
วันที่ 22 ธันวาคม 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์ของเด็กยากจนและยากจนพิเศษในปีการศึกษา 1/2564 พบว่า มีจำนวนรวมกว่า 1.9 ล้านคน จากจำนวนเด็กในช่วงวัยเรียนการศึกษาภาคบังคับ 9 ล้านคน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีนักเรียนยากจนพิเศษในพื้นที่ 29 จังหวัดที่ประสบปัญหาการเรียนช่วงโควิด-19 จากสาเหตุไม่มีไฟฟ้าและอุปกรณ์ ร้อยละ 87.9 หรือ 271,888 คน โดยจังหวัดที่พบปัญหามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ตาก นครราชสีมา และยะลา
ดร.ไกรยส ภัทราวาท กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยมีมาอย่างยาวนาน และเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น แม้หน่วยงานต่าง ๆ จะร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพื่อลดปัญหาดังกล่าว แต่สถานการณ์โควิด-19 ในช่วงระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบให้จำนวนของเด็กนักเรียนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหลายครัวเรือนต้องประสบภาวะตกงานอย่างเฉียบพลัน รายได้ที่ลดลงทำให้ไม่สามารถแบกรับภาระด้านการศึกษาได้
หนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืนได้คือ การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ (area-based education) ซึ่งเป็นวิธีที่อาศัยการประสานความร่วมมือในการทำงานกับหน่วยงานและภาคีในพื้นที่ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา องค์กรภาคเอกชน ประชาสังคม รวมทั้งประชาชนในท้องถิ่น เพราะคนในพื้นที่ย่อมที่จะมีความรู้และความเข้าใจถึงปัญหามากกว่าหน่วยงานจากส่วนกลาง และสามารถร่วมกันสร้างกลไกในการนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่
ปัจจุบัน กสศ.ได้ดำเนินการติดตามเด็กนอกระบบอย่างเข้มข้นในพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัดของประเทศไทย ภายใต้โครงการการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ค้นหาเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือและสนับสนุนให้เด็กเหล่านั้นได้กลับสู่โรงเรียนอีกครั้งตามที่ควรจะเป็น โดยวันนี้จะขอยกตัวอย่างโมเดลจาก 3 จังหวัดต้นแบบ ดังนี้
1) ยะลาโมเดล – ช่วยเหลือเด็กด้วยความเชี่ยวชาญของทีมสหวิชาชีพ
ยะลานับเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความยากจนสูง ปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษามาจากสาเหตุความยากจนเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องทุพโภชนาการเป็นอันดับสองของประเทศ เด็กแคระแกร็นและเด็กปฐมวัยบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา
ส่วนเด็กที่อยู่ในระบบแล้วก็มีฐานะยากจน ประสบความยากลำบากในการเดินทางไปโรงเรียน จังหวัดยะลาได้มีการติดตามและคัดกรองเด็กนอกระบบช่วงอายุ 3-21 ปี ในพื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอรามัน อำเภอยะหา และอำเภอบันนังสตา โดยจากการดำเนินงานพบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การหาวิธีให้ครอบครัวของเด็กมองเห็นความสำคัญของการศึกษา
เมื่อค้นหาเด็กเจอแล้วต้องสำรวจสภาพบ้านและพูดคุยกับครอบครัวก่อน แล้วจึงจะให้ทีมสหวิชาชีพวิเคราะห์ว่าต้องได้รับการช่วยเหลือในด้านไหน เช่น เด็กบางคนต้องการเข้าระบบการศึกษาเต็มรูปแบบ ขณะที่บางคนต้องการทำงานหาเลี้ยงชีพ หรือบางมีปัญหาด้านสุขภาพ ก็จำเป็นต้องให้การดูแลรักษาก่อน ด้วยการส่งต่อให้หน่วยงานเฉพาะทางที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงให้การสนับสนุนในด้านการศึกษาต่อไปเมื่อเด็กแข็งแรงพอแล้ว
2) พิษณุโลกโมเดล – แชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เชื่อมโยงความช่วยเหลือในทุกมิติ
ในปีแรกของการดำเนินงาน จังหวัดพิษณุได้ทดลองในสามเขตพื้นที่ ได้แก่ อำเภอบางระกำ อำเภอวังทอง และอำเภอพรหมพิราม โดยสามารถคัดกรองเด็กได้จำนวนกว่า 9,597 คน และช่วยเหลือได้ 558 คน จากเป้าหมาย 500 คน ขยายเพิ่มเป็น 7 อำเภอ คัดกรองได้อีกราว 8,000 คน และช่วยเหลือได้ที่จำนวน 1,070 คน
ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้การช่วยเหลือเด็กนอกระบบของจังหวัดพิษณุโลกประสบความสำเร็จคือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทรัพยากรจากทุกหน่วยงาน เนื่องจากกลุ่มเด็กเป้าหมายมีปัญหาที่ซับซ้อนและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล จึงต้องมีหน่วยงานที่พร้อมรองรับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม
โดยแบ่งออกเป็น 1.กลุ่มที่ต้องการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา 2.กลุ่มที่อยากพัฒนาทักษะอาชีพ 3.กลุ่มพิการ 4.กลุ่มตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร 5.กลุ่มเด็กกระทำผิดในสถานพินิจฯ 6.กลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพกายและจิต 7.กลุ่มที่มีปัญหาเรื่องสถานะทางทะเบียนราษฎร์
แต่ละกลุ่มต้องอาศัยหน่วยงานเฉพาะทางเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ ประสบการณ์ในแต่ละด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือที่ตรงจุด ปัจจุบันจังหวัดพิษณุโลกได้ร่วมโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษามาเป็นระยะเวลาเกือบ 3 ปี และได้ขยายพื้นที่ทำงานให้กว้างออกไปจนครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด โดยเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในพื้นอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน
3) สมุทรสาครโมเดล – โปรแกรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยจากวิกฤตโควิด-19
สมุทรสาครโมเดลถือเป็นโครงการล่าสุดที่ กสศ. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดทำโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Research and Development) นำร่องในจังหวัดสมุทรสาคร หนึ่งในพื้นที่ที่มีการปิดเรียนเป็นระยะเวลานาน ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เด็กนักเรียนเกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ อันเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนไม่น้อยไปกว่าปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา
เป้าหมายของโครงการจะมุ่งเน้นที่การสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการสถานศึกษา เริ่มจากการประเมินภาวะถอดทางการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น สำรวจความพร้อมและความต้องการของครูและนักเรียน เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับครู ผู้ปกครอง และกลไกอาสาสมัครชุมชนร่วมด้วย เพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งด้านทักษะความรู้ รวมถึงสุขภาพจิตของเด็ก นับเป็นโครงการวิจัยนำร่องที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยและป้องกันเด็กหลุดนอกระบบ ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป
ดร.ไกรยสกล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากโมเดลจากจังหวัดต้นแบบข้างต้น กสศ.ยังคงดำเนินการแสวงหาความร่วมมือของ จากทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ ประชาชน ผู้นำทางความคิด เพื่อร่วมหาแนวทางในการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา และร่วมสร้างกลไกที่จะช่วยพัฒนาระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจการปฏิรูประบบการศึกษาไทยของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่ได้กำหนดกรอบการปฏิรูประบบการศึกษาไทยเชิงนโยบาย เรื่องการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย และป้องกันเด็กเยาวชนออกจากระบบการศึกษา หรือบิ๊กร็อคที่ 1 ที่ต้องอาศัยการดำเนินงานทั้งในระดับพื้นที่และต้นสังกัด การติดตามความคืบหน้า รวมถึงการระดมการมีส่วนร่วมของสังคมอย่างต่อเนื่อง อันจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่าปีการศึกษา 1/2564 มีเด็กยากจนและยากจนพิเศษกว่า 1.9 ล้านคน จากเด็กวัยเรียนภาคบังคับ 9 ล้านคน โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 เด็กยากจนพิเศษจำนวนมาก (ร้อยละ 87.9) ขาดแคลนไฟฟ้าและอุปกรณ์การเรียน ส่งผลให้เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากความยากจนและผลกระทบทางเศรษฐกิจของครัวเรือน
แนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาคือ “การศึกษาเชิงพื้นที่” (area-based education) ที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและช่วยเหลืออย่างตรงจุด โดยมีตัวอย่าง 3 โมเดล ได้แก่
(1) ยะลาโมเดล ใช้ทีมสหวิชาชีพวิเคราะห์และช่วยเหลือเด็กตามสภาพปัญหา
(2) พิษณุโลกโมเดล เน้นการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือเด็กหลายกลุ่มเป้าหมาย
(3) สมุทรสาครโมเดล มุ่งฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้จากโควิด-19
กสศ.ดำเนินโครงการนำร่องใน 20 จังหวัด เพื่อติดตามเด็กนอกระบบและช่วยให้กลับเข้าสู่การศึกษา พร้อมพัฒนาทักษะอาชีพ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา “Big Rock 1” ที่มุ่งสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง
ข้อ 1 ข้อมูลเด็กยากจนสะท้อนปัญหาหลักด้านใดมากที่สุด
ก. คุณภาพครู
ข. ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ค. หลักสูตรล้าสมัย
ง. เทคโนโลยีล้าหลัง
เฉลย: ข
เหตุผล: ตัวเลขเด็กยากจนจำนวนมากสะท้อนความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา
ข้อ 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กเสี่ยงหลุดจากระบบช่วงโควิด-19 คือข้อใด
ก. ครูขาดทักษะ
ข. โรงเรียนปิดอย่างเดียว
ค. รายได้ครัวเรือนลดลง
ง. หลักสูตรยากเกินไป
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าครัวเรือนตกงานและรายได้ลดลงส่งผลโดยตรง
ข้อ 3 แนวคิด area-based education เน้นอะไร
ก. การสั่งการจากส่วนกลาง
ข. การแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ค. การมีส่วนร่วมของพื้นที่
ง. การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการแก้ปัญหาโดยคนในพื้นที่และภาคีเครือข่าย
ข้อ 4 จุดเด่นของยะลาโมเดลคืออะไร
ก. การใช้ AI
ข. ทีมสหวิชาชีพช่วยเหลือ
ค. การเรียนออนไลน์
ง. การแข่งขันทางวิชาการ
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้ทีมหลายสาขาวิเคราะห์ปัญหาเด็กรายบุคคล
ข้อ 5 พิษณุโลกโมเดลประสบความสำเร็จจากปัจจัยใด
ก. งบประมาณสูง
ข. นโยบายจากส่วนกลาง
ค. การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
ง. การสอบวัดผลเข้มงวด
เฉลย: ค
เหตุผล: การแชร์ข้อมูลทำให้ช่วยเหลือได้ตรงจุด
ข้อ 6 สมุทรสาครโมเดลเน้นแก้ปัญหาใด
ก. เด็กพิการ
ข. เด็กย้ายถิ่น
ค. การเรียนรู้ถดถอย
ง. การขาดครู
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งฟื้นฟู learning loss จากโควิด-19
ข้อ 7 หากผู้บริหารต้องการลดเด็กหลุดระบบ ควรใช้แนวทางใด
ก. เพิ่มการสอบ
ข. ลงโทษนักเรียน
ค. บูรณาการความร่วมมือในพื้นที่
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: สอดคล้องแนวคิด area-based education
ข้อ 8 การจำแนกกลุ่มเด็กในพิษณุโลกมีประโยชน์อย่างไร
ก. ลดงบประมาณ
ข. เพิ่มจำนวนครู
ค. ช่วยเหลือเฉพาะบุคคล
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: ทำให้การช่วยเหลือตรงกับปัญหาแต่ละกลุ่ม
ข้อ 9 Big Rock 1 มุ่งเน้นอะไร
ก. การสอบแข่งขัน
ข. ความเสมอภาคทางการศึกษา
ค. เทคโนโลยีการศึกษา
ง. การจัดอันดับโรงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ข้อ 10 แนวทางใดสะท้อนความยั่งยืนในการแก้ปัญหา
ก. โครงการระยะสั้น
ข. การช่วยเหลือเฉพาะหน้า
ค. ความร่วมมือทุกภาคส่วนต่อเนื่อง
ง. การเพิ่มข้อสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: ความยั่งยืนต้องอาศัยการมีส่วนร่วมระยะยาวจากทุกภาคส่วน