สมาชิกเข้าสู่ระบบ

4 ความท้าทายทางเทคนิค ที่ฉุดรั้งการพัฒนา Gen AI

อย่างที่รู้กันว่าปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญหาประดิษฐ์  (Artificial Intelligence ) หรือ AI  โดยเฉพาะ Generative AI  หรือ เจน เอไอ ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ได้มีการพูดถึงในวงกว้างในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

เนื่องจากได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในแทบทุกวงการ ทำให้ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้ง ใน วิถีการใช้ชีวิต การเล่น การทำงาน และการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ของมวลมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง

ในขณะเดียวกันก็ยังมีความท้าทายโดยเฉพาะในด้านเทคนิคที่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะปลดล็อกความสามารถทั้งหมดและใช้เประโยชน์จากเทคโนโลยี Generative AI  ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการนำ Generative AI มาใช้ในเครื่องมือขนาดเล็ก เช่น สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ล้ำสมัยต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบัน เราก็ได้เห็นกันแล้วว่า เริ่มมีการนำ เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นเครื่องมือในอุปกรณ์เหล่านี้กันมายิ่งขึ้น  โดยสมาร์ทโฟนแต่ละแบรนด์ ได้มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ พร้อมชูเรื่อง AI เป็นจุดเด่น

วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH”  จะพามารู้จัก 4 ความท้าทายทางเทคนิคที่เป็นอุปสรรคการพัฒนา Generative AI  และวิธีการที่ MediaTek รับมือกับความท้าทายเหล่านี้  จากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ คือ “ เหยียนฉี ลี” รองผู้จัดการทั่วไป ฝ่ ายธุรกิจการสื่อสารไร้สาย ของ MediaTek หนึ่งในบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ที่มองว่า การพัฒนา Generative AI  ยังมีความท้าทายใน 4 ประเด็นหลัก คือ

 

1. การใช้ทรัพยากรการมหาศาลในการประมวลผล  

โดย การสร้างคอนเทนต์ต้นฉบับจากคลังข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้พลังการประมวลผลมหาศาล ตัวอย่างเช่น การพัฒนา ChatGPT-3  ของ OpenAI มีรายงานว่าใช้พลังการประมวลถึง 800 เพตาฟล็อปส์ การใช้ทรัพยากรปริมาณมหาศาลนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย

สำหรับวิธีการรับมือ นั้น  แทนที่จะพึ่งพา LLM ระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ทรัพยากรมหาศาลสำหรับทุก ๆ คำถาม  ทางMediaTek ได้พัฒนาเครื่องมือช่วยปรับ LLM ให้เข้ากับสมาร์ทโฟนโดยใช้โมเดลที่เล็กกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า (7B/8B)

ซึ่งสามารถจัดการกับคำขอทั่วไปของผู้ใช้ ลดปริมาณความต้องการข้อมูลในการประมวลผลลงได้อย่างมาก วิธีนี้คาดว่าจะใช้พลังงานเพียงเศษเสี้ยวของพลังงานที่ต้องใช้ในการดำเนินการแอปพลิเคชันที่คล้ายกับ ChatGPT-3 ได้

 

2. การใช้พลังงานสูงมากในการประมวลผล

ในการประมวลผลของ Generative AI แต่ละครั้งนั้นใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก จึงอาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้เกิดความไม่ยั่งยืนในการพัฒนา Generative AI ในอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง MediaTek มีการพัฒนา NPU รุ่นที่  ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานอย่างมากและเพิ่มความเร็วได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้สมาร์ทโฟนที่ใช้ชิปเซ็ตรุ่นนี้สามารถรองรับการใช้ Generative AI ไปพร้อมกับการประหยัดพลังงานได้ดีมากและเพิ่มความเร็วได้อย่างน่าตื่นตา โดยมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่า CPU ทั่วไป 27 เท่าและสูงกว่า GPU ทั่วไป 15 เท่า

 

3. ปัญหาในการเชื่อมต่อและความหน่วง

แอปพลิเคชัน Generative AI แบบเรียลไทม์ เช่น ผู้ช่วยเสมือนหรือตัวละครในวิดีโอเกมอาจเผชิญกับปัญหาด้านการเชื่อมต่อและความหน่วงที่ทำให้เกิดความล่าช้า (Lag) หรือแม้แต่ขัดจังหวะการใช้งาน ซึ่ง MediaTek กำลังมุ่งไปสู่อนาคตที่แอปพลิเคชัน Generative AI สามารถประมวลผลบนอุปกรณ์ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาบริการจากเทคโนโลยีคลาวด์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีความไม่แน่นอน

 

4. ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

เรื่องความเป็นส่วนตัวจองข้อมูลก็มีความสำคัญ ซึ่งเมื่อ โมเดล Generative AI โฮสต์บนคลาวด์ เจ้าของบริการก็สามารถเห็นคอนเทนต์ของคุณได้ ผู้ใช้อาจไม่ทราบว่ากำลังอัปโหลดข้อมูลส่วนตัวที่มีความสุ่มเสี่ยง เช่น ข้อมูลทางการแพทย์ หรือข้อมูลขององค์กร เช่น ชุดข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์

ซึ่งการแก้ปัญหาและรับมือในเรื่องนี้   เอดจ์ AI  จะช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลโดยเก็บข้อมูลที่มีความสุ่มเสี่ยงไว้ในอุปกรณ์ วิธีนี้จะทำให้ไม่ต้องอัปโหลดข้อมูลไปยังบริการคลาวด์  ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต

การรับมือกับความท้าทายที่กล่าวมาด้วยโซลูชันนวัตกรรม เช่น NPU และเอดจ์คอมพิวติ้งของ MediaTek สามารถช่วยให้พัฒนาและการนำ Generative AI ไปใช้ได้เร็วยิ่งขึ้น  ซึ่งได้ช่วยปลดล็อกศักยภาพของเทคโนโลยีได้สูงสุด พร้อมกับความยั่งยืน ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของข้อมูล

เมื่อบริษัทเทคโนโลยีเร่งพัฒนาอุปกรณ์เพื่อให้สมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการรองรับการใช้งาน Generative AI ทำให้ในอนาคต เราจะสามารถใช้สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ที่มีความสามารถรอบด้าน และชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น 

ที่มา ;msn

เกี่ยวข้องกัน

บิล เกตส์ เผย AI รุกคืบอาชีพ ‘ครู-แพทย์’ คนเกษียณเร็วขึ้น ทำงานน้อยลง 

บิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ ได้กล่าวถึงผลกระทบของเอไอที่จะมีต่ออาชีพครูและแพทย์ โดยเป็นอาชีพที่เราเคยคิดว่าปลอดภัยจากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี 

ในรายการพอดแคสต์ People by WTF มหาเศรษฐีผู้นี้อธิบายว่า เอไอจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมานานทั่วโลก เขายกตัวอย่างว่า ประเทศต่างๆ ทั้งอินเดีย แอฟริกา และแม้แต่สหรัฐ กำลังประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์อย่างรุนแรง 

ข้อมูลจาก สมาคมวิทยาลัยแพทย์อเมริกัน (Association of American Medical Colleges) ระบุว่า สหรัฐอาจขาดแคลนแพทย์ถึง 86,000 คนภายในปี 2579 โดยเฉพาะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ  

ไมเคิล ดิลล์ (Michael Dill) ผู้อำนวยการฝ่ายศึกษาด้านแรงงานของสมาคมวิทยาลัยแพทย์อเมริกัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Business Insider ว่า ต้องการแพทย์อีกหลายแสนคนเพื่อให้บริการได้อย่างทั่วถึง ทั้งสำหรับคนกลุ่มน้อย คนไม่มีประกัน และคนในชนบท นอกจากนี้ ปัญหายังเพิ่มขึ้นเมื่อจำนวนแพทย์ด้านผู้สูงอายุกลับลดลง ในขณะที่ประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้คุณภาพการรักษาพยาบาลแย่ลงในอนาคต 

สำหรับวงการแพทย์ เอไอจะเข้ามาช่วยในหลายด้าน ทั้งการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำขึ้น การจัดการงานเอกสารและบิลลิ่งอัตโนมัติ รวมถึงการคัดกรองผู้ป่วยสำหรับการรักษาแบบใหม่ๆ สตาร์ตอัปหลายแห่งกำลังพัฒนาระบบเอไอเพื่อลดภาระงานของแพทย์ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพในวงการแพทย์และเภสัชกรรมได้ถึง 370,000 ล้านดอลลาร์ 

ในด้านการศึกษา สถานการณ์ก็คล้ายกัน โรงเรียนรัฐบาลในสหรัฐประมาณ 86% รายงานว่ามีปัญหาการขาดแคลนครูในปี 2566 - 2567 ขณะที่ในอังกฤษ มีโรงเรียนมัธยมเริ่มทดลองใช้ ChatGPT สอนนักเรียนแทนครูที่เป็นมนุษย์ในบางวิชา 

ตัวอย่างเช่น โครงการนำร่องที่วิทยาลัย David Game ในลอนดอน มีนักเรียน 20 คน ใช้เอไอเรียนวิชาหลักอย่างภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ชีววิทยา และคอมพิวเตอร์ เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับการโกง แต่ครูหลายคนมองว่า เอไอจะช่วยประหยัดเวลาและปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนครู 

ถ้าหากเอไอมาทำงานพวกนี้หมด มนุษย์จะเหลืออะไรทำ? — เกตส์ไม่ได้พูดถึงแค่ครูและหมอเท่านั้น เขายังบอกอีกว่า เอไอกำลังมาแทนที่คนงานโรงงาน คนงานก่อสร้าง และแม่บ้านโรงแรม หรือใครก็ตามที่ทำงานที่ต้องใช้ทักษะทางร่างกายและเวลา  

บริษัทเทคโนโลยีอย่างอินวิเดียกำลังลงทุนอย่างหนักกับหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือ “ฮิวแมนนอยด์” (humanoid) ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเหล่านี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่การหยิบของในคลังสินค้าไปจนถึงการขัดพื้น หุ่นยนต์พวกนี้มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 

เกตส์มองว่า เมื่อเอไอสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตการทำงาน โดยคนอาจสามารถเกษียณได้เร็วขึ้นกว่าปัจจุบันที่ต้องทำงานจนอายุ 60-65 ปี ทำงานน้อยวันลง อาจจะเป็นสัปดาห์ละ 3-4 วันแทนที่จะเป็น 5-6 วันเหมือนปัจจุบัน และมีเวลาว่างมากขึ้นและต้องหาสิ่งอื่นทำแทนการทำงาน 

เอไออาจทำให้มนุษย์ทำงานน้อยลง อาจเกษียณเร็วขึ้น หรือทำงานสัปดาห์ละไม่กี่วัน” เกตส์กล่าว 

ในปี 2473 นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เคยทำนายไว้ว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะช่วยลดชั่วโมงการทำงานของมนุษย์ลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 15 ชั่วโมงเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม เกือบหนึ่งศตวรรษผ่านไป แม้ว่าประสิทธิภาพการผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล คนส่วนใหญ่ก็ยังคงทำงานประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เหมือนเดิม ซึ่งห่างไกลจากคำทำนายของเคนส์มาก

บิล เกตส์ ได้แสดงมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยกล่าวว่า “ผมไม่จำเป็นต้องทำงาน แต่ที่ผมเลือกจะทำงาน เพราะอะไรหรือ? เพราะมันสนุก” 

คำพูดของเกตส์แสดงให้เห็นความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับงาน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการผลิตหรือรายได้เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ ความหมาย และการบรรลุเป้าหมายส่วนบุคคล สำหรับคนที่มีฐานะมั่นคงอย่างเกตส์ การทำงานไม่ใช่เพื่อความอยู่รอด แต่เป็นเรื่องของความพึงพอใจส่วนตัว 

ประเด็นสำคัญที่เกตส์ยกขึ้นมาคือเรื่องของ “ปรัชญาการใช้เวลาเขาเชื่อว่าสังคมจะต้องคิดใหม่ว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างไร เมื่อการทำงานไม่ใช่กิจกรรมหลักของชีวิตอีกต่อไป “อะไรคือความหมายของชีวิตมนุษย์หากไม่ได้ถูกกำหนดด้วยการทำงาน?”  

เกตส์ยอมรับว่าแม้แต่ตัวเขาเองที่มีอายุเกือบ 70 ปี ก็ยังปรับความคิดได้ยาก เพราะโตมาในยุคที่โลกมีทรัพยากรจำกัด มีความขาดแคลนสินค้าและบริการ ซึ่งทำให้การทำงานเป็นสิ่งจำเป็น เรามีค่านิยมว่าทุกคนต้องทำงานเพื่อสร้างผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของสังคม การจะเปลี่ยนกรอบความคิดจากโลกที่ “ขาดแคลน” ไปสู่โลกที่ “เหลือเฟือ” จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย 

ดังนั้น แม้ว่าเอไออาจทำให้เราทำงานน้อยลงในอนาคต แต่คำถามสำคัญคือ เราจะใช้เวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นอย่างไรให้มีความหมายและมีความสุข และคนที่ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อเลี้ยงชีพแล้ว จะยังเลือกทำงานด้วยเหตุผลอื่นหรือไม่ เช่นเดียวกับที่ บิล เกตส์ ทำ? 

อนาคตแรงงานในยุคเอไอ: ‘บิล เกตส์’ เผย เอไอมีบทบาทกับอาชีพครูและแพทย์มากขึ้น ต่อไปจะมีบทบาทกับอาชีพอื่นอีกเรื่อยๆ มนุษย์เตรียมเกษียณเร็วกว่าเดิม และทำงานน้อยลง 

แหล่งอ้างอิง: Business Insider 

 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 17 เม.ย. 2025 

สรุปสาระสำคัญ 

ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ Generative AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลากหลายวงการ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการดำเนินชีวิต การทำงาน และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและการนำ AI มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพยังเผชิญความท้าทายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) การใช้ทรัพยากรประมวลผลมหาศาล ทำให้ต้องพัฒนาโมเดลขนาดเล็กลงเพื่อใช้บนอุปกรณ์ เช่น สมาร์ทโฟน (2) การใช้พลังงานสูง ซึ่งแก้ไขด้วยการพัฒนา NPU ที่เพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากกว่าหน่วยประมวลผลทั่วไป (3) ปัญหาความหน่วงและการเชื่อมต่อ ซึ่งมุ่งแก้ด้วยการประมวลผลบนอุปกรณ์ (Edge AI) ลดการพึ่งพาคลาวด์ (4) ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งแก้ไขด้วยการเก็บข้อมูลบนอุปกรณ์แทนการส่งขึ้นคลาวด์

แนวทางของ MediaTek คือการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และรองรับการประมวลผลในอุปกรณ์ปลายทาง เพื่อให้ AI ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยและยั่งยืน นอกจากนี้ แนวโน้มในอนาคต AI ยังอาจเข้ามามีบทบาทแทนแรงงานในหลายอาชีพ เช่น ครู แพทย์ และงานอุตสาหกรรม ทำให้มนุษย์อาจทำงานน้อยลงและมีเวลาเพิ่มขึ้น แต่ต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและบทบาทการทำงานใหม่ในยุค AI

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ความท้าทายสำคัญที่สุดของ Generative AI ตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ
ข. การใช้ทรัพยากรประมวลผลมหาศาล
ค. ผู้ใช้ไม่สนใจเทคโนโลยี
ง. ราคาสมาร์ทโฟนสูงขึ้น

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุว่า AI ต้องใช้พลังประมวลผลสูงมาก เช่น GPT-3 ใช้ถึง 800 เพตาฟล็อปส์

 

ข้อ 2

แนวทางแก้ปัญหาทรัพยากรประมวลผลของ MediaTek คืออะไร
ก. เพิ่มขนาดเซิร์ฟเวอร์
ข. ใช้คลาวด์เท่านั้น
ค. ใช้โมเดลขนาดเล็ก 7B/8B บนอุปกรณ์
ง. ลดฟังก์ชัน AI

เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้โมเดลขนาดเล็กเพื่อให้ประมวลผลบนสมาร์ทโฟนได้

 

ข้อ 3

NPU รุ่นที่ 7 มีจุดเด่นอย่างไร
ก. เพิ่มความจำเครื่อง
ข. ลดราคาอุปกรณ์
ค. ประหยัดพลังงานและเร็วขึ้น
ง. ใช้แทน CPU ทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: NPU เพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากกว่า CPU และ GPU

 

ข้อ 4

ข้อใดคือปัญหาของ AI แบบคลาวด์
ก. ไม่มีข้อมูล
ข. ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
ค. ไม่มีอินเทอร์เน็ต
ง. เครื่องช้าเกินไป

เฉลย: ข
เหตุผล: คลาวด์สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ได้ เสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว

 

ข้อ 5

Edge AI มีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. เพิ่มโฆษณาออนไลน์
ข. ลดการใช้มือถือ
ค. ประมวลผลในเครื่อง ลดการส่งข้อมูล
ง. เพิ่มจำนวนผู้ใช้คลาวด์

เฉลย: ค
เหตุผล: Edge AI ช่วยประมวลผลบนอุปกรณ์ ลดการส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์

 

ข้อ 6

ปัญหาความหน่วง (Latency) ส่งผลอย่างไร
ก. ทำให้ข้อมูลหาย
ข. ทำให้ระบบเร็วขึ้น
ค. ทำให้เกิดความล่าช้าในการใช้งาน
ง. ทำให้เครื่องปิดเอง

เฉลย: ค
เหตุผล: ความหน่วงทำให้เกิด Lag ในแอป AI แบบเรียลไทม์

 

ข้อ 7

เหตุใด AI จึงถูกนำมาใช้ในด้านการแพทย์
ก. ลดจำนวนผู้ป่วย
ข. แทนที่โรงพยาบาล
ค. ช่วยวินิจฉัยและลดภาระงานแพทย์
ง. เพิ่มค่าใช้จ่าย

เฉลย: ค
เหตุผล: AI ช่วยวินิจฉัยโรคและจัดการงานเอกสาร

 

ข้อ 8

ผลกระทบสำคัญต่ออาชีพครูและแพทย์คืออะไร
ก. ถูกยกเลิกทั้งหมด
ข. AI เข้ามาช่วยและบางส่วนแทนที่
ค. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ง. ลดจำนวนโรงเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: AI ช่วยลดภาระและบางงานอาจถูกแทนที่บางส่วน

 

ข้อ 9

ข้อใดสะท้อนแนวโน้มอนาคตแรงงานตามบทความ
ก. ทำงานมากขึ้น
ข. เกษียณช้าลง
ค. ทำงานน้อยลงและเกษียณเร็วขึ้น
ง. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เฉลย: ค
เหตุผล: บิล เกตส์มองว่า AI ทำให้ทำงานน้อยลงและเกษียณเร็วขึ้น

 

ข้อ 10

ประเด็นสำคัญเชิงสังคมที่บทความตั้งคำถามคืออะไร
ก. ราคาสินค้า
ข. ความหมายของชีวิตเมื่อไม่ต้องทำงาน
ค. การเรียนออนไลน์
ง. การใช้โซเชียลมีเดีย

เฉลย: ข
เหตุผล: เมื่อ AI แทนแรงงาน มนุษย์ต้องคิดใหม่เรื่อง “ความหมายของชีวิต”