
28 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และโฆษก ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime เปิดเผยความคืบหน้าการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับนักเรียนและครู ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดทำความเห็นไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อขอกำหนดกรอบการจัดหาอุปกรณ์ ซึ่งยังไม่มีการล็อกสเป็กว่าจะต้องเป็นอุปกรณ์ลักษณะไหน โดยมีความเป็นไปได้ทั้ง แท็บเล็ต ไอแพด โน๊ตบุ๊ค และโครมบุ๊ค ซึ่งทางดีอีเข้าใจถึงความจำเป็น เพราะอยากเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆเข้ามาแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน โดยจะอยู่ในการจัดทำคำของบประมาณ ปี 2568 ซึ่งต้องมาดูว่า จะได้รับอนุมัติงบประมาณจากรัฐสภาจำนวนเท่าไร โดยคาดว่าจะเริ่มนำร่องปี 2568 จำนวน 600,000 เครื่อง ทั้งครูและนักเรียน
นายสิริพงษ์ ระบุว่า ศธ.จัดทำคำของบประมาณไปในลักษณะการเช่าซื้อ เครื่องของนักเรียน ตกเดือนละประมาณ 420 บาท ซึ่งจะมีทั้งค่าเครื่อง เซอร์วิส และอินเตอร์เน็ต เพราะทุกเครื่องจะต้องมีซิมการ์ดสำหรับใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ทั้งนี้การคำนวณราคาจะมีความแตกต่างหลากหลาย และค่อนข้างจะเปิดกว้างว่า ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูงอย่าง โน๊ตบุ๊ค ก็อาจจะต้องเช่า 5 ปี แต่ถ้าเป็น แท็บเล็ต ที่ราคาไม่สูงมาก ก็อาจจะทำสัญญาเช่าไม่เกิน 3 ปี ซึ่งมิติที่เราดูคือพยายามเปิดกว้างให้สำหรับโกลบอลแบรนด์ เข้ามาทำการแข่งขัน เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือให้เด็ก และครูได้ใช้ของที่มีคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็น บริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทแอปเปิล เป็นต้น
“เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ให้ความสำคัญว่า อุปกรณ์ที่จะส่งมอบให้นักเรียนและครูนั้น จะต้องใช้งานได้จริง เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่เคยมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ต ที่อาจจะเข้าไปไม่ถึงนั้น เนื่องจากการดำเนินการครั้งนี้ ทุกเครื่องจะมีซิมการ์ดอยู่ในตัว ไม่ใช่ระบบไวไฟ เป็นระบบออนไลน์ ฉะนั้นบริษัทที่ชนะการประมูลจัดหาอุปกรณ์ ก็มีหน้าที่จะต้องไปติดเซลไซต์ โดยเด็กจะสามารถใช้อินเตอร์เน็ตในระบบ ยูอาร์แอลที่กำหนด ไม่มีข้อจำกัด ไม่สามารถนำไปใช้เล่นเกมหรือดูเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมได้ ส่วนรายการอื่นที่เพิ่มเข้ามา จะถูกล็อกสปีดในแต่ละรอบเดือน ” นายสิริพงษ์ กล่าว
นายสิริพงษ์ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณภาพรวมเฉพาะในส่วนของการจัดหาอุปกรณ์คำนวณจากราคาเช่าต่อเดือน จะใช้งบประมาณ กว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาอุปกรณ์ให้กับนักเรียนและครู กว่า 600,000 เครื่อง โดยในส่วนของนักเรียนจะเริ่มจากโรงเรียนนำร่องชั้นมัธยมศึกษาปีที่4-6 ในโรงเรียนขยายโอกาสที่เปิดสอนระดับชั้นม.ปลาย หรือโรงเรียนคุณภาพ เพื่อให้มีทั้งตัวอย่างโรงเรียนที่มีความพร้อม ที่สามารถบริหารจัดการได้ และโรงเรียนที่อาจจะยังไม่มีความพร้อมเรื่องการบริหารจัดการไม่มากนัก เพื่อนำมาเปรียบเทียบ และหาวิธีการที่เหมาะสม สำหรับการดำเนินการในระยะที่2
นายสิริพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการจัดทำคอนเทนต์เพื่อเตรียมความพร้อมในส่วนของการจัดทำเนื้อหาการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ นั้น อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกำหนดขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ซึ่งจะต้องอำนวยความสะดวกให้กับทั้งผู้เรียน ให้สามารถเรียนได้ด้วยตัวเองทุกที่ ทุกเวลา และสำหรับผู้สอนที่จะต้องสามารถนำเสนอใบงานของตัวเอง และนำใบงานของผู้อื่นมาทำการเรียนการสอนได้ ระบบนี้จะเป็นลักษณะของการเตรียมความพร้อมในการเรียนการสอน ทั้ง ก่อนการเรียน การจ่ายการบ้าน การให้เด็กทำแบบทดสอบ เป็นต้น โดยคอนเทนต์ที่จะบรรจุเข้าไปในแพลตฟอร์มนั้น จะมีอยู่ 2 ส่วน คือคอนเทนต์เดิม ซึ่งมีอยู่แล้วกว่า 1-2 หมื่นรายการ และคอนเทนต์ใหม่ ที่ผลิตเพิ่มอีกว่า 5-6 พันรายการ คาดว่าจะสามารถใช้งานได้เร็วที่สุด ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567
ที่มา ; แนวหน้า
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษก ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามนโยบาย “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)” เปิดเผยความคืบหน้าโครงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครูและนักเรียน โดยร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อกำหนดกรอบการจัดหาอุปกรณ์ เช่น แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก หรือโครมบุ๊ก แบบเปิดแข่งขันเสรี คาดว่าจะเริ่มนำร่องปี 2568 จำนวน 600,000 เครื่อง ในลักษณะเช่าซื้อเดือนละ 420 บาท รวมค่าเครื่อง ซิม และอินเทอร์เน็ต โดยแต่ละเครื่องเชื่อมต่อระบบออนไลน์ มีซิมในตัว และจำกัดการเข้าถึงเฉพาะเว็บไซต์การเรียนรู้ เพื่อป้องกันการใช้งานผิดวัตถุประสงค์ โครงการใช้งบกว่า 15,000 ล้านบาท เริ่มจากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในโครงการนำร่อง พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มคอนเทนต์การเรียนรู้กว่า 2 หมื่นรายการ เพื่อให้ครู–นักเรียนสามารถเรียนรู้และจัดการสอนได้ทุกที่ทุกเวลา ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาเชิงดิจิทัลของ ศธ.
ข้อสอบ
1.สาระสำคัญที่สุดของโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” คือข้อใด
ก. การแจกอุปกรณ์ให้ครบทุกคนในประเทศ
ข. การจัดการศึกษาโดยใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตเพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้
ค. การจัดหาอุปกรณ์เฉพาะโรงเรียนที่ขาดแคลนเท่านั้น
ง. การเพิ่มการสอนแบบออนไลน์แทนการเรียนในห้องเรียน
2. แนวทางการจัดหาอุปกรณ์ที่เปิดกว้างให้หลายบริษัทแข่งขัน สะท้อนหลักการบริหารใดของภาครัฐ
ก. หลักการมีส่วนร่วม
ข. หลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ค. หลักการกระจายอำนาจ
ง. หลักประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
3. การเช่าซื้ออุปกรณ์เดือนละ 420 บาท รวมค่าซิมและอินเทอร์เน็ต แสดงถึงแนวคิดการบริหารงบประมาณลักษณะใด
ก. การบริหารแบบมุ่งลดต้นทุนในระยะสั้น
ข. การลงทุนเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างยั่งยืน
ค. การใช้จ่ายเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
ง. การบริหารงบประมาณแบบรวมศูนย์
4. มาตรการใดสะท้อนความพยายามของ ศธ. ในการคุ้มครองผู้เรียนจากการใช้เทคโนโลยีไม่เหมาะสม
ก. จำกัดเว็บไซต์การเรียนรู้ในระบบ URL เฉพาะทาง
ข. ให้ครูควบคุมการใช้อุปกรณ์นอกเวลาเรียน
ค. จัดอบรมการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย
ง. ติดตั้งกล้องตรวจสอบการใช้งานของนักเรียน
5. หากท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียนนำร่องในโครงการนี้ ควรดำเนินการข้อใดเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด
ก. แจกอุปกรณ์ให้นักเรียนโดยไม่อบรมเพิ่มเติม
ข. ประสานกับครูให้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มใหม่อย่างมีระบบ
ค. จัดสอบออนไลน์เพิ่มขึ้นเพื่อทดสอบความพร้อม
ง. รอผลนโยบายจากส่วนกลางก่อนดำเนินการใด ๆ
คลิกเฉลย >>>