย่างที่เรียนในช่วงต้นว่า ความพยายามที่จะแก้ปัญหาหนี้สินของครูในปัจจุบันยังไม่เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม ครูที่ประสบปัญหาเดือดร้อนถือเป็น 'เจ้าทุกข์โดยตรง' ในเรื่องนี้จำเป็นต้อง 'เคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์' โดยหวังผลสัมฤทธิ์ใน 2 ประการ..." 

ส่วนที่ 4 ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่คาดหวังได้ที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครู 

ทำไมต้องดำเนินการเรื่องนี้? และสามารถที่จะคาดหวังผลในเรื่องใดบ้าง?

อย่างที่เรียนในช่วงต้นว่า ความพยายามที่จะแก้ปัญหาหนี้สินของครูในปัจจุบันยังไม่เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม ครูที่ประสบปัญหาเดือดร้อนถือเป็น 'เจ้าทุกข์โดยตรง' ในเรื่องนี้จำเป็นต้อง 'เคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์' โดยหวังผลสัมฤทธิ์ใน 2 ประการ

ประการที่ 1 เปิดเผยให้สังคมและสาธารณชนทั่วไปได้ทราบถึงข้อเท็จจริงความเดือดร้อนของท่าน ท่านจะต้องไม่รู้สึกอายที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เพราะถ้าจะมีใครสักคนที่ควรจะรู้สึกอายเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนคนนั้นก็คือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับจัดทำเงินเดือนของครู ที่มีหน้าที่โดยตรงจะต้องดำเนินการตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ ปี 2551 อย่างเคร่งครัด แต่กลับละเลยเพิกเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ดำเนินการตามระเบียบ รวมทั้งไม่เคารพแนวคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง จนเป็นเหตุที่สร้างความเดือดร้อนแก่ท่านและครูในแทบทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 

การดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นเสมือนการยื่น notice เตือนผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ท่านในฐานะผู้ที่เดือดร้อนและได้รับความเสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน สามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้เข้าข่ายการละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบจนเป็นเหตุให้เพื่อนครูต้องเดือดร้อนในวงกว้าง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว อาจถือได้ว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดทางอาญาของ 'เจ้าพนักงานของรัฐ' ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมทั้งเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง จากการจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง จนเป็นเหตุให้เพื่อนครูเกิดความเสียหาย ประสบปัญหาทางการเงิน และการทำผิดวินัยที่มีเจตนาที่ชัดแจ้งนี้ ย่อมมีผลต่อประวัติราชการของผู้กระทำความผิด และการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งในอนาคตอีกด้วย ดังนั้น หวังว่าผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะได้ปรับปรุงสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด 

ประการที่ 2 นอกจากนี้ การดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นการส่งสัญญาณ และเป็นการร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมไปถึงนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ทราบว่าครูทั่วประเทศตระหนักและขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูที่เป็นปัญหาซึ่งถูกหมักหมมมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน 

อาจจะกล่าวได้ว่า ไม่มีการแก้ปัญหาหนี้สินของครูครั้งไหน ที่แนวทางมีความชัดเจนมากเท่าครั้งนี้ ซึ่งต่างจากในอดีตที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาจะเริ่มจากการด่าว่าปรามาสครูว่าครูมีนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ การแก้ไขจะมุ่งเน้นเน้นที่ทำให้ครูมีวินัย มัธยัสถ์รู้จักอดออม วันนี้มีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับว่าปัญหาหนี้สินครูสาเหตุไม่ได้เกิดจากครูเท่านั้น หากแต่เกิดจากเจ้าหนี้และนายจ้างของครูด้วย แต่อย่างไรก็ดี ความพยายามแก้ไขปัญหาปัจจุบันเดินมาถึงทางตันติดขัดไม่สามารถที่จะไปต่อได้ เพราะผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้องละเลยเพิกเฉยไม่มีการดำเนินการตามระเบียบตลอดจนแนวคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเนื่องจากปัญหาบทบาทและผลประโยชน์ทับซ้อน นายจ้างผู้ที่ควรจะเข้ามาช่วยดูแลปกป้องครู กลับคิดถึงแต่ประโยชน์ของเจ้าหนี้ ละเลยไม่ดำเนินการในสิ่งที่ควรทำ ละเลยสิ่งที่ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้มีความจำเป็นที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะต้องมีคำบัญชาสั่งการเพื่อที่จะปลดล็อกแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม 2565

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น