สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ไทยไฟเขียวแผนเปลี่ยนโควิด-19 เป็น 'โรคประจำถิ่น' เริ่ม 1 ก.ค.

เมื่อวันพุธ (9 มี.ค.) หน่วยงานสาธารณสุขของไทยอนุมัติแผน 4 ระยะ เพื่อสนับสนุนกระบวนการปรับเปลี่ยนให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) กลายเป็นโรคประจำถิ่น ภายในวันที่ 1 ก.ค.

แผนดังกล่าวได้รับอนุมัติ ณ การประชุมที่จัดโดยคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ (NCDC) โดยมุ่งทยอยควบคุมจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์โอไมครอนรายใหม่ และเตรียมประเทศให้พร้อมสำหรับการรักษาโรคโควิด-19 ในฐานะโรคประจำถิ่น 

อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานการประชุมดังกล่าวเผยกับสื่อมวลชนหลังประชุม ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปเพื่อช่วยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่ และปกป้องสุขภาพของประชาชนด้วยการดำเนินมาตรการอันเข้มงวดที่สอดคล้องกัน 

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุว่าไทยจะพบผู้ป่วยเพิ่มต่อไปตั้งแต่วันเสาร์ (12 มี.ค.) ไปถึงต้นเดือนเมษายน และคาดว่ายอดผู้ป่วยช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมจะยังอยู่ในระดับสูงแต่จะเริ่มลดลง 

มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยรายวันจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือราว 1,000-2,000 ราย ในระยะที่ 3 ซึ่งตรงกับปลายเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน จากนั้นไทยจะเข้าสู่ระยะการปรับเปลี่ยนการระบาดใหญ่เป็นโรคประจำถิ่น ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ซึ่งอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 จะต้องไม่เกินร้อยละ 0.1 ปัจจุบันตัวเลขนี้อยู่ระดับใกล้ร้อยละ 0.2 

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธ (9 มี.ค.) ไทยตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่ม 22,073 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 3.09 ล้านราย และผู้เสียชีวิตเพิ่ม 69 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 23,438 ราย โดยชาวไทยร้อยละ 71.7 จากจำนวนประชากรเกือบ 70 ล้านคน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบโดสแล้ว และมีผู้ฉีดวัคซีนโดสกระตุ้นแล้วร้อยละ 30.6 เมื่อนับถึงวันอังคาร (8 มี.ค.) 

ที่มา ; MSN

สรุปสาระสำคัญ 
ประเทศไทยได้อนุมัติ “แผน 4 ระยะ” เพื่อเปลี่ยนโควิด-19 จากโรคระบาดใหญ่สู่ “โรคประจำถิ่น” ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม โดยมุ่งควบคุมจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต ควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แผนดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และเน้นการดำเนินมาตรการสาธารณสุขอย่างสอดคล้อง เช่น การฉีดวัคซีน การบริหารเตียงและระบบรักษา รวมถึงการปรับมาตรการให้เหมาะกับสถานการณ์สายพันธุ์โอไมครอน แนวโน้มผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นในช่วงมีนาคมถึงต้นเมษายน และยังสูงในเมษายน–พฤษภาคม ก่อนจะลดลงเหลือวันละประมาณ 1,000–2,000 รายในระยะที่ 3 (ปลายพฤษภาคม–มิถุนายน) เงื่อนไขสำคัญของการเข้าสู่โรคประจำถิ่นคืออัตราการเสียชีวิตต้องไม่เกินร้อยละ 0.1 ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม พบผู้ติดเชื้อรายวันกว่า 22,000 ราย ยอดสะสม 3.09 ล้านราย เสียชีวิตรวมกว่า 23,000 ราย ด้านภูมิคุ้มกันของประชาชนมีความคืบหน้า โดยฉีดวัคซีนครบโดสแล้วร้อยละ 71.7 และเข็มกระตุ้นร้อยละ 30.6 แผนนี้สะท้อนการบริหารความเสี่ยงแบบสมดุล ระหว่างสาธารณสุขและเศรษฐกิจ พร้อมปรับตัวเชิงระบบเพื่ออยู่ร่วมกับโรคอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 เป้าหมายหลักของแผน 4 ระยะคือข้อใด
ก. ลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้เป็นศูนย์
ข. เปลี่ยนโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น
ค. ยกเลิกมาตรการทั้งหมดทันที
ง. ปิดประเทศถาวร
เฉลย: ข เหตุผล: แผนมุ่ง “เปลี่ยนผ่าน” สู่โรคประจำถิ่น ไม่ใช่กำจัดหมด

ข้อ 2 เงื่อนไขสำคัญของการเข้าสู่โรคประจำถิ่นคืออะไร
ก. ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์
ข. ฉีดวัคซีนครบ 100%
ค. อัตราเสียชีวิตไม่เกิน 0.1%
ง. ไม่มีสายพันธุ์ใหม่
เฉลย: ค เหตุผล: ตัวชี้วัดหลักคืออัตราตายต้องต่ำ

ข้อ 3 เหตุผลเชิงนโยบายที่สำคัญของแผนคือข้อใด
ก. เพิ่มรายได้รัฐจากวัคซีน
ข. ฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่สุขภาพ
ค. ลดบทบาทสาธารณสุข
ง. เน้นการท่องเที่ยวอย่างเดียว
เฉลย: ข เหตุผล: สมดุลเศรษฐกิจและสุขภาพ

ข้อ 4 ช่วงเวลาที่คาดว่าผู้ป่วยจะเริ่มลดลงคือ
ก. มีนาคม
ข. เมษายน
ค. ปลายพฤษภาคม–มิถุนายน
ง. กรกฎาคม
เฉลย: ค เหตุผล: ระยะที่ 3 ตัวเลขลดลงชัด

ข้อ 5 หากอัตราเสียชีวิตยังสูงกว่าเกณฑ์ ควรทำอย่างไร
ก. ยกเลิกแผน
ข. เร่งผ่อนคลาย
ค. ชะลอการเปลี่ยนผ่านและเพิ่มมาตรการ
ง. ไม่ต้องดำเนินการ
เฉลย: ค เหตุผล: ต้องควบคุมความเสี่ยงก่อน

ข้อ 6 ปัจจัยใดสนับสนุนการเปลี่ยนเป็นโรคประจำถิ่นมากที่สุด
ก. จำนวนเตียงลดลง
ข. การฉีดวัคซีนครอบคลุม
ค. การเปิดประเทศ
ง. จำนวนข่าวสาร
เฉลย: ข เหตุผล: ภูมิคุ้มกันประชากรเป็นหัวใจ

ข้อ 7 การบริหารเชิงระบบในแผนนี้สะท้อนแนวคิดใด
ก. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ข. การจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ
ค. การรวมศูนย์อำนาจ
ง. การลดบทบาทท้องถิ่น
เฉลย: ข เหตุผล: ใช้มาตรการหลายด้านเชื่อมโยงกัน

ข้อ 8 หากโรงเรียนต้องปรับตามแผน ควรดำเนินการใด
ก. ยกเลิกการเรียนทั้งหมด
ข. เปิดเรียนปกติไม่ต้องป้องกัน
ค. ใช้มาตรการยืดหยุ่นตามความเสี่ยง
ง. ปิดโรงเรียนถาวร
เฉลย: ค เหตุผล: สอดคล้องแนวคิดอยู่ร่วมกับโรค

ข้อ 9 บทบาทของข้อมูลคาดการณ์ในแผนคือ
ก. ใช้เพื่อประชาสัมพันธ์
ข. ใช้กำหนดช่วงเวลาและมาตรการ
ค. ใช้แทนการตัดสินใจ
ง. ไม่มีความสำคัญ
เฉลย: ข เหตุผล: เป็นฐานวางแผนเชิงนโยบาย

ข้อ 10 หากเกิดสายพันธุ์ใหม่รุนแรงขึ้น ควรปรับแผนอย่างไร
ก. ยกเลิกทั้งหมด
ข. เดินหน้าเหมือนเดิม
ค. ทบทวนและเพิ่มความเข้มมาตรการ
ง. ลดการฉีดวัคซีน
เฉลย: ค เหตุผล: ต้องยืดหยุ่นตามสถานการณ์เพื่อควบคุมความเสี่ยง

 
 

ความเห็นของผู้ชม