
การรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : การแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก
โลกเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ การอุบัติขึ้นของไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั่วโลก และปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจและวิถีชีวิตมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่า 4 แสนคน
ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot - การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยข้อมูลจาก OECD เตือนว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะหดตัวมากถึง 7.6% หากมีการระบาดรอบสองในปลายปีนี้ และการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและผันผวน เพราะปัญหาไวรัสโควิด 19 นั้นซับซ้อน เราจึงต้องเปลี่ยนกระบวนการรับมือแบบเดิมๆ มาเป็นการพัฒนาเชิงรุกอย่างเป็นระบบ
การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกคืออะไร?
การพัฒนาเชิงรุกมีเป้าหมายเพื่อการก้าวข้ามพ้นอุปสรรคและปัญหาสู่ความยั่งยืน มันเป็นการเน้นการปรับเปลี่ยนโดยเริ่มที่ตนเองเป็นหลัก ด้วยความเข้าใจถึงความหมายของศักยภาพที่แท้จริงสามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น แรงขับเคลื่อนภายในด้วยทัศนคติเชิงบวก รู้ว่าจะเลือกตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรมากระทบ
การเข้าถึงจุดนี้ได้ แรกเริ่มเลยคือ การสร้างการนำตนเอง (Self-directed) การจะนำตนเองได้ ต้องเริ่มที่การเปลี่ยนกรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิต กรอบความคิดเป็นของตนเอง อำนาจการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่ตนกำหนดได้เองทั้งสิ้น เราจึงต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการเกิดขึ้นของไวรัสโควิด 19 และการรับมือเสียใหม่ เพราะเรื่องนี้เราห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถปรับตัวได้เพื่อให้อยู่รอด เพราะมันไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่มันอยู่ที่เราว่าจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร
เมื่อเราสามารถควบคุมได้ เราจึงกำหนดได้ เราจึงเล่นเชิงรุกได้ และนี่คือศักยภาพที่แท้จริงที่บุคคลมี มันคือ ศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก มันคือการจัดการตนเอง รับรู้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก มีความอดทน ดังนั้น ความสามารถในการนำตนเองเชิงรุกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน
มุมมองเชิงระบบที่ซับซ้อนคืออะไร?
มันเป็นความสามารถในการเข้าใจปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ปัญหาใดๆ คือระบบ และทุกปัญหาล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นร่างแหสลับซับซ้อนและในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ นอกจากต้องพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองแล้ว ทีนี่เราต้องแก้ปัญหาในการแก้ปัญหา เราต้องใช้ปัญญา ฐานรากของปัญญามาจากแนวคิดเชิงระบบแนวคิดเชิงระบบเป็นการพิจารณาทางออกของปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ทางออกของปัญหาใดๆ เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ดังนั้น ทางออกอย่างสร้างสรรค์หรือที่เรียกว่านวัตกรรมนั้น มันก็คือ การเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างนั่นเองการแก้ปัญหาใดๆ จึงเป็นการคิดวิเคราะห์เพื่อหาองค์ประกอบที่แตกต่างและสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อสร้างทางเลือก หาทางออกใหม่ๆ เพื่อนำไปแก้ปัญหาความแตกต่างของปัญญาเพื่อความยั่งยืน มันก็อยู่ตรงนี้แหละ เพราะสรรพสิ่งเชื่อมโยง
แต่การแก้ปัญหาใดๆ มันมิได้ง่ายตรงไปตรงมาอย่างเป็นเส้นตรงเชิงเดี่ยวเพราะทุกปัญหามันซับซ้อน มันเป็นปัญหาซ้อนปัญหาที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ดังเช่นปัญหาไวรัสโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในเวลานี้ทางออกต่อมุมมองดังกล่าวจึงต้องพัฒนาปัญญาไปอีกขั้นหนึ่งที่เห็นความจริงของปัญญาบนฐานของระบบซ้อนระบบเห็นถึงความเชื่อมโยงที่สลับซับซ้อน เกี่ยวพัน ทับซ้อนกันของปัญหาต่างๆ ที่ต่างก็สัมพันธ์เชื่อมโยงกันในทุกระดับอย่างลึกซึ้งการแก้ปัญหาไวรัสโควิด 19 จึงไม่อาจทำได้ด้วยมุมมองเชิงเดี่ยวด้วยการแก้ที่องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งอย่างโดดๆแต่ต้องอาศัยทุกองค์ประกอบในทุกภาคส่วนของประเทศและโลกที่ต้องเชื่อมโยงช่วยเหลือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว อย่างมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการอยู่ทุกวันนี้
โดยสรุป ศักยภาพในการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุกสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ด้วยการผสานสองแนวคิดข้างต้นเข้าด้วยกัน กล่าวคือ การปรับมุมมองที่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอเพื่อสร้างความสามารถในการนำตนเองด้วยการระเบิดศักยภาพจากภายในผ่านกรอบความคิดเชิงบวกที่เห็นความจริงว่าปัญหาใดๆ ล้วนเชื่อมโยงและทับซ้อนกันอย่างเป็นระบบซ้อนระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างปัญญาและกระบวนการเรียนรู้และทางเลือกใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจด้วยการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง
ด้วยความเข้าใจนี้เองสามารถนำมาปรับใช้กับการแก้ปัญหาใดๆ ในองค์กรรวมทั้งครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศชาติเพื่อสร้างความยั่งยืนในทุกระดับ แม้แต่ที่ประชุม World Economic Forum เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้ประกาศว่า “ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน” เป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอันดับแรกในปี 2020
เราจึงจำเป็นต้องเตรียมคนให้พร้อมด้วยการยกระดับแนวคิดใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก
เพราะเราไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วยระดับความคิดตอนที่เราสร้างมันขึ้นมา We cannot solve our problems with the same thinking we used when we created them - (Einstein)
บทความโดย ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์
ที่มา ; ไทยโพสต์ วันที่ 15 มิ.ย. 2563
สรุปสาระสำคัญ
บทความกล่าวถึงการรับมือปัญหาไวรัสโควิด 19 ในมุมมองเชิงองค์รวม โดยชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันมีความไม่แน่นอน ซับซ้อน และเชื่อมโยงกันเป็นระบบ ส่งผลให้การระบาดของโควิด 19 กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตทั่วโลกอย่างรุนแรง จึงไม่สามารถใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมหรือเชิงเส้นตรงได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้การคิดเชิงระบบและการพัฒนาเชิงรุก
การพัฒนาเชิงรุกเริ่มจากการพัฒนาตนเอง (Self-directed) โดยปรับกรอบความคิดให้เป็นเชิงบวก มีสติ ไม่ตื่นตระหนก และเชื่อว่าตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงการตอบสนองต่อปัญหาได้ ศักยภาพที่แท้จริงคือการนำตนเองและควบคุมการคิดและพฤติกรรมของตน
ขณะเดียวกัน การคิดเชิงระบบช่วยให้เข้าใจว่าปัญหาต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน จึงต้องแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ไม่แยกส่วน และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างทางออกใหม่หรือ “นวัตกรรม” ที่เหมาะสม
ดังนั้น การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพต้องผสานทั้งการพัฒนาตนเองและการคิดเชิงระบบ เพื่อสร้างความยั่งยืนในระดับบุคคล องค์กร และสังคม โดยสอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่ให้ความสำคัญกับทักษะการแก้ปัญหาซับซ้อนเป็นอันดับต้น ๆ ในอนาคต
แนวคิดหลักของบทความนี้คือข้อใด
ก. การใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโควิด 19
ข. การแก้ปัญหาเชิงเดี่ยวที่รวดเร็ว
ค. การพัฒนาเชิงรุกและการคิดเชิงระบบ
ง. การควบคุมโรคโดยรัฐบาลเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นการพัฒนาเชิงรุกควบคู่การคิดเชิงระบบเพื่อแก้ปัญหาซับซ้อน
“Self-directed” ในบทความหมายถึงข้อใด
ก. การทำงานตามคำสั่ง
ข. การพัฒนาตนเองและกำหนดการตอบสนองได้เอง
ค. การพึ่งพาผู้อื่นในการตัดสินใจ
ง. การควบคุมโดยองค์กร
เฉลย: ข
เหตุผล: คือการนำตนเองและเปลี่ยนกรอบความคิดได้ด้วยตนเอง
ข้อใดเป็นลักษณะของการคิดเชิงระบบ
ก. แยกปัญหาออกจากกัน
ข. มองปัญหาแบบเส้นตรง
ค. มองความเชื่อมโยงขององค์ประกอบ
ง. แก้ปัญหาเฉพาะจุด
เฉลย: ค
เหตุผล: การคิดเชิงระบบเน้นความสัมพันธ์ของทุกองค์ประกอบ
เหตุใดการแก้ปัญหาโควิด 19 จึงไม่ควรใช้วิธีเชิงเดี่ยว
ก. เพราะโรคไม่รุนแรง
ข. เพราะปัญหาซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายระบบ
ค. เพราะรัฐบาลไม่ต้องการแก้
ง. เพราะมีวัคซีนเพียงพอ
เฉลย: ข
เหตุผล: ปัญหามีความซับซ้อนและกระทบหลายด้าน
การพัฒนาเชิงรุกเริ่มต้นจากสิ่งใด
ก. การใช้นโยบายรัฐ
ข. การปรับเทคโนโลยี
ค. การเปลี่ยนแปลงตนเอง
ง. การเพิ่มงบประมาณ
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงภายในตนเองก่อน
ข้อใดเป็นผลลัพธ์ของการคิดเชิงระบบ
ก. การแก้ปัญหาแบบแยกส่วน
ข. การสร้างนวัตกรรม
ค. การลดความซับซ้อนของปัญหา
ง. การหยุดการเปลี่ยนแปลง
เฉลย: ข
เหตุผล: การเชื่อมโยงองค์ประกอบนำไปสู่นวัตกรรม
การนำตนเองเชิงรุกต้องอาศัยสิ่งใดมากที่สุด
ก. เงินทุน
ข. กฎหมาย
ค. กรอบความคิดเชิงบวกและสติ
ง. เทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นทัศนคติและสติเป็นฐานสำคัญ
แนวคิด “ระบบซ้อนระบบ” หมายถึงข้อใด
ก. ปัญหาแยกขาดจากกัน
ข. ปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ค. ปัญหาที่เชื่อมโยงและทับซ้อนกัน
ง. ปัญหาที่แก้ได้ง่าย
เฉลย: ค
เหตุผล: แสดงความซับซ้อนและการเชื่อมโยงหลายระดับ
การแก้ปัญหาที่เหมาะสมในบทความควรเป็นแบบใด
ก. ใช้คนเดียวตัดสินใจ
ข. แก้เฉพาะส่วนที่เห็น
ค. ความร่วมมือทุกภาคส่วน
ง. ใช้คำสั่งจากผู้บริหารเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระบบ
ข้อความของไอน์สไตน์ที่อ้างในบทความสื่อถึงอะไร
ก. ปัญหาแก้ได้ด้วยวิธีเดิม
ข. ต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการแก้ปัญหา
ค. เทคโนโลยีสำคัญที่สุด
ง. ปัญหาไม่มีทางแก้
เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องใช้กรอบความคิดใหม่ในการแก้ปัญหาเดิม