สมาชิกเข้าสู่ระบบ

กสศ.-ศธ. ผุดนวัตกรรมกล่องเรียนรู้ แก้ปัญหาเด็กเรียนถดถอย

นายนรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร  CEO  Starfish Education เปิดเผยว่า สถานการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19มีผลกระทบทำให้เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติแม้หลายโรงเรียนจะใช้วิธีการเรียนทางไกล ทั้ง Online, On-Hand, On-Demand, On-Air ตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) แต่ต้องยอมรับว่าการเรียนรูปแบบเหล่านี้ ไม่สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ของผู้เรียนทุกคนได้ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ของครอบครัว เช่น การเข้าถึงอุปกรณ์ หรืออินเทอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบทำให้เด็กเกิดภาวะความรู้ถดถอย Starfish Education มุ่งให้ความสำคัญและแก้ไขผลกระทบจากการเรียนรู้ที่ถดถอย ต่อตัวเด็กใน 3 มิติ คือด้านวิชาการ ด้านพัฒนาการ และด้านอารมณ์และสังคม

โดยได้จัดทำข้อเสนอ 5 มาตรการฟื้นฟูความรู้ถดถอย  ได้แก่

  • มาตรการที่ 1. ประเมินสภาพแวดล้อมทั้งระบบ
  • มาตรการที่ 2. การวางแผนของโรงเรียนทั้งระบบ  เพื่อสร้างความพร้อมและความมั่นใจให้แก่บุคลากรของโรงเรียน
  • มาตรการที่ 3. การสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพครู
  • มาตรการที่ 4. การช่วยเหลือเด็กเรียนรายบุคคล และ
  • มาตรการที่ 5. การติดตามปรับปรุงและผลสะท้อนกลับ

มาตรการดังกล่าวได้มีการนำไปใช้ที่ โรงเรียนบ้านปลาดาว เพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับการจัดการเรียนรู้ในสภาวะวิกฤตครั้งนี้ โดยมีการนำ Learning Box นวัตกรรมการศึกษา ที่ทาง Starfish Education ได้ออกแบบมาเพื่อให้คุณครู และผู้ปกครองยังสามารถการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในสภาวะวิกฤตนี้ได้ ซึ่งหลังจากที่โรงเรียนบ้านปลาดาว  อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึงเป็นโรงเรียนต้นแบบนวัตกรรม ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองระดับประเทศ ได้ทำผลสำรวจความพร้อมในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน แล้วพบว่ามีเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่พร้อมเรียนออนไลน์ ส่วนอีก 80% ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้ “ นายนรรธพร กล่าว

นายนรรธพร กล่าวต่อว่า ภายในกล่องการเรียนรู้ก็ถูกออกแบบให้เหมาะสมสำหรับเด็ก 2 ช่วงวัย คือ ระดับอนุบาล และระดับประถมศึกษา ซึ่งไม่ใช่กล่องอุปกรณ์ แต่เป็นกิจกรรมภายใน Booklet ที่ให้เด็ก ๆ ได้มีประสบการณ์ในการลงมือทำ รู้สึกสนุกที่ได้สร้างโจทย์ของตัวเอง และเรียนรู้ได้เองที่บ้าน โดยมีผู้ปกครองหรืออาสาในชุมชนคอยช่วยเหลือการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ

มติชนออนไลน์ วันที่ 7 ธันวาคม 2564

 

ข่าวเกี่ยวกัน

กสศ.-ศธ.ผุดโปรแกรมฟื้นการเรียนช่วงโควิด

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และจังหวัดสมุทรสาคร จัดการประชุมสานพลังความร่วมมือหน่วยงานด้านการศึกษา “ก้าวไปด้วยกัน สู่สมุทรสาครโมเดล จังหวัดต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำ ฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน” เดินหน้าพันธกิจฟื้นฟูการศึกษาไทย เปิดตัวโครงการวิจัยนำร่องฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย ป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบ ครอบคลุมทุกมิติ

โดยนางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ. กล่าวว่า โควิด-19 ส่งผลให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถ่างกว้างขึ้น แม้มีความพยายามนำความรู้ไปถึงเด็กทุกช่องทาง แต่การเข้าถึงอุปกรณ์การเรียน หรือสภาวะครอบครัวที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ก็ยังเป็นอุปสรรคและทำให้เด็กเผชิญกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย และมีบางส่วนที่หลุดออกจากระบบ จากสาเหตุนี้ กสศ.ยูนิเซฟ และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น และนำมาสู่การออกแบบโครงการเพื่อฟื้นฟูความรู้ที่ถดถอย ป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบ และส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพให้เด็ก โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Research and Development) นำร่องในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ปิดเรียนยาวนาน เพื่อหาตัวแบบก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ โดยมีงบประมาณส่วนหนึ่งในการสนับสนุน การดำเนินงานจะเชิญชวนสถานศึกษาทุกสังกัด ทั้ง สพฐ. อปท. และ สช. เข้าร่วม ด้วยรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับทักษะด้านคณิตศาสตร์และทักษะการอ่าน ซึ่งพบว่าเป็นทักษะที่มีภาวะถดถอยมากที่สุดในช่วงการปิดโรงเรียน และเป็นสองทักษะที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ และภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทักษะสังคม อารมณ์ สุขภาพกายสุขภาพใจ ก็เป็นสิ่งที่ต้องเติมเต็มและส่งเสริมพัฒนาการไปพร้อมๆ กัน 

“เรามีทีมวิชาการที่เข้มแข็งอย่างมูลนิธิสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ที่ทำงานด้านนวัตกรรมการศึกษาระดับสากล มาเป็นโค้ชในการทำงานร่วมกับศึกษาธิการจังหวัด และสถานศึกษา และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เป็นเครือข่ายด้านงานวิจัย มาช่วยถอดบทเรียนวิธีการทำงานที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะนำไปใช้ขยายผลในอนาคต ดังนั้น สิ่งที่ได้จากโครงการนี้จะไม่ได้ก่อประโยชน์เพียงกับเด็กและเยาวชนในจังหวัดสมุทรสาครเท่านั้น แต่จะเป็นตัวแบบสำคัญที่จะขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นๆ อีกด้วย” นางสาวธันว์ธิดา กล่าว

โดยนางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ. กล่าวว่า โควิด-19 ส่งผลให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถ่างกว้างขึ้น แม้มีความพยายามนำความรู้ไปถึงเด็กทุกช่องทาง แต่การเข้าถึงอุปกรณ์การเรียน หรือสภาวะครอบครัวที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ก็ยังเป็นอุปสรรคและทำให้เด็กเผชิญกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย และมีบางส่วนที่หลุดออกจากระบบ จากสาเหตุนี้ กสศ.ยูนิเซฟ และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น และนำมาสู่การออกแบบโครงการเพื่อฟื้นฟูความรู้ที่ถดถอย ป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบ และส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพให้เด็ก โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Research and Development) นำร่องในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ปิดเรียนยาวนาน เพื่อหาตัวแบบก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ โดยมีงบประมาณส่วนหนึ่งในการสนับสนุน การดำเนินงานจะเชิญชวนสถานศึกษาทุกสังกัด ทั้ง สพฐ. อปท. และ สช. เข้าร่วม ด้วยรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับทักษะด้านคณิตศาสตร์และทักษะการอ่าน ซึ่งพบว่าเป็นทักษะที่มีภาวะถดถอยมากที่สุดในช่วงการปิดโรงเรียน และเป็นสองทักษะที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ และภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทักษะสังคม อารมณ์ สุขภาพกายสุขภาพใจ ก็เป็นสิ่งที่ต้องเติมเต็มและส่งเสริมพัฒนาการไปพร้อมๆ กัน 

เรามีทีมวิชาการที่เข้มแข็งอย่างมูลนิธิสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ที่ทำงานด้านนวัตกรรมการศึกษาระดับสากล มาเป็นโค้ชในการทำงานร่วมกับศึกษาธิการจังหวัด และสถานศึกษา และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เป็นเครือข่ายด้านงานวิจัย มาช่วยถอดบทเรียนวิธีการทำงานที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะนำไปใช้ขยายผลในอนาคต ดังนั้น สิ่งที่ได้จากโครงการนี้จะไม่ได้ก่อประโยชน์เพียงกับเด็กและเยาวชนในจังหวัดสมุทรสาครเท่านั้น แต่จะเป็นตัวแบบสำคัญที่จะขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นๆ อีกด้วย” นางสาวธันว์ธิดา กล่าว 

นางสาวธันว์ธิดา กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานด้านการจัดการศึกษาของ กสศ. พบว่า การทำงานระดับจังหวัดถือเป็นการย่อส่วนการทำงานให้แคบลง เป็นการแก้ไขปัญหาของประเทศตามจุดอ่อนจุดแข็งของพื้นที่นั้น เพราะทุกจังหวัดต่างมีอุปสรรคปัญหาที่จะนำไปสู่แนวทางการแก้ไขที่ต่างกัน สำหรับจังหวัดสมุทรสาครเป็นพื้นที่ที่มีความร่วมมือในระดับจังหวัดที่เข้มแข็ง ซึ่งทาง กสศ. ยูนิเซฟ และกระทรวงศึกษาธิการ จะเข้ามาเสริมในส่วนของการค้นหานวัตกรรมมาช่วย เพื่อให้ไปสู่ผลลัพธ์ได้ดียิ่งขึ้น 

ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มีงานวิจัยจากต่างประเทศที่แสดงให้เห็นว่ามีหลักฐานยืนยันของการเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยในช่วงวิกฤติโควิด-19 สำหรับในประเทศไทย ทางสถาบันฯ ได้ร่วมกับ กสศ. ทำงานวิจัยที่เก็บข้อมูลจากเด็กจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่า ระดับการเรียนรู้ที่เด็กได้รับในแต่ละวันที่มาโรงเรียนนั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการปิดเรียนยาวนาน 

ความถดถอยของการเรียนรู้หมายถึงการเปรียบเทียบทักษะของเด็กในช่วงเวลาการไปเรียนปกติกับการปิดเรียน ซึ่งวัดได้จากเครื่องมือทางสถิติ ซึ่งได้ผลวิเคราะห์หลักว่า การที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนส่งผลกระทบเชิงลบกับทักษะคณิตศาสตร์ และ Working Memory (ความจำใช้งาน) ซึ่งหมายถึงความสามารถของเด็กในการจดจำข้อมูล และนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อนำกลับมาใช้ อันเป็นทักษะที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง โดยนัยสำคัญอยู่ที่การปิดโรงเรียนที่ยาวนานยิ่งสัมพันธ์กับทักษะที่สูญหายไปเพิ่มขึ้น บางกลุ่มตัวอย่างมีภาวะสูญหายของทักษะมากถึง 90% ข้อมูลเหล่านี้ย้ำเตือนว่าทุกหน่วยงานมีหน้าที่ร่วมกันในการฟื้นฟูความรู้ที่ถดถอย และสร้างแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งยังคงไม่มีความแน่นอน” ดร.วีระชาติ กล่าว 

ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม กล่าวว่า โควิด-19 คืออุปสรรคแต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการค้นหาโมเดลต่างๆ มาพัฒนาการศึกษาให้ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ต้นแบบการจัดการศึกษา เป้าหมายของโครงการฯ จึงมุ่งไปสู่การสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการสถานศึกษา และนวัตกรรมในการบริหารระดับจังหวัด โมเดลที่ดำเนินงาน เริ่มต้นจากสนับสนุนให้โรงเรียนสามารถประเมินภาวะการณ์เรียนรู้ถดถอยที่เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับสำรวจความพร้อมและความต้องการของครูและนักเรียน การส่งเสริมขีดความสามารถของครูและโรงเรียน ทั้งด้านเนื้อหา ศาสตร์การสอนและเทคโนโลยี ด้วยวิธี Micro-Learning การเรียนรู้แบบผสมผสาน และสั้น กระชับ ในรูปแบบบทเรียนออนไลน์ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การให้คำปรึกษา และยังสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงเครื่องมือที่จำเป็น จนสามารถพัฒนานวัตกรรมและออกแบบการเรียนรู้เพื่อลดภาวะความรู้ถดถอยให้แก่ผู้เรียนได้ 

สำหรับนักเรียนนั้น เน้นการฟื้นฟูพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน ผ่านการเรียนการสอนทางไกล การพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ ผ่านกล่องการเรียนรู้หรือlearning box การพัฒนาทักษะสุขภาวะกายและจิต ใจ ผ่านการเรียนการสอนรายบุคคล ครอบคลุมทั้งผู้เรียนปกติและผู้เรียนที่ต้องการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกับ ครู ผู้ปกครอง และกลไกอาสาสมัครชุมชนร่วมด้วย 

“สุดท้ายแล้วเราไม่ได้มีเป้าหมายในการค้นพบสูตรสำเร็จที่จะนำไปใช้ได้กับทุกที่ แต่ต้องทำให้ครูในทุกพื้นที่มีความสามารถพัฒนาโปรแกรมฟื้นฟูความรู้ถดถอยให้แก่นักเรียน สามารถออกแบบนวัตกรรม การจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมในทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งเราจะศึกษาทั้งความสำเร็จและล้มเหลวเพื่อนำมาขยายผลแบ่งปันระหว่างพื้นที่” ดร.นรรธพร กล่าว 

นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปลายปีการศึกษา 2/2562 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยเรียนทั้งทางตรงและอ้อม ครัวเรือนยากจนลงทำให้เด็กและเยาวชนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามีจำนวนเพิ่มขึ้น เด็กจำนวนมากออกไปประกอบอาชีพ และหาเลี้ยงครอบครัว หรือหากยังคงอยู่ในระบบการศึกษา แต่สถานศึกษาหรือครูอาจยังไม่ได้มีความพร้อมจัดการสอนในสถานการณ์ที่วิกฤตและมีข้อจำกัด เช่น การจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 100% การขาดอุปกรณ์สื่อกลางการเรียนรู้และหลักสูตรที่เหมาะสม ปัจจัยความพร้อมของเด็กที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กและเยาวชนเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย และยังมีเด็กจำนวนมากที่หลุดออกจากระบบไป 

ข้อมูลจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE) ของ กสศ. จังหวัดสมุทรสาครมีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ จำนวน 3,189 คน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนยากจนพิเศษ ที่อยู่ในครัวเรือนฐานะยากจนที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ มีรายได้เฉลี่ยสมาชิกในครัวเรือนต่อคนต่อเดือน 1,077 บาทหรือราว 36 บาทต่อวัน หรือ12,924 บาท ต่อปีเท่านั้น หากดูตัวเลขเช่นนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่มาก โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าจับตาคือ เด็กในวัยเรียนกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อทางการศึกษามีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้นในปี 2564-2565 และเด็กที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาตามแต่ละช่วงวัย จำนวน 10,551 คน 

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า หนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดสมุทรสาครในยุคโควิด-19 คือการพยายามรักษาเด็กเยาวชนทุกคนให้สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ และมีโอกาสที่เสมอภาคในการพัฒนาทุนมนุษย์ตามศักยภาพและความถนัดเป็นรายบุคคล การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจึงเป็นโจทย์สำคัญของการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจที่จังหวัดจะลงทุนในอนาคตอันใกล้นี้ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จำเป็นที่ภาคส่วนต่างๆต้องคำนึงถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เพื่อนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงที่ผ่านมากลับเข้ามาให้เร็วที่สุด ไม่ให้เกิดการเสียโอกาสในชีวิต การแก้ปัญหาต้องขอความร่วมมือยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง จำเป็นต้องคำนึงถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ 

“การพาเด็กๆ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ในสถานการณ์อันไม่ปกติ จำเป็นต้องอาศัยมาตรการ โปรแกรมฟื้นฟูที่ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางจังหวัดสมุทรสาคร กสศ. องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) ม.หอการค้าไทย จะเข้ามาช่วยจังหวัด นอกจากนี้ ส่วนที่สำคัญขาดไม่ได้คือครอบครัว และผู้ปกครองของนักเรียน บางครอบครัวอาจมีข้อจำกัดในชีวิต ต้องช่วยกันทำให้การศึกษาการเรียนรู้ของเด็กในกลุ่มนี้ มีทางเลือกมากขึ้นในการที่เราทำงานเรื่องนี้เพื่อ ก้าวไปด้วยกันสู่สมุทรสาครโมเดล จังหวัดต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำ ฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน” นายณรงค์ กล่าว 

ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ เจ้าหน้าที่การศึกษาขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ที่มาและความสำคัญของโครงการวิจัยฯ ที่กำลังร่วมมือกันทำอยู่นี้เป็นทิศทางเดียวกับที่ทั่วโลกกำลังทำ หรือ Mission Recovering Education in 2021 แต่เราทำในบริบทของประเทศไทย โดยเน้นที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ ผ่านเป้าหมาย 3 อย่างสำคัญดังนี้

  • 1.เด็กและเยาวชนวัยเรียนทุกคนได้เรียนหนังสือที่โรงเรียน และได้รับการสนับสนุนที่ปรับให้เหมาะสมเพื่อสอดคล้องกับความต้องการทางการเรียนรู้ การมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี รวมถึงความต้องการด้านอื่นๆ
  • 2.เด็กและเยาวชนวัยเรียนทุกคนได้รับความช่วยเหลือในการเรียน เพื่อชดเชยการเรียนรู้ที่สูญเสียไปในช่วงการปิดโรงเรียน และ
  • 3.ครูทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมและการสนับสนุน เพื่อแก้ไขปัญหาความรู้ถดถอยของนักเรียน สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมต่างๆ มาผสมผสานในการสอน

ซึ่งผลที่ได้รับจากความร่วมมือในการทำงานครั้งนี้ ยูนิเซฟจะนำมาขยายผลสู่พื้นที่อื่น รวมถึงแสดงสู่สายตานานาประเทศ ในฐานะโมเดลต้นแบบของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน

ที่มา ; เดลินิวส์ 7 ธันวาคม 2564

 

ข่าวเกี่ยวกัน

Starfish มอบกล่องเรียนรู้ฟื้นฟูการศึกษาถดถอยเด็กไทย

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. Starfish Education ได้มอบกล่อง Learning Box ให้กับ 5 เครือข่ายด้านการศึกษา ได้แก่ มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก (Baan Dek Foundation) จำนวน 50 กล่อง และ โรงเรียนเครือข่ายในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 4 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนบ้านวังศรี โรงเรียนบ้านกองแหะ โรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม และโรงเรียนบ้านต้นส้าน โรงเรียนละ 20 กล่อง เพื่อเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูความรู้ถดถอย ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กๆ จากทั่วประเทศ 

โดย ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร CEO Starfish Education กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคระบาดโควิด-19 อย่างที่เรารู้กันว่าผลกระทบนี้ทำให้เด็ก ๆ หลายคนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ (On-Site) ถึงแม้หลายโรงเรียนจะใช้วิธีการเรียนแบบทางไกล (Remote Learning) ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การเรียนแบบ Online, On-Hand, On-Demand, On-Air ตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการให้ข้อเสนอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเรียนรูปแบบเหล่านี้ ไม่สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ของผู้เรียนทุกคนได้ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ของครอบครัว เช่น การเข้าถึงอุปกรณ์ หรืออินเทอร์เน็ต เป็นต้น 

ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เด็กเกิดภาวะความรู้ถดถอย (Learning Loss) โดยที่ Starfish Education มุ่งให้ความสำคัญและแก้ไขผลกระทบจาก Learning Loss ต่อตัวเด็กใน 3 มิติ ดังนี้ ด้านวิชาการ ด้านพัฒนาการ และด้านอารมณ์และสังคม และได้ให้ข้อเสนอ 5 มาตรการฟื้นฟูความรู้ถดถอย (Education Recovery) ได้แก่

  • มาตรการที่ 1. ประเมินสภาพแวดล้อมทั้งระบบ (Landscape Assessment)
  • มาตรการที่ 2. การวางแผนของโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Planning) เพื่อสร้างความพร้อมและความมั่นใจให้แก่บุคลากรของโรงเรียน
  • มาตรการที่ 3. การสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพครู (Professional Development Support for Teachers)
  • มาตรการที่ 4. การช่วยเหลือเด็กเรียนรายบุคคล (Intervention and Support for Students)
  • มาตรการที่ 5. การติดตามปรับปรุงและผลสะท้อนกลับ (Monitoring and Intervention Redesign) ซึ่งโรงเรียนบ้านปลาดาว ได้ดำเนินการทั้ง 5 มาตรการเพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับการจัดการเรียนรู้ในสภาวะวิกฤติครั้งนี้

ดร.นรรธพร กล่าวต่อไปว่า Learning Box เป็นกล่องการเรียนรู้ ที่ Starfish Education ได้ออกแบบมาเพื่อให้คุณครู และผู้ปกครองยังสามารถการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในสภาวะวิกฤตนี้ได้ ซึ่งหลังจากที่ โรงเรียนบ้านปลาดาว อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบนวัตกรรม ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองระดับประเทศ ได้ทำผลสำรวจความพร้อมในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน แล้วพบว่ามีเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่พร้อมเรียนออนไลน์ ส่วนอีก 80% ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้ ต่อมา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปลาดาว จึงทำจัดประชุมคุณครู พร้อมทั้งวางแผนการจัดส่ง Learning Box ไปให้กับผู้ปกครองที่บ้าน โดยการสำรวจข้อมูลของนักเรียนในแต่ละชุมชน และให้ครูลงพื้นที่ในการช่วยเหลือเด็กๆทุกชุมชน เพื่อไปช่วยเหลือชุมชนในการอธิบายวิธีการ กระบวนการ และกิจกรรมใน Booklet ให้กับผู้ปกครองอาสาในชุมชน ซึ่งผู้ปกครองอาสาในชุมชนจะเป็นผู้ถ่ายทอดและคอยสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนในชุมชน ทำให้นักเรียนยังคงได้พัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญ แม้จะไม่ได้อยู่ในห้องเรียนเหมือนเดิม 

ดร.นรรธพร กล่าวต่อไปว่าลักษณะภายนอกของ Learning Box แบบฉบับโรงเรียนบ้านปลาดาว ซึ่งนอกจากลักษณะภายในที่ดึงดูดใจเด็ก ๆ ตั้งแต่แรกแล้ว กิจกรรมภายในกล่องการเรียนรู้ก็ถูกออกแบบให้เหมาะสมสำหรับเด็ก 2 ช่วงวัย คือ ระดับอนุบาล และระดับประถมศึกษา โดยเป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการพัฒนาสมรรถนะ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะด้านสังคมและอารมณ์ ซึ่งในกล่องของระดับอนุบาล จะประกอบไปด้วย Booklet มี 4 กิจกรรม ได้แก่ ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิตประจำวันให้แก่เด็ก ๆ ชุดกิจกรรม 3R อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และชุดกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ (Makerspace) และชุดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะกายและใจ ดร.นรรธพร กล่าว

ส่วนในกล่องของระดับชั้นประถมศึกษา จะประกอบไปด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่

  • ชุดกิจกรรมแบบบูรณาการ (PBL) โดยให้นักเรียนเป็นคนเลือกหัวข้อเอง
  • ชุดกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ (Makerspace) และ
  • ชุดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะกายและใจ

นอกจากนี้ Learning Box ยังถูกแบบอย่างยืดหยุ่นเพื่อให้โรงเรียนต่าง ๆ ในเครือข่ายสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของโรงเรียน เช่น บางโรงเรียนปรับเป็น Learning Bag เพราะเด็กๆ อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยปรับจากกล่อง เป็นถุงผ้าเพื่อความสะดวกสบายสำหรับเด็ก ๆ ในการเคลื่อนย้ายมากกว่า 

“หัวใจสำคัญของ Learning Box ไม่ใช่กล่องอุปกรณ์ แต่เป็นกิจกรรมภายใน Booklet ที่ให้เด็ก ๆ ได้มีประสบการณ์ในการลงมือทำ รู้สึกสนุกที่ได้สร้างโจทย์ของตัวเอง และเรียนรู้ได้เองที่บ้าน โดยมีผู้ปกครองหรืออาสาในชุมชนคอยช่วยเหลือการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ” ดร.นรรธพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม Starfish Education ส่งต่อ Learning Box ให้กับเครือข่ายการเรียนรู้ เมื่อปีที่ผ่านมามีโรงเรียนที่ได้รับ Learning Box ไปใช้เป็นจำนวน 140 โรงเรียน ผ่านการดำเนินงานโครงการร่วมกับเครือข่าย ซึ่ง Starfish Education หวังว่าจะขยายผลและส่งต่อนวัตกรรมการศึกษานี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นหนึ่งในตัวช่วยลดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเรียนรู้ของเด็ก ๆ และที่สำคัญ คือเป็นตัวช่วยคุณครู และผู้ปกครองปรับวิธีการสอน ให้มุ่งเน้นทักษะที่จำเป็นต่อชีวิต ใส่ใจในสุขภายกายและใจของเด็กๆ มากยิ่งขึ้น

ที่มา ; เดลินิวส์ 7 ธันวาคม 2564

สรุปสาระสำคัญ 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาอย่างรุนแรง ทำให้ผู้เรียนจำนวนมากไม่สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้ แม้จะมีการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์และรูปแบบต่าง ๆ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงผู้เรียนทุกคนได้ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้เกิดภาวะ “การเรียนรู้ถดถอย” (Learning Loss) ทั้งด้านวิชาการ พัฒนาการ และอารมณ์สังคม

Starfish Education จึงเสนอ 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1) ประเมินสภาพแวดล้อมทั้งระบบ 2) วางแผนโรงเรียนทั้งระบบ 3) พัฒนาวิชาชีพครู 4) ช่วยเหลือผู้เรียนรายบุคคล และ 5) ติดตามและปรับปรุงผลการดำเนินงาน พร้อมพัฒนานวัตกรรม “Learning Box” เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่บ้าน โดยเน้นการลงมือทำผ่านกิจกรรม เหมาะกับเด็กระดับอนุบาลและประถมศึกษา และอาศัยความร่วมมือจากครู ผู้ปกครอง และชุมชน

กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านปลาดาวพบว่ามีนักเรียนเพียง 20% ที่พร้อมเรียนออนไลน์ สะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่น ศธ. กสศ. และยูนิเซฟ เพื่อพัฒนา “โมเดลสมุทรสาคร” ในการฟื้นฟูการเรียนรู้ เน้นทักษะพื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์และการอ่าน รวมถึงทักษะชีวิตและอารมณ์ เพื่อป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1

เป้าหมายสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนโรงเรียนออนไลน์
ข. การแก้ปัญหาครูขาดแคลน
ค. การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยและลดความเหลื่อมล้ำ
ง. การพัฒนาอุปกรณ์เทคโนโลยีในโรงเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: เนื้อหามุ่งแก้ Learning Loss และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นหลัก

ข้อ 2

สาเหตุสำคัญของ Learning Loss ตามบทความคือข้อใด
ก. ครูไม่ใช้เทคโนโลยี
ข. หลักสูตรไม่ทันสมัย
ค. นักเรียนไม่สนใจเรียน
ง. ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต

เฉลย: ง
เหตุผล: ปัจจัยหลักคือการเข้าถึงอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตที่ไม่เท่าเทียม

ข้อ 3

“Learning Box” มีลักษณะเด่นอย่างไร
ก. เป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง
ข. เป็นกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือทำ
ค. เป็นข้อสอบออนไลน์
ง. เป็นหนังสือเรียนมาตรฐาน

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นกิจกรรมใน Booklet ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ

ข้อ 4

5 มาตรการฟื้นฟู Learning Loss ข้อใดเกี่ยวกับครูโดยตรง
ก. การติดตามผล
ข. การพัฒนาวิชาชีพครู
ค. การประเมินระบบ
ง. การช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคล

เฉลย: ข
เหตุผล: มาตรการที่ 3 คือพัฒนาครูโดยตรง

ข้อ 5

บทบาทของผู้ปกครองใน Learning Box คือข้อใด
ก. เป็นผู้ประเมินผลนักเรียน
ข. เป็นผู้สอบปลายภาค
ค. เป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน
ง. เป็นผู้จัดทำหลักสูตร

เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้ปกครองช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ที่บ้าน

ข้อ 6

ผลการสำรวจโรงเรียนบ้านปลาดาวสะท้อนประเด็นใดสำคัญที่สุด
ก. นักเรียนเรียนออนไลน์ได้ทุกคน
ข. ครูไม่มีความพร้อม
ค. มีนักเรียนเพียง 20% ที่พร้อมเรียนออนไลน์
ง. ไม่มีการเรียนรู้เกิดขึ้น

เฉลย: ค
เหตุผล: แสดงความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงอย่างชัดเจน

ข้อ 7

ทักษะใดที่บทความระบุว่าถดถอยมากที่สุด
ก. กีฬาและศิลปะ
ข. คณิตศาสตร์และการอ่าน
ค. ดนตรีและภาษา
ง. เทคโนโลยีและโค้ดดิ้ง

เฉลย: ข
เหตุผล: งานวิจัยชี้ว่าคณิตศาสตร์และการอ่านได้รับผลกระทบมาก

ข้อ 8

การทำงานแบบ “โมเดลสมุทรสาคร” มีลักษณะสำคัญคือข้อใด
ก. ใช้เฉพาะโรงเรียนเอกชน
ข. ทดลองและขยายผลเชิงนโยบาย
ค. เน้นสอบแข่งขัน
ง. ลดจำนวนครูในพื้นที่

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นโครงการนำร่อง R&D เพื่อขยายผลระดับประเทศ

ข้อ 9

แนวคิดสำคัญของการแก้ปัญหาการศึกษาในบทความคือข้อใด
ก. ใช้เทคโนโลยีแทนครูทั้งหมด
ข. เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางและความร่วมมือทุกภาคส่วน
ค. เพิ่มการสอบวัดผล
ง. ลดกิจกรรมการเรียนรู้

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น child-centered และความร่วมมือหลายหน่วยงาน

ข้อ 10

ข้อใดสะท้อน “การตัดสินใจเชิงผู้บริหาร” ตามแนวทางบทความมากที่สุด
ก. เพิ่มการบ้านให้เด็กมากขึ้น
ข. ปรับการเรียนให้เหมาะกับบริบทพื้นที่
ค. ใช้ระบบออนไลน์ 100%
ง. ลดบทบาทชุมชนในการศึกษา

เฉลย: ข
เหตุผล: การบริหารต้องยืดหยุ่นตามบริบทและความพร้อมของผู้เรียน

ความเห็นของผู้ชม