สมาชิกเข้าสู่ระบบ

‘หยก’ กับความเป็นนักเรียน กฎระเบียบ และเสรีภาพการแต่งกาย(ภาคต่อ)

‘หยก’ กับความเป็นนักเรียน กฎระเบียบ และเสรีภาพ(ภาคแรก)

เกี่ยวข้องกัน

หาทางออก ปมหยก แต่ระวังปัญหาซับซ้อนขึ้น 

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้โพสต์หนังสือรายงานความก้าวหน้ากรณี น.ส.ธนลภย์ (หยก) โดยผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ พร้อมแสดงความคิดเห็น โดยมีเนื้อหาดังนี้ “วันที่ 20/06/23 : 12.30 น. ติดตามการประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันกรณีหยก โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน 

การประชุมพรุ่งนี้ เป็นการประชุมที่ผู้ร่วมประชุมส่วนมากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดย ไม่มีคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ร่วมให้ความเห็นในมุมมองสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้นการประชุมพรุ่งนี้ จะมีนายกสมาคมผู้ปกครองนักเรียนเตรียมพัฒน์ร่วมประชุมด้วย ขณะที่ ผู้เสียหายหยก หรือผู้แทน ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงเหตุผลและปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา … 

การหารือแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยคู่ขัดแย้งไม่มีโอกาสร่วมในการปรึกษาหารือ อาจทำให้การแก้ปัญหามีความซับซ้อน และขาดการยอมรับจากทุกภาคส่วน” 

อดีตกสม. ท้วงผอ.เตรียมพัฒน์ฯ วงถกหาทางออกปมหยก มีแต่จนท.รัฐ ไร้นักสิทธิ หวั่นขาดการยอมรับ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2566 

ข่าวเกี่ยวกัน

ไม่ยอมรับกฎกติกา : ความธรรมดาหรือความแปลกแยก 

มนุษย์ใช้เวลานับพันนับหมื่นปีกว่าจะก้าวข้ามความป่าเถื่อนสู่ยุคของความมีอารยธรรม ดังเช่นทุกวันนี้ แต่เมื่อมนุษย์มาถึงจุดที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใกล้ถึงขีดสุด  คุณค่าของความเป็นมนุษย์กลับเดินสวนทางกับความเจริญทางเทคโนโลยี  เพราะวัฒนธรรม จริยธรรม ความดีงามและระเบียบแบบแผนที่มนุษย์สร้างและรักษาสืบต่อกันมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคนเพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบกำลังถูกกัดกร่อนลงทุกขณะและกลายเป็นปัญหาที่มนุษย์ส่วนหนึ่งเห็นว่าพวกเขากำลังเผชิญกับสิ่งแปลกปลอมและนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม 

เทคโนโลยี ผลกระทบที่มองไม่เห็น

มนุษย์กับเทคโนโลยีมักอยู่คู่กันเสมอเพราะถ้ามนุษย์ไร้ซึ่งเทคโนโลยี มนุษย์คงไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์มาได้จนถึงทุกวันนี้  การพัฒนาของเทคโนโลยีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่สามารถทำให้พฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น ทั้ง วิธีคิด ความรู้สึกและความเป็นอยู่ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว เพราะการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆจากเทคโนโลยีที่พัฒนาในแต่ละยุคและมนุษย์ในแต่ละยุคที่เข้าไปสัมผัสเทคโนโลยีกับเหล่านั้น  

มนุษย์ในยุคที่ โทรทัศน์ มีบทบาทสำคัญในครอบครัว -  ผู้คนสามารถรับรู้ข่าวสาร เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบโลกในแต่ละวันอย่างฉับไว แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับทำให้พฤติกรรมการอ่านหนังสือลดลงและเริ่มหันเข้าหาความสุขสบายจากสินค้าที่ผ่านการโฆษณาทางโทรทัศน์ 

๏ ความแพร่หลายของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้าน ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ฯลฯ  -  ผู้คนสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้อื่นมากนัก - มีเวลาที่จะหาความสุขให้กับตัวเองมากกว่าแต่ก่อน 

๏การเข้ามาของเครื่องปรับอากาศ – ผู้คนรู้สึกสบายตัวมากขึ้นเมื่ออยู่ในบ้าน – ไม่อยากออกนอกบ้าน - พบปะผู้คนน้อยลง 

๏ยุคคอมพิวเตอร์ - มนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมในการทำงานกับคอมพิวเตอร์แทนการทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก 

๏ ยุคอินเทอร์เน็ต – ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลใดๆก็ตามเมื่อต้องการ – ทำให้ธุรกิจหนังสือพิมพ์ซบเซาลง - ผู้คนเริ่มเลือกเสพข้อมูลข่าวสารได้ตามที่ต้องการ 

๏ยุคโซเชียลมีเดีย – ผู้คนได้เข้าถึงเครือข่ายคนกลุ่มใหญ่ได้ง่าย – การปฏิสัมพันธ์พูดคุยแบบตัวต่อตัวและกลุ่มลดลง - มองเห็นกลุ่มก้อนทางการเมืองของผู้ใช้โซเชียลมีเดียชัดเจนขึ้น 

เทคโนโลยีทุกประเภทจึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกันทั้งสิ้นแต่เรามักไม่ค่อยสังเกตเห็น เพราะการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นทีละน้อยและคนในแต่ละยุคที่ซึมซับเทคโนโลยีเหล่านี้ค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรมตามยุคสมัยตลอดมาทั้งทางตรงและทางอ้อม มนุษย์ยุคใหม่จึงกลายเป็นมนุษย์ที่มีเวลาคิดถึงตัวเองมากขึ้นและเริ่มเห็นความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่เพราะเทคโนโลยีได้แบ่งเบางานภาระและงานที่น่าเบื่อของมนุษย์ไปจนเกือบหมด 

ดังนั้นผู้ที่เกิดในช่วงสงครามโลกย่อมมีความเป็นอยู่และแนวความคิดที่ต่างจากผู้ที่เกิดหลังสงครามโลก ผู้ที่เกิดในยุคคอมพิวเตอร์ย่อมมีทักษะและพฤติกรรมที่ต่างจากคนยุคก่อนมีคอมพิวเตอร์และผู้ที่เกิดในยุคอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเบ่งบานย่อมใช้ชีวิตและมีแนวคิดที่ต่างจากผู้คนในยุคก่อนๆอย่างไม่ต้องสงสัย 

ความเป็นตัวของตัวเอง  (Individualism) : ผลพวงจากเทคโนโลยี

นวัตกรรมแต่ละยุคสมัยนอกจะทำให้มนุษย์ได้รับความสะดวกสบายและยังส่งผลต่อพฤติกรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในทางอ้อมอย่างน้อยที่สุด 2 ประการคือ 

      1. ทำให้เกิดพฤติกรรมยึดถือ 'ความเป็นตัวของตัวเอง' (Individualism) มากขึ้น 

      2. ทำให้มนุษย์เดินทางสู่จุดหมายปลายทางในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตช้าลง (Slower life: โตช้า แต่งงานช้า เกษียณช้า และอายุยืนกว่าคนรุ่นก่อนหน้า) 

เทคโนโลยีในแต่ละยุคจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองของมนุษย์โดยไม่ต้องการพึ่งพาผู้อื่นจนทำให้ผู้คนเหินห่างกันทุกทีและนำผู้คนเข้าสู่ภาวะ  'ความเป็นตัวของตัวเอง' เข้าไปทุกขณะ 'ความเป็นตัวของตัวเองของมนุษย์ในยุคหลังจึงเด่นชัดกว่ายุคบรรพบุรุษหลายเท่าตัว  ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการจมอยู่กับตัวเองของมนุษย์จึงมักอยู่คู่กันเสมอ เพียงแต่เรามักไม่ค่อยสังเกตหรือไม่ให้ความสำคัญจนมองข้ามไป 

อย่างไรก็ตามโลกดิจิทัลมักนำสิ่งที่ไม่คาดคิดมาสู่สังคมใดสังคมหนึ่งได้เสมอภายในระยะเวลาอันสั้น  วัฒนธรรมที่มี 'ความเป็นตัวของตัวเอง' ที่สั่งสมมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยีในแต่ละยุคจนกระทั่งถึงยุคของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย จึงเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นผ่านผู้คนแต่ละวัยในหลายต่อหลายประเทศในช่วงเวลาแทบจะใกล้เคียงกันด้วยพฤติกรรมต่างๆ เป็นต้นว่า สนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมทาง เพศ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์และสถานะของบุคคลข้ามเพศ จนเกินขอบเขต ไม่ให้ความสำคัญต่อการสวมเสื้อผ้าหรือการแต่งตัวที่เป็นทางการและชื่นชอบการสวมใส่เสื้อผ้าในแบบไม่เป็นทางการในทุกโอกาส และมักทำสิ่งใดก็ตามตามใจตัวเองโดยยึดหลักว่าไม่ต้องแคร์ว่าใครจะคิดอย่างไรกับตน เพราะพวกเขาจะมองตัวเองสำคัญกว่าผู้อื่นเสมอ 

ฝ่าฝืนกฎ - เรื่องธรรมดาหรือความแปลกแยก

แนวคิดการยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ ได้ส่งผลต่อสังคมไทยอยู่เป็นระยะๆในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนจึงอาจพบกับประสบการณ์การฝ่าฝืนกฎเกณฑ์จากคนจำนวนหนึ่ง ที่กล้าแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูงจนทำให้ ความรู้สึกของการมีส่วนร่วมในสังคมสูญเสียไป  กฎเกณฑ์ต่างๆที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อถือปฏิบัติต่อส่วนรวมเพื่อความเท่าเทียมจึงมักถูกท้าทายจากคนกลุ่มนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกฎของสถานศึกษา กฎของสถานที่ทำงานหรือแม้แต่กฎทางศาสนาก็ตามและหากมีปัจจัยสอดแทรกอื่นๆ เช่น การเกิดเหตุการณ์สำคัญๆหรือการกระตุ้นจากบุคคลอื่นๆยิ่งจะเพิ่มระดับความท้าทายต่อกฎเกณฑ์มากยิ่งขึ้น 

การฝ่าฝืนกฎของโรงเรียนของเยาวชนไทยซึ่งอยู่ในวัยเพียง 15 ปี ที่เป็นข่าวครึกโครม จึงน่าจะอยู่ในข่ายบุคคลที่มี 'ความเป็นตัวของตัวเองสูงมากด้วยเช่นกัน  การฝ่าฝืนกฎของโรงเรียนของเยาวชนรายนี้หากอยู่ในสังคมที่เชิดชูความเป็นปัจเจกบุคคล(Individualistic world) อาจไม่ถือเป็นเรื่องแปลกและโรงเรียนอาจมีทางเลือกอื่นให้  แต่การฝ่าฝืนกฎของสังคมที่ถือกฎเกณฑ์ส่วนรวม(Collectivistic world) เป็นสำคัญเช่นในเมืองไทยยังถือว่าเป็นความผิดปกติและยิ่งมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องยิ่งเป็นความอ่อนไหวที่ต้องระมัดระวังและถือว่าเป็นการแสดงออกที่ยังไม่ถูกที่และถูกเวลา  นอกจากนี้ในสังคมที่เข้มงวดเรื่องระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์ของส่วนรวม หากเด็กยังไม่สามารถแยกแยะระหว่างพื้นที่ส่วนตัว(Private meaning) กับพื้นที่สาธารณะ(Public meaning) ได้ ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่จะเกิดกับตัวเองและส่วนรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น 

การแสดงออกซึ่งการเรียกร้องใดๆที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของประเทศหนึ่งจึงมักส่งผลให้เกิดความไม่ลงรอยทางความคิดของคนในสังคมนั้นเสมอ  ในประเทศที่ผู้คนมีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูงจึงมักเป็นประเทศที่มีการยอมรับต่อวัฒนธรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้อย่างไม่ฝืนความรู้สึกมากนัก ในขณะที่ประเทศที่มีวัฒนธรรมในการให้ความสำคัญต่อกลุ่มคนมากกว่าความเป็นปัจเจกบุคคลยังไม่เปิดกว้างต่อวัฒนธรรมดังกล่าวมากเท่าที่ควร  การเคลื่อนไหวใดๆภายใต้บริบททางสังคมที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมหรือความเชื่อของตัวเองจึงต้องกระทำอย่างระมัดระวังและใครก็ตามที่มีส่วนได้เสียต้องหันกลับมาดูความจริงและต้องหยุดให้ท้ายต่อพฤติกรรมการเรียกร้องนั้นเสีย 

มนุษย์ เจนเนอเรชัน แซด หรือ ซี (Generation Z)

เยาวชนที่ตกเป็นข่าวเป็นเด็กที่จัดอยู่ในกลุ่มคน เจนเนอเรชัน ซี ตอนปลาย คนเจนเนอเรชันนี้เกิดระหว่างพ.ศ. 2538-2555  พวกเขาถือว่าเป็นมนุษย์ที่เกิดมาในยุคที่อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีบทบาทอย่างยิ่งในการสื่อสารและการแสดงออกของพวกเขา   คนกลุ่มนี้จึงมีความสามารถในการใช้โซเชียลมีเดียราวกับว่าเป็นอวัยวะที่เกิดมาพร้อมกับตัวเอง พวกเขามักย้อมผมเป็นสีรุ้งบ้างหรือสีสะดุดตาที่ต่างจากคนทั่วๆไปและพวกเขามักใช้ภาษาที่พ่อแม่หรือคนรุ่นก่อนฟังแล้วไม่เข้าใจเลย 

สิ่งที่น่าสนใจและควรเป็นที่รับรู้ในสังคมคือ คนจำนวนไม่น้อยในเจนเนอเรชันนี้มักมองโลกในแง่ที่ไม่ดีนัก พวกเขาเห็นว่า โลกนี้เป็นสถานที่ที่ไม่น่าอยู่และมองทุกอย่างในโลกเต็มไปด้วยความเลวร้าย  มุมมองของพวกเขาต่อโลกในเชิงลบจึงมักทำให้เกิดคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบเสมอว่า  เหตุใดพวกเขาจึงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อโลก (อ้างอิง 1: ผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกา) 

พวกเขามักไม่เชื่อว่า สิ่งใดในโลกนี้มีคุณค่า(Nihilism) พวกเขาจึง ปฏิเสธคุณค่าและการมีอยู่ของทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ วัฒนธรรม ความรู้ หรือแม้กระทั่งความเชื่อ โดยมองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดและประกอบสร้างไว้เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์หนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ผลสำรวจผู้คน เจนเนอเรชัน ซี ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2021 พบว่า พวกเขาไม่มีความภูมิใจในประเทศของตัวเองเอาเสียเลย  เพราะเพียง 36 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 24 ปีเท่านั้นที่มีความ ภูมิใจ และ ภูมิใจมาก ที่เกิดเป็นคนอเมริกัน  ในขณะที่ คนยุค Baby boomer และ Silent ที่มีอายุ 65 ปีและมากกว่า จำนวนถึง 86 เปอร์เซ็นต์มีความภูมิใจที่เกิดเป็นคนอเมริกัน 

ดังนั้นทัศนคติของคนอเมริกัน เจนเนอเรชัน ซี ต่อประเทศของตัวเองที่เคยเชื่อว่า มีความเสรี หลากหลายและเป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่ง จึงไม่มีอยู่อีกต่อไป แต่ได้ถูกทดแทนด้วยคำว่า ความยุ่งเหยิง(Bloody mess) พังทลาย (Broken) และเป็นโลกที่ไม่พึงปรารถนา(Dystopia) ไปเสียแล้ว  

มุมมองทางการเมืองและสังคมของพวกเขาก็ไม่ได้ต่างจากมุมมองด้านอื่นเพราะพวกเขาเห็นว่าสังคมอเมริกันไร้ความยุติธรรม(Unfair) และคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าควรต้องรื้อระบบและสร้างระบบใหม่ขึ้นมาทดแทน  ไม่เฉพาะมุมมองเชิงลบของคน เจนเนอเรชัน ซี ต่อสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันเท่านั้น พวกเขายังมองย้อนกลับไปยังอเมริกาเมื่อ 250 ปีก่อนโดยมีความเชื่อว่าผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาคือคนเลวมากกว่าที่จะเป็นฮีโร่ที่น่าชื่นชม 

คนในเจนเนอเรชัน ซี มักเปรียบเทียบตัวเองกับคนรุ่นพ่อแม่ และมีความรู้สึกว่าพวกเขาเกิดมาอย่างไร้ความหวัง ต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ที่มีความหวังเปี่ยมล้นเมื่อเป็นคนอเมริกัน  ความไม่พอใจต่อสิ่งรอบตัวของพวกเขายังลามไปถึงระบบเศรษฐกิจ เพราะพวกเขาเห็นว่าระบบทุนนิยมที่ผู้คนนิยมชมชอบในอดีตกลับกลายเป็นยาขม เมื่อพวกเขา เริ่มโตขึ้น  

ทัศนคติเชิงลบต่อประเทศของคนอเมริกัน เจนเนอเรชัน ซี บางส่วนข้างต้นซึ่งเป็น เจนเนอเรชัน เดียวกับน้องเยาวชนไทยที่ตกเป็นข่าว ได้สะท้อนภาพปรากฏการณ์หลายๆอย่างเหมือนกับที่เกิดขึ้นในบ้านเราในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะมีปัจจัยใดสนับสนุนก็ตามทัศนคติแบบเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆกับคนบางกลุ่มและกำลังส่งผลกระทบต่อสังคมไทยไม่มากก็น้อย  

มนุษย์แต่ละเชื้อชาติ แต่ละศาสนาและแต่ละวัฒนธรรม ย่อมมีการกำหนดทางเลือกของตนเองให้เหมาะสมกับความเป็นอยู่ในสังคมนั้นๆ แต่ละทางเลือกย่อมมีทั้งข้อดีและจุดอ่อนซึ่งหากเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่แล้ว แม้จะมีปัญหาอยู่บ้างก็สามารถแก้ไขให้สำเร็จลงได้ไม่ยากนัก ความเป็นตัวของตัวเองที่เข้มข้นอาจเหมาะกับสังคมในประเทศที่ถือความมีอิสรเสรี ยอมรับความหลากหลายและมีความเชื่อว่าใครก็ตามสามารถจะเป็นอย่างที่ตนเองต้องการได้ แต่อาจไม่เหมาะกับประเทศที่ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีที่มิได้เชิดชูความเสรีจนเกินขอบเขต 

ดังนั้นการนำวัฒนธรรมของประเทศหนึ่งที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับมาใช้ในอีกประเทศหนึ่งย่อมเกิดความเปราะบางต่อความเชื่อถือซึ่งกันและกัน เกิดการทำลายรากฐานทางสังคมที่เกิดมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมซึ่งแม้ว่าวัฒนธรรมใหม่จะได้มาซึ่งความมีเสรีภาพ แต่เสรีภาพเหล่านั้นต้องแลกกับความวุ่นวายสับสนของสังคมที่ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมนั้นเสมอ 

บทความโดย พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร 

อ้างอิง

1.Generations โดย Jean M .Twenge

2.https://www.dek-d.com/studyabroad/59202/

 

3.https://mgronline.com/specialscoop/detail/9660000055191

 

4. https://mgronline.com/onlinesection/detail/9660000055379  

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน 2566 

เกี่ยวข้องกัน

สังคมไทยเรียนรู้อะไรในเรื่องของ 'หยก'

ปัญหาการเรียนต่อของ 'หยก' เยาวชนไทยอายุ 15 ปี ได้ขยายบานปลายไปในสื่อสังคมต่างๆ จนเข้าไปอยู่ในวังวนของความรู้สึกที่รุนแรง หวาดกลัว หรือกระทั่งหวาดระแวงการแสดงออกของเยาวชนคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง สังคม และการศึกษา นับเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้ทบทวนเพื่อก้าวต่อไปด้วยกัน เพราะคนรุ่นนี้จะมาเป็นหลักในการพัฒนาและสืบสานสังคมไทยในอนาคต

ก่อนอื่นควรมาทำความเข้าใจในพื้นฐาน 2 ด้านของปัญหานี้

ด้านที่ 1 คือ ความเห็นต่างทางการเมือง อันที่จริงเราได้รับบทเรียนมากว่า 10 ปี ว่าการปฎิบัติต่อความเห็นต่าง ว่าเป็นเรื่องของความถูกผิด ดีเลว ทำให้สังคมไทยไม่มีทางออก จนเกิดความรุนแรงและกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับมาเปิดใจกว้างกับความเห็นต่าง ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นพลเมือง ที่มีความปรารถนาดีต่อสังคม ทำให้เรามีทางเลือก มองเห็นปัญหาและทางออกที่หลากหลาย แทนความเกลียดชัง ( เพราะไปเห็นว่า ถูกผิดดีเลว )

ความต่างด้านที่ 2 คือ เรื่องของวัย ที่จริงผู้ใหญ่ทุกคนก็เคยผ่านการเป็นวัยรุ่นมาแล้ว จึงไม่ยากที่จะเข้าใจได้ว่า เป็นวัยที่แสวงหาอัตลักษณ์และความเป็นตัวของตัวเอง จนอาจแสดงออกที่ไม่ถูกใจเราได้ แต่ด้วยการฟังและให้ความสำคัญกับความมีอยู่ของตัวตนและความคิดเห็นของเขา ก็จะมองข้ามการแสดงออกบางอย่างที่ดูเหมือนรุนแรงไปได้ ในที่สุดเขาก็จะกลับมามีบทบาทในทางสร้างสรรค์ ในทางตรงข้าม ถ้าฝ่ายที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ใช้วิธีไม่ยอมรับและกดดัน ความข้ดแย้งก็จะไปในทางรุนแรงมากขึ้น

ยิ่งต่างฝ่ายมีสังคมและสื่อสังคมของตนเอง ก็ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเกลียดชังและข่าวลวงต่างๆ อย่างที่เราสัมผัสได้ในเวลานี้

ก่อนอื่นผมจึงเสนอว่า ในสื่อสังคมเราต้องช่วยกัน 2 ไม่ (ไม่ผลิตและไม่ส่งต่อ) 1 เตือน (ด้วยเหตุผล) เพื่อให้สังคมไทยกลับมาอยู่บนพื้นฐานของการเปิดรับความเห็นต่างโดยไม่เกลียดชัง เพื่อที่จะทำให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้

ส่วนการแก้ปัญหากความ 'เห็นต่าง' กับเยาวชน สถานศึกษาควรใช้มาตราการเชิงป้องกัน ด้วยการสื่อสารและสร้างความเข้าใจ ระหว่าง 3 ฝ่าย (โรงเรียน ผู้ปกครอง และนักเรียน) ผ่านกลไกต่างๆ เช่น home room ประชุมผู้ปกครอง กิจกรรม นร. นศ. ด้วยบรรยากาศของการเปิดรับและเคารพซึ่งกันและกัน

กรณีที่บานปลายไปแล้ว อย่างที่เป็นข่าว ควรให้สายวิชาชีพ ที่จะทำงานโดยไม่มีอคติทางเมือง เข้ามาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย สร้างความเข้าใจระหว่าง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ของกระทรวงพม. และนักวิชาชีพสุขภาพจิตของกระทรวงสาธารณสุข

สำคัญที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันคือ ช่วยกันอย่าปล่อยให้สื่อสังคมสร้างความเกลียดชัง ที่ทำให้สังคมไทยเสี่ยงต่อความรุนแรง ด้วยการไม่ส่งต่อ และช่วยเตือนการส่งข้อความที่รุนแรง และข่าวลวงด้วยครับ 

"...กรณีที่บานปลายไปแล้ว อย่างที่เป็นข่าว ควรให้สายวิชาชีพ ที่จะทำงานโดยไม่มีอคติทางเมือง เข้ามาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย สร้างความเข้าใจระหว่าง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ของกระทรวงพม. และนักวิชาชีพสุขภาพจิตของกระทรวงสาธารณสุข..." 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน 2566

 

ข่าวเกี่ยวกัน

พม. หารือร่วม “รร.เตรียมพัฒน์ฯ” ไม่ฟันผิด หวังสังคมอยู่ได้-หยกอยู่ได้ “จุติ” ปัดตอบ “สถานะหยก” ชี้ต้องดูแลนักเรียนอีก 4 พันคน 

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พม. ประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหาสถานะความเป็นนักเรียน รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการของ “หยก” หลังจากที่โรงเรียนออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2566 ระบุพ้นสภาพการเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการไปแล้ว โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัด พม. นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ทีมสหวิชาชีพ ผู้บริหารอุดมศึกษาพัฒนาการประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รร.นายกสมาคมผู้ปกครองและครู 

นายจุติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือว่า การหารือครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินถูกผิด กรณีพฤติกรรมของน้องหยกหรือกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง แต่ พม. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างให้มากที่สุด เพื่อคลี่คลายปัญหาให้ยุติโดยเร็ว เบื้องต้นเตรียมหารือกับผู้ปกครอง น้องหยก โดยทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อคลี่คลายปัญหาให้สังคมอยู่ได้ น้องหยกอยู่ได้ โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ทั้งนี้จากการหารือกับกลุ่มครูใน รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ พบว่าทุกคนมีจิตวิญญาณความเป็นครูและมีความห่วงใยในตัวน้องหยกอย่างมาก รักเหมือนลูก อย่างไรก็ตามการเข้าเรียนของน้องหยกจากนี้สามารถทำได้ ส่วนสถานะความเป็นนักเรียนของน้องหยก เป็นเรื่องรายละเอียด ยังไม่ขอตอบ เพราะยังอยู่ในกระบวนการการหารือและรับฟังร่วมกัน แต่ยืนยันจะยึดประโยชน์ของน้องหยกเป็นที่ตั้ง ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลและคำนึงถึงเด็กนักเรียนอีกกว่า 4,000 คน ในโรงเรียนด้วย 

นายจุติ กล่าวว่า ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมเลียนแบบหากเกิดขึ้นกับนักเรียนคนอื่นๆ ในเรื่องนี้มองว่าสังคมต้องเรียนรู้เรื่องนี้ไปด้วยกันและร่วมการถอดบทเรียนและหาทางออก เนื่องจากในขณะนี้ทุกอย่างยังคงเป็นปรากฏการณ์ จึงไม่สามารถระบุหรือตัดสินสิ่งใดได้ แต่จะพยามหาทางออกให้ดีที่สุด โดยยึดประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 ที่ให้อำนาจ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ดูแล อย่างไรก็ตามจะเร่งหารือเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นเร็วๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตามวิงวอนให้สังคมเปิดใจให้กว้างในเรื่องนี้ และวิงวอนสื่อมวลชนเลิกกดดันหรือติดตามทำข่าว เนื่องจากสร้างความกดดันให้กับผู้ปกครองและนักเรียน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีกองทัพสื่อมวลชนจำนวนมากไปอยู่ที่รั้วโรงเรียน เป็นคำแนะนำจากสหวิชาชีพที่มีจุดประสงค์เพื่อคลี่คลายปัญหา 

ทั้งนี้ก่อนประชุม เวลา 11.00 น. ตัวแทนกลุ่มสหภาพคนทำงาน องค์การสังคมนิยมแรงงาน โมกหลวงริมน้ำ เดินทางมาแสดงจุดยืน “Save หยก” เรียกร้องให้โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ คืนสถานะนักเรียนให้หยกโดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมยื่นข้อเสนอให้กับที่ประชุม โดยตัวแทน ได้กล่าวคัดค้านการประชุมหารือดังกล่าว เนื่องจากเป็นเวทีที่ปราศจากผู้ปกครองน้องหยก ยืนยันให้น้องหยกปักหลักต่อสู้เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เพราะได้จ่ายค่าเทอมและสอบติด แม้จะมีข้อเสนอให้ย้ายไปโรงเรียนอื่นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง ทั้งโรงเรียนไม่มีอำนาจปลดเด็กออกจากระบบการศึกษา ถือว่าขัดต่อสิทธิเด็ก เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ใช้ไม้แข็งโดยไม่มีการเจรจาประณีประอม ทั้งนี้ได้มีการอ่านแถลงการณ์ระบุว่า สิทธิเสรีภาพเรื่องการแต่งกายและทรงผม เป็นสิทธิเนื้อตัวขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เด็กทุกคนไม่ควรถูกกีดกันทางการศึกษา และมีโอกาสได้รับการศึกษาถ้วนหน้าโดยไม่มีเงื่อนไข เด็กมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่อกฎระเบียบชุมชนและสังคม และต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ให้ถูกจำกัดด้านสิทธิเสรีภาพ และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นตัดสินใจ โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัด พม. มารับข้อเสนอเพื่อนำเข้าหารือในที่ประชุม 

ที่มา ; เดลินิวส์ 20 มิถุนายน 2566

 

เกี่ยวข้องกัน

วิโรจน์’ ลั่นถึงเวลา ศธ. ต้องจริงจัง บังคับใช้พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก เอาผิดครูกระทำรุนแรงน.ร.  

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 

 ได้เวลาบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก กับครูที่กระทำทารุณกรรมต่อเด็ก อย่างจริงจัง 

ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคงได้อ่านข่าว การที่ครูบางคน ใช้ความรุนแรงในการลงโทษ หรือกระทำกับนักเรียน จนนักเรียนได้รับบาดเจ็บทางกาย หรือทางใจ

การสั่งให้นักเรียนลุกนั่ง เป็นร้อยครั้ง โดยไม่ตระหนักเลยว่า การลงโทษดังกล่าว จะเกินกว่าศักยภาพของเด็กจะปฏิบัติได้ หรือไม่ เอาความสะใจของตนเป็นที่ตั้ง จนทำให้นักเรียนกระดูกแตก กล้ามเนื้อฉีก

จงใจกล้อนผมหรือใช้วิธีการใดๆ เพื่อตีตราประจาน ให้นักเรียนรู้สึกอับอาย จนเกิดเป็นบาดแผลในใจ

พูดจาดูหมิ่นเหยียดหยาม ข่มขู่ว่าจะเอาปืนมายิงนักเรียน

พฤติกรรมที่ส่อไปในทางล่วงเกินทางเพศ คุกคามทางเพศ หรือล่วงละเมิดทางเพศ

ฯลฯ

การกระทำเหล่านี้ นอกจากจะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้ว 

 

ยังเข้าข่ายเป็นการกระทำทารุณกรรมเด็ก ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก มาตรา 26 ซึ่งบทกำหนดโทษตามมาตรา 78 กำหนดไว้ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกด้วย 

แต่ที่ผ่านมา กลับไม่มีการดำเนินคดีกับครูที่ก่อเหตุอย่างจริงจังเลย มีแต่การลงโทษทางวินัยสถานเบา พอเรื่องซา ครูคนเดิมก็กลับมาสอนอีก แล้วพฤติกรรมเดิมๆ ที่เป็นปัญหา ก็เกิดขึ้นซ้ำกับนักเรียนคนอื่นๆ ไม่จบไม่สิ้น

ที่ผ่านมา เหตุผลที่ไม่มีการดำเนินคดีอาญาอย่างจริงจัง เป็นเพราะว่า

          1. แม้ว่าเด็กจะร้องทุกข์เองได้ แต่ในทางปฏิบัติ การร้องทุกข์กล่าวโทษมักจะต้องดำเนินการโดยพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ซึ่งส่วนมากมักจะถูกกล่อม เชิงข่มขู่ จากผู้บริหารสถานศึกษาบางท่าน ให้พ่อแม่ไม่แจ้งความดำเนินคดี โดยมักจะอ้างว่า “ถ้าแจ้งความแล้ว เด็กอาจจะอยู่ในโรงเรียนไม่ได้” พอพ่อแม่ กังวลว่าลูกจะถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน ก็จะยอมไม่แจ้งความ หลายกรณีแทนที่กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินคดีกับครูที่กระทำทารุณกรรมกับนักเรียน อย่างถึงที่สุด กลับทำตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อช่วยให้ครูที่กระทำความผิด ให้ไม่ต้องรับโทษทางอาญา กรณีที่พ่อแม่ยืนยันจะแจ้งความดำเนินคดี ส่วนใหญ่พ่อแม่ต้องย้ายลูกไปเรียนที่อื่น แปลกไหมครับ เด็กที่ถูกกระทำต้องย้ายหนี ในขณะที่ครูผู้กระทำ ยังคงสอนต่อไปที่โรงเรียนเดิม

          2. คดีอาญาที่เกี่ยวกับเด็ก ในหลายกรณี ต้องมีนักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ เข้าร่วมในกระบวนการสอบสวนด้วย มีขั้นตอนในการทำงานเพิ่มเติม จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่อยากจะดำเนินคดี ตำรวจจึงมักจะไกล่เกลี่ย ให้ลงเพียงบันทึกประจำวัน

เรื่องการทารุณกรรมเด็ก หรือการใช้อำนาจนิยม หรือการใช้ความรุนแรงกับเด็ก นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ หลายครั้งนักเรียนถึงกับบาดเจ็บสาหัส บางรายเป็นบาดแผลในใจ จนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย หลายรายต้องเติบโตขึ้นมาอย่างมีปมในใจ 

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครอง จะมีการวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อปกป้องสวัสดิภาพของเด็กร่วมกัน โดยจะตระหนักร่วมกันว่า เด็กทุกคน คือ ลูกของผู้ใหญ่ทุกคนในสังคม” หากมีครูที่ไม่ดีบางคน ทำทารุณกรรมต่อเด็ก องค์กรพ่อแม่จะร่วมกันติดตาม เพื่อให้มีการดำเนินคดีกับครูผู้ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด และจะไม่ยอมให้ครูเหล่านี้กลับมาทำร้ายเด็กคนไหนได้อีก 

เครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครอง จึงถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่ง ในการปกป้องเด็ก โรงเรียนไหนที่สมาคมผู้ปกครองเข้มแข็ง โรงเรียนนั้นก็จะมีความก้าวหน้า เด็กๆ ก็จะได้รับการดูแลอย่างดี

ผมคิดว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการ ก็คือ กระทรวงศึกษาธิการ จะต้องประกาศนโยบาย “โรงเรียนที่ปลอดจากอำนาจนิยม และการกลั่นแกล้งรังแก” ให้ชัดเจน ทำหน้าที่ในการปกป้องเด็กอย่างจริงจัง ขับเคลื่อนนโยบายนี้ ร่วมกับองค์กรครูต่างๆ 

มีการอบรมซักซ้อมกับครูประจำการทั่วประเทศ เพื่อให้ครูเป็นกลไกสำคัญ ในการปกป้องนักเรียน

ครูส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงกับเด็กหรอกครับ และไม่คิดที่จะปกป้องครูบางคน ที่มีพฤติกรรมกระทำทารุณกรรมต่อเด็กด้วย ขอเพียงมีนโยบายที่ชัดเจน ผมเชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือจากครูบาอาจารย์ทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วย ก็คือ การส่งเสริมการสร้างเครือข่าย และการมีส่วนร่วมขององค์กรพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นแนวร่วมที่เข้มแข็ง ในการปกป้องเด็กทุกคนในประเทศ

และนับจากนี้เป็นต้นไป หากพบว่าครูท่านใดมีพฤติกรรมกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก หากการสอบสวนแล้วพบว่ากระทำผิดจริง นอกจากจะมีการดำเนินการทางวินัยแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ จะต้องบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และดำเนินคดีอาญา อย่างถึงที่สุด อีกด้วย 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 20 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

ความเห็น "ครู" โรงเรียนดัง แก้ปัญหา "หยก" 

วันที่ 21 มิ.ย.66 นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Thirachai Phuvanatnaranubala - - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ระบุว่า...

ในประเด็นเกี่ยวกับ หยก มีผู้ที่โพสต์เฟซบุ๊ก เกี่ยวกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ว่า

 "มีหลายคนถามว่ากรุงเทพคริสเตียนจะทำอย่างไรหากเกิดกรณีแบบน้องนักเรียนปีนเข้าโรงเรียน ที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ 

เราถามตนเองและคุยกับเพื่อนครูที่โรงเรียนหลายท่าน ได้คำตอบไปในทางเดียวกันว่า

·      สำหรับโรงเรียนเราแล้วเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ปัญหา และเกือบไม่น่าจะมีโอกาสลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตเลย

·      ลูกศิษย์ของเราจะเดินเข้ามาในโรงเรียนได้อย่างสง่าผ่าเผย เราจะรับฟังความคิดความต้องการของเค้า

·      จะพยายามหาข้อมูลว่าเค้าอยากสื่ออะไรถึงพวกเรา พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน

·      เพื่อให้ทั้งเค้าและเรา ‘ทั้งนักเรียนและครู อยู่ในโรงเรียนร่วมกันได้อย่างมีความสุข’ " 

ผมขอชมเชยแนวคิดของผู้นี้ว่า ทันสมัย และสมควรมีการถกแถลงกัน เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและนักเรียนให้ดีขึ้นทั่วประเทศ 

แต่ในระหว่างนี้ ปัญหาของ 'หยก' ยังไม่ได้รับการแก้ไข

· ทางออกทางหนึ่ง ก็คือให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน รับ 'หยก' เข้าเป็นนักเรียนไปเลย

· เพราะสามารถให้มีการแหวกกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องเพศหญิงเพศชาย เรื่องให้แต่งตัวตามสบายทุกวัน เรื่อเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ตามต้องการ เรื่องเข้าเรียนเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ

·  เพื่อให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนและ 'หยก' อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

·  สังคมไทยจะได้มีเวลา สำหรับการถกแถลงกัน เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและนักเรียนให้ดีขึ้นทั่วประเทศ

·  ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับ 'หยก' ถ้าผู้ปกครองมีไม่พอ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนก็ควรหย่อนยานให้ หรือคณะครูก็สามารถช่วยกันควักกระเป๋า รวมไปถึงนักการเมืองที่ออกมาสนับสนุน และบุคคลต่างๆ ที่ร่วมเชียร์ 

ทุกคนที่เชียร์ จะได้มีโอกาสช่วยกันออกเงินทำให้ความฝันของเด็กเป็นความจริง 

ที่มา ; สยามรัฐ  21 มิถุนายน 2566 

เกี่ยวข้องกัน

ครูกรุงเทพคริสเตียน ถอดบทเรียน 4 ปี ใส่ ‘ชุดไปรเวต’ ที่ทำให้รู้จักน.ร.มากขึ้น 

 

เครื่องแบบ” ชุดนักเรียน กับระบบการศึกษา นั้นเคียงคู่อยู่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมมาโดยตลอด 

ล่าสุด คุณครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เจ้าของเฟซบุ๊ก Kosum Runglaksameesee ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใส่ชุดไปรเวทมาเรียน ในมุมมองของผู้สอนที่ได้สัมผัสกับนักเรียน โดยปราศจากเรื่องการเมือง ว่า

ข้อความยาวนะคะ และขอความกรุณาไม่ดราม่าใดๆ นะคะ ไม่เกี่ยวกับการเมืองค่ะ 

จากภาพนี้ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เห็นอะไรกันบ้างคะ
เห็นเสื้อผ้าแบรนด์เนม
เห็นคนนอนหลับอยู่ที่พื้น 2 คน
เห็นคนยืนหันหลัง 11 คน
เห็นเด็กใส่ชุดนักเรียน 1 คน
เห็นคนแต่งไปรเวท 10 คน
เห็นความเป็นตัวตนของคน 11 คนจากเสื้อผ้าที่แต่ละคนสวมใส่
เห็นความหล่อของทั้ง 11 คนจากด้านหลังของพวกเขา
เห็นความสุขกระจายอยู่ในใบหน้าของทั้ง 11 คน
ฯลฯ

เพื่อนๆทาง FB ของเราส่วนใหญ่ น่าจะทราบดีว่าทุกๆ วันอังคาร เด็กๆ ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ สามารถใส่ชุดไปรเวท มาเรียนหนังสือได้ ข้อปฏิบัตินี้มีมาประมาณสัก 3-4 ปีได้แล้ว ตอนที่โรงเรียนจะเริ่มทำ มีความกังวลและคำท้วงติงจากผู้เกี่ยวข้องมาจากหลายภาคส่วน 

โดยทางโรงเรียน ‘took every comment and remark into consideration and finally chose to cautiously and carefully took a step forward’ 

นับจากวันอังคารแรกที่นักเรียนเริ่มแต่งชุดไปรเวทมาโรงเรียนจนถึงวันนี้ เราพบว่าเราได้ประโยชน์จากข้อปฏิบัตินี้หลายอย่าง 

ขออนุญาตยกตัวอย่างประโยชน์ที่เราเห็นชัดเจนอย่างหนึ่งคือ เราได้เห็นและได้รู้จักเด็กแต่ละคนมากขึ้น ได้เห็นความเป็นปัจเจกของพวกเค้าผ่านรสนิยมการแต่งกาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ สำหรับคนที่เป็นครู จะรู้ดีว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยพวกเราในการพัฒนาเด็กให้ได้เต็มตามศักยภาพของแต่ละคน 

เมื่อ 2-3 วันก่อน เห็นเด็กๆ และเพื่อนครูแชร์เพจที่พูดถึงการแต่งไปรเวทวันอังคารของโรงเรียนเราโดยไปขุดข่าวเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ตั้งแต่วันอังคารแรกที่เด็กๆ ใส่ชุดไปรเวทมาโรงเรียน และ เขียนย้ำว่าการแต่งไปรเวทของนักเรียนต้องใช้เงินถึงสามแสนบาท ซึ่งข้อเท็จจริงคือค่าเสื้อผ้าแค่หลักร้อยหลักพันแต่เป็นนาฬิกาที่มีราคาเกือบสามแสน เราว่าการสื่อแบบนี้ เป็นการสื่อสารที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์และหวังให้ผู้อ่านเข้าใจผิด เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน 

เด็กๆ ที่โรงเรียนบางคนใส่นาฬิการาคาแพงมาโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นวันแต่งชุดนักเรียนหรือชุดไปรเวทก็ตาม

เราในฐานะครูฐานะโรงเรียนไม่อาจบังคับให้เด็กๆ ทำตามใจตามความต้องการของเรา แต่ละครอบครัวมีความคิด ความเชื่อ และมีหลักปฎิบัติต่างกันไปตามกรอบและเงื่อนไขของครอบครัวนั้นๆ และถ้ากรอบและเงื่อนดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบในทางลบต่อนักเรียนคนอื่นๆ หรือต่อโรงเรียน เราเชื่อว่าการก้าวล่วงกรอบหรือเงื่อนไขนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเราในฐานะครูควรทำ 

 

‘There’s no one best practice.’ ไม่รู้ใครกล่าวไว้ 

แต่ที่เขียนมาซะยืดยาวไม่ได้ต้องการจะบอกว่าอะไรดีหรืออะไรไม่ดี ไม่ได้ต้องการจะสื่อว่าการแต่งชุดไปรเวทมาโรงเรียนเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ แต่อยากจะบอกว่าสิ่งที่แต่ละคนแต่ละองค์กรควรทำหรือมีสิทธิ์ที่จะทำคือ เลือกปฏิบัติในสิ่งที่เชื่อว่าดีว่าเหมาะสมกับตนกับองค์กรของตน แค่นั้นจริงๆ 

มีหลายคนถามว่ากรุงเทพคริสเตียนจะทำอย่างไรหากเกิดกรณีแบบน้องนักเรียนปีนเข้าโรงเรียนที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ 

 

เราถามตนเองและคุยกับเพื่อนครูที่โรงเรียนหลายท่าน ได้คำตอบไปในทางเดียวกันว่าสำหรับโรงเรียนเราแล้วเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ปัญหาและเกือบไม่น่าจะมีโอกาสลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตเลย ลูกศิษย์ของเราจะเดินเข้ามาในโรงเรียนได้อย่างสง่าผ่าเผย เราจะรับฟังความคิดความต้องการของเค้า จะพยายามหาข้อมูลว่าเค้าอยากสื่ออะไรถึงพวกเรา พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน เพื่อให้ทั้งเค้าและเรา ‘ทั้งนักเรียนและครู อยู่ในโรงเรียนร่วมกันได้อย่างมีความสุข’ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 21 มิถุนายน 2566

เกี่ยวกัน

ศ.ดร.ธเนศ ชี้ ปม ‘หยก’ สังคมถกเยอะ ชวนยกระดับความรู้ เปิดลึกทฤษฎีโพสต์โมเดิร์น

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เผยแพร่ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงกรณีของนางสาวธนลภย์ หรือ ‘หยก 

นุสนธิเรื่องความเห็นต่างในกรณี “หยก” นักเรียนมัธยมในโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง ผมเจอบทความที่บรรยายทฤษฎีโพสต์โมเดิร์นในสังคมสมัยใหม่ บทนี้วิเคราะห์เรื่องครอบครัวกับการดูแลโดยรัฐและราชการ ทำไมรัฐถึงสนใจดูแลคนในครอบครัวโดยเฉพาะเด็กๆมากนัก คำตอบทั่วไปคือเป็นหน้าที่ เพื่อสอนให้เยาวชนสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นๆได้ 

แต่นักทฤษฎีอย่างมิเชล ฟูโกต์บอกว่าไม่ใช่ จริงๆแล้วรัฐต้องการทำให้คนใต้การปกครอง ต้องตระหนักรู้ตั้วเองว่า ทำตัวอย่างไรจึงจะเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมได้ แล้วได้ผลตอบแทนทางบวก ประเด็นมีทั้งทางปรัชญา เศรษฐสาสตร์การเมือง วัฒนธรรม จริยธรรมศีลธรรม ผมเห็นว่าเมื่อมีการโต้เถียงกันในเรื่องหยกมาก น่าจะยกระดับความรับรู้ทางทฤษฎีด้วย จึงนำเอาบทวิเคราะห์นี้ และบทวิพากษ์การวิเคราะห์อีก มาให้อ่านเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน ดังต่อไปนี้ บทความละเอียดโปรดหาอ่านฉบับเต็มในอ้างอิงตอนท้าย

อ่าน การสอดส่องดูแลเด็กกับครอบครัวจินตกรรมฯ” จากมุมมองด้าน Govermentality ของฟูโกต์ โดยพิพัฒน์ พสุธารชาติ 

หลายคนคงทราบกันดีว่าแนวคิดเรื่อง Governmentality หรือที่ผมแปลเป็นไทยว่า “การปกครองจินตทัศน์” นั้น เป็นหนึ่งในแนวคิดอันลือลั่นของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักทฤษฎัคนสำคัญแห่งยุคโดยฟูโกต์ นั้นได้เคยอธิบายแนวคิดดังกล่าวว่าคือแบบแผนทางการเมืองของรัฐสมัยใหม่ซึ่งหัวใจสำคัญจะมิได้อยู่ที่การมุ่งส่ง เสริมความเข้มแข็งและตอบสนองผลประโยชน์ให้กับองค์อธิปัตย์(ดังความเข้าใจที่มักถือกันในทางรัฐศาสตร) แต่ จะอยู่ที่การสร้างตัวตนให้ผู้ถูกปกครองตระหนักและเล็งเห็นความจำเป็นที่ตนเองต้องยอมสยบเชื่อฟังและอยู่ภาย ใต้การชี้นำของผู้ปกครองโดยดุษฎี 

ซึ่งหนึ่งในหัวใจสำคัญสำหรับการสร้างตัวตนให้ผู้ถูกปกครองยอมสยบภายใต้คำสั่งของผู้ปกครอง—จาก ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของการสร้างความเป็นสมัยใหม่ในยุโรป—นั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงพันธะหน้าที่ของ สถาบันครอบครัวจากเดิม ที่จะเป็นปริมณฑลส่วนตัวของผู้ถูกปกครอง ซึ่งผู้ปกครองไม่สามารถเข้าไปก้าวก่าย บงการได้ก็จะกลายเป็นหน่วยงานทางการปกครองที่ผู้ปกครองสามารถใช้เป็นช่องทางกำกับแบบแผนการใช้ชีวิต ของผู้ถูกปกครอง โดยอาศัยข้ออ้างเรื่องการแก้ปัญหาปากท้อง (หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่าปัญหาเศรษฐกิจ) ให้กับประชากร 

การสถาปนา “เด็ก” ในฐานะวัตถุมีชีวิตที่พ่อแม่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้นั้น นับว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่าง แท้จริงในการสร้างตัวตนให้ประชากรไทยสำนึกถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับการปกครองจากรัฐเพราะการที่เด็ก กลายเป็นวัตถุบางอย่างที่พ่อแม่ไม่อาจเข้าใจนั้น ย่อมทำให้เด็กกลายเป็นปัญหาหรือปริศนาที่มีเพัยงรัฐเท่านั้นที่จะ ช่วยให้พ่อแม่สามารถคลี่คลายได้ไม่ว่าจะผ่านความรู้ถึงวิธีการเลี้ยงเด็ก(เช่นคู่มือต่างๆ) หรือช่องทางสำหรับเปลี่ยน ตัวตนของเด็กให้กลายเป็นผู้ใหญ่ผ่านการศึกษาภาคบังคับ 

ด้วยเหตุนั้นพร้อมๆไปกับการสถาปนาสถาบันครอบครัว สิ่งที่ตามมาในฐานะกลไกของการสร้างตัวตนความเป็นผู้ถูกปกครองให้กับประชากรในรัฐไทยนั้นจึงเป็นอย่างอื่นไป ไม่ได้นอกจากโรงเรียนและความรู้ที่รัฐสามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ผ่านการออกแบบหลักสูตรสำหรับการศึกษา ภาคบังคับ ผลก็คือเด็ก—ทั้งที่กำลังศึกษาหรือจบการศึกษาภาคบังคับ—ได้กลายเป็นตัวตนแห่งรัฐผ่านความรู้หรือ Educationally Institutionalized Subject ที่ความรู้จากการศึกษาซึ่งตนรับมานั้น ได้เปลี่ยนให้ตนเองกลายเป็นตัว ตนที่พร้อมรับการปกครองจากรัฐ 

ทั้งยังเป็นพาหะส่งต่อ “ความรู้” ดังกล่าวกลับไปหาพ่อแม่ในครอบครัวอีกด้วย “เด็ก”จึงมิเพียงแต่เป็นตัวตนที่แปลกแยกจากความเข้าใจของพ่อแม่หากแต่ยังเป็น “พาหะทางการปกครอง” ที่ส่ง ต่อความรู้เพื่อเปลี่ยนตัวตนของพ่อแม่ให้กลายเป็นประชากรที่ยอมรับการถูกปกครองของรัฐไปด้วยการกำกับและ สร้างสำนึกถึงการเป็นผู้ถูกปกครองให้กับประชากรไทยจึงมิใช่ความสัมพันธ์ชนิดที่รัฐส่งต่อคำสั่งผ่านพ่อแม่เพื่อ ควบคุมเด็กหรือ“ผู้ใหญ่สั่งเด็ก”แต่กลับเป็นความสัมพันธ์ที่เด็กกลายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นผู้ส่งต่อคำสั่งของรัฐ (ในรูปของความรู้) ไปสู่ตัวผู้ใหญ่ดังที่อาจเรียกว่า “เด็กสั่งผู้ใหญ่” ต่างหาก” 

เป็นการวิจารณ์ บทความ “Policing the Imagined Family and Children in Thailand: From Family Name to Emotional Love” ของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ที่พิมพ์ในหนังสือ “Imagining Communities in Thailand: Ethnographic Approaches” ซึ่งมี Shigeharu Tanabe เป็นบรรณาธิการ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

ร.ร.สวรรค์อนันต์ คุย น.ร.-ผปค.เปิดกว้าง ‘ทรงผมเพศวิถี’ ผอ.ชี้ให้เด็กมั่นใจ มาเรียนอย่างมีสุข 

 

จากกรณีเพจเฟซบุ๊กของ สภานักเรียนโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดสุโขทัยแห่งหนึ่ง ได้ออกประกาศตัวอย่างตามระเบียบทรงผมของนักเรียนโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา ปีการศึกษา 2566 ว่าด้วยเรื่องความหลากหลายทางเพศ และความเท่าเทียมกันในสังคมของรั้วโรงเรียน 

ทางโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยาจึงได้ออก “กฎระเบียบทรงผม” เพื่อความเท่าเทียมกันของนักเรียนที่เป็นเพศทางเลือก และ “ทรงผมที่สร้างความมั่นใจ” ให้กับนักเรียนในโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยาทุกคน โดยอยู่ในขอบเขตกฎระเบียบของโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา และสำหรับ “ทรงผมเพศวิถี” นักเรียนคนใดมีความประสงค์ที่จะไว้ ต้องให้ผู้ปกครองและนักเรียนยื่นใบคำขออนุญาตที่ห้องกลุ่มบริหารงานทั่วไป นั้น 

สร้างความพอใจแก่เด็กนักเรียนและผู้ปกครองจนเป็นที่กล่าวขานและแชร์โพสต์ของโรงเรียนอย่างกว้างขวางด้วยความชื่นชม 

นางสาวจันทร์เพ็ญ ทรัพย์ประชา ผู้อำนวยการโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา กล่าวว่าโรงเรียนได้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ โดยโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา ได้กำหนดลักษณะทรงผม และความเหมาะสมของ เพศสภาพทั้งวิถีชายและวิถีหญิง และมีข้อห้ามที่ตกลงกันในการประชุมร่วมกับตัวแทนนักเรียน ตัวแทนผู้ปกครอง และอาจารย์ฝ่ายปกครองคือ ห้ามย้อมสีผม ไม่ดัดผม ไม่ไถข้างหูสำหรับนักเรียนเพศวิถีชาย และไม่ดัดผม ไม่ไว้หน้าม้า ไม่ย้อมสีผมและไม่ไว้หนวดเคราสำหรับเพศวิถีหญิง และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาก่อนการประกาศใช้ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนไว้ในระบบสารสนเทศ และดำเนินการแจ้งให้นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสถานศึกษาทราบเป็นการทั่วไป เพื่อให้การปฏิบัติตนของนักเรียนมีความถูกต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

ทางด้าน อาจารย์พรพล อ่ำทอง หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไปโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา ซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองกล่าวว่า เด็กๆ มีความเข้าใจในขอบเขตที่ได้มีการประชุมร่วมกัน และพร้อมจะทำตามระเบียบที่กำหนดไว้ โดยตนเองก็ดีใจที่เห็นพัฒนาการด้านความคิดของเด็กยุคใหม่ ที่เรียกร้องสิทธ์บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม และพร้อมทำตามข้อกำหนดที่ชัดเจนร่วมกัน 

 

อาจารย์ประภัสสร วงศ์ไชยะ หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ เล่าว่าขั้นตอนก่อนมีระเบียบดังกล่าวออกใช้ ได้มีการเชิญผู้ปกครองมาทำความเข้าใจซึ่งมีการตอบรับอย่างดี โดยเฉพาผู้ปกครองที่มีลูกหลานเป็นนักเรียนเพศสภาพต่างดีใจที่โรงเรียนเข้าใจและเปิดโอกาสให้เด็กๆมีความมั่นใจในแบบของตนเอง เพราะจะเป็นการเข้าใจถึงบทบาทและกาลเทศะที่เด็กต้องเรียนรู้ต่อไปในอนาคต 

ส่วนเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ต่างดีใจและยอมรับในข้อตกลงตามระเบียบของโรงเรียน ซึ่งหากคนไหนต้องการไว้ผมตามเพศสภาพก็จะได้พูดคุยกับผู้ปกครองเพื่อทำใบขออนุญาตต่อไป 

โดย นายคุณานนท์ มองศรี ประธานนักเรียนโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา ได้เป็นตัวแทนคณะกรรมการสภานักเรียนเข้าขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้ได้ทำตามความมั่นใจของแต่ละคน เพราะเรื่องทรงผมเป็นหน้าตาที่สร้างบุคลิกและก่อให้เกิดความมั่นใจ ในด้านการแต่งกายไปรเวตนั้นตนเองคิดว่ายังไม่ควร เพราะหากให้ใส่ไปรเวตมาโรงเรียนจะควบคุมดูแลยาก เพราะไม่ทราบใครเป็นใคร และการอยู่รวมกันถึง 2,400 กว่าคนนั้น คงเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงมาก 

นอกจากนั้น นางสาวจันทร์เพ็ญ ทรัพย์ประชา ผู้อำนวยการโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา ยังทิ้งท้ายเรื่องปัญหาของห้องน้ำที่หลายโรงเรียนกำลังหันหน้าเข้าปรึกษากัน ที่จะทำห้องน้ำสำหรับ lgbtq+ เพื่อให้เด็กๆ มีความสบายใจในการทำธุระส่วนตัวมากกว่าปัจจุบัน ที่ต้องแอบเข้าห้องน้ำ หรือต้องพาเพื่อนไปด้วย บางคนถึงกับกลั้นไว้ไปเข้าที่บ้านก็มี 

 

ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีทางเลือกตามเพศสภาพ และมีความสุขกับการมาโรงเรียน

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

นิด้าโพล ชี้ให้เด็กนักเรียนแต่งเครื่องแบบไปโรงเรียน 

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.66 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง สิทธิ เสรีภาพ และกฎระเบียบในโรงเรียน ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21-23 มิ.ย.66 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพและกฎระเบียบในโรงเรียน การสำรวจอาศัย การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ นิด้าโพล สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
    
 จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อเครื่องแบบนักเรียน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 80.53 ระบุว่า เพื่อส่งเสริมความมีระเบียบวินัย รองลงมา ร้อยละ 35.65 ระบุว่า เป็นการบ่งบอกถึงสถานศึกษาของนักเรียน ร้อยละ 23.82 ระบุว่า เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ทำให้ผู้ปกครองประหยัด ร้อยละ 20.23 ระบุว่า เป็นการป้องกันการแอบอ้างเป็นนักเรียน ร้อยละ 18.17 ระบุว่า เป็นความภาคภูมิใจของนักเรียน/ผู้ปกครอง ร้อยละ 11.53 ระบุว่า เพิ่มภาระด้านการเงินให้ผู้ปกครอง ร้อยละ 10.00 ระบุว่า ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในทุกๆ โอกาส ร้อยละ 6.18 ระบุว่า เป็นการแบ่งชนชั้นระหว่างโรงเรียน ร้อยละ 4.73 ระบุว่า เป็นการจำกัดเสรีภาพของนักเรียน ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ทำให้นักเรียนไม่ปลอดภัย ร้อยละ 2.29 ระบุว่า เป็นเครื่องหมายของการกดขี่/อำนาจนิยม และร้อยละ 0.15 ระบุว่า เฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ    
     
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวคิดยกเลิกการบังคับใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.47 ระบุว่า การบังคับให้ใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียนควรมีต่อไป รองลงมา ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ในรอบสัปดาห์ควรอนุญาตให้ใส่ชุดอื่นๆ (ชุดไปรเวต) ไปโรงเรียนได้บ้าง ร้อยละ 5.88 ระบุว่า สมควรให้นักเรียนได้มีอิสระที่จะเลือกว่าจะใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียนหรือไม่ ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ควรให้เรื่องการใส่เครื่องแบบนักเรียนอยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารแต่ละโรงเรียน ร้อยละ 4.50 ระบุว่า ควรให้เรื่องการใส่เครื่องแบบนักเรียนเป็นไปตามประชามติของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน ร้อยละ 4.27 ระบุว่า สมควรยกเลิกการใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน และร้อยละ 0.15 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
    
 เมื่อถามถึงจำนวนวันจากผู้ที่ระบุว่าในรอบสัปดาห์ควรอนุญาตให้ใส่ชุดอื่นๆ (ชุดไปรเวต) ไปโรงเรียนได้บ้าง (จำนวน 271 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.60 ระบุว่า 1 วันต่อสัปดาห์ รองลงมา ร้อยละ 37.64 ระบุว่า 2 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 14.02 ระบุว่า 3 วัน ต่อสัปดาห์ และร้อยละ 0.74 ระบุว่า 4 วันต่อสัปดาห์    
     
สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการเรียนวิชาด้านคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมในโรงเรียน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 72.52 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 18.24 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 0.61 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
     
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อกฎระเบียบของโรงเรียน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 69.16 ระบุว่า กฎระเบียบ ของโรงเรียนมีเพื่อส่งเสริมความมีระเบียบวินัย รองลงมา ร้อยละ 46.49 ระบุว่า กฎระเบียบของโรงเรียนมีเพื่อให้นักเรียนตระหนักในสิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบ ร้อยละ 36.41 ระบุว่า สิทธิเสรีภาพของนักเรียนควรอยู่ภายใต้กฎระเบียบของโรงเรียน ร้อยละ 12.29 ระบุว่า กฎระเบียบของโรงเรียนสำคัญกว่าสิทธิเสรีภาพของนักเรียน ร้อยละ 9.31 ระบุว่า กฎระเบียบของโรงเรียนเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของนักเรียน ร้อยละ 4.05 ระบุว่า สิทธิเสรีภาพของนักเรียนสำคัญกว่ากฎระเบียบของโรงเรียน ร้อยละ 2.44 ระบุว่า กฎระเบียบของโรงเรียน เป็นเครื่องหมายของการกดขี่/อำนาจนิยม และร้อยละ 0.31 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
 

"นิด้าโพล" เผยผลสำรวจพบ ปชช.ส่วนใหญ่เห็นด้วย"นักเรียน" แต่งเครื่องแบบ ระบุเพื่อส่งเสริมความมีระเบียบวินัย พร้อมสนับสนุนให้โรงเรียนสอนวิชาด้านคุณธรรม-จริยธรรม-ศีลธรรม  

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  25 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

กทม. ปลดล็อกเครื่องแบบ ร.ร.ในสังกัด ‘แต่งชุดใดก็ได้’ 1 วัน ให้อิสระทรงผม ไม่ทำให้อับอาย 

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน มีรายงานเอกสารบันทึกข้อความว่าด้วยเรื่อง แนวทางการแต่งกายของนักเรียน ร.ร.สังกัดกรุงเทพฯ” ถึงผู้อำนวยการเขต สำนักการศึกษา 2 ฉบับ ลงนามเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 โดย นางวันทรีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร รักษาราชการแทนปลัดกรุงเทพฯ ซึ่งมีเนื้อหาว่า 

ตามที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ข้อ 15 กำหนดว่า สถานศึกษาใดจะกำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร หรือแต่งชุดพื้นเมือง ชุดไทย ชุดลำลอง ชุดฝึกงาน ชุดกีฬา ชุดนาฏศิลป์ หรือชุดอื่นๆ แทนเครื่องแบบนักเรียนตามระเบียบนี้ในวันใด ให้เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัดและเหมาะสมนั้น 

 

เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง จึงให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จัดทำข้อกำหนดให้นักเรียนแต่งกายด้วยชุดใดก็ได้ที่ไม่เป็นการบังคับ อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยให้นักเรียนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนด จากนั้นให้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นการทั่วไปก่อนนำไปประกาศใช้ 

 

โดยในกรณีที่มีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ ให้เป็นไปตามความประสงค์ของนักเรียนผู้นั้นที่จะสวมชุดนักเรียน ชุดพละ หรือชุดอื่นใดที่โรงเรียนกำหนดให้มีไว้อยู่แล้ว แต่ห้ามไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งให้คำนึงถึงอัตลักษณ์ ความหลากหลาย ความเชื่อทางศาสนา และเพศวิถีของนักเรียน 

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบ และแจ้งให้โรงเรียนในสังกัดทราบและถือเป็นแนวปฏิบัติต่อไป

 

 

ขณะที่อีกฉบับ มีเนื้อหาว่า “เพื่อเป็นการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน จึงให้โรงเรียนจัดทำข้อกำหนดฯ ให้นักเรียนไว้ทรงผมได้อย่างอิสระบนพื้นฐานสุขอนามัยที่ดี สะอาด ส่งเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจ จากนั้นให้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นการทั่วไปก่อนนำไปประกาศใช้ โดยในกรณีมีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ ให้โรงเรียนรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อทำความเข้าใจและตกลงร่วมกัน แต่ห้ามไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกาย และจิตใจของนักเรียน เช่น การตัดผม ทำให้อับอาย ฯลฯ

 

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 28 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

 

ปลดล็อกชุดน.ร.’ เสียงของยุคสมัย ไม่เปลี่ยนก็เกิดแรงต้าน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยภายหลัง กทม.ทำหนังสือเวียนแนวทางการแต่งกายและทรงผมของนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม. 

 

นายศานนท์กล่าวว่า หัวใจหลักมีอยู่ 2 เรื่อง คือ

1.สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ทำให้เด็กไปโรงเรียนอย่างมั่นใจ ถูกสุขอนามัย โดยแต่ละโรงเรียนสามารถออกกฎระเบียบร่วมกับนักเรียน

2.เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง 

โดย กทม.ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในการจัดซื้อเครื่องแบบให้นักเรียนปีละ 2 ชุด คือชุดนักเรียน 1 ชุด ชุดลูกเสือ-เนตรนารี ชุดพละ สลับกันปีละ 1 ชุด กทม.จึงออกแนวทางกลางๆ อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ นักเรียนสามารถใส่ชุดอะไรก็ได้ที่สบายใจ อย่างชุดไปรเวต หรือชุดนักเรียน ชุดลูกเสือ ชุดพละ ซึ่งทางคุณครูสามารถนำโจทย์ตรงนี้มาให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยกัน 

 

ส่วนเรื่องทรงผม หัวใจหลักคือการไม่ลิดรอนสิทธิเด็ก เพราะเด็กบางคนถูกกล้อนผม โดนทำโทษ ทำให้เด็กไม่อยากมาโรงเรียน สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือ มีความเรียบร้อย เหมาะสม ถูกสุขลักษณะ สร้างความมั่นใจ แต่ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนของนักเรียนด้วย” นายศานนท์กล่าว 

 

นายศานนท์กล่าวว่า ทั้งนี้ แนวทางปฏิบัติดังกล่าวทางคณะกรรมการของสถานศึกษา ต้องให้นักเรียนและผู้ปกครองมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะมีข้อกำหนดไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะบางโรงเรียนก็มีการสอนศาสนาด้วย ส่วนเรื่องการย้อมสีผมแล้วแต่ทางคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา 

 

สิ่งที่เราทำ ไม่ได้เกินสิ่งที่กฎกระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยคณะกรรมการสถานศึกษาสามารถพิจารณาได้กันเอง แต่พอบอกกว้างไป บางทีแต่ละโรงเรียนพิจารณาไม่เหมือนกัน กทม.เลยออกบันทึกข้อความเพื่อให้มีความชัดเจน” นายศานนท์กล่าว 

เมื่อถามว่า มีเสียงสะท้อนจากสังคมว่านักเรียนอาจจะมีค่านิยมแข่งขันเรื่องการแต่งตัว?

นายศานนท์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเสียงของยุคสมัย ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงสักวัน ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะเกิดแรงต่อต้านเยอะก็ได้ วันนี้เราเอาเรื่องนี้มาคุยบนโต๊ะ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเรื่องความเหมาะสมเป็นเรื่องของความเข้าใจตรงกัน

ด้าน นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการใช้ครั้งแรก ต้องมีการประเมินว่ามีผลดีผลเสียอย่างไร กทม.พร้อมจะปรับปรุงให้ดีขึ้น 

แต่ถ้าไม่ได้ลองทำอะไรใหม่เลย สุดท้ายก็ไม่มีการคิด เด็กไม่ได้คิด ผู้ปกครองไม่มีส่วนร่วม กทม.ต้องกล้าทำในสิ่งที่ผิดไปจากเดิมมาก แต่ก็มีกรอบกติกาอยู่ สุดท้ายถ้าดีก็ทำต่อ ถ้ามีเรื่องปรับปรุงก็สามารถปรับปรุงได้ กทม.ยินดีรับคำติชมทุกอย่าง” นายชัชชาติกล่าว 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับทรงผมของนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม.นั้น มีออกมาในช่วงวันที่ 23 มิถุนายน 2566 โดยเป็นบันทึกข้อความ ถึงผู้อำนวยการเขตระบุว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ส่งผมของนักเรียน พ.ศ.2563 พ.ศ.2566 ประกาศ ณ วันที่ 16 มกราคม 2566 นั้น เพื่อเป็นการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนจึงให้โรงเรียนจัดทำข้อกำหนดฯ ให้นักเรียนไว้ทรงผมได้อย่างอิสระบนพื้นฐานสุขอนามัยที่ดีสะอาดส่งเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจจากนั้นให้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นการทั่วไปก่อนนำไปประกาศใช้ โดยในกรณีมีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ให้โรงเรียนรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียนผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจและตกลงร่วมกันแต่ห้ามไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกายและจิตใจของนักเรียนเช่นการตัดผมทำให้อับอาย

 

ส่วนแนวทางการแต่งกายของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ที่กำหนดให้สถานศึกษาใดจะกำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร หรือแต่งชุดพื้นเมือง ฯลฯ ให้เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัดและเหมาะสม เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง จึงได้ให้โรงเรียนสังกัด กทม.จัดทำข้อกำหนดให้นักเรียนแต่งกายด้วยชุดใดก็ได้ที่ไม่เป็นการบังคับ อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยให้นักเรียนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนด จากนั้นให้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นการทั่วไปก่อนนำไปประกาศใช้ โดยในกรณีที่มีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ ให้เป็นไปตามความประสงค์ของนักเรียนผู้นั้นที่จะสวมชุดนักเรียน ชุดพละ หรือชุดอื่นใดที่โรงเรียนกำหนดให้มีไว้อยู่แล้ว แต่ห้ามไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิสรีภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งให้คำนึงถึงอัตลักษณ์ ความหลากหลาย ความเชื่อทางศาสนา และเพศวีถีของนักเรียน

 

 

ชัชชาติ’ ลั่น ต้องกล้าทำอะไรใหม่ ‘ศานนท์’ มั่นใจไม่ล้ำเส้น ศธ. ออกหนังสือให้ชัด เลี่ยง ร.ร.ตีความกว้าง ปม ‘ปลดล็อกชุด น.ร.’ ไม่ห่วงเด็กแข่งแฟชั่น ยัน ‘เสียงของยุคสมัย’ ต้องเปลี่ยนแปลงสักวัน ไม่ทำอะไรจะเกิดแรงต้าน 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 28 มิถุนายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

ชี้ระเบียบ ศธ.ล้ำกว่าให้ใส่ชุดไปรเวต 1 วัน เหตุเปิดกว้าง น.ร.แต่งชุดอะไรก็ได้นานแล้ว เผยแนวปฏิบัติ กทม.ปรับตาม ศธ. 

จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีแนวทางปฏิบัติเรื่องทรงผม และการแต่งชุดนักเรียน โดยระบุว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 นั้น เพื่อเป็นการเคารพสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน จึงให้โรงเรียนจัดทำข้อกำหนดฯ ให้นักเรียนไว้ทรงผมได้อย่างอิสระบนพื้นฐานสุขอนามัยที่ดี สะอาด ส่งเสริมบุคลิกภาพ และความมั่นใจ จากนั้นให้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นการทั่วไปก่อนนำไปประกาศใช้ กรณีมีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ ให้โรงเรียนรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อทำความเข้าใจ และตกลงร่วมกัน แต่ห้ามไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกาย และจิตใจของนักเรียน เช่น การตัดผมทำให้อับอาย 

และมีเอกสารบันทึกข้อความเรื่องแนวทางการแต่งกายของนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม.ถึงผู้อำนวยการเขต ระบุว่า ตามที่ระเบียบ ศธ.ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ข้อ 15 กำหนดว่า สถานศึกษาใดจะกำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร หรือแต่งชุดพื้นเมือง ชุดไทย ชุดลำลอง ชุดฝึกงาน ชุดกีฬา ชุดนาฏศิลป์ หรือชุดอื่นๆ แทนเครื่องแบบนักเรียนตามระเบียบนี้ในวันใด ให้เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัด และเหมาะสมนั้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง จึงให้โรงเรียนในสังกัด กทม.จัดทำข้อกำหนดให้นักเรียนแต่งกายด้วยชุดใดก็ได้ที่ไม่เป็นการบังคับ อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยให้นักเรียนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนด ซึ่งผู้บริหาร กทม.ระบุว่า สิ่งที่ดำเนินการ เป็นการปลดล็อก และต้องกล้าทำอะไรใหม่ๆ ขณะที่นักวิชาการมองว่าสิ่งที่ กทม.ทำ ก้าวหน้ากว่า ศธ.เป็น 100 เท่า นั้น 

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในส่วนของ กทม.ที่ให้นักเรียนในสังกัดแต่งกายชุดไปรเวตได้ 1 วันนั้น เข้าใจว่าเป็นการปรับตามระเบียบ ศธ.โดยในส่วนของโรงเรียนสังกัด ศธ.ทั้งหมด รวมถึง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เปิดกว้างมากกว่า และล้ำหน้ากว่าการแต่งชุดไปรเวตเพียง 1 วัน ไปนานมากแล้ว ในส่วนของชุดแต่งกาย ได้กระจายอำนาจไปยังสถานศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของนักเรียน ผู้ปกครอง และโรงเรียน สามารถกำหนดเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมมาเรียนร่วมกันได้ รวมถึง การแต่งชุดไปรเวต ก็ให้เป็นอำนาจของโรงเรียนในการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นต่อประชาคมในโรงเรียน ดังนั้น ในส่วนของ สพฐ.จึงไม่จำเป็นต้องปรับแก้ระเบียบเรื่องชุดนักเรียนอีก 

 

นายอัมพรกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ที่ผ่านรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ออกเป็นแนวนโยบาย โดยได้กำชับมายังต้นสังกัดให้ดำเนินการให้เป็นไปตาม “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551” ที่ออกตามมาตรา 5-6 ของ พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ซึ่งเปิดช่องให้สถานศึกษาสามารถดำเนินการได้ โดยในระเบียบระบุว่า ให้สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา กำหนดให้รายละเอียดเกี่ยวกับการแต่ง วิธีการ และเงื่อนไขในการแต่งเครื่องแบบนักเรียน สถานศึกษาใดมีความประสงค์จะขอใช้เครื่องแบบเป็นอย่างอื่นนอกจากที่กำหนดในระเบียบนี้ ให้ขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง หรือผู้กำกับดูแลสถานศึกษานั้นแล้วแต่กรณี สถานศึกษาใดจะกำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร หรือแต่งชุดพื้นเมือง ชุดไทย ชุดลำลอง ชุดฝึกงาน ชุดกีฬา ชุดนาฏศิลป์ หรือชุดอื่นๆ แทน เครื่องแบบนักเรียน ตามระเบียบนี้ในวันใด ให้เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัด และเหมาะสม ตาม พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ศธ.ได้มีการผ่อนคลายกฎ ระเบียบต่างๆ ให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการศึกษาได้อย่างคล่องตัว สอดรับกับบริบทของพื้นที่ที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน รวมถึง มีการปรับปรุงกฎ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับนักเรียน ให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ไม่บังคับ เช่น เรื่องทรงผมของนักเรียน ได้ยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 แล้วให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดเป็นระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งเอง โดยการออกระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักการมีส่วนร่วม เช่น นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือผู้แทนผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น บุคคล หรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร เป็นต้น และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนก่อนการประกาศใช้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันในช่วงปี 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ยังสั่งการให้ สพฐ.มีหนังสือสั่งการไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ให้สื่อสารซักซ้อมความเข้าใจเรื่องการแต่งกายเครื่องแบบลูกเสือ และยุวกาชาด โดยให้โรงเรียนดำเนินการอย่างยืดหยุ่น ไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ปกครอง การเรียนวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ที่มีเครื่องแบบ ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบครบชุด แต่ขอให้มีสัญลักษณ์เฉพาะบ่งบอกให้รู้ว่าเด็กได้เรียนวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด เช่น มีผ้าพันคอผืนเดียว เป็นต้น เพราะเป้าหมายสำคัญของการเรียนวิชานี้อยู่ที่กิจกรรม จิตอาสา การบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม การเสียสละ มากกว่าการให้ความสำคัญกับชุดยูนิฟอร์ม และขณะนี้สถานศึกษาหลายแห่งก็ได้ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว 

 

เลขาฯ สพฐ.ชี้ระเบียบ ศธ.ล้ำกว่าให้ น.ร.ใส่ชุดไปรเวต 1 วัน/สัปดาห์ เหตุเปิดกว้าง น.ร.ในสังกัด แต่งชุดอะไรก็ได้นานแล้ว กระจายอำนาจให้ ร.ร.ถกผู้ปกครอง-น.ร.ใส่ชุดเหมาะสม เผยแนวปฏิบัติเครื่องแต่งกาย-ทรงผม ของ กทม.ปรับตามระเบียบ ศธ. 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 30 มิถุนายน 2566

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น