
โควิด-19 ในหลายๆระลอกที่ผ่านมา ส่งผลให้เด็กต้องกลับมาเรียนรู้อยู่ที่บ้านซ้ำๆเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัย จากการเปิดปิดโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กที่ไม่แน่นอน แต่อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยก็ยังคงต้องดำเนินต่อ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง
‘นีท’ เบญจรัตน์ จงจำรัสพันธ์ นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น มองผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและการเรียนรู้แบบใหม่ว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะข้อจำกัดหลายๆอย่างที่มากขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 จึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเพื่อจะเตรียมพร้อมให้เขาจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะหากไม่มีวิธีช่วยจัดการอาจส่งผลให้เขามีภาวะทางอารมณ์ที่มากขึ้น รวมไปถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ทั้งร่างกาย อารมณ์และสังคม และสติปัญญาถดถอย ไม่เหมาะสมตามวัยเท่าที่ควร
พัฒนาการเด็กปฐมวัยถดถอย ผลจากการปิดโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก
พอโควิด-19 เข้ามา หลายๆอย่างถูกเปลี่ยนแปลง ประการแรก คือ การมีกฎหรือต้องมารู้จักตัวเองในรูปแบบใหม่ที่มีกฎหรือข้อจำกัดมากขึ้น ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง เด็กเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เช่น เด็กบางคนใส่หน้ากากไม่คล่อง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ออกจากบ้านก็จะต้องใส่หน้ากากให้ได้และต้องเคร่งครัดกับการล้างมือ ซึ่งกฎเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาอยู่ยาก โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัยหรือเด็กเล็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับสถานการณ์ที่จำกัดมากขึ้น
“เด็กปฐมวัยหรืออนุบาลคือขั้นของการฝึกวินัย ซึ่งการฝึกวินัยเบื้องต้นมันสามารถทำให้เด็กมีอารมณ์โกธรได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแค่การที่พวกเขาต้องอยู่กับกฎหรือข้อจำกัดที่มันมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด มันก็อาจทำให้พวกเขามีอารมณ์โกธรได้ง่ายขึ้น”
‘นีท’ ได้พูดถึงผลของการฝึกวินัยเบื้องต้นในเด็กปฐมวัยที่อาจทำให้เกิดอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และการที่พวกเขาต้องอยู่กับข้อจำกัดที่มากขึ้นจากสถานการณ์โควิด รวมถึงกระบวนการสอนของผู้ปกครอง หากเข้มงวดมากเกินไปก็อาจส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการบางอย่างของเด็ก
ในขั้นการพัฒนาทางจิตสังคมของเด็กปฐมวัยตามทฤษฎีของ Erikson เด็กช่วงวัยนี้จะมีความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง (Sense of Autonomy) และเริ่มที่จะเรียนรู้การควบคุมตนเอง (Self Control) นอกจากนี้ยังเริ่มจะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เริ่มสร้างบุคลิกภาพและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจากการทำกิจกรรมและประสบการณ์ร่วมกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวและการอบรมสั่งสอนโดยพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในครอบครัว จะช่วยให้เด็กได้ซึมซาบเข้าไป เป็นการรู้สำนึกผิดชอบชั่วดีในความคิดและแสดงออกผ่านพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้าผู้ปกครองให้การอบรมเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม จะทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง ถ้าพ่อแม่เลี้ยงแบบควบคุมอยู่ในกฎระเบียบมากเกินไปก็จะทำให้เขารู้สึกผิด และส่งผลต่อการพัฒนาตนเองทั้งบุคลิกภาพและอารมณ์
ประการที่ 2 คือ พอเราพูดถึงการเรียนรู้ไม่อยากให้มองว่าเป็นแค่การเรียนในตำราเท่านั้น จริงๆแล้วการเรียนรู้ของเด็กมีเรื่องของการเรียนรู้ผ่านสภาพแวดล้อมอยู่ด้วย แต่พอโควิด-19เข้ามา ทำให้กิจกรรมหลายๆอย่างหายไป วัยเด็กเป็นวัยที่ต้องเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 จากธรรมชาติรอบตัว ผ่านการปฏิบัติ อยากเห็นของจริง แต่การที่เขาไม่สามารถออกไปเจอกับโลกภายนอก ไม่สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ทำให้การเรียนรู้และพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กๆหายไป
ประการที่ 3 คือ สังคม ในเด็กวัยนี้ต้องบอกว่าสังคมเป็นโลกใบใหม่ของเขา นอกจากเขาจะรู้จักตนเองหรือคนในครอบครัวแล้ว สิ่งสำคัญคือ การรู้จักสังคมใหม่ การที่เขาขาดเพื่อนหรือไปโรงเรียนไม่ได้ มันทำให้เขาขาดทักษะการสื่อสารทางสังคม เช่น ถ้าเขามีเพื่อน เขาจะรู้จักวิธีการเข้าหากลุ่มคน การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี การเล่นอย่างมีกฎ เราก็เรียนรู้ระบบตรงนี้ผ่านการเล่นกับเพื่อนๆ และพฤติกรรมการเข้าสังคม เช่น พฤติกรรมการช่วยเหลือหรือพฤติกรรมการรอคอย ซึ่งเป็นการเรียนรู้บรรทัดฐานและกฎระเบียบต่างๆของสังคมก็หายไป
ภาวะความเครียดจากสถานการณ์ที่จำกัด แปรผันตรงกับอารมณ์ พัฒนาการและพฤติกรรม
ความเครียด ความกดดันจากวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม ข้อจำกัดในหลายๆอย่างแสดงออกผ่านพฤติกรรมและอารมณ์ที่ไม่ปกติของเด็ก เช่น ไม่อยากอาหาร หรือหิวกว่าปกติ เมื่อไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ก็ส่งผลให้การสร้างกล้ามเนื้อต่างๆของเด็กเป็นไปอย่างไม่เต็มที่ แม้กระทั่งพฤติกรรมการนอน ถ้าเด็กมีความเครียด ความเบื่อหน่าย จะส่งผลให้นอนน้อยลง นอนยากขึ้น ตื่นกลางดึก ฝันร้าย หรือบางคนอยากนอนมากขึ้น หรือเกิดอาการป่วยต่างๆ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ซึ่งส่งผลเสียต่อตัวเด็กโดยเฉพาะด้านร่างกาย รวมถึงพอเด็กเครียดก็จะเกิดภาวะทางอารมณ์สูงขึ้น เช่น เศร้าได้ง่ายขึ้น ร้องไห้ได้ง่ายขึ้น มีความกลัว ความโกธร ความหงุดหงิด ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถสังเกตและรู้ได้ว่าลูกเครียด ไม่สนุก หากพ่อแม่สร้างภูมิคุ้มกันให้เขาได้ เขาก็จะกลับมามีอารมณ์ที่มั่นคงมากขึ้นและทำให้เขากลับมาสู่สมดุล
พ่อแม่จะช่วยเด็กปฐมวัยรับมือทางอารมณ์อย่างไรภายใต้สถานการณ์ที่จำกัด
หากเป็นเด็กปฐมวัยอย่างไรก็ต้องมีผู้ปกครองช่วยแนะแนวทางให้ เด็กเล็กต้องมีพ่อแม่ช่วยสอนก่อนเพื่อให้เด็กสามารถรับมือทางอารมณ์และนำไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆด้วย เช่น ถ้ารู้สึกเบื่อๆ ขี้เกียจตื่นมาเรียนหรือเรียนแล้วปวดหัว ทำอย่างไรได้บ้าง เด็กทุกคนจะต้องเรียนรู้ว่าสิ่งๆนี้เรียกว่าความเครียด แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง สำหรับเด็กเล็กอาจไม่ง่าย เป็นสิ่งที่ต้องคอยสอนตลอดเวลา เช่น เครียดเพราะเรียน สามารถแก้ด้วยการฟังเพลงหรือการเล่นของเล่น
“ถ้ามีทางออก 10 กรณี ต้องหาทางออกให้ 10 กรณี ซึ่งการสอน 10 กรณีไม่ได้หมายความว่าเด็กจะสามารถแก้เองได้ เด็กจะเริ่มค่อยๆเข้าใจและทำซ้ำๆ เมื่อเด็กเกิดความเครียดอีก เขาก็จะสามารถจัดการตัวเองได้”
นีท’ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องจาก Cognition ของเด็กเล็กยังไม่สามารถคิดเชิงเหตุผลได้อย่างลึกซึ้ง เขายังเข้าใจปัญหาผ่านการรับรู้ ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาของเขา พอเจอเรื่องแบบนี้ก็ทำแบบนี้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาในแบบขั้นต้นเท่านั้น
กระบวนการออกแบบการสอนของพ่อแม่ คือสิ่งสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
การเรียนรู้ของเด็กๆก็ยังคงเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่าเรียนรู้ได้อย่างจำกัดที่บ้าน ซึ่งอาจทำให้พัฒนาการไม่เหมาะสมกับช่วงวัยเท่าที่ควร ปัจจัยที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีพัฒนาการที่เหมาะสมได้อาจไม่ใช่เรื่องของสภาพแวดล้อมอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการจัดกระบวนการสอนหรือการเรียนรู้ให้กับเด็กของพ่อแม่ด้วย สำหรับพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบเต็มเวลาจะสามารถออกแบบกิจกรรมการสอนและอยู่ดูแลลูกได้ เด็กก็จะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา แต่สำหรับพ่อแม่ที่มีข้อจำกัด ต้องออกไปทำงาน ก็ควรจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยเสริม อาจจะเป็นในลักษณะของกล่อง Box Set การเรียนรู้หรือกล่องของเล่นที่สามารถเล่นได้ด้วยตนเอง แล้วพ่อแม่ก็ใช้ช่วงเวลาที่ว่างมาสอนลูกต่อยอดจากการเล่น ซึ่งเราเริ่มจากจุดๆนี้ก่อน ยกตัวอย่าง ในกล่องมีจิ๊กซอว์รูปส้ม เด็กก็จะใช้เวลาช่วงหนึ่งเรียนรู้จากการเล่น เมื่อถึงช่วงเวลาที่พ่อแม่มีเวลาว่างแล้วก็เสริมสร้างพัฒนาการของเขาโดยอาจตั้งคำถามว่า อันนี้เรียกว่าอะไร ขั้นต่อมาอาจให้โจทย์เพิ่มโดยการลองให้เด็กหยิบส้มที่อยู่ในบ้าน หัดแกะเปลือกแล้วกินว่ามีรสชาติและลักษณะอย่างไรจากการสังเกตและสัมผัส หรือมีส่วนนึงที่พ่อแม่ต้องมามีส่วนร่วมผ่านบทบาทสมมติ เช่น การเล่นขายของ พ่อแม่สมมติตนเองเป็นลูกค้า ให้ลูกเป็นพ่อค้าแม่ค้า หรืออาจเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบๆบ้าน เช่น อาจให้ระบายสีใบไม้ด้วยการไปหยิบใบไม้รอบๆบ้านมา ก็จะทำให้เด็กเล่นสนุกมากขึ้น
นอกจากพัฒนาการด้านการเรียนรู้แล้ว กระบวนการที่พ่อแม่เลือกหรือออกแบบยังส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ ทั้งร่างกาย อารมณ์และสังคมอีกด้วย เช่น ตัวอย่างกิจกรรมการสอนข้างต้นที่กล่าวมา หากพ่อแม่เล่นบทบาทสมมติกับลูกก็จะทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ ช่วยฝึกทักษะการสื่อสารให้กับเขา ส่วนถ้าพ่อแม่ให้ลูกวิ่งไปหยิบส้มของจริงในบ้านหรือรอบๆบ้านมาแกะเปลือกแล้วกิน การเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆก็จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกายและส่งผลไปถึงอารมณ์เมื่อเด็กรู้สึกสนุก แต่สิ่งที่สำคัญเลย คือ พ่อแม่จะต้องไม่พยายามเร่งกระบวนการเหล่านี้และหวังผลลัพธ์ที่มากเกินไป ค่อยๆให้เขาได้เรียนรู้แล้วพัฒนาการของเขาก็จะเกิดขึ้นตามมาจากกระบวนการเหล่านี้เอง
ที่มา ; สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.)
เกี่ยวข้องกัน
หนุนท้องถิ่นช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวในหัวข้อ ‘โจทย์ใหม่ท้องถิ่นไทย : การเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา’ โดยระบุว่า ปัญหาที่เป็นรากลึกของสังคมไทยคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอาจเป็นคานงัดสำคัญที่จะทำให้เราสามารถทำให้เรื่องอื่นขยับตัวได้ดีขึ้น โดยความเหลื่อมล้ำมีมิติการมองสองเรื่องคือ 1. การทำให้ทุกคนมีโอกาสที่ใกล้เคียงกันพูดถึงเรื่องการศึกษาคือทุกคนมีโอกาสเข้าเรียนไม่ปิดกั้นบุคคลใด และ 2. ความสามารถในการใช้โอกาสเพราะทุกคนมีโอกาสแต่ไม่ใช่ว่าจะใช้โอกาสได้เท่ากันยกตัวอย่างเช่นเด็กทุกคนจบประถมมีโอกาสเรียนต่อมัธยมทุกคนเพราะมีโรงเรียนให้แล้ว แต่ความสามารถในการใช้โอกาสไม่เท่ากัน เพราะบางคนต้องประกอบอาชีพเลี้ยงพ่อแม่พิการ
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยอีกว่า มิติการมองเรื่องความเหลื่อมล้ำต้องมองทั้งสองด้าน ทั้งมิติเสนอทางเลือกโอกาสให้เขาได้รับประโยชน์ และการไปค้นหาข้อจำกัดของเขาว่าเพราะเหตุใดเข้าเรียนไม่ได้ ขอย้ำว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้แปลว่าทำให้ทุกคนเท่ากัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนเท่ากัน แต่จะช่วยลดความแตกต่างช่องว่างของการได้รับโอกาสและการเข้าถึงโอกาสให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพการศึกษาใกล้เคียงกัน ไปดูว่าคนในพื้นที่เข้าถึงหรือไม่ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำควรเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ ของยุทธศาสตร์ชาติที่จะเข้าไปแก้ไข ทั้งมิติสังคม การศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ ความยุติธรรม การประกอบอาชีพ
โดยสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนและซับซ้อนมากขึ้นเ เช่น การเรียนออนไลน์ของเยาวชนแต่ละคนขาดความพร้อมเรื่องอุปกรณ์แทบเล็ต ไว-ไฟ หรือคุณภาพการเรียนการสอนที่ไม่เท่ากัน รวมทั้งการเรียนออนแฮนด์ ออนไซต์ ออนไลน์ ซึ่งไมได้เข้าถึงทุกคน หน้าที่ของท้องถิ่นคือเข้าไปหาฐานข้อมูลเหล่านี้ รวมถึงคุณภาพการศึกษาผ่านการเรียนออนไลน์ ที่ไม่สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้เท่าห้องเรียนจริง ๆ บางครั้งการจัดการเรียนออนไลน์ด้วยความไม่ถนัดของครูก็เป็นปัญหาซ้ำเติม โควิดทำให้เราต้องกลับมาคิดเรื่องการจัดการศึกษาทีลึกขึ้นและค้นหารายละเอียดมากขึ้นในการทำงาน
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวอีกว่า ถามว่าทำไมท้องถิ่นต้องเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำเพราะท้องถิ่นมีความรับผิดชอบใน 3 ทาง คือ 1. ความรับผิดชอบทางกฎหายอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.กำหนดให้ท้องถิ่นต้องทำหน้าที่เรื่องการศึกษา คุณภาพชีวิต 2. ความรับผิดชอบทางสังคม ต้องดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องลูกหลานคนในชุมชน และ 3. ความรับผิดชอบทางการเมืองงานท้องถิ่น เป็นเรื่องของอาสาสมัครไม่มีใครบังคับทำให้ท้องถิ่นตอบสนองต่อปัญหาได้เร็ว ความรับผิดชอบนี้มากกว่าความรับผิดชอบของส่วนราชการที่มีแค่ความรับผิดชอบตามกฎหมาย ดังนั้นท้องถิ่นจึงต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะหากแก้ได้ก็จะแก้ปัญหาอีกหลายเรื่อง
“ทำไมท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษา เดิมเราอาจคิดว่าโรงเรียนเทศบาลเป็นโรงเรียนชั้นสอง แต่ตอนนี้มีโรงเรียนเทศบาลที่เหนือกว่าโรงเรียน สพฐ. จำนวนมาก จากการการประเมินจัดการศึกษา โรงเรียนของท้องถิ่นอยู่ในอันดับที่ดีกว่าโรงเรียนของกระทรวง ท้องถิ่นสามารถเข้ามาจัดการศึกษาได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยท้องถิ่นมีต้นทุนทางสังคมที่ดี มีความรับผิดชอบต่อประชาชนในท้องถิ่น การศึกษาเป็นบันไดการเคลื่อนตัวของสังคม คนยากจนด้อยโอกาสถ้ามีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีจะมีโอกาสขยับฐานะทางสังคมได้” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าว
นอกจากนี้ ท้องถิ่นยังมีความยืดหยุ่น และมีอิสระในการใช้ทรัพยากรทางการบริหารและมีความยืดหยุ่นที่จะออกแบบเป้าหมายได้มากกว่ากระทรวงศึกษาธิการ เรามีหลักสูตรแกนกลางแต่จะออกแบบหลักสูตรอีกหลายเรื่องให้สอดรับกับท้องถิ่นควรมีความรู้เข้าใจเรื่องใดเป็นพิเศษ และการจัดการศึกษาเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่น สามารถนำปัญหาในชุมชนเป็นตัวตั้งเชื่อมกับการศึกษาเรียนรู้ของเด็ก ท้องถิ่นสามารถขยายปรัชญาการศึกษาเพื่อสร้าง Education for All หรือ การจัดการศึกษาที่ครอบคลุมทุกคน ทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้น ตอนนี้มีการพูดถึงเรื่อง Upskill Reskill มากขึ้น และ All for Education ขยายการเรียนรู้มากว่าในห้องเรียน การศึกษาของท้องถิ่นช่วยลดความเหลื่อมล้ำในท้องถิ่นได้ การศึกษาคือคานงัดสำคัญในการแก้ไขปัญหาสังคม
ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าวว่า เป้าหมายของการศึกษาท้องถิ่นในปัจจุบันคือการศึกษาที่มีความเท่าเทียมทุกคนต้องได้รับโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ Education for Equalization รองรับทุกคนให้ได้เรียนไม่ให้มีใครหลุดไป โรงเรียนเทศบาลไม่มีสิทธิเลือกรับเด็ก ไม่ว่าจนหรือรวยต้องได้เรียน ระดับที่สองคือการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ อาจเลือกบางโรงเรียนพัฒนาเป็นโรงเรียนเพื่อความเป็นเลิศในบางด้านเช่น ดนตรี กีฬา หัตถกรรม การเดินทางทางการศึกษาของท้องถิ่นมีสองระดับ ระดับแรกคือทำให้เกิดความมเสมอภาคและเพื่อความเป็นเลิศด้านต่าง ๆ เราสามารถกำหนดเป้าหมายได้ ถ้าเราทำได้ดีจะสร้างอนาคตได้ดี
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาท้องถิ่นทำเรื่องการศึกษาอยู่แล้วทั้งการจัดการศึกษา การสนับสนุนอาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียน การเรียนเสริม โดย ปี 2563 มีอปท. ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น 48 แห่ง แต่ต้องถามว่าทำครบถ้วนหรือยัง ท้องถิ่นทำอะไรได้อีก เช่น 1. Coverage คือต้องไปดูว่ามีใครตกสำรวจ ทำให้ครบถ้วนเด็กทุกคนต้องเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา 2. Deepening ทำให้ลึกขึ้น และ 3. กำหนดเป้าหมายการศึกษาท้องถิ่นคือเรื่องความเสมอภาคและความเป็นเลิศ สรุปท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ โดยเริ่มจากกำหนดเป้าหมาย กำหนดแนวทางที่เหมาะสม และสร้างระบบเอื้ออำนวยต่อการจัดการศึกษาผนวกกำลังชุมชนในท้องถิ่น ผู้ปกครองชุมชนควรเป็นหุ้นส่วนวนในการตัดสินใจทิศทางการศึกษาควรเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ยังมี กสศ. ที่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนและรวมพลังท้องถิ่น จะเข้ามาเป็นกำลังเสริมในการพัฒนา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ และสถาบันพระปกเกล้าจะร่วมพัฒนาท้องถิ่นต่อไปโครงการนี้เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน แบ่งปันประสบการณ์ช่วยกันเติมเต็ม หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะทำให้ท้องถิ่น 5,000-6,000 แห่งได้เกิดการเรียนรู้ นำไปรับใช้ในพื้นที่ ทางสถาบันพระปกเกล้าและ กสศ. พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกันต่อไป
เลขาฯ พระปกเกล้า ย้ำท้องถิ่นมีความพร้อมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เชื่อมั่นในจุดแข็งทั้งความยืดหยุ่นและอิสระในการออกแบบการศึกษาตอบโจทย์พื้นที่ เดินหน้าสู่เป้าหมายความเท่าเทียม พร้อมจับมือ กสศ. เป็นกำลังเสริมช่วยเหลือ
ที่มา ; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญ โดยการปิด–เปิดโรงเรียนที่ไม่แน่นอนทำให้เด็กต้องเรียนรู้ที่บ้านภายใต้ข้อจำกัด ส่งผลต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เด็กต้องเผชิญกฎระเบียบใหม่ เช่น การสวมหน้ากากและการรักษาสุขอนามัย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเครียดและอารมณ์เชิงลบ โดยเฉพาะเมื่อการเลี้ยงดูเข้มงวดเกินไปจะกระทบต่อความเป็นตัวของตัวเองตามพัฒนาการของเด็กตามทฤษฎี Erikson
นอกจากนี้ การจำกัดพื้นที่ทำให้เด็กขาดการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการเล่น ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ส่งผลให้ทักษะการสื่อสารและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นลดลง ความเครียดยังสะท้อนผ่านพฤติกรรม เช่น การกิน การนอน และอารมณ์ที่แปรปรวน
บทบาทของผู้ปกครองจึงสำคัญในการช่วยเด็กจัดการอารมณ์ ผ่านการสอนวิธีรับมือความเครียด และออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม เช่น การเล่น การตั้งคำถาม และการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยไม่เร่งผลลัพธ์
ในระดับโครงสร้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาชัดเจนขึ้นจากโควิด โดยเฉพาะการเข้าถึงเทคโนโลยีและคุณภาพการเรียนรู้ ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และตอบโจทย์บริบทพื้นที่ เพื่อสร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาที่แท้จริง
ข้อ 1 ปัจจัยใดส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัยถดถอยมากที่สุดในช่วงโควิด
ก. การใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
ข. การจำกัดกิจกรรมและการปิดโรงเรียน
ค. การเรียนออนไลน์อย่างเดียว
ง. การขาดอาหารกลางวัน
เฉลย: ข
เหตุผล: การจำกัดกิจกรรมและปิดโรงเรียนกระทบทุกมิติพัฒนาการโดยตรง
ข้อ 2 การเลี้ยงดูแบบเข้มงวดเกินไปส่งผลอย่างไรตามแนวคิด Erikson
ก. เพิ่มความมั่นใจ
ข. เพิ่มความคิดสร้างสรรค์
ค. ทำให้รู้สึกผิดและขาดความเป็นตัวของตัวเอง
ง. ส่งเสริมการเข้าสังคม
เฉลย: ค
เหตุผล: ขัดขวาง Sense of autonomy และ self-control
ข้อ 3 ข้อใดสะท้อน “การเรียนรู้ที่แท้จริง” ของเด็กปฐมวัย
ก. อ่านหนังสือเท่านั้น
ข. เรียนออนไลน์
ค. เรียนผ่านประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม
ง. ทำแบบฝึกหัด
เฉลย: ค
เหตุผล: เด็กวัยนี้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการลงมือทำ
ข้อ 4 การขาดเพื่อนส่งผลต่อทักษะใดมากที่สุด
ก. การคิดวิเคราะห์
ข. การสื่อสารทางสังคม
ค. การอ่าน
ง. การเขียน
เฉลย: ข
เหตุผล: สังคมช่วยพัฒนาทักษะการปฏิสัมพันธ์โดยตรง
ข้อ 5 พฤติกรรมใดบ่งชี้ว่าเด็กมีความเครียด
ก. เล่นมากขึ้น
ข. นอนเป็นเวลา
ค. เบื่ออาหาร นอนยาก
ง. สนใจเรียนมากขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นอาการแสดงทางกายและอารมณ์ของความเครียด
ข้อ 6 วิธีช่วยเด็กจัดการความเครียดที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. ลงโทษ
ข. ปล่อยตามใจ
ค. สอนทางเลือกหลายวิธีและให้ฝึกซ้ำ
ง. บังคับเรียนเพิ่ม
เฉลย: ค
เหตุผล: ช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการตนเอง
ข้อ 7 บทบาทสำคัญของผู้ปกครองคือข้อใด
ก. สอนแทนครูทั้งหมด
ข. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
ค. ให้เด็กเรียนเอง
ง. จำกัดการเล่น
เฉลย: ข
เหตุผล: การออกแบบประสบการณ์ส่งผลต่อพัฒนาการโดยรวม
ข้อ 8 ปัญหาความเหลื่อมล้ำในโควิดสะท้อนชัดในเรื่องใด
ก. จำนวนครู
ข. หลักสูตร
ค. การเข้าถึงอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต
ง. อาคารเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นข้อจำกัดหลักของการเรียนออนไลน์
ข้อ 9 แนวคิดสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำคือข้อใด
ก. ทำให้ทุกคนเท่ากัน
ข. เพิ่มการแข่งขัน
ค. เพิ่มโอกาสและลดช่องว่าง
ง. ลดจำนวนโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งให้เข้าถึงโอกาสอย่างใกล้เคียง
ข้อ 10 บทบาทของท้องถิ่นในการจัดการศึกษาคือข้อใด
ก. ควบคุมหลักสูตรกลาง
ข. จัดการศึกษาให้สอดคล้องบริบทพื้นที่
ค. ลดบทบาทชุมชน
ง. เน้นเฉพาะโรงเรียนรัฐ
เฉลย: ข
เหตุผล: ท้องถิ่นมีความยืดหยุ่นและเข้าใจบริบทพื้นที่ดีที่สุด