
เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่ยังต้องจับตาต่อว่าจะมีการปรับแก้รายละเอียด เพิ่มเติมในส่วนใดอีกหรือไม่ ก่อนเข้าเสนอสภาเคาะอีกรอบในวาระ 2 และวาระ 3
เป็นอีกหนึ่งกฎหมายใหม่ที่น่าสนใจ แม้อาจไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก แต่ถูกกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และนโยบายรัฐบาล ที่กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาประชาชนทุกช่วงวัยโดยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาตนเองของประชาชน การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ และจัดให้มีการส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทุกช่วงวัย
‘นางกนกวรรณ วิลาวัลย์’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ชี้แจงรายละเอียดว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีทั้งหมด 31 มาตรา สาระบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ ที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการตามระบบต่างๆ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตในแต่ละช่วงวัย ส่งเสริมการเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงวัยชรา สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนทั่วไป กลุ่มคนผู้ด้อยโอกาส และเป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อมวลมนุษยชาติ ด้วยกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่
1.การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีเป้าหมายให้บุคคลสามารถเรียนรู้และสามารถเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ในเรื่องที่ตนสนใจและถนัด เพื่อเพิ่มพูนความรู้ต่อตนเอง ก่อให้เป็นบุคคลที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม โดยจัดการเรียนรู้ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ผ่านการเรียนรู้ด้วยระบบออนไลน์หรือแหล่งการเรียนรู้ และการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกัน อีกทั้งส่งเสริมให้ภาคีเครือข่าย ชุมชน และครอบครัวมีส่วนในการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
2. การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประชาชนทุกช่วงวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงวัยชรา เพื่อให้มีศักยภาพ ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตามความถนัดของตน สร้างความรู้ความเข้าใจแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ในการดูแลบุตรหลานตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา สร้างความรู้ความเข้าใจแก่คนในวัยทำงานให้มีความสามารถในการประกอบอาชีพ พัฒนาอาชีพ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้สูงอายุเพื่อคงสภาพพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ และสมอง รวมถึงมีความรู้ทางโภชนาการและการดำรงชีวิตตามวัย ส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม สามารถเพิ่มพูนทักษะ (Up skills) ปรับเปลี่ยนทักษะ (Re skills) ในเรื่องที่ตนถนัดหรือสนใจ หรือเพื่อการประกอบอาชีพ พัฒนาอาชีพและการดำเนินชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขตามแต่ละช่วงวัย การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัตินี้ จะทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่น มั่นคง และเข้มแข็งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศและ
3. การจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ โดยมีเป้าหมายให้ผู้อยู่ในวัยเรียนแต่ไม่ได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียน หรือผู้ซึ่งพ้นวัยที่จะศึกษาในระบบโรงเรียน หรือผู้อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลหรือทุรกันดาร หรือไม่มีหน่วยงานอื่นใด ไปดำเนินการให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจัดการเรียนรู้เพื่อให้ได้รับคุณวุฒิขั้นพื้นฐานด้านสามัญศึกษาหรืออาชีวศึกษา พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ หลักสูตรการเรียนให้สอดคล้องกับพัฒนาการของโลกและความต้องการของผู้เรียน นอกจากนั้น ยังกำหนดให้มีระบบการรับรองคุณวุฒิและเทียบระดับการศึกษาหรือระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank System) โดยให้สามารถเทียบระดับการศึกษา เทียบเคียงหรือเทียบโอนผลการเรียน ทักษะ ความรู้ ประสบการณ์หรือสมรรถนะ เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ในทุกรูปแบบการศึกษา
ถือเป็นการพลิกโฉมการศึกษานอกระบบครั้งใหญ่
โดย ‘ศ.สมพงษ์ จิตระดับ’ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีข้อดี ยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งถูกลดบทบาท เป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัด ศธ. ขึ้นเป็น ‘กรม’ มีตัวตนเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการศึกษานอกระบบ การศึกษาพิเศษ ซึ่งหากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ จะทำให้การจัดการศึกษามีความชัดเจน ทั้งระดับกรม จังหวัด พื้นที่และที่สำคัญทำให้ข้าราชการมีขวัญกำลังใจ
“กฎหมายฉบับนี้ถูกตีตกไปหลายรอบ สาเหตุที่ต้องเร่งผลักดัน เพราะการจัดการศึกษานอกระบบในปัจจุบันด้อยคุณภาพ เป็นการศึกษาสงเคราะห์ ถูกด้อยค่าไม่ให้ความสำคัญ กฎหมายฉบับนี้จะไม่ทำให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยบทบาทสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะทำให้มีเจ้าภาพหลักในการจัดการศึกษาให้คนไทยจำนวนมากที่หลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งเป็นเยาวชนอายุ 15-24 ปี กว่า 9 แสนคน กลุ่มคนอายุ 25 ปีขึ้นไป อีกกว่า 20 ล้านคน ที่ต้องได้รับการศึกษาหรือต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพ ถือเป็นประชากร 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ ขณะเดียวกันยังมีการทำเครดิตแบงก์ หรือธนาคารหน่วยกิต เปิดให้เทียบโอนระหว่างการศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบ การฝึกงาน ผลการปฏิบัติงาน มาเทียบโอนได้ ตรงนี้เป็นข้อดี” ศ.สมพงษ์กล่าว
ส่วนข้อควรระวัง คือ การดำเนินการต้องเข้าใจความหมาย การเรียนการสอน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการศึกษาทางเลือกให้ชัดเจน และอย่านำการศึกษากระแสหลักมาจับ เพราะจะทำให้คนกลุ่มนี้ปฏิเสธ อีกทั้งหลักสูตรจะต้องมีความแตกต่างหลากหลายเหมาะสมกับเด็กและบุคคลแต่ละกลุ่ม ที่สำคัญจะต้องให้ความสำคัญกับครูเร่ร่อนที่ถูกปล่อยทิ้ง ไม่ให้ความสำคัญ มีเพียงใจ ที่อยากช่วยเหลือสังคมจริงๆ โดยจะต้องทำให้ครูเหล่านี้ ได้รับการยอมรับและมีสวัสดิการที่เหมาะสม ซึ่งภาพรวมแล้วร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือว่ามีความสำคัญต่ออนาคตการศึกษาของชาติ
สภาผู้แทนราษฎรไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … หลังรอนานกว่า 7 ปี ด้วยคะแนนเสียง 435 ต่อ 30 งดออกเสียง 2 ไม่ออกเสียง 1 และได้เห็นชอบกฎหมายสำคัญอีกหนึ่งฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. … ด้วยคะแนน 532 ต่อ 38 เสียง งดออกเสียง 2 และไม่ออกเสียง 6
คลิก ร่าง พรบ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ......
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564
สรุปสาระสำคัญ
ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้เป็นกฎหมายสำคัญตามรัฐธรรมนูญและนโยบายชาติ มุ่งยกระดับ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ถึงผู้สูงอายุ โดยกำหนดกลไกการเรียนรู้ 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) การเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านเทคโนโลยี เครือข่าย ชุมชน และครอบครัว (2) การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง มุ่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพ เช่น upskill–reskill ให้เหมาะกับวัยและบริบท (3) การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ เปิดโอกาสให้ผู้หลุดจากระบบหรืออยู่นอกระบบเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมระบบเทียบโอนและสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อยืดหยุ่นเส้นทางการเรียนรู้
กฎหมายยังยกระดับหน่วยงานด้านการศึกษานอกระบบให้มีสถานะชัดเจน เป็นเจ้าภาพหลัก เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและขวัญกำลังใจบุคลากร จุดมุ่งหมายสำคัญคือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและแรงงานจำนวนมากที่อยู่นอกระบบการศึกษา อย่างไรก็ดี ต้องระวังไม่ยึดกรอบการศึกษากระแสหลักกับการศึกษาทางเลือก หลักสูตรควรยืดหยุ่นหลากหลาย และให้ความสำคัญต่อครูภาคสนาม/ครูเร่ร่อนด้านสวัสดิการและการยอมรับ เพื่อให้การปฏิรูปเกิดผลจริงและยั่งยืน
ข้อ 1 เป้าหมายหลักของร่าง พ.ร.บ.นี้คือข้อใด
ก. เพิ่มงบประมาณโรงเรียนรัฐ
ข. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกช่วงวัย
ค. ควบคุมหลักสูตรส่วนกลาง
ง. ลดบทบาทชุมชน
ข้อ 2 “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เน้นสิ่งใดมากที่สุด
ก. การสอบมาตรฐาน
ข. การเรียนในห้องเรียนเท่านั้น
ค. การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง
ง. การบังคับเข้าเรียน
ข้อ 3 ตัวอย่างของการพัฒนาตนเองที่สอดคล้องกฎหมาย
ก. เรียนเพื่อสอบครั้งเดียว
ข. ฝึกอาชีพ/Up skill–Re skill
ค. หลีกเลี่ยงเทคโนโลยี
ง. เรียนเฉพาะวัยเรียน
ข้อ 4 กลุ่มเป้าหมายสำคัญของการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ
ก. นักเรียนโรงเรียนเอกชน
ข. ครูเท่านั้น
ค. ผู้หลุดจากระบบ/อยู่นอกระบบ
ง. ผู้บริหารระดับสูง
ข้อ 5 Credit Bank มีบทบาทใด
ก. เก็บเงินการศึกษา
ข. เทียบโอนผลการเรียน/ประสบการณ์
ค. ควบคุมวินัยนักเรียน
ง. จัดสรรครู
ข้อ 6 ผลเชิงโครงสร้างที่สำคัญของกฎหมาย
ก. ลดหน่วยงาน
ข. ยุบ กศน.
ค. ยกระดับหน่วยงานเป็นเจ้าภาพหลัก
ง. โอนอำนาจท้องถิ่นทั้งหมด
ข้อ 7 หากใช้กรอบการศึกษากระแสหลักกับการศึกษาทางเลือกมากเกินไป จะเกิดผลใด
ก. ผู้เรียนมีแรงจูงใจสูงขึ้น
ข. ระบบยืดหยุ่นขึ้น
ค. ผู้เรียนปฏิเสธการเข้าร่วม
ง. งบประมาณเพิ่ม
ข้อ 8 บทบาทของชุมชน/ครอบครัวตามกฎหมาย
ก. ไม่มีบทบาท
ข. มีส่วนร่วมจัดการเรียนรู้
ค. ทำหน้าที่ประเมินเท่านั้น
ง. ควบคุมหลักสูตรกลาง
ข้อ 9 แนวทางที่เหมาะสมต่อครูภาคสนาม
ก. ใช้งานอาสาโดยไม่ต้องดูแล
ข. จำกัดบทบาท
ค. ให้การยอมรับและสวัสดิการที่เหมาะสม
ง. ยกเลิกตำแหน่ง
ข้อ 10 หากท่านเป็นผู้บริหาร จะตัดสินใจอย่างไรให้สอดคล้องกฎหมาย
ก. ใช้หลักสูตรเดียวทุกกลุ่ม
ข. เน้นสอบมาตรฐาน
ค. ออกแบบหลักสูตรยืดหยุ่นตามผู้เรียนและเชื่อม Credit Bank
ง. ลดการใช้เทคโนโลยี
คลิกเฉลย >>>