
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2566 ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด นายปรเมษฐ์ โมลี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก กรณีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559-2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด หลังผลการไต่สวน พบหลักฐานเรียกรับเงินในการนำเด็กเข้าเรียน โดยมีการโอนเงินเข้าสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนที่จะมีการโอนเงินจากสมาคมฯ ต่อให้ญาตินายปรเมษฐ์ จำนวนหลายยอด เป็นเวลา 3 ปี
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายงานข่าวยืนยันว่า พวก ของ นายปรเมษฐ์ โมลี ที่ถูกชี้มูลความผิดในคดีนี้ด้วยนั้นมีใครอีกบ้าง แต่ในส่วน นายโสภณ กมล อดีต ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา อีกราย ที่ถูกสอบสวนเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยนั้น เบื้องต้นที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้สอบสวนข้อมูลเพิ่มเติม และให้นำเรื่องกลับเข้ามาเสนอให้พิจารณาชี้มูลความผิดอีกครั้ง
สำหรับ นายปรเมษฐ์ โมลี ดำรงตำแหน่ง ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ในช่วงปี 2556 -2561 ส่วน นายโสภณ กมล ดำรงตำแหน่ง ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ในช่วงปี 2561-2563 ต่อเนื่องกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา นั้น เคยปรากฏเป็นข่าวในเดือนมี.ค.2563 ว่า นายธนารัชต์ สมคเณ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 (รอง ผอ.สพม.เขต 1) เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เพื่อให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ในฐานความผิดเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าโดยทุจริต ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจาก สพม.เขต 1 ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินของโรงเรียน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปี 2558 มีการเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี คือ บัญชีแรกระบุชื่อ “สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” แต่ไม่มีเงินเคลื่อนไหวใดๆ ส่วนอีกบัญชีระบุชื่อ “ผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” มีเงินเคลื่อนไหวกว่า 100 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 58-61 ซึ่งเปิดในนามบุคคล และทางอดีตผู้บริหารโรงเรียนไม่สามารถชี้แจงได้ จึงเชื่อว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใส
ขณะที่ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2563 นายกฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พร้อมด้วย ศิษย์เก่า ครูเก่า และครูปัจจุบัน ได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องสำนักงาน ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการกระทำอันมิชอบของ นายโสภณ กมล ผอ. ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา หลังพบหลักฐานที่ส่อถึงการปฏิบัติหน้าที่ในทางมิชอบ
ด้านนายโสภณ ชี้แจงต่อสาธารณชนว่า บริหารงานด้วยความโปร่งใส ถูกกลั่นแกล้ง เพราะไม่ทำตามข้อเรียกร้องของบางกลุ่ม ทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์ คนเคยฝากได้กลับไม่ได้ เนื่องจากแต่ละปีมีเงินจากการรับนักเรียนสะพัด ปีละหลายร้อยล้านบาท
ขณะที่การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกชี้มูลความผิด ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก
สำหรับความคืบหน้าอื่นๆ สำนักข่าวอิศรา จะติดตามมานำเสนอต่อไป
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม 2566

เกี่ยวข้องกัน
เปิดข้อกล่าวหา'ปรเมษฐ์'อดีตผอ.เตรียมอุดมฯ มีทุจริตเบียดบังเงิน ร.ร.
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลเป็นทางการว่า ข้อกล่าวหาที่ นายปรเมษฐ์ โมลี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีนี้ คือ การเป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนเงื่อนไขพิเศษโดยไม่ชอบ และเรียกรับประโยชน์เพื่อแลกกับการรับนักเรียนดังกล่าว และยังมีกรณีทุจริตเบียดบังเงินของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น ส่วนยอดความเสียหายในคดีนี้ประมาณ 44 ล้านบาท
โดยในชั้นคณะกรรมการไต่สวน มีการเสนอเรื่องให้ชี้มูลความผิดทางอาญา นายปรเมษฐ์ โมลี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 , 147 , 149 , 162 (4) และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.2542 มาตรา 123/1 นอกจากนี้ นายปรเมษฐ์ โมลี ยังมีความผิดทางวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกหลายฐาน อาทิ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสมอภาคและเที่ยงธรรม มีความวิริยะ ขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใสรักษาประโยชน์ของทางราชการ และไม่ปฏิบัติตนตามมา จรรยาบรรณวิชาชีพ อย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ยังอาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจและหน้าที่ราชการของตน ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือ ทางอ้อม หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นรวมถึงกระทำการหรือยอม ให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรม หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า ในชั้นคณะกรรมการไต่สวน ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ พร้อม นายปรเมษฐ์ โมลี มีจำนวนกว่า 21 ราย นอกจาก นายปรเมษฐ์ โมลี ที่ถูกคณะกรรมการไต่สวน เสนอเรื่องชี้มูลความผิดทางอาญาดังกล่าวแล้ว ยังมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนหนึ่งที่ถูกเสนอชื่อในชั้นไต่สวนให้ชี้มูลความผิดทางอาญาด้วย ซึ่งผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา กำลังตรวจสอบยืนยันข้อมูล หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะนำมาเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าวอิศรา รายงานไปแล้วว่า การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกชี้มูลความผิด ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก
พบโอนเงินให้ญาติ! ป.ป.ช.ชี้มูล'ปรเมษฐ์' อดีตผอ.ร.ร.เตรียมอุดมฯ คดีฝากเด็กเข้าเรียน
ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 'ปรเมษฐ์ โมลี' อดีต ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา คดีเรียกรับเงินฝากเด็กเข้าเรียน พบหลักฐานเส้นทางเงิน นำส่งเข้าสมาคมผู้ปกครองครูโรงเรียนก่อนโอนต่อให้ญาติ- ส่วน 'โสภณ กมล' ที่ประชุมฯ สั่งสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติม
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2566 ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด นายปรเมษฐ์ โมลี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก กรณีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559-2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด หลังผลการไต่สวน พบหลักฐานเรียกรับเงินในการนำเด็กเข้าเรียน โดยมีการโอนเงินเข้าสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนที่จะมีการโอนเงินจากสมาคมฯ ต่อให้ญาตินายปรเมษฐ์ จำนวนหลายยอด เป็นเวลา 3 ปี
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายงานข่าวยืนยันว่า พวก ของ นายปรเมษฐ์ โมลี ที่ถูกชี้มูลความผิดในคดีนี้ด้วยนั้นมีใครอีกบ้าง แต่ในส่วน นายโสภณ กมล อดีต ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา อีกราย ที่ถูกสอบสวนเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยนั้น เบื้องต้นที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้สอบสวนข้อมูลเพิ่มเติม และให้นำเรื่องกลับเข้ามาเสนอให้พิจารณาชี้มูลความผิดอีกครั้ง
สำหรับ นายปรเมษฐ์ โมลี ดำรงตำแหน่ง ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ในช่วงปี 2556 -2561 ส่วน นายโสภณ กมล ดำรงตำแหน่ง ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ในช่วงปี 2561-2563 ต่อเนื่องกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา นั้น เคยปรากฏเป็นข่าวในเดือนมี.ค.2563 ว่า นายธนารัชต์ สมคเณ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 (รอง ผอ.สพม.เขต 1) เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เพื่อให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ในฐานความผิดเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าโดยทุจริต ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจาก สพม.เขต 1 ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินของโรงเรียน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปี 2558 มีการเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี คือ บัญชีแรกระบุชื่อ “สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” แต่ไม่มีเงินเคลื่อนไหวใดๆ ส่วนอีกบัญชีระบุชื่อ “ผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” มีเงินเคลื่อนไหวกว่า 100 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 58-61 ซึ่งเปิดในนามบุคคล และทางอดีตผู้บริหารโรงเรียนไม่สามารถชี้แจงได้ จึงเชื่อว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใส
ขณะที่ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2563 นายกฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พร้อมด้วย ศิษย์เก่า ครูเก่า และครูปัจจุบัน ได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องสำนักงาน ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการกระทำอันมิชอบของ นายโสภณ กมล ผอ. ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา หลังพบหลักฐานที่ส่อถึงการปฏิบัติหน้าที่ในทางมิชอบ
ด้านนายโสภณ ชี้แจงต่อสาธารณชนว่า บริหารงานด้วยความโปร่งใส ถูกกลั่นแกล้ง เพราะไม่ทำตามข้อเรียกร้องของบางกลุ่ม ทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์ คนเคยฝากได้กลับไม่ได้ เนื่องจากแต่ละปีมีเงินจากการรับนักเรียนสะพัด ปีละหลายร้อยล้านบาท
ขณะที่การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกชี้มูลความผิด ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก สำหรับความคืบหน้าอื่นๆ สำนักข่าวอิศรา จะติดตามมานำเสนอต่อไป
เปิดข้อกล่าวหา 'ปรเมษฐ์ โมลี' อดีต ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาฯ ก่อนชั้นไต่สวนเสนอเรื่อง ป.ป.ช.ชี้มูลอาญา-วินัย คดีเรียกรับเงินฝากเด็กเข้าเรียน มีกรณีทุจริตเบียดบังเงินโรงเรียนด้วย ประมาณยอดความเสียหาย 44 ล้าน รวมจำนวนผู้ถูกกล่าวหาชั้นไต่สวนกว่า 21 ราย แต่ยังไม่ยืนยันใครโดนด้วยบ้าง
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
เพิ่มพูน” เร่งตรวจสอบปมปปช.ชี้มูลความผิดซี 9 ศธ.
เมื่อวันที่ 25 ก.ย.พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.ระยอง ได้ส่งเอกสารให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยตามหน้าที่และอำนาจ ความว่า
เรียนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เอกสารลงวันที่ 12 มิ.ย.2566 ที่ปช.0040 ตามที่สำนักงานป.ป.ช.ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนว่า เรือตรีชูชีพ อรุณเหลือง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระยอง ว่ากระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการกรณีทำสัญญาบริการตามโครงการบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงาน โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาในวิทยาลัยเทคนิคระยองขนาดไม่ต่ำกว่า 500.8 กิโลวัตต์สูงสุดโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น
คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติในการประชุมครั้งที่ 57/2566 เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2566 ให้ส่งเรื่องกล่าวหาร้องเรียนดังกล่าวให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนดำเนินการทางวินัยตามหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 นั้น
รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องดังกล่าวหากพบเป็นเรื่องจริงตนคงไม่ปล่อยเอาไว้อย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องมาไล่ดูว่าเมื่อมีเอกสารชี้มูลความผิดมาถึงขั้นตอนนี้แล้วสาเหตุใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงไม่ดำเนินการอะไร โดยเบื้องต้นคณะทำงานของตนได้สรุปข้อมูลดังกล่าวมาให้ตนพิจารณาแล้ว ซึ่งกำลังตรวจสอบที่มาที่ไปอยู่ ทั้งนี้การปราบปรามเรื่องทุจริตคอรัปชั่นในวงข้าราชการถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล อีกทั้งยังถูกบรรจุให้เป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นจึงเป็นนโยบายที่ตนต้องมากำชับให้ทุกส่วนราชการในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องดำเนินการปฎิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งหากมีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นกับวงการศึกษาจะต้องถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา
ที่มา ; เดลินิวส์ 25 กันยายน 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
ป.ป.ช.ชี้มูล อดีตผอ.ร.ร.วัดสุทธิฯ นำเงินใช้ประโยชน์ส่วนตัว
เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2566 สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความคดีกล่าวหา นายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม และนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม กับพวก
กรณีนำเงินบริจาคจากผู้ปกครองในการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และเบิกจ่ายเงินบริจาคจากกองทุนต่าง ๆ ของโรงเรียนวัดสุทธิวรารามโดยมิชอบ
โดย นายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป และนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม ถูกชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง จากกรณีเบิกถอนเงินจากบัญชีกองทุนพัฒนา 2546 ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม จำนวน 500,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดงานรับเสด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนวัดสุทธิวราราม โดยมิชอบ ส่วนกรณีอื่นๆไม่มีมูลความผิดทางอาญา ให้ข้อกล่าวหาตกไป
สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า การสืบสวนคดีต่างๆ เป็นผลสืบเนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวน กรณีกล่าวหา นายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม และนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม กับพวก กรณีนำเงินบริจาคจากผู้ปกครองในการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และเบิกจ่ายเงินบริจาคจากกองทุนต่าง ๆ ของโรงเรียนวัดสุทธิวรารามโดยมิชอบ
1. กรณีนำเงินบริจาคที่ได้จากผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ได้ดำเนินการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2551 โดยการสอบคัดเลือก หลังจากที่มีประกาศรายชื่อนักเรียนที่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แล้ว
ปรากฏว่า มีผู้ปกครองของนักเรียนที่สอบไม่ผ่านการคัดเลือก แต่ประสงค์ที่จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ได้ติดต่อผ่านคณะครูและสมาคมผู้ปกครองโดยแสดงความประสงค์ขอบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ซึ่งในปีการศึกษาที่ผ่าน ๆ มา จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการรับเด็กนักเรียนที่สอบไม่ผ่าน เพิ่มเติม โดยมีฝ่ายบริหารของโรงเรียน ตัวแทนครู คณะกรรมการสถานศึกษา ตัวแทนจากสมาคมผู้ปกครองและครู ตัวแทนจากผู้ปกครองเครือข่าย เพื่อพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2551 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2550
ซึ่งในระหว่างการคัดเลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 นายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ล้มป่วยและเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลและที่บ้านพัก จึงมอบหมายนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ให้เป็นผู้รับผิดชอบการรับนักเรียนเพิ่มเติม
ต่อมา นางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม ได้รับเงินบริจาคจากผู้ปกครองของนักเรียนที่บริจาคเงินซึ่งเงินบริจาคเข้าสถานศึกษา ถือเป็นเงินรายได้สถานศึกษา จะต้องออกใบเสร็จรับเงินตามแบบที่ทางราชการกำหนดให้แก่ผู้ชำระเงินทุกครั้งที่มีการรับเงิน โดยเรื่องนี้มีผู้ปกครองของนักเรียนบริจาคเงินให้แก่โรงเรียน เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนคนละประมาณ 30,000 – 50,000 บาท ผ่านสมาคมผู้ปกครองและครู และสมาคมฯ ได้รวบรวมเงินมอบให้แก่นางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม และบางส่วนเป็นกรณีที่ผู้ปกครองของนักเรียนบริจาค โดยมอบให้แก่นางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม โดยตรง โดยไม่มีการออกใบเสร็จรับเงิน
ต่อมาในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 และวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 นางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม ได้นำเงินที่ได้จากการรับบริจาค จำนวน 1,068,500 บาท และจำนวน 100,000 บาท รวมเป็น 1,168,500 บาท ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การเงินที่รับผิดชอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่การเงินมีความสงสัยว่า ยอดเงินบริจาคที่ส่งมอบมีจำนวนน้อยกว่าปีการศึกษาก่อน ๆ เป็นจำนวนมาก ภายหลังจากที่มีผู้สอบถามเรื่องจำนวนเงินที่ได้รับบริจาคทั้งหมดดังกล่าว นางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม จึงได้นำเงินบริจาคส่งมอบให้แก่โรงเรียนวัดสุทธิวรารามอีกจำนวน 1,200,000 บาท
2. การเบิกจ่ายเงินบริจาคจากบัญชีกองทุนต่าง ๆ ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม โดยมิชอบ 3 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีกองทุนหลวงพ่อสุทธิมงคลชัย ของโรงเรียนวัดสุทธิวรารามจำนวน 1,493,550 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่าทาสีอาคารของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม โดยนายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลปะ ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เบิกเงินจากกองทุนหลวงพ่อสุทธิมงคลชัย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ให้นางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม นำไปจ่ายเป็นค่าทาสีอาคารเรียน อันเป็นการเบิกจ่ายผิดวัตถุประสงค์ของกองทุน
กรณีที่ 2 เบิกถอนเงินจากบัญชีกองทุนพัฒนา 2546 ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม จำนวน 500,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดงานรับเสด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นองค์ประธาน ในการเปิดห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนวัดสุทธิวราราม เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 โดยมิชอบ
โดยนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม เสนอให้นายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป อนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายในการรับเสด็จให้แก่นายศุภชัย มณีเลิศสมบัติ หรือนายปถุง มังกรตระกูล และนางพรนิชา แซ่โค้ว จำนวน 500,000 บาท ทั้งที่การดำเนินงานเตรียมความพร้อมในการรับเสด็จ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่โรงเรียนวัดสุทธิวรารามจะต้องจ่ายให้แก่บุคคลดังกล่าว
ประกอบกับโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะครูในโรงเรียนเป็นคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ให้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องงานรับเสด็จแล้ว อีกทั้ง ค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานรับเสด็จ สำนักพระราชวัง เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
กรณีที่ 3 อนุมัติให้ดำเนินการจัดหารถบัสโรงเรียน โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าเงินงบประมาณของโรงเรียนวัดสุทธิวรารามไม่เพียงพอ ทำให้โรงเรียนวัดสุทธิวรารามมีภาระผูกพันค้างชำระค่ารถ โดยนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม ได้เสนอนายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป อนุมัติเบิกเงินจากโครงการหลักสูตรเพชรสุทธิของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม จำนวน 700,000 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่าจัดหารถบัสโรงเรียน อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ แต่เนื่องจากมีการโต้แย้งในเรื่องการตรวจรับรถ จึงยังไม่ได้เบิกจ่ายเงินดังกล่าว
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
การดำเนินการทางอาญาและวินัย
ข้อกล่าวหาที่ 1 กรณีนำเงินบริจาคที่ได้รับจากผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
1. การกระทำของนายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป ไม่มีมูลความผิดทางอาญา ให้ข้อกล่าวหาตกไป
2. การกระทำของนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ให้ยุติการดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าว
ข้อกล่าวหาที่ 2 การเบิกจ่ายเงินบริจาคจากบัญชีกองทุนต่าง ๆ ของโรงเรียนวัดสุทธิวรารามโดยมิชอบ 3 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีกองทุนหลวงพ่อสุทธิมงคลชัย ของโรงเรียนวัดสุทธิวรารามจำนวน 1,493,550 บาท ไปชำระค่าทาสีอาคารของโรงเรียน การกระทำของนายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป และนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม ไม่มีมูลความผิดทางอาญา แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
กรณีที่ 2 เบิกถอนเงินจากบัญชีกองทุนพัฒนา 2546 ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม จำนวน 500,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดงานรับเสด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนวัดสุทธิวราราม โดยมิชอบ
1. การกระทำของนายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป และนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
2. การกระทำของนายศุภชัย มณีเลิศสมบัติ หรือนายปถุง มังกรตระกูล และนางพรนิชา แซ่โค้ว มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ให้ยุติการดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าว
กรณีที่ 3 อนุมัติให้ดำเนินการจัดหารถบัสโรงเรียน โดยไม่ตรวจสอบว่าเงินงบประมาณของโรงเรียนวัดสุทธิวรารามเพียงพอต่อการจัดหารถดังกล่าวหรือไม่
การกระทำของนายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป และนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม ไม่มีมูลความผิดทางอาญา แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจ และส่งรายงานสํานวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคําวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
และให้แจ้งผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ด้วย
ที่มา ; edunewssiam
เกี่ยวข้องกัน
เปิดคำพิพากษาคุก 28 ปี 224 ด. อดีตผอ.ร.ร.พรตพิทยฯ
"...จำเลยรับราชการมานานจนกระทั่งมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนพรตทิพยัต จำเลยจะกล่าวอ้างข้อต่อสู้ข้างต้นเพื่อจะไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการมิได้ นอกจากนี้ในส่วนที่เป็นคุณความดีที่กระทำต่อโรงเรียนพรตทิพยัต หรือในส่วนที่จำเลยไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ ไม่ใช่เหตุที่จะนำมารับฟังหักล้างว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด..."
สืบเนื่องจากสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานข่าวกรณี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายเฉลียว พงศาปาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนพรตพิทยพยัต กรุงเทพมหานคร กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จำนวน 3 ข้อกล่าวหา ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2565
คืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาว่า นายเฉลียว พงศาปาน จำเลย มีความผิดตามมาตรา 147 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามมาตรา 91 รวม 14 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี
ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามมาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 6 ปี 16 เดือน รวม 14 กระทง คงจำคุก 28 ปี 224 เดือน
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา สรุปคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางคดีนี้ มานำเสนอ ณ ที่นี้
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีนี้ พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ นายเฉลียว พงศาปาน เป็นจำเลย
@พฤติการณ์นายเฉลียวตามคำฟ้อง
โจทก์ฟ้องว่าโรงเรียนพรตทิพพยัต ผู้เสียหาย เป็นสถานศึกษาของรัฐที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 34, 35
ขณะเกิดเหตุจําเลยเป็นผู้อํานวยการโรงเรียนพรตพิทยพยัต มีอํานาจหน้าที่บริหารกิจการโรงเรียนให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของโรงเรียนให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการให้เป็นผู้แทนของโรงเรียนในกิจการทั่วไป รวมทั้งปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวง เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการศึกษาและผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ 2546 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง
จําเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปรามปรามการทุจริต 2542 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และจําเลยในฐานะผู้อํานวยการโรงเรียนพรตพิทยพยัตยังเป็นพนักงานที่มีหน้าที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพย์ของโรงเรียนพรตพิทยพยัต
ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 จําเลยได้กระทําความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจําเลยได้รับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนและเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
จําเลยมีหน้าที่จัดการและรักษาเงินดังกล่าวโดยต้องออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชําระเงินตามแบบของทางราชการและนําเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเป็นเงินรายได้ของโรงเรียนพรตพิทยพยัต แต่จําเลยมิได้ดําเนินการดังกล่าวแล้วจำเลยอาศัยอํานาจที่เป็นผู้อนุมัติตามกฎหมายที่นําเข้าบัญชีที่มิได้ดําเนินการตามแบบของทางของทางราชการดังกล่าวเบิกจ่ายเงินจากบัญชีเพื่อจำเลยและบุคคลอื่นโดยเป็นรายจ่ายที่ไม่เหมาะสมหลายรายการอันเป็นการเบียดบังทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตและเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแก้ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตต่างกรรมต่างวาระกันคือ
(1) วันที่ 5 พฤษภาคม 2546 จําเลยรับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนจำนวน 1,775,225 บาทโดยออกใบเสร็จรับเงินของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัตและนำเงินเข้าบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(2) วันที่ 9 พฤษภาคม 2546 จําเลยรับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนหรือนักเรียนจํานวน 2,209,195 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต และนําเงินเข้าบัญชี สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(3) วันที่ 2 ตุลาคม 2546 จําเลยรับเงินระดม ทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนหรือนักเรียนจํานวน 1,380,000 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต และนําเงินเข้าบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(4) วันที่ 3 ตุลาคม 2546 จำเลยรับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนหรือนักเรียนจำนวน 1,228,370 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(5) วันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยรับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนหรือนักเรียนจำนวน 1,906,935 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(6) วันที่ 10 พฤษภาคม 2547 จำเลยรับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนหรือนักเรียนจำนวน 1,692,200 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(7) วันที่ 11 พฤษภาคม 2547 จำเลยรับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนหรือนักเรียนจำนวน 487,390 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(8) วันที่ 21 กันยายน จำเลยรับเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครินทร์จำนวน 258,200 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสวัสดิการพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสวัสดิการโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(9) วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 จําเลยรับเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครินทร์จำนวน 71,500 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสวัสดิการพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสวัสดิการโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(10) วันที่ 16 มีนาคม 2548 จําเลยรับเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครินทร์จำนวน 131,500 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสวัสดิการพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสวัสดิการโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(11) วันที่ 31 พฤษภาคม 2548 จําเลยรับเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครินทร์จำนวน 373,500 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสวัสดิการพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสวัสดิการโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(12) วันที่ 17 สิงหาคม 2548 จำเลยรับเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครินทร์จำนวน 373,500 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสวัสดิการพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสวัสดิการโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(13) วันที่ 30 ตุลาคม 2549 จําเลยรับเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครินทร์จำนวน 368,000 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสวัสดิการพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสวัสดิการโรงเรียนพรตพิทยพยัต
(14) วันที่ 19 ธันวาคม 2549 จําเลยรับเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครินทร์จำนวน 240,750 บาท โดยออกใบเสร็จรับเงินของสวัสดิการพรตพิทยพยัตและนำเข้าบัญชีสวัสดิการโรงเรียนพรตพิทยพยัต
แล้วเบียดบังเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเอง
เหตุเกิดที่แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบังกรุงเทพมหานคร คณะอนุกรรมการไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 147
@คำแก้ต่างของนายเฉลียว
จําเลยให้การรับว่าได้รับเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนตามฟ้อง โดยออกใบเสร็จรับเงินในนามสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัต รวมทั้งนำเงินดังกล่าวฝากในบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตพิทยพยัตจริง
แต่จำเลยทำไปโดยผิดหลงเนื่องจากเป็นแนวปฏิบัติเดิมก่อนที่จำเลยจะมารับตำแหน่งและเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินดังกล่าว ทั้งเคยหารือกับผู้อำนวยการโรงเรียนแล้วว่าสามารถทําได้
โดยโรงเรียนอื่น ๆ ก็กระทําเช่นเดียวกันกับจําเลย นอกจากนี้ได้เคยหารือกับผู้อํานวยการหน่วยตรวจสอบภายใน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 กรุงเทพมหานครแล้วว่าสามารถทําได้เช่นกัน ต่อมาเมื่อจําเลยทราบว่าการกระทําตามฟ้องโจทก์เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทําได้ จําเลยก็ได้นําเงินระดมทรัพยากรผู้ปกครองนักเรียนแยกไปนําฝากเข้าบัญชีต่างหากให้ถูกต้อง ตามกฎระเบียบแล้วตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 เป็นต้นมา ส่วนการอนุมัติเบิกจ่ายเงินที่โจทก์อ้างว่าไม่เหมาะสม 25 รายการตามฟ้องนั้นเป็นการเบิกจ่ายเงินของสมาคมผู้ปกครองและนักเรียนของโรงเรียนพรตทิพยัตทั้งสิ้น
โดยการเบิกจ่ายเงินทั้ง 2 ประเภทจะใช้แบบฟอร์มเดียวกันคือแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินระดมทรัพยากรแต่หากเป็นการใช้เงินของผู้ปกครองและนักเรียนของโรงเรียนพรตพิทยพยัตจะมีการประทับตรายางคำว่า”สมาคมผู้ปกครองและนักเรียนของโรงเรียนพรตพิทยพยัต”และขีดฆ่าคำว่า “ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินระดมทรัพยากร” แต่กรณีใบเสร็จรับเงินที่ปรากฏในสำนวนไต่สวนมิได้ขีดฆ่าคำว่า “ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินระดมทรัพยากร”ออกน่าจะเป็นการหลงลืมโดยโรงเรียนพรตทิพยัตมีการจัดทำสรุปบัญชีเงินรายรับรายจ่ายระดมทรัพยากรไว้ตามเอกสารหมายล. 28
ส่วนเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์นั้นจำเลยรับว่ามิได้นำเข้าไปเป็นรายได้สถานศึกษาแต่นำเข้าบัญชีสวัสดิการโรงเรียนพรตทิพยัตหรือบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตทิพยัตเพื่อให้การจัดการเงินเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วอันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการโดยเฉพาะค่าเช่าตามฟ้องข้อ (13) และ (14) ได้นำเงินไปใช้จ่ายในการก่อสร้างห้องน้ำและปรับสภาพแวดล้อมในโรงเรียนพรตทิพยัตและเมื่อมีเงินเหลือได้นำเข้าบัญชีเป็นรายได้ของสถานศึกษาแล้วจำนวน 448.35 บาท
แม้จำเลยจะปฏิบัติผิดกฎระเบียบแต่มิได้มีเจตนาทุจริตทั้งโรงเรียนพรตทิพยัตไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยทำคุณงามความดีให้กับโรงเรียนพรตพิทยพยัตมากมาย จำเลยมิได้ร่ำรวยผิดปกติยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียงตามเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น
@คำพิพากษาของศาล
มีสาระสำคัญสรุปได้ว่าสถานศึกษาสามารถระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาเป็นกิจกรรมเพิ่มเติมจากหลักสูตรการเรียนตามปกติได้แต่ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ตามความเหมาะสม และความจำเป็น...สถานศึกษาต้องออกใบเสร็จรับเงินที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดเท่านั้น และการจัดทำบัญชีรับจ่ายจะต้องดำเนินการแยกเก็บในบัญชีเงินระดมทรัพยากรต่างหาก และเงินระดมทรัพยากรถือเป็นเงินรายได้สถานศึกษาจากข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องดังกล่าวมาข้างต้น
รวมถึงคำให้การพยานปากนาง ย. ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งนักวิชาการการเงินและบัญชี 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรับผิดชอบงานเกี่ยวกับการตรวจสอบภายในสรุปได้ว่า เงินระดมทรัพยากรกับเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ตามฟ้องเป็นรายได้ของสถานศึกษา การรับเงินทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวต้องออกใบเสร็จรับเงินตามแบบของทางราชการและต้องเก็บรักษาไว้ตามระเบียบของทางราชการ โดยเฉพาะเงินระดมทรัพยากรนั้นเป็นเงินที่ต้องนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์แต่ละครั้งที่อนุมัติให้มีการจัดเก็บเงินระดมทรัพยากรดังกล่าว
แต่สมาคมผู้ปกครองนักเรียนและครูนั้นตามเอกสารหมาย จ. 95 หน้า 765 ระบุไว้ว่าเป็นองค์กรต่างหากจากสถานศึกษามีภาระหน้าที่ในการให้การสนับสนุนช่วยเหลือสถานศึกษาบริหารจัดการศึกษา ดังนั้นสมาคมผู้ปกครองและครูจึงมิใช่ส่วนราชการและไม่จำเป็นต้องทำตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด การที่ส่วนราชการมีกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ และระเบียบปฏิบัติให้ข้าราชการในสังกัดต้องปฏิบัติตามหากจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการได้ปฏิบัติตามกฎ ข้อบังคับ และระเบียบปฏิบัติแล้วย่อมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาโดยสุจริต โปร่งใส และสามารถให้ตรวจสอบการกระทำนั้นไปได้
แต่การที่จำเลยสั่งให้นำเงินระดมทรัพยากรและเงินค่าเช่าสถานที่ไปนำฝากไว้ในบัญชีธนาคารที่เป็นบัญชีสมาคมผู้ปกครองนักเรียนและครู ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบการเบิกจ่ายในแต่ละประเภทได้จากรายการเดินบัญชีธนาคารรวมถึงหากมีดอกเบี้ยสะสมที่เกิดขึ้นจากการฝากเงินในบัญชีก็มิอาจแยกแยะได้ว่าเป็นดอกเบี้ยสะสมดังกล่าวเกิดจากเงินประเภทใด
ในข้อหานี้โจทก์มีพยานปากนาง จ. ให้การไว้ตามเอกสารหมาย จ.103 ว่าพยานขอลาออกจากหัวหน้างานการเงิน และเจ้าหน้าที่การเงินของโรงเรียนพรตทิพยัต ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 เพราะไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ดังกล่าวได้เนื่องจากการปฏิบัติบางอย่างขัดต่อระเบียบทางราชการ และนาง ภ. ให้การไว้ตามเอกสารหมาย จ. 106 ว่า ปี 2546 ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่การเงินของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตทิพยัตตามความเข้าใจของพยานเงินที่นำฝากเข้าบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตทิพยัต คือ เงินระดมทรัพยากรเงินค่าสมาชิกของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตทิพยัตและเงินค่าเช่าสถานที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เงินทั้ง 3 ดังกล่าวถือเป็นเงินของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตทิพยัต โดยจำเลยมอบหมายและสั่งการให้พยานเป็นผู้ดูแลรวมทั้งนำเงินทั้ง 3 ดังกล่าวฝากเข้าบัญชีของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตทิพยัต กับนาง ท. ให้การไว้ตามเอกสารหมาย จ. 107 ว่าพยานออกใบเสร็จรับเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์โดยใช้ใบเสร็จรับเงินในนามสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนพรตทิพยัตเนื่องจากเห็นใบเสร็จดังกล่าววางอยู่ที่โต๊ะในห้องทำงานของจำเลยและพยานเข้าใจว่าแม้จะออกใบเสร็จรับเงินในนามสมาคมผู้ปกครองและครูเงินที่ได้รับมาก็ถือว่าเป็นเงินของโรงเรียนพรตทิพยัต
จากคำให้การพยานทั้ง 3 ดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าการที่นาง จ. ซึ่งเป็นหัวหน้าการเงินเดิมและมีความรู้เรื่องระเบียบทางการเงินแต่ได้ลาออกจากหัวหน้าการเงินของโรงเรียนพรตทิพยัตไปโดยมีนาง ภ. และนาง ท. ซึ่งไม่มีความรู้เรื่องระเบียบทางการเงินมาทำหน้าที่แทนโดยเพียงแต่ทำตามคำสั่งของจำเลยโดยไม่รู้ว่าเป็นการปฏิบัติผิดระเบียบทางการเงินของราชการ
นอกจากนี้ตามเอกสารหมาย จ.90 จ.91 ก็ล้วนแต่เป็นหนังสือที่กรมสามัญศึกษามีถึงผู้อำนวยการสามัญศึกษาทุกจังหวัดในช่วงปี 2545 เป็นต้นมา ที่เป็นการแจ้งให้สถานศึกษาทราบเป็นระยะๆมาโดยตลอดว่าสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งต้องตระหนักถึงหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการรับเงินบริจาคและเงินระดมทรัพยากรทั้งจากการเก็บเงินรวมถึงการใช้จ่ายเงินต้องเป็นไปตามระเบียบของทางราชการโดยมีการอ้างถึงระเบียบการจัดเก็บเงินราชการทั้งให้ข้อสังเกตอีกด้วย จำเลยจะอ้างว่าไม่รู้ระเบียบต่างๆเกี่ยวกับการจัดเก็บและการใช้จ่ายเงินทั้ง 2 ประเภทตามฟ้องมิได้ ทั้งในส่วนการใช้จ่ายเงินระดมทรัพยากรนั้นโจทก์มีรองศาสตราจารย์ ป. ให้ถ้อยคำไว้ต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 ตามเอกสารหมาย จ. 124 ว่าพยานเป็นประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนพรตทิพยัตตั้งแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบันในการทำหน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษาจะมีการประชุมประมาณ 4-5 ครั้งเพื่อกำหนดทิศทางการศึกษาและให้ความเห็นชอบการจัดเก็บเงินระดมทรัพยากรของโรงเรียน
ในปีการศึกษา 2547 ได้มีการประชุมพิจารณาแผนปฏิบัติการของโรงเรียนและมีมติให้ความเห็นชอบในการจัดเก็บเงินระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองในอัตราเฉลี่ยต่อคนตามระดับชั้น ในบางปีการศึกษาโรงเรียนจะขอเก็บเงินระดมทรัพยากรเพิ่มขึ้นแต่พยานเห็นว่าการจัดทำรายละเอียดการใช้จ่ายเงินในปีที่ผ่านมายังไม่สามารถบอกได้ว่านำเงินที่เหลือบางประเภทไปใช้ในกิจกรรมใด รายการใดที่เป็นหนี้จะนำเงินส่วนใดมาชำระหนี้และรายละเอียดอื่นๆยังไม่ชัดเจนจึงให้เก็บอัตราเดิมไปก่อนและบางรายการควรนำเข้าเป็นเงินบำรุงการศึกษา
พยานให้ข้อสังเกตในที่ประชุมคณะกรรมการว่าการใช้จ่ายเงินที่มีการรายงานสรุปรายรับรายจ่ายบางครั้งยังไม่เป็นตามที่แผนเสนอ และพยานแจ้งในที่ประชุมว่าให้โรงเรียนนำเงินระดมทรัพยากรเข้าบัญชีเงินของโรงเรียน มิฉะนั้นจะไม่ให้ความเห็นชอบและมีรายงานการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา ครั้งที่ 2/2543 วันที่ 30 เมษายน 2543 แนบท้ายบันทึกถ้อยคำพยานดังกล่าว
ดังนั้น การที่นับตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2547 มีการแยกเงินระดมทรัพยากรไปนำฝากในบัญชีธนาคารต่างหากจากบัญชีของสมาคมผู้ปกครองนักเรียนและครู จึงไม่ใช่จำเลยเพิ่งรู้ว่าปฏิบัติผิดระเบียบราชการเกี่ยวกับการจัดเก็บเงินและการใช้จ่ายเงิน
หากแต่เป็นเพราะที่ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาจะไม่เห็นชอบให้ระดมเงินทรัพยากรอีกต่อไป
@ พฤติการณ์แห่งคดี
พฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังได้ว่า จำเลยรู้ว่าการนำเงินระดมทรัพยากรและเงินค่าเช่าสถานที่ตามฟ้องไปฝากไว้ในบัญชีสมาคมผู้ปกครองนักเรียนและครูเป็นการปฏิบัติผิดระเบียบทางราชการมาตั้งแต่ต้น การที่เงินระดมทรัพยากรและเงินค่าเช่าสถานที่ตามที่ฟ้องซึ่งแม้จะถือว่าเป็นเงินรายได้ของโรงเรียนที่โรงเรียนสามารถนำไปใช้จ่ายได้โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมีอำนาจอนุมัติเบิกจ่ายได้แต่เพียงผู้เดียวก็ตาม
แต่การใช้จ่ายเงินทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวก็ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเงินแต่ละประเภทนั้นๆคือเงินระดมทรัพยากรต้องใช้จ่ายให้เป็นไปตามแผนที่ระดมเงินดังกล่าวมาจากผู้ปกครองนักเรียนส่วนเงินค่าเช่าสถานที่ก็ต้องเป็นไปตามค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกจ่ายได้ตามระเบียบของทางราชการและมิใช่รายการใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลย กับทั้งหากมีการจ้างเหมาก่อสร้างใดๆภายในโรงเรียนและต้องใช้เงินทั้ง 2 ประเภทข้างต้นก็ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ 2535
การที่จำเลยนำเงินทั้ง 2 ประเภทข้างต้นไปรวมไว้ในบัญชีสมาคมผู้ปกครองนักเรียนและครูทั้งมีการเบิกจ่ายเงินจากบัญชีดังกล่าวไปใช้จ่ายโดยใช้บันทึกข้อความขออนุมัติเบิกจ่ายเงินในรูปแบบเดียวกันเพียงแต่ใช้การขีดฆ่าหรือประทับตรายางเพิ่มในการแยกแยะว่าเป็นการใช้จ่ายเงินประเภทใดรวมถึงไม่มีการจัดทำบัญชีเงินแต่ละประเภทไว้ให้ชัดเจนเพื่อตรวจสอบยอดเงินคงเหลือในเงินแต่ละประเภทได้และตามฟ้องโจทก์ปรากฏมีบันทึกขออนุมัติเบิกจ่ายเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่อาจเบิกจ่ายทางราชการได้และค่าใช้จ่ายที่เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยเอง ตามเอกสารหมาย จ. 37 ถึงจ. 61 ซึ่งไม่อาจระบุได้ว่าเป็นการขอเบิกจ่ายเงินจากเงินประเภทใดการดำเนินการของจำเลยเกี่ยวกับการอนุมัติใช้จ่ายเงินระดมทรัพยากรและเงินค่าเช่าสถานที่ตามฟ้องจึงมีลักษณะที่ไม่โปร่งใสและทำให้เกิดความสับสนไม่สามารถตรวจสอบการใช้เงินทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวได้ อันแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งที่กรมสามัญศึกษามีหนังสือแจ้งเตือนเป็นระยะตลอดมาให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่จำเลยก็เพิกเฉย
จนกระทั่งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนพรตทิพยัต มีการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาครั้งที่ 2/2547 วันที่ 30 เมษายน 2547 ตามเอกสารหมาย จ.124 จำเลยจึงยอมให้แยกการจัดเก็บเงินระดมทรัพยากรและเงินค่าเช่าสถานที่ต่างหากจากบัญชีสมาคมผู้ปกครองนักเรียนและครูโรงเรียนพรตทิพยัต พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมาจึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดตามฟ้อง
ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า การที่ไม่นำเงินระดมทรัพยากรและเงินค่าเช่าสถานที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครนครินทร์นำฝากเข้าเป็นรายได้ของโรงเรียนพรตทิพยัต จำเลยกระทำไปโดยผิดหลงเนื่องจากเป็นแนวปฏิบัติเดิมก่อนที่จำเลยจะมารับตำแหน่งและเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินดังกล่าวทั้งเคยหารือกับผู้อำนวยการโรงเรียนอื่นๆแล้วว่าสามารถทำได้โดยโรงเรียนอื่นๆก็กระทำเช่นเดียวกับจำเลยนั้น
เห็นว่า จำเลยรับราชการมานานจนกระทั่งมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนพรตทิพยัต จำเลยจะกล่าวอ้างข้อต่อสู้ข้างต้นเพื่อจะไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการมิได้
นอกจากนี้ การที่จำเลยอ้างว่าเคยหารือกับผู้อำนวยการหน่วยตรวจสอบภายใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 กรุงเทพมหานครก็ได้ความจากนางยุพดี ที่ศาลหมายเรียกให้มาเบิกความว่า จำเลยไม่เคยติดต่อเพื่อหารือเรื่องดังกล่าวกับพยานก่อนเกิดเหตุข้อกล่าวอ้างของจำเลย
นอกจากนี้ในส่วนที่เป็นคุณความดีที่กระทำต่อโรงเรียนพรตทิพยัต หรือในส่วนที่จำเลยไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ ไม่ใช่เหตุที่จะนำมารับฟังหักล้างว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด
เมื่อข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่นำสืบต่อสู้ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสียอันเป็นความผิดตามฟ้องรวม 14 กระทง
พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 14 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี
ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 16 เดือน รวม 14 กระทงคงจำคุก 28 ปี 224 เดือน
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลย มีสิทธิต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้อีกได้
บทสรุปผลการต่อสู้คดีนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องติดตามดูกันต่อไป
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน 2566