
12 ปีที่แล้วมี SimSimi ถัดมาวันนี้มีแชตบอตโด่งดังสุดอัจฉริยะที่ ‘ถามอะไรตอบได้’ อย่าง ‘ChatGPT’ ที่กำลังจะมาดึงความสนใจคนจำนวนมากสู่วงการ ‘Generative AI’
หากย้อนกลับไป 12 ปีที่แล้ว คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก SimSimi แชตบอตสุดฮิตที่เป็นกระแสอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะมีแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สุดอัจฉริยะถามอะไรตอบได้อย่าง ‘ChatGPT’ ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จนเป็นที่พูดถึงกันอยู่ในขณะนี้ ที่จะมาดึงความสนใจคนจำนวนมากเข้าสู่อุตสาหกรรม ‘Generative AI’ ซึ่งเป็นการให้ระบบคอมพิวเตอร์สร้างข้อความ ภาพ วิดีโอ และมีเดียรูปแบบอื่นๆ อัตโนมัติ โดยใช้จุดเด่นของปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเองของโปรแกรม (Machine Learning)
โดยแชตบอตดังกล่าวจะสามารถหาคำตอบให้กับเราได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะมีข้อสงสัยเรื่องอะไร มันจะใช้ระบบ ‘AI’ ไปรวบรวมข้อมูลจากทุกที่ในโลกมาประมวลผลเป็นคำตอบให้กับเรา หรือแม้กระทั่งการเขียนสคริปต์การเรียนการสอน ที่อาจใช้เวลาเตรียมข้อมูลเป็นชั่วโมง แต่ ‘ChatGPT’ ก็จะไปรวบรวมข้อมูลมาเป็นคำอธิบายแสนง่ายให้คุณได้ภายในเวลาเพียงไม่นาน
‘ChatGPT’ เป็นรูปแบบหนึ่งของ GPT-3.5 Language Generation Software ซึ่งเป็นโปรเจกต์ภายใต้องค์กรปัญญาประดิษฐ์อย่าง ‘OpenAI’ องค์กรที่พัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบทสนทนากับผู้คน ใน ChatGPT นั้นมีฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การตอบคำถามที่ถูกถาม การตรวจสอบหลักฐานที่ผิด หรือแม้แต่การยอมรับของตัวระบบเองว่าผิดพลาด เป็นต้น
ก่อน ‘ChatGPT’ จะถูกปล่อยออกมานั้น ระบบบอตได้ถูกนำไปฝึกด้วยข้อมูลในรูปแบบ ‘ข้อความ’ จำนวนมหาศาล ระบบได้ถูกฝึกจนสามารถตรวจจับรูปแบบการเขียน เพื่อพัฒนาออกมาในรูปแบบของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ทาง OpenAI ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลว่าใช้ข้อมูลใดบ้าง หากแต่บอกเพียงแค่ว่าใช้ข้อมูลจากหนังสือที่เก็บมา และ Wikipedia
ซึ่งในปี 2015 ‘OpenAI’ เกิดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำระบบ AI มาใช้ให้เป็นประโยชน์กับมนุษย์ในรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งานมากที่สุด โดย แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI และอดีตประธานกรรมการ VC ชื่อดังอย่าง Y Combinator นอกจากนี้ ‘OpenAI’ ยังมีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นบิ๊กเนมอย่าง อีลอน มัสก์ แห่ง Tesla และ SpaceX (ก่อนที่จะลาออกจากการเป็นกรรมการในปี 2018 แต่ยังคงสถานะการบริจาคสนับสนุนองค์กรอยู่) และคนอื่นๆ รวมเงินก่อตั้งสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.5 หมื่นล้านบาทในช่วงแรก และในภายหลังก็มีผู้สนับสนุนอย่าง รีด ฮอฟฟ์แมน ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn หรือแม่แต่ ปีเตอร์ ธีล ผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และอีกหลายคน เข้ามาเพิ่มเติม
ในช่วงไม่กี่วันหลัง ‘ChatGPT’ ถูกปล่อยออกไป ผู้ประกอบการในวงการเทคโนโลยีต่างก็ตื่นเต้นกับแชตบอตสุดอัจฉริยะดังกล่าวเป็นอย่างมาก จนมีการพูดถึงในทวิตเตอร์อย่างแพร่หลาย ในบางรายก็ได้กล่าวว่า การเปิดตัวของ ‘ChatGPT’ นั้นเทียบเท่ากับการเปิดตัว iPhone ของ Apple ในช่วงปี 2007 เลยทีเดียว ซึ่งทางแซมก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ภายหลังการเปิดตัวของแชตบอตดังกล่าว 5 วัน ว่า “ChatGPT มีผู้ใช้งานทะลุ 1 ล้านรายแล้ว”
หากมองในอุตสาหกรรมแชตบอต จะเห็นได้ว่า ‘ChatGPT’ ไม่ใช่เจ้าแรกเจ้าเดียวที่ทำแชตบอตออกมา โดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple ก็ยังมี ‘Siri’ ขณะที่ฝั่ง Google ก็มี ‘Google Assistant’ และทาง Amazon ก็มี ‘Alexa’ อยู่ในขณะนี้ และจะเห็นได้ว่ามนุษย์เราต่างตื่นเต้นกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่จะสามารถมีความฉลาดเพียงพอที่จะคุยกับเราได้ ซึ่งก็เคยมีกระแสในช่วงปี 2010 อย่าง SimSimi ที่เป็นแอปพลิเคชันการแชตกับหุ่นยนต์ แต่ท้ายที่สุดแล้วแชตบอตเหล่านี้แม้จะพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ตอบได้เพียงคำถามพื้นฐานเท่านั้น
แต่การเกิดขึ้นของ ‘ChatGPT’ นั้นต่างออกไป เพราะระบบของแชตดังกล่าวสามารถตอบคำถามได้ในรูปแบบที่แตกต่าง ลักษณะเดียวกับภาษาธรรมชาติที่มนุษย์คุยกัน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีด้านแชตบอตกำลังเข้าสู่การพัฒนาอีกระยะหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย
ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีพากันใส่เม็ดเงินลงทุนรวมกันแล้วหลายพันล้านดอลลาร์ในอุตสาหกรรม ‘Generative AI’ ซึ่งเป็นการให้ระบบคอมพิวเตอร์สร้างข้อความ ภาพ วิดีโอ และมีเดียรูปแบบอื่นๆ อัตโนมัติ โดยใช้จุดเด่นของปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเองของโปรแกรม (Machine Learning)
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทด้านข้อมูล PitchBook ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า นักลงทุนในสตาร์ทอัพจำนวนมากได้เปลี่ยนความสนใจจากกระแสอย่าง Web 3.0 หรือคริปโตเคอร์เรนซี มายัง ‘Generative AI’ กันเป็นจำนวนมาก
คริชนา เจด ประธานบริหารของ Fiddler บริษัทด้าน AI ก็ได้กล่าวไปถึงว่า การมาของ ChatGPT นั้นอาจส่งผลกระทบไปถึงขั้นดิสรัปต์วงการ ‘เสิร์ชเอนจิน’ ที่เคยมีผู้นำรายใหญ่อย่าง Google ได้เลยทีเดียว
ทั้งนี้ เจดเคยทำงานให้กับ Microsoft ในหน่วยธุรกิจอย่าง Bing ซึ่งเป็น ‘เสิร์ชเอนจิน’ เช่นเดียวกัน มองว่าหากกระแสการใช้งานของ ChatGPT เติบโตเรื่อยๆ นั้น Google อาจจะต้องพัฒนาเครื่องมือแบบแชตบอตออกมาเพื่อตอบคำถามผู้คน
แต่ถึงอย่างนั้นเอง ด้วยความที่ระบบของ ChatGPT นั้นกำลังเรียนรู้และอยู่ในช่วงต้น ก็อาจจะมีข้อมูลที่ผิดพลาดที่อาจจะยังไม่สมบูรณ์ได้เช่นกัน จนทำให้ผู้ใช้จำนวนมากก็ยังต้องไปตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน Google ต่ออยู่ดี
อ้างอิง
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Sam_Altman
https://en.m.wikipedia.org/wiki/OpenAI
โลกสะเทือนหรือไม่? การมาของ ‘ChatGPT’ จะ Disrupt วงการใดบ้าง
หลัง ChatGPT ถูกปล่อยออกมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนนี้ (ธันวาคม) ก็ราว 1 เดือนที่ให้โลกนี้ได้ทดลองเล่นและรับรู้ถึงศักยภาพของแชตบอตตัวนี้แล้ว ChatGPT จะเข้ามาดิสรัปต์หรือส่งเสริมการทำงานของมนุษย์กันแน่
ด้วยความที่ ChatGPT เป็น Generative AI หรือปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ ที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ และสื่อรูปแบบต่างๆ โดยอัตโนมัติ ตามข้อมูลที่ระบบของแชตบอตดังกล่าวได้ถูกฝึกมาได้เป็นอย่างดี จึงทำให้สามารถสร้างสรรค์งานหลากหลายรูปแบบในแบบที่เคยมีเพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้
แน่นอนว่าการทำงานในรูปแบบงานเขียนที่มนุษย์เคยคิดว่าเป็นงานสร้างสรรค์และมีการนำอารมณ์มาใช้ ซึ่งมีเพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ อาจไม่จริงอีกต่อไปแล้วก็เป็นได้ เนื่องจากเราสามารถให้แชตบอตอย่าง ChatGPT ไปเรียนรู้รูปแบบการเขียนที่ผู้เขียนสนใจ แล้วนำมาสร้างบทความหรืองานเขียนในสไตล์หนึ่งๆ ออกมาได้เช่นกัน
สายงานแปลภาษาที่เดิมต้องใช้ทักษะในการตีความและความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศเจ้าของภาษานั้นๆ เพื่อตีความหมายให้ได้ตรงกับจุดประสงค์ของผู้พูดและผู้ฟังมากที่สุด การมาของ ChatGPT นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถเข้ามาเป็นตัวกลางในการแปลภาษาระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสารได้อย่างตรงความหมาย
หรือในสายงานโปรแกรมเมอร์ งานฮอตฮิตแห่งยุคที่ใครๆ ต่างก็สนใจ ประกอบกับการเป็นกระแสในเรื่อง Low Code / No Code อยู่ในขณะนี้ ที่เป็นแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยให้คนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการโปรแกรมมิ่งสามารถเขียนโค้ดได้โดยการเขียนโค้ดน้อยที่สุด ซึ่งในระยะเริ่มต้นนี้ (เวอร์ชันเบต้า) ChatGPT ก็สามารถรับคำสั่งในการเขียนโค้ดพื้นฐานได้แล้ว และหากมีเวอร์ชันต่อไปออกมาก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาช่วยในการพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันให้ทั้งผู้ที่เป็นโปรแกรมเมอร์หรือผู้ที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ได้เช่นกัน
ประเด็นนี้นำไปสู่การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญบางรายที่มองว่า ChatGPT นั้นอาจพัฒนาไปถึงจุดที่มาแทนที่โปรแกรมเมอร์มือใหม่ได้เลยทีเดียว
วงการการเรียนการสอนถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงช้าที่สุด และยังคงใช้รูปแบบที่เคยเป็นมานานหลายร้อยปี การมาของ ChatGPT อาจมาเปลี่ยนวงการ โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถถามสิ่งที่ตนเองสงสัยและอยากรู้ได้ทันที หรือกระทั่งการพัฒนาที่ใช้ AI ออกแบบรูปแบบหลักสูตรการเรียนใหม่ในรูปแบบทั้งภาพ, ข้อความ และวิดีโอ เพื่อสร้างคำอธิบายที่ดีที่สุดให้แก่ตัวผู้เรียน
หรือในสายงานอย่างนักวิเคราะห์ข้อมูล ที่แต่เดิมผู้ที่ทำงานในสายงานดังกล่าวต้องมีการดึงข้อมูลที่ต้องการมาวิเคราะห์ แล้วนำไปใช้ต่อตามจุดประสงค์ต่างๆ แต่ขณะนี้ ChatGPT ก็สามารถไปดึงข้อมูลมหาศาลมาประมวลผลและตอบคำถามประเภทเจาะจงได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ จนในระยะต่อไปมีการตั้งข้อสงสัยว่า ผู้ทำงานในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลอาจถูกแย่งงานไปหรือไม่
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ChatGPT หรือ AI ใดๆ ที่จะพัฒนาออกมาหลังจากนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการหายไปในบางสายงาน โดยเฉพาะงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะในการตั้งคำถามหรือการตัดสินใจเบื้องต้น
อย่างไรก็ตาม ChatGPT จะมาแย่งงานมนุษย์ไปทั้งหมดหรือไม่นั้นก็ยังคงเร็วไปที่จะปักความคิดหรือคำตอบเช่นนั้น เนื่องจากงานในบางรูปแบบก็ยังต้องอาศัยการคิดและตัดสินใจต่อของมนุษย์อยู่เช่นเดิม ทั้งนี้ หาก ChatGPT หรือ AI อื่นๆ ไม่ได้ถูกตั้งคำถามที่ดีโดยมนุษย์อย่างเรานั้น คำตอบที่ดีก็อาจไม่ได้ถูกสร้างออกมาก็เป็นได้
แต่ถึงอย่างนั้น ในวิกฤตย่อมมีโอกาส ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เช่นกัน การหายไปของบางสายงานอาจเป็นการเพิ่มของบางสายงานเช่นกัน เช่น ผู้พัฒนา AI, นักพัฒนา Machine Learning, สายงานด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ หรือผู้ที่นำข้อมูลจาก AI ไปต่อยอดอีกต่อหนึ่ง
โดย ChatGPT นั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ทำงานในการจุดประกายไอเดียหรือการรวบรวมข้อมูลประเภทข้อเท็จจริงให้แก่เราได้ แต่การคิดเชิงสร้างสรรค์นั้นก็อาจเป็นจุดที่ศักยภาพของ AI ยังไปไม่ถึงในตอนนี้
หากแต่ด้วยอัตราการพัฒนาของ AI ใน 5-10 ปีข้างหน้า ก็คงไม่มีใครรู้ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเราก็ได้เพียงแต่เตรียมการและพัฒนาไปอยู่ในจุดที่ AI (อาจจะ) ยังไม่สามารถทำได้
อ้างอิง:
https://www.nytimes.com/2022/12/06/opinion/chatgpt-ai-skilled-jobs-automation.html
https://catlintucker.com/2022/12/chatgpt-disruptive-tech/
ที่มา ; Thestandard
ChatGPT คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง วิธีใช้ ChatGPT AI ถามตอบได้ แต่งเพลงได้ เขียนโปรแกรมได้ ตอบได้เหมือนมนุษย์
ChatGPT พัฒนาโดย[บริษัท OpenAI ของ Elon Musk เป็นแชทบอท AI ที่สามารถตอบทุกคำถามที่คุณมี โดย AI นี้ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่รวบรวมจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งหมายความว่า ChatGPT มีความรู้มากมายที่จะตอบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตอบแบบล่าสุดได้ เพราะสิ้นสุดการฝึก AI เมื่อปี 2021 และไม่ได้ออกแบบมาช่วยข้อมูลใหม่ๆ และสิ่งที่แตกต่างจาก AI อื่นๆคือ สามารถที่จะบอกปฏิเสธตอบคำถามหากข้อมูลนั้นเป็นอันตรายหรืออาจนำไปสู่กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ ChatGPT ได้รับการฝึกโดยใช้การผสมผสานระหว่าง Machine Learning แบบเสริมกำลังจากความคิดเห็นของมนุษย์ ที่เรียกว่า reinforcement learning from human feedback (RLHF) โดยมนุษย์มีส่วนช่วยในการฝึก ChatGPT เพื่อให้คำตอบนั้นไม่เพียงแค่ถูกต้องตามความเป็นจริงเท่านั้น แต่ยังเขียนด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติเหมือนมนุษย์อีกด้วย ตั้งแต่ AI Voice Generator ไปจนถึง AI writing tool ซึ่งชัดเจนว่าในอนาคตข้างหน้าจะถูกกำหนดโดยเครื่องมือแมชชีนเลิร์นนิ่งอันทรงพลังเหล่านี้ แต่สิ่งที่คุณต้องจำว่่า ChatGPT ไม่ได้ให้คำตอบที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงเสมอไป และสามารถสร้างเนื้อหาเชิงลบได้เช่นกัน เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและยังไม่สามารถป้องกันไม่ให้ผิดได้ทั้งหมด
สามารถสมัครเปิดบัญชีใหม่ฟรี ที่ https://chat.openai.com/auth/login เพื่อเข้าร่วมทดลองใช้ ChatGPT ฟรีได้ตลอดระยะเวลาการทดลอง นอกจากลงทะเบียนยืนยันด้วยอีเมลแล้ว ยังต้องใช้เบอร์โทรศัพท์ของคุณในการลงทะเบียนด้วย
สามารถให้ AI แต่งเพลงตามรูปแบบของเพลงที่เราคิดได้ด้วย สุดยอด ถ้าเขียนบท เขียนนิทาน ChatGPT ก็ทำได้ไม่ยาก บางรายถึงขั้นมาช่วยทำการบ้านหรือตรวจหาโค้ดผิดได้
นอกจาก ChatGPT ที่ไม่สามารถตอบข้อมูลที่ใหม่กว่าปี 2021 แล้ว ChatGPT แตกต่างจากรุ่นก่อนคือการมุ่งเน้นที่การลดข้อมูลที่อาจเป็นอันตราย ไม่มีข้อมูลที่ไม่เหมาะสม และสามารถปฏิเสธคำขอที่ไม่เหมาะสมด้วย เช่นให้เขียนบูลลี่ใส่ร้ายให้คนอื่น เป็นต้น
เรียกได้ว่า ChatGPT เป็นเครื่องมือ AI ที่น่าสนใจที่สามารถประยุกต์ใช้เป็นผู้ช่วยในการทำงานได้ แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างการทดลองเท่านั้น ใครที่ยังไม่เคยลองและอยากรู้ว่า AI ChatGPT ฉลาดแค่ไหนก็ลองมาร่วมทดลองฟรีได้
อ้างอิง Makeuseof cover iT24Hrs-S
บทความเกี่ยวกัน
รู้จัก แชทบ็อท ChatGPT ตอบคำถามยากได้ อาจมาแทนแรงงานทักษะสูงในอนาคต
วงการปัญญาประดิษฐ์มีสิ่งใหม่มาทำให้คนธรรมดาอย่างเราร้อนๆ หนาวๆ กันอีกแล้ว โดยตอนนี้ คนกำลังให้ความสนใจแชทบ็อทตัวใหม่ ChatGPT อย่างมาก เพราะเป็นแชทบ็อทที่สนทนาโต้ตอบกับคนได้เป็นธรรมชาติ ตอบคำถามยากๆ และยังช่วยคนทำงานทักษะสูงได้ไวขึ้น เช่น แนะนำการเขียนโปรแกรม, เขียนบทความ, ทำให้หลายคนมองว่า นี่อาจจะเป็นคู่แข่งของ Google ในอนาคต และจะเป็นคู่แข่งของมนุษยชาติในระยะยาว
ChatGPT เป็นแชทบ็อทที่สร้างโดย Open AI หน่วยงานพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่หวังผลกำไร เป้าหมายขององค์กรคือทำให้แน่ใจว่า AI จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง
Open AI ช่วงก่อตั้งได้รับเงินทุนสนับสนุนส่วนใหญ่จาก อีลอน มัสก์ ด้วย แต่ระยะหลัง มัสก์ลดบทบาทตัวเองออกจาก Open AI เพราะเกรงว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน เนื่องจาก Tesla เองก็พัฒนา AI ด้วย
คนอาจรู้จัก Open AI ในอีกบทบาทหนึ่งคือผู้พัฒนา DALL-E ปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างรูปภาพตามสั่ง ซึ่งมีชื่อเสียงพอๆ กับ Midjourney แต่ DALL-E จะต่างตรงที่สร้างรูปภาพแนวจริงหรือ realistic ต่างจาก Midjourney ที่สร้างงานแนวภาพวาด
อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า ChatGPT กำลังได้รับความสนใจ เพราะมันสามารถทำงานยากได้ ต่างจากแชทบ็อททั่วไปที่ทำได้เพียงให้ข้อมูล สภาพอากาศ ความรู้ทั่วไป หรือถ้าเทียบกับผู้ช่วยอัจฉริยะตัวดัง Google Assistant, Siri, Alexa ก็ช่วยเราทำงานได้ แต่ในระดับงานจิปาถะเท่านั้น เช่น เปิดปิดไฟ เปิดเพลง ทำการโทรออกด้วยเสียง ซื้อของออนไลน์ แต่ ChatGPT ไปไกลกว่านั้นด้วยการช่วยเราทำงานที่ยากขึ้นเช่น ช่วยเขียนโปรแกรม, เขียนบทความ, เขียนงานวิชาการ, แต่งกลอนได้
ตัวอย่าง เช่น USER ขอให้ ChatGPT ช่วยเขียนบันทึกแนะนำตัวเองกับเพื่อนบ้าน และขอให้เขียนสองรูปแบบคือเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผลคือ ChatGPT เขียนมาให้ทั้งสองแบบ และยังรู้ว่าภาษาที่ควรใช้เป็นทางการ คือกลุ่มคำไหนบ้าง
อีกตัวอย่าง USER คนหนึ่งนำโค้ดที่เขียนไปถาม ChatGPT บอกว่าโค้ดพวกนี้ไม่สามารถทำงานได้ ความผิดพลาดเกิดจากตรงไหน สิ่งที่ ChatGPT ทำคือขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก USER เพราะ ChatGPT บอกว่าข้อมูลแค่นี้ไม่เพียงพอ ยากแก่การตัดสินใจ จน USER ค่อยๆ ให้ข้อมูลเพิ่มขึ้น และ ChatGPT ก็แนะนำวิธีเขียนโค้ดอีกแบบที่อาจแก้ปัญหาได้
จุดนี้มีเรื่องน่าสนใจคือ ChatGPT ใช้ภาษาที่มนุษย์ใช้พูดกันในชีวิตจริง และมีนิสัยที่มนุษย์ใช้กัน คือความไม่แน่ใจ ความลังเล หลีกเลี่ยงการฟันธงว่าอะไรถูก อะไรผิด
มีบล็อกเกอร์และนักข่าวเทคโนโลยีหลายคน ลองเข้าไปทดสอบความสามารถของ ChatGPT เช่น Lucas Ropek นักข่าวเว็บไซต์ Gizmodo เข้าไปลองให้ ChatGPT เขียนเรื่องสั้น โดยเริ่มต้นจากแค่คำว่า “about Richard Nixon and a dinosaur,”
และราวๆ 20 วินาที ChatGPT ก็เล่าเรื่องสั้น เกี่ยวกับอดีตประธานาธิบดีผู้เสียเกียรติ และโครงการลับของรัฐบาลในการคืนชีพไดโนเสาร์ T-Rex ซึ่งทั้งน่าสนใจ ประหลาดใจ และน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน
ChatGPT ใช้เอนจิน GPT เวอร์ชัน 3.5 ที่ปรับปรุงและต่อยอกจาก GPT-3 และใช้ Reinforcement Learning from Human Feedback (RLHF) ในการฝึกระบบ ซึ่งเป็นการใส่ความคิดเห็นของคนจริงๆ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกด้วย
นอกจากนี้ยังแบ่งชั้นของดาต้า และคำตอบที่เหมาะสมสองโมเดล และนำมาจัดลำดับว่าคำตอบแบบไหนมีคุณภาพมากน้อยกว่ากัน เป็นโมเดลการให้รางวัลคำตอบ
ในการรวบรวมข้อมูลนี้ Open AI นำการสนทนาที่ผู้ฝึกสอน AI ใช้กับแชทบอท สุ่มเลือกข้อความที่ AI เขียนมา รวมถึงสุ่มตัวอย่างทางเลือกหลายๆ ทาง และให้ผู้ฝึกสอน AI จัดอันดับข้อความเหล่านั้น เป็นการฝึกและทำซ้ำๆ เพื่อให้ได้โมเดลคำตอบที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทาง Open AI ก็ยอมรับว่ามันยังไม่สมบูรณ์แบบ และมีจุดอ่อนคือความถูกต้องของข้อมูล เพราะในการฝึก ไม่มีแหล่งที่มาของความจริง และการฝึก AI ให้ตอบคำถามอย่างระมัดระวัง ก็มีแนวโน้มที่จะ AI จะตอบคำถามง่ายๆ ไม่ได้ในทันที และมีแนวโน้มว่า ChatGPT จะใช้คำฟุ่มเฟือยมากเกินไปในการตอบคำถาม
ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้ Stack Overflow กระทู้ถามตอบปัญหาชาวโปรแกรมเมอร์ ที่มักนำปัญหาที่เจอระหว่างเขียนโปรแกรมมาถามกัน ต้องแบนคำตอบที่สร้างจาก ChatGPT เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในหมู่ผู้ใช้งาน
สมัยก่อน ในการพัฒนา AI คนที่เกี่ยวข้อง ก็จะมีแค่นักพัฒนานักวิจัยและโปรแกรมเมอร์ การใช้งานยังอยู่ในวงแคบ
แต่ปัจจุบัน AI สัมผัสกับชีวิตคนธรรมดาในหลายจุด ตั้งแต่การค้นหาข้อมูลใน Google Search, การนำทางด้วย Maps, การแปลภาษา, การใช้งานโซเชียลมีเดียก็มีอัลกอริทึมแนะนำคอนเทนต์มาให้ การใช้ระบบอัตโนมัติ รองรับความต้องการของลูกค้า เพราะไม่มีกำลังคนมากพอที่จะแก้ปัญหาลูกค้าได้ทุกคน
แต่ตอนนี้ AI กำลังเข้าสู่น่านน้ำใหม่ มากกว่าแค่การใช้งานทั่วไป แต่เป็นการสร้างงานศิลปะ การว่าความในคดี การผ่าตัดแบบง่าย การเป็นนักบำบัดทางจิต การเป็นนักเขียน ฯลฯ และยิ่ง ChatGPT เปิดทดสอบแบบสาธารณะ ก็ยิ่งทำให้คนทั่วไป สามารถเข้าถึง AI ชั้นสูงได้ เป็นการตอกย้ำว่า AI มาถึงมือทุกคนแล้ว
คำถามที่ต้องคิดต่อคือ มนุษย์เราจะปรับตัวอย่างไร วงการการศึกษา จะยอมรับได้มากแค่ไหร ถ้าส่วนหนึ่งของผลงานนักศึกษา มี AI เป็นตัวช่วย วงการศิลปะจะตอบโต้อย่างไร ถ้าศิลปินสร้างรูปวาดจาก AI รวมถึงความเป็นไปได้ที่ว่า วันหนึ่งแม้แต่แรงงานทักษะสูง ก็สามารถถูกแทนที่ได้ด้วย AI
ที่มา : Open AI, Blognone 1 2, The Verge, Gizmodo
ทำความรู้จัก ChatGPT AI สุดล้ำตอบสารพัดทุกคำถามพร้อมทักษะที่หลากหลาย
AI หรือปัญญาประดิษฐ์ตอนนี้ได้เป็นสิ่งที่เข้ามาอยู่รอบตัวเรามากขึ้น โดยแฝงไว้ในชีวิตประจำวันที่เราต่างใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้น โดยหนึ่ง AI ที่เป็นกระแสตอนนี้มากที่สุดก็คือ ChatGPT ปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำ ที่ช่วยตอบโต้บทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ, ช่วยเขียนโค้ด, เขียนบทความ เป็นต้น ซึ่งในปีที่ภาคเทคโนโลยีได้รับผลกระทบอย่างหนัก ด้วยการปลดพนักงานจำนวนมาก ราคาหุ้นที่ตก และหายนะของคริปโตที่มีข่าวมาเป็นระยะๆ ChatGPT ได้กลายเป็นเครื่องเตือนใจว่านวัตกรรมยังคงเกิดขึ้น
ChatGPT ได้รับการพัฒนาโดย OpenAI ในซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยที่นำโดย Sam Altman และได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft ChatGPTเป็นรูปแบบหนึ่งของซอฟต์แวร์สร้างภาษา GPT-3.5 ยอดนิยมของ OpenAI ซึ่งออกแบบมาเพื่อดำเนินการสนทนากับผู้คน ฟีเจอร์บางอย่างของมันรวมถึงการตอบคำถามที่ตามมา การท้าทายสถานที่ที่ไม่ถูกต้อง การปฏิเสธคำถามที่ไม่เหมาะสม และแม้กระทั่งการยอมรับข้อผิดพลาด
ChatGPT ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับข้อมูลจำนวนมหาศาล โดย Bern Elliot รองประธานของ Gartner กล่าวว่า มันเรียนรู้ที่จะจดจำรูปแบบที่ทำให้สามารถสร้างข้อความของตัวเองที่เลียนแบบรูปแบบการเขียนต่างๆ ได้ OpenAI ไม่ได้เปิดเผยว่าข้อมูลใดที่ใช้สำหรับการฝึกอบรม ChatGPT แต่บริษัทกล่าวว่าโดยทั่วไปแล้วจะเป็นการรวบรวมข้อมูลเว็บ หนังสือ และ Wikipedia
จากเว็บไซต์ของ OpenAI แชทบอทตัวนี้มีการเรียนรู้โดยใช้วิธี Reinforcement Learning from Human Feedback (RLHF) ทุกครั้งที่คุณถามคือการฝึกอบรมรวมเกี่ยวกับบทสนทนา และมีการจัดให้มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ และยังมีการสร้างโมเดลผ่านข้อความแบบวิธี Proximal Policy Optimization (PPO) วิธีนี้จะสามารถให้เพิ่มความรู้ได้
ChatGPT เปิดตัวเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนและกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว โดยผู้คนทวีตคำถาม เช่น “NFTs ตายแล้วหรือยัง” และคำขอ เช่น “เล่าเรื่องตลกขบขันเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านภาษีของการทำงานทางไกลระหว่างประเทศ” รวมถึงภาพหน้าจอของการตอบสนองของ ChatGPT ซึ่งมักจะสมเหตุสมผลอีกด้วย
ไดนามิกเดียวกันของการเกิดขึ้น AI นี้ สามารถเห็นได้จากปัญญาประดิษฐ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงปีนี้ เช่น Midjourney ที่อนุญาตให้ทุกคนใช้และเข้าถึงศิลปะจาก AI ได้ทุกหนทุกแห่ง แต่ก็มีข้อกังวลว่าความสามารถที่เกินขอบเขตของ AI อาจจะไม่ใช่ข่าวดีเสมอไป และมันอาจจะทำให้เกิดการตั้งคำถามบางอย่าง เช่นการทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า วิทยาลัยต่างๆจะปรับตัวให้เข้ากับการแพร่หลายของการเขียนบทความด้วย AI อย่างไร? เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ChatGPT ยังไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะยังพบความผิดพลาดของข้อมูลและยังต้องพัฒนาอยู่เรื่อยๆ สอดคล้องกับStackOverflow เว็บไซต์ของกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (software developers) ได้ประกาศแบนคำตอบของ ChatGPT โดยให้เหตุผลว่า ‘เพราะอัตราการได้คำตอบที่ถูกต้องจาก ChatGPT ยังต่ำเกินไป’ ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนได้
อ้างอิง OpenAI CNET CNBC The Verge
บทความเกี่ยวกัน
ChatGPT คืออะไร ทำไมใคร ๆ บอกเป็น AI พลิกโฉมแชตบอต
ChatGPT ถูกเปิดตัวได้เพียงสัปดาห์กว่า ๆ มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก คนวงการเทคโนโลยีเทียบเป็นปรากฎการณ์เหมือนการเปิดตัวไอโฟนครั้งแรกเมื่อปี 2550 พลิกโฉมเทคโนโลยีแชตบอต พร้อมคาดการณ์ว่าจะเขย่า Google ตกบัลลังก์เสิร์ชเอนจิ้น
วันที่ 19 ธันวาคม 2565 สำนักข่าว CNBC ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบโต้ตอบข้อความ (A.I. Chatbot) ชื่อ ChatGPT ที่กำลังโด่งดัง รายงานดังกล่าวหยิบยกแง่มุมของคนในแวดวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีมุมมองต่อ ChatGPT ทั้งด้านเป็นประโยน์และด้านที่ต้องกังวล
CNBC ได้หยิบยกเรื่องราวของ นายโทเบียส ซวิงแมนน (Tobias Zwingmann) หุ้นส่วนผู้จัดการ RAPYD.AI บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติเยอรมันที่ช่วยให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ และเขายังสอนหลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับ AI ด้วย
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซวิงแมนน์ ได้สร้างบันทึกสำหรับการสอน/บรรยาย โดยใช้ ChatGPT ซึ่งเป็นแชตบอตใหม่ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
ล่าสุด เขาขอให้ ChatGPT อธิบายกลไกและการทำงานของเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิงที่รู้จักกันในชื่อ DBSCAN เพราะเขา “ขี้เกียจเขียนสรุปการสอน”
“ผมเข้าไปในเว็บไซต์และพูดว่า โอเค บอกรายละเอียดทีละขั้นตอนว่าอัลกอริทึม DBSCAN ทำงานอย่างไร และมันบอกทีละขั้นตอนแก่ผม หลังจากขัดเกลาและแก้ไขเล็กน้อย เอกสารประกอบการบรรยายใช้งานได้อย่างดี ซึ่งผมใช้เวลาทำเอกสารประมาณ 30 นาที ขณะที่ก่อนหน้านั้นผมใช้เวลาทั้งวัน ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก” ซวิงแมนน์กล่าว
ChatGPT เปิดตัวเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว โดยผู้คนทวีตคำถาม เช่น “NFTs ตายแล้วหรือยัง” หรือให้ “เล่าเรื่องตลกขบขันเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านภาษีของการทำงานทางไกลระหว่างประเทศ” โดยการตอบสนองของ ChatGPT ดูสมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่ไม่เสมอไป
เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดย OpenAI ในซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยที่นำโดยนายแซม เอาท์แมน (Sam Altman) และได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft, Reid Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn และ Khosla Ventures
โดย ChatGPT จะสร้างข้อความโดยอัตโนมัติตามข้อความที่ผู้ใช้สั่ง และมันจะตอบสนองด้วยรูปแบบที่ล้ำหน้าและสร้างสรรค์กว่าแชตบอตที่เคยทำใน Silicon Valley ทั้งหมด
ในปีนี้เป็นปีที่ไม่ดีนักสำหรับภาคเทคโนโลยี ด้วยการปลดพนักงานจำนวนมาก ราคาหุ้นที่พังยับเยิน และหายนะของคริปโตที่ครอบงำหัวข้อข่าว แต่ ChatGPT เป็นเครื่องเตือนใจว่านวัตกรรมยังคงเกิดขึ้นอยู่
ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีและผู้ร่วมทุนด้านเทคโนโลยีมากมายพูดถึงเรื่องนี้บน Twitter บางคนถึงกับเปรียบเทียบกับการเปิดตัว iPhone ของ Apple ในปี 2550
โดย 5 วันหลังจากเปิดตัว ChatGPT ที่หุ้นส่วนสำคัญของ OpenAI อย่างนายเอาท์แมน กล่าวว่าเครื่องมือวิจัยการแชต ChatGPT มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนแล้ว
ย้อนกลับไปในปี 2559 ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Facebook, Google และ Microsoft ต่างยกย่องผู้ช่วยดิจิทัล หรือ แชตบอต ว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของการโต้ตอบระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ พวกเขาอวดศักยภาพของแชตบอตในการสั่งรถ Uber หรือ ซื้อตั๋วเครื่องบิน และตอบคำถามแบบเหมือนมีชีวิต
6 ปีต่อมา ความคืบหน้าเป็นไปอย่างเชื่องช้า แชตบอตส่วนใหญ่ที่ผู้คนโต้ตอบด้วย สามารถตอบคำถามเบื้องต้นในหน้า Help Desk ขององค์กรได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จากการที่ผู้คนเข้ามาใช้งาน ChatGPT ที่ผ่านมาไม่นาน แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเทคโนโลยีในการดำเนินการสนทนาผ่านข้อความค้นหาต่าง ๆ นอกเหนือจากการสร้างรหัสซอฟต์แวร์ โลกของสิ่งที่เรียกว่าการประมวลผลภาษาตามธรรมชาติดูเหมือนจะเข้าสู่ยุคใหม่
โลกของการประมวลผลภาษาเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มทางเทคโนโลยีที่เริ่มขยายตัวกว้างใหญ่ขึ้น นักลงทุนด้านเทคโนโลยีกำลังทุ่มเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับบริษัทสตาร์ตอัพที่เชี่ยวชาญในด้าน Generative A.I. ซึ่งหมายถึง คอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการสร้างข้อความ วิดีโอ ภาพถ่าย และสื่ออื่นๆ โดยอัตโนมัติโดยใช้เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งที่ทันสมัย
นายเบรนเดน เบิร์ค (Brendan Burke) นักวิเคราะห์จากบริษัทข้อมูลอุตสาหกรรมเทคโนโลยี PitchBook กล่าวว่านักลงทุนระยะเริ่มต้นจำนวนหนึ่งได้เปลี่ยนความสนใจจากคริปโตเคอร์เรนซีและแนวคิดที่เกี่ยวข้อง เช่น web3 ไปสู่เทคโนโลยี Generative A.I.
จากข้อมูลของ PitchBook บริษัทชั้นนำ ได้แก่ Khosla, David Sacks’ Craft Ventures, Sequoia, Entrepreneur First out of the U.K. และ Lux Capital ซึ่งได้สังเกตเห็นบนแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สที่รวมนักพัฒนาแอปพลิเคชั่นทั่วโลกอย่าง GitHub ว่านักพัฒนา web3 จำนวนมากได้เปลี่ยนความสนใจจากโครงการ NFT และ คริปโตเคอร์เรนซีไปสู่โครงการ Generative A.I. แบบโอเพนซอร์ส
“ผมคิดว่านั่นเป็นสัญญาณของการคิดริเริ่มสร้างใหม่บางอย่าง และยังอยู่ในตลาดช่วงเริ่มต้น” นายเบิร์ค กล่าว
ChatGPT เป็นรูปแบบหนึ่งของซอฟต์แวร์สร้างภาษา (language-generation software) GPT-3.5 ของ บริษัท OpenAI ซึ่งออกแบบมาเพื่อดำเนินการสนทนากับผู้คน ฟีเจอร์ของมันมีทั้ง การตอบคำถามยาก ๆ การปฏิเสธคำถามที่ไม่เหมาะสม และแม้กระทั่งการยอมรับข้อผิดพลาดจากการตอบ ซึ่งถูกสร้างจากโมเดลภาษาของ OpenAI ที่มีฐานข้อมูลเป็นข้อความจำนวนมหาศาล
นายเบิร์น เอลิออต (Bern Elliot) รองประธานของบริษัทวิจัย Gartner กล่าวว่า ChatGPT เรียนรู้ที่จะจดจำรูปแบบที่ทำให้สามารถสร้างข้อความของตัวเองที่เลียนแบบรูปแบบการเขียนต่างๆ ได้ OpenAI ไม่ได้เปิดเผยว่าข้อมูลใดที่ใช้สำหรับการฝึกอบรม แต่บริษัทกล่าวว่าโดยทั่วไปแล้วจะเป็นการรวบรวมข้อมูลเว็บ ใช้หนังสือที่เก็บถาวรและ Wikipedia
นายเอลิออต กล่าวว่าสำหรับตอนนี้ ChatGPT เป็นช่องทางสำหรับ OpenAI ในการเผยแพร่และแสดงสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับ A.I.โมเดลภาษาขนาดใหญ่ แทนที่จะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีประโยชน์สำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ แม้ว่า ChatGPT จะให้บริการฟรี แต่ระยะต่อไป OpenAI จะขายการเข้าถึงภาษาที่ใช้และโมเดล AI ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ธุรกิจต่างๆ ใช้งาน
การใช้งานที่เฉพาะเจาะจงเริ่มปรากฎให้เห็นแล้ว เช่นกรณีของ นายซวิงแมนน์ ที่ใช้ ChatGPT เพื่องานวัตถุประสงค์ขั้นสูงสำหรับออกแบบการเรียนการสอนของเขา
นอกจากนี้ยังมี นายคาย โกกวิต (Cai GoGwilt) ประธานเจ้าหน้าที่บริการด้านเทคโนโลยี (CTO) ของสตาร์ตอัพด้านการจัดการสัญญาดิจิทัล Ironclad กล่าวว่าบริษัทของเขากำลังสำรวจว่า ChatGPT สามารถนำมาใช้เพื่อทำสรุปการเปลี่ยนแปลงเอกสารทางกฎหมายได้อย่างไร คุณลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับลูกค้าทางกฎหมายของสตาร์ตอัพ ซึ่งมักจะแก้ไขเอกสารเป็นประจำและแจ้งให้เพื่อนร่วมงานทราบหลังจากทำการเปลี่ยนแปลงแล้ว
GoGwilt กล่าวว่า ChatGPT ให้การตอบสนองที่ “สร้างสรรค์กว่า” เมื่อเทียบกับรูปแบบภาษาที่คล้ายคลึงกันซึ่งพัฒนาโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เครื่องมือภาษา AI ของ Meta ที่มีชื่อว่า RoBERTa ดูเหมือนจะมีความสามารถมากกว่าในการจัดหมวดหมู่และติดฉลากข้อความ นอกจากนี้บริษัทของเขาใช้ทั้ง GPT และ RoBERTa เพื่อขับเคลื่อนคุณสมบัติบางอย่างในซอฟต์แวร์เอกสารดิจิทัล
ด้านนางสาวมิน เจิน (Min Chen) รองประธานบริษัท LexisNexis ที่ให้บริการวิจัยทางกฎหมายและข้อมูล กล่าวในอีเมลว่า เธอและทีมของเธอเพิ่งเริ่มทดสอบ ChatGPT แม้ว่าพวกเขาจะใช้ซอฟต์แวร์ GPT-3 ของ OpenAI ผ่าน Azure cloud ของ Microsoft อยู่แล้วก็ตาม
Chen กล่าวว่า GPT-3 เหมาะกับ LexisNexis มากกว่า เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ระดับองค์กรและสามารถปรับแต่งได้ อย่างไรก็ตาม ทีมของเธอกำลังทดลองใช้ ChatGPT และเธอกล่าวว่าบางครั้งมันก็สร้าง “คำตอบที่เหมาะสม ซึ่ง น่าประทับใจมาก” ถึงกระนั้นข้อความที่เจเนอร์เรตขึ้นมาก็ยังมีข้อบกพร่อง
“ฉันเกรงว่ามันไม่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจสำหรับการวิจัยทางกฎหมายอย่างจริงจัง บางกรณี ChatGPT จะให้คำตอบอย่างละเอียดซึ่งดูเหมือนจะสมเหตุสมผล แต่คำตอบนั้นไม่ได้รับข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง”
นางสาวอาเบบา เบอร์ฮาเน (Abeba Birhane) ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการของ Mozilla แชร์บน Twitter ว่า ChatGPT ได้ผลิตเนื้อเพลงที่บอกเป็นนัยว่าผู้หญิงที่สวมเสื้อโค้ทแล็บนั้น “น่าจะแค่อยู่ที่นั่นเพื่อทำความสะอาดพื้น” ในขณะที่ผู้ชายที่สวมเสื้อกาวน์แล็บ “อาจมีความรู้และทักษะที่คุณต้องการ ” หรือกล่าวว่า นั่นคือข้อความที่แสดงอคติและเหมารวมทางวัฒนธรรม (Stereotype)
เบอร์ฮาเน กล่าวว่า นี่เป็นข้อจำกัดของ ChatGPT OpenAI เพราะ ในขณะที่บริษัทของเธอกำลังทำงานเพื่อลดปัญหาอคติ แต่ ซอฟต์แวร์บางครั้งจะตอบสนองต่อคำสั่งที่เป็นอันตรายหรือแสดงพฤติกรรมที่มีอคติ
นายเอาท์แมน หุ้นส่วนของ OpenAI กล่าวในทวีตเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ChatGPT นั้น “ยังมีจำกัด และ มันจะเป็นความผิดพลาดหากจะพึ่งพามันในการทำงานสำคัญในตอนนี้”
นางสาวกฤษณา กาเด (Krishna Gade) ซีอีโอของ Fiddler สตาร์ทอัพด้านการตรวจสอบแบบจำลอง AI กล่าวว่า ChatGPT และเทคโนโลยีภาษาที่เกี่ยวข้องอาจนำไปสู่ “ดิสซรัปชั่นในการค้นหาเว็บไซต์” ซึ่งเป็นเสิร์ชเอนจิ้นเป็นพื้นที่ที่ Google ครอบครองมาอย่างยาวนาน
นางสาวกาเด เคยทำงานใน Bing ซึ่งเป็นเสิร์ชเอนจิ้นของ Microsoft กล่าวว่า หากความนิยมของ ChatGPT ยังคงเติบโตพร้อมกับเครื่องมือที่ใช้การแชตอื่นๆ ที่ตอบคำถามผู้ใช้ได้อย่างดี นั่นจะทำให้ Google ต้องอัปเดตเทคโนโลยีการค้นหาหลักของตนให้เน้นที่การแชทมากขึ้น
ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ ChatGPT แสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มประชากรที่ต้องการรับข้อมูลผ่านคำถามและคำตอบ ซึ่งตรงข้ามกับข้อความค้นหาทั่วไป Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google มีความสามารถด้าน AI มากมาย และได้ช่วยพัฒนาเทคโนโลยี AI หลักบางส่วนที่ใช้ในการสร้างระบบ เช่น ChatGPT เสิร์ชเอ็นจิ้นยังเป็นนิสัยที่ยากจะกำจัด
อย่างไรก็ตาม นายซวิงแมนน์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ ยังคงกล่าวว่า Google ยังคงมีข้อได้เปรียบที่สำคัญเหนือ ChatGPT เนื่องจาก วิธีการใช้งาน ChatGPT ในปัจจุบันคือผู้คนใช้ค้นหาและถาม ChatGPT แล้ว จากนั้นพวกเขา จะไปที่ Google เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ว่าสิ่งที่ ChatGPT สร้างขึ้นมาถูกต้องน่าเชื่อถือเพียงใด” นายซวิงแมนน์กล่าวพร้อมหัวเราะ
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 ธันวาคม 2565
บทความเกี่ยวกัน
ChatGPT แชตบอตอัจฉริยะ ที่รอปะทะ Google
นาทีนี้ไม่มีอะไรจะสร้างความฮือฮาบนโลกอินเทอร์เน็ตได้มากไปกว่าระบบแชตบอตตัวใหม่ที่มีชื่อว่า ChatGPT ที่ลือกันว่าอาจเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของกูเกิลในอนาคต
ChatGPT ใช้ large language model ในการเลียนแบบการสนทนาของมนุษย์ จัดว่าเป็นระบบแชตบอตอัจฉริยะตัวใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นโดย OpenAI สตาร์ตอัพพัฒนาเอไอที่ได้รับทุนสนับสนุนหลักจากไมโครซอฟท์และคนดังมากมายในแวดวงไอที รวมถึงอีลอน มัสก์
หลังจากเปิดให้บริการในวันที่ 30 พฤศจิกายน ก็สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เพราะนอกจาก ChatGPT จะสามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว มันยังมาพร้อมฟังก์ชั่นหลากหลาย ตั้งแต่ช่วยหาข้อมูล เขียนบทความ แต่งกลอน เขียนสคริปต์รายการ เขียนโค้ด ไปจนถึงผูกสูตรคำนวณยาก ๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนสนใจสมัครใช้บริการกว่า 1 ล้านคนภายในเวลาแค่ 5 วันหลังเปิดตัว
แต่ข้อเสียของ ChatGPT คือ ระบบเพิ่งพัฒนาได้ไม่นาน เลยมีข้อมูลจำกัดถึงแค่ปี 2021 เท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อมูลก็ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก ซึ่งหากคนใช้ไม่รู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วก็อาจโดนหลอกได้ง่าย ๆ
อย่างไรก็ตาม ด้วยความอัจฉริยะและความสามารถในการใช้ภาษาที่เหมือนมนุษย์ ทำให้คาดว่า ChatGPT น่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับบริการหลายอย่าง โดยเฉพาะบริการลูกค้าสัมพันธ์ เพราะมันสามารถตอบคำถามลูกค้าหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน
นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าในอนาคต ชาวเน็ตอาจใช้ ChatGPT ในการค้นหาข้อมูลแทนการเสิร์ชผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้น เพราะจะได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการทันทีโดยไม่ต้องคลิกอ่านลิงก์เป็นสิบเป็นร้อยเหมือนก่อน
ซึ่งแนวโน้มนี้น่าจะเป็นภัยกับกูเกิลเสิร์ชเอ็นจิ้นอันดับหนึ่งของโลกมากที่สุด จนลือกันว่า ChatGPT อาจมาแทนที่กูเกิลในอนาคต ซึ่งคนที่กังวลกับเทรนด์นี้ที่สุดก็หนีไม่พ้นพนักงานของกูเกิลเอง ที่พากันรัวคำถามในประเด็นนี้ใส่ผู้บริหารในการประชุมภายในที่เพิ่งผ่านมา
CNBC รายงานว่า หนึ่งในคำถามหลัก ได้แก่ คำถามที่ว่า บริษัทกำลังจะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันหรือไม่ และบริษัทมีความพร้อมแค่ไหนกัน การรับมือกับบริการใหม่ ๆ อย่าง ChatGPT
ซันดาร์ พิชัย ซีอีโอกูเกิล ยืนยันกับพนักงานว่า บริษัทมีความพร้อมในการให้บริการต่าง ๆ บนระบบเอไอ รวมถึงมีแชตบอตของตัวเองมาสักพักแล้ว ภายใต้ชื่อ LaMDA (language model for dialogue applications) แต่ที่ยังไม่เปิดให้บริการแก่สาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ เพราะต้องทำให้มั่นใจก่อนว่า มันสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้อง มิฉะนั้น หากมีอะไรผิดพลาด ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ผู้ใช้มีต่อบริษัทได้
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 ธันวาคม 2565
บทความเกี่ยวกัน
มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เร่งหาวิธีรับมือ ChatGPT หลังนักศึกษา ใช้เขียนรายงาน ได้คุณภาพในระดับ “ดีเยี่ยม”
หลังจากที่คนทั่วโลก ต่างตื่นเต้นกับเทคโนโลยี AI ที่มีความสามารถในด้านภาษา ในรูปแบบของ ChatBot ที่สามารถตอบคำถาม พร้อมกับให้ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนคนจริง ๆ อย่าง ChatGPT ซึ่งเปิดให้ทดลองใช้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมา
ภายใต้ความ “น่าทึ่ง” ของเทคโนโลยี AI นี้ ทำให้คนทั่วโลกอาจต้องเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามว่า จะใช้เทคโนโลยี AI นี้อย่างไรในทางที่ถูกต้อง
โดยเฉพาะในแวดวง “การศึกษา” ที่เริ่มพบการใช้ ChatGPT ในทางที่ไม่เหมาะสมแล้ว..
สำนักข่าว The New York Times ได้รายงานว่า ChatGPT กำลังสร้างความกังวลให้กับโรงเรียน รวมถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก เพราะในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เริ่มพบว่า มีนักศึกษาใช้ ChatGPT ในการช่วยทำการบ้าน และการบ้านชิ้นนั้น มีคุณภาพในระดับดีมากเสียด้วย
โดยอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ของสหรัฐฯ ซึ่งสอนวิชาเกี่ยวกับศาสนา ให้ข้อมูลกับ The New York Times ว่า เขาได้มอบหมายให้นักศึกษาเขียนเรียงความมาส่ง และพบว่ามีรายงานบางเล่ม มีการให้ข้อมูล อธิบายทฤษฎี แนวคิด ตัวอย่าง และข้อโต้แย้งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จนเรียกได้ว่า เป็นรายงานที่มีคุณภาพในระดับ “ยอดเยี่ยม” เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม คุณภาพของรายงานในระดับดีเยี่ยมนี่เอง ทำให้เขาเกิดข้อสงสัย จึงตัดสินใจเรียกนักศึกษาที่เป็นเจ้าของรายงานฉบับนี้เข้าพบ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งสุดท้ายแล้ว นักศึกษาคนนี้ก็ยอมสารภาพว่า ไม่ได้ทำรายงานฉบับนี้ด้วยตัวเอง แต่ใช้ ChatGPT ในการเขียนรายงาน
การใช้ ChatGPT ช่วยเขียนรายงานนี้ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้แวดวงการศึกษาของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เกิดการตั้งคำถามครั้งใหญ่ ว่าจะรับมือกับเทคโนโลยีนี้อย่างไร เพราะหากไม่มีการควบคุม ก็อาจมีนักศึกษาที่แอบใช้ ChatGPT ในการเขียนรายงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นได้
ซึ่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ หลาย ๆ คน เลือกที่จะปรับวิธีการสั่งการบ้าน ให้กับนักศึกษาใหม่ อาจารย์บางคน เลือกใช้วิธีการให้นักศึกษาเขียนรายงาน โดยร่างข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นมาก่อน ภายในห้องเรียน โดยใช้คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ควบคุมการใช้งาน และเมื่อนักศึกษานำรายงานกลับไปทำต่อที่บ้าน ก็ต้องอธิบายถึงข้อมูลที่อยู่ในรายงานของตัวเองให้ได้
รวมถึงอาจารย์บางคน อาจเปลี่ยนวิธีการวัดผลของนักศึกษา จากการสั่งให้เขียนรายงานมาส่ง เป็นการสอบ “ปากเปล่า” เพื่อถาม-ตอบ กับนักศึกษาให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้ ChatGPT
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่อาจารย์ทุกคน ที่จะต่อต้านเทคโนโลยี AI อย่าง ChatGPT เพราะก็มีอาจารย์บางส่วนเช่นกัน ที่เลือกนำเรื่องนี้ มาเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ใช้สอนนักศึกษา
นอกจากนี้ ไม่ใช่เพียงแค่มหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่กำลังหาวิธีรับมือกับ ChatGPT ที่นักศึกษาอาจนำมาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะโรงเรียนมัธยมของรัฐบาล ในพื้นที่นิวยอร์ก และซีแอตเทิล ได้ประกาศแบน ChatGPT ในโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านการจำกัดการเข้าถึง ChatGPT จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน
แม้ว่าในท้ายที่สุด นักเรียนก็ยังคงสรรหาวิธีต่าง ๆ ที่จะใช้ ChatGPT ได้อยู่ดี ในขณะที่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ยังคงตัดสินใจที่จะไม่แบน ChatGPT โดยให้เหตุผลในด้าน “อิสรภาพ” ของการศึกษา แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต้องหาวิธีการใหม่ ๆ ในการสอนหนังสือแทน เพราะสุดท้ายแล้ว ChatGPT ก็จะไม่ใช่เทคโนโลยีสุดท้าย ที่จะเข้ามาปฎิวัติวงการการศึกษาอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนา ChatGPT ก็ได้รับรู้ถึงปัญหาการใช้ ChatGPT ในทางที่ไม่เหมาะสมของนักศึกษาแล้ว และบริษัทยืนยันว่า จะมีการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยตรวจจับข้อความต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นโดย ChatGPT
ส่วน Turnitin ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ตรวจจับการคัดลอกผลงานทางวิชาการ ก็ประกาศแล้วว่า จะมีการพัฒนาฟีเชอร์ต่าง ๆ ที่ตรวจจับการใช้ ChatGPT หรือเทคโนโลยี AI ในรูปแบบเดียวกัน ในการเขียนผลงาน
รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ กว่า 6,000 คน ซึ่งรวมถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อย่างฮาวาร์ด ได้ร่วมลงชื่อ ในการสนับสนุนการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า GPTZero ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ตรวจจับข้อความที่ถูกสร้างขึ้นโดย ChatGPT โดยเฉพาะ
แม้คนในแวดวงการศึกษา ต่างรู้สึกกังวลกับการใช้งาน ChatGPT เป็นเครื่องมือในการเขียนรายงาน และช่วยให้การเรียน “ง่ายขึ้น” จนต้องหาวิธีการรับมือ
แต่ดูเหมือนว่า ChatGPT จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่นักศึกษาทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะหากลองเข้าไปดู #ChatGPT ในโซเชียลมีเดียชื่อดัง อย่าง TikTok ก็จะพบว่า มีคลิปที่แนะนำให้ใช้ ChatGPT ในฐานะเครื่องมือในการช่วยเขียนรายงาน รวมถึงเขียนโปรแกรมต่าง ๆ เต็มไปหมด
อ้างอิง : https://www.nytimes.com/.../chatgpt-artificial...
ที่มา ; TechBite
บทความเกี่ยวกัน
เมื่อนักเขียนกล่าว่า ChatGPT เขียนบทความมูลค่า 20,000 บาท ในเวลาเพียงแค่ 30 วินาทีเท่านั้น
นักเขียน freelance คนหนึ่งกล่าวว่าความสนุกของเขากับ ChatGPT ของ Open AI ได้กลายมาเป็นความน่ากลัว หลังจากที่ AI ได้รวบรวมบทความทางการตลาดที่เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้วในเวลาเพียงแค่ 30 วินาทีเท่านั้น
Henry Williams กล่าวกับ The Guardian ว่าบทความของ AI ต้องการการแก้ไขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว สามารถสร้างมูลค่าได้ถึง 500 ปอนด์ ( ประมาณ 20,000 บาท)
Williams กล่าวว่าบทความของ AI มีโครงสร้างที่เรียบง่ายและเขียนด้วยโทนที่ไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ประเด็นสำคัญของเนื้อหาและรูปแบบไวยากรณ์ล้วนแล้วแต่เป็นจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
เขาเสริมว่า: “ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าปัญญาประดิษฐ์จะมาแย่งงานฉัน”
ChatGPT ซึ่งดึงดูดผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนหลังจากเปิดตัวไม่นาน เป็นรูปแบบภาษาขนาดใหญ่ที่ได้รับการยกย่องในด้านความสามารถในการสร้างข้อความสนทนาที่เหมือนมนุษย์ ที่เพิ่งเปิดให้สาธารณชนเข้าใช้งานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แต่เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นไวรัลฮิตไปทั่วโลก ซึ่งจุดประกายความสนใจจากผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายองค์กร
แม้ว่าความสามารถของ AI นั้นจะยังอยู่ระหว่างการทดสอบ แต่เทคโนโลยีได้แสดงให้เห็นถึงความหวังในการเขียนโค้ดและเรียงความที่ซับซ้อนและยังสามารถผ่านการสอบของ Wharton Business School ได้อีกด้วย
Williams แนะนำในความคิดเห็นของเขาผ่าน The Guardian ว่านักเขียนและบรรณาธิการนั้นยังคงต้องการอยู่ โดยมนุษย์จะกระตุ้นให้ AI สร้างแบบร่างของบทความจำนวนมหาศาล และจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แก้ไข และอนุมัติเพียงเท่านั้น”
อย่างไรก็ตาม ChatGPT แสดงให้เห็นแนวโน้มที่จะนำเสนอข้อมูลเท็จและมั่นใจว่ามันคือความจริง ทำให้เกิดความกังวลว่าข้อมูลดังกล่าวอาจนำไปสู่การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดไปทั่วอินเทอร์เน็ต
References :
https://www.businessinsider.com/chatgpt-wrote-600-dollar-article-30-seconds-freelance-writer-ai-2023-1
https://www.unilad.com/technology/writer-uses-ai-chatgpt-article-copywriting-911331-20230125
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/chatgpt-wrote-600-dollar-article-30-seconds/
ข่าวเกี่ยวกัน
ผู้เชี่ยวชาญชี้ "ChatGPT" สุดยอด AI อัจฉริยะ ช่วยมนุษย์ค้นหาคำตอบ แต่อาจกระทบงาน-เด็กวัยเรียนรู้
วันที่ 3 ก.พ.66 ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ กล่าวถึง “ChatGPT” สุดยอดปัญญาประดิษฐ์ในการค้นหาคำตอบ ที่ขณะนี้กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก ว่าเป็นแชทบอทที่เก่งมาก เหมือนจาร์วิสในหนังไอรอนแมนที่คอยเป็นผู้ช่วยและเป็นเลขาที่มีความฉลาดเหลือล้น โดย ChatGPT เป็นแชทบอทปัญญาประดิษฐ์ของกลุ่มนักพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่ชื่อว่า OpenAI ซึ่งไมโครซอฟท์สนับสนุน หลังเกิดขึ้นมาแล้วผู้คนทั่วโลกได้ลองใช้ เกิดกระแสชื่นชม ชื่นชอบ เพราะ ChatGPT ไม่ได้แค่ช่วยหาข้อมูลคำตอบได้เพียงไม่กี่วินาที แต่ยังรู้จักการเรียบเรียงคำตอบด้วยภาษาวิชาการที่สละสลวยถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ลำดับเรื่องราว ลำดับประเด็นอย่างมีเหตุและผล รู้จักการคิดวิเคราะห์แยกแยะให้เสร็จสรรพ
“ที่สำคัญคืองานที่คิดออกมาจะไม่มีซ้ำหรือเหมือนใคร มีนักวิชาการหลายท่านตรวจสอบการลอกเลียนแบบผลงาน หรือ Plagiarism ก็พบแค่ 5% ซึ่งถือว่ายอมรับได้ ทำให้ ChatGPT แตกต่างจาก Search Engine อย่างกูเกิล และต่างจากเว็บไซต์ข่าวสารให้บริการข้อมูลทั่วไป ที่ทำได้แค่สืบค้นข้อมูลทั่วไปซึ่งเราจะต้องนำข้อมูลในแต่ละแหล่งมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ผสมร้อยเรียงเองอีกต่อหนึ่ง”ดร.ชัยพร กล่าว
คณบดี CITE กล่าวด้วยว่า ด้วยระบบปฏิบัติการสุดล้ำของ ChatGPT ทำให้หลังการเปิดตัวเพียง 5 วัน ก็มีผู้ใช้งานครบ 1 ล้านคนแรก ถือว่ารวดเร็วกว่าโซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง Facebook, Instagram และ Twitter ที่สถิติเดิมต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีกว่าจะได้ผู้ใช้ถึงตัวเลขนี้ โดยปัจจุบันระบบของ ChatGPT พัฒนามาถึงในเวอร์ชั่น 3.5 เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา มีชุดความรู้สูงถึง 175 พันล้านชุดข้อมูลในฐานองค์ความรู้ อีกทั้งยังมีความถูกต้องและมีจริยธรรมในคำตอบพอสมควร หากถามในแนวทางที่ผิดศีลธรรม เช่น ถามวิธีแฮกข้อมูลเว็บไซต์หรือทำอะไรไม่ดี ก็จะไม่มีคำตอบ
คณบดี CITE แนะว่า ChatGPT ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด เช่น ช่วยเขียนบทความ วางแผนทำเนื้อหานำเสนอ ช่วยในการวิจัย หาข้อมูล ช่วยทำให้งานที่เกี่ยวกับการทำ SEO ง่ายขึ้น รวมถึงยังเป็นตัวช่วย SMEs ในการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง และยิ่งผู้ใช้มีความรู้ในเรื่องที่จะถามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งค้นหาได้ง่าย หรือการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หากเราอยากได้โปรแกรมหน้าตาแบบนี้ ทำงานแบบนี้ ด้วยภาษา Python หรือ Java แชทบอทก็จะไล่เขียนโปรแกรมให้ จากนั้นเราก็ปรับปรุงและก็อปปี้ไปใช้ได้เลย เพราะตัวโครงหลักเขียนค่อนข้างถูกต้องและรวดเร็วเทียบเท่าคนเขียนโปรแกรมคล่องๆ คนหนึ่ง คือ เป็นตัวช่วยเขียนเสริม 70% แล้วอีก 30% เราไปประกอบต่อเติมให้ครบตามที่เราต้องการ
อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยพร กล่าวถึงความน่ากังวลต่อ ChatGPT ว่า สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในงานบางอย่าง เช่น Call center หรืองานธุรการ เป็นต้น ซึ่งต้องดูกันต่อไปในระยะยาว แต่ที่น่ากังวลมากกว่า คือ การเรียนของนักเรียน นักศึกษา อย่างในนิวยอร์ก สหรัฐฯ ทางหน่วยงานด้านการศึกษาถึงกับมีการแบนการใช้งาน ChatGPT เพราะมีความกังวลว่าอาจกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กหรือนักเรียน นักศึกษา เนื่องจากไม่เหมือนกูเกิล ที่เมื่อหาข้อมูลได้แล้วต้องนำไปกรองอีกขั้น ก่อนจะหยิบจับมาผสมร้อยเรียง แต่ ChatGPT สรุปมาเลยมี 1-2-3-4-5 และเรียบเรียงมาให้ด้วย ทำให้นักเรียนและนักศึกษาอาจขาดการศึกษาเรียนรู้ ขาดการลองผิดลองถูก
“ล่าสุดไมโครซอฟท์เพิ่งจะเพิ่มทุน 10 เท่า จากเดิม 1 พันล้านดอลลาร์ เป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 3 แสนกว่าล้านบาท ก็คาดการณ์ได้เลยว่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของกูเกิล อย่างไรก็ตาม อยากให้คนไทยลองใช้ก่อน แน่นอนว่าเราคงไปแข่งสร้าง ChatGPT อีกอันกับเขาไม่ได้ แต่เราอาจจะใช้เพื่อต่อยอดได้ นักศึกษาที่เรียนในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น วิศวะฯ ก็สามารถนำมาต่อยอดงานของตัวเอง เราอาจจะใช้ ChatGPT เป็นฐานองค์ความรู้ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของพี่น้องประชาชนคนไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น นอกจากนี้ อยากส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเรื่อง AI ตอนนี้เราควรศึกษาและพัฒนา AI ของเราเองที่เหมาะกับประเทศไทย เช่น AI เพื่ออุตสาหกรรมการเกษตร หรืออุตสาหกรรมการประมงที่ใช้ AI คัดคุณภาพปลา วิเคราะห์พันธุ์ปลา ก็เป็นเรื่องเฉพาะที่ต่อยอดได้ง่ายไม่แพ้แชทบอท ChatGPT นี้”ดร.ชัยพร กล่าวในตอนท้าย
ด้วยความเข้าใจบริบทของการเปลี่ยนแปลงและความต้องการบุคลากรที่มีทักษะที่สำคัญแห่งอนาคต เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกยุคสมัย ที่วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จึงจัดหลักสูตรต่าง ๆ อย่างมีคุณภาพสอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก เช่น หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการข้อมูล หลักสูตรวิศวกรรมโลจิสติกส์ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://cite.dpu.ac.th
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 3 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
นักวิเคราะห์ชี้ ‘ChatGPT’ ทุบสถิติแอพที่มีฐานผู้ใช้เติบโตเร็วที่สุดในโลก
จากการเปิดเผยของกรณีศึกษาจาก UBS (Union of Bank Swiss) ซึ่งเป็นสถาบันการธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ และธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2566 ระบุว่า แอพพลิเคชั่นแชตบอท ‘ChatGPT’ จากการสร้างสรรค์ของบริษัท OpenAI มีจำนวนผู้ใช้ที่แอคทีฟรายเดือนทะลุยอด 100 ล้านบัญชีไปแล้ว เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งกินระยะเวลาเพียง 2 เดือน นับจากวันที่เปิดตัว ทำให้ ChatGPT กลายเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีจำนวนผู้ใช้งานเติบโตเร็วที่สุดในโลก เท่าที่เคยมีข้อมูลบันทึกไว้
รายงานฉบับดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลการวิเคราะห์จากบริษัท Similarweb ซึ่งระบุว่า มีจำนวนผู้เข้าใช้งาน ChatGPT โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13 ล้านคนต่อวัน ในเดือน ม.ค. 2566 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ของจำนวนเฉลี่ยในเดือน ธ.ค. 2565
รายงานยังเขียนหมายเหตุไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ที่ทางสถาบันได้ติดตามความเคลื่อนไหวของโลกออนไลน์ ยังไม่เคยปรากฏว่ามีแอพพลิเคชั่นออนไลน์ใด ที่สร้างฐานผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วเท่านี้มาก่อน
ตามสถิติเดิมนั้น แม้กระทั่งแอพพลิเคชั่นยอดนิยมอย่าง TikTok ยังต้องใช้เวลาถึง 9 เดือน กว่าจะมีจำนวนผู้ใช้งานถึง 100 ล้านบัญชี ขณะที่ Instagram ใช้เวลาราว 2 ปีครึ่ง
ChatGPT เป็นแชตบอทที่ใช้ระบบ AI เป็นหลักในการทำงาน แอพพลิเคชั่นนี้สามารถพูดคุยโต้ตอบ เขียนรายงาน บทความ และมุกตลก หรือแม้กระทั่งบทกวี ได้ตามคำสั่งของผู้ใช้ แอพนี้เป็นผลงานของบริษัทเอกชน OpenAI ซึ่งมีบริษัท Microsoft หนุนหลัง และเพิ่งเปิดตัวให้สาธารณชนทดลองใช้งานฟรีราวปลายเดือน พ.ย. 2565
นักวิเคราะห์วงการอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีไอที เผย ChatGPT ซึ่งเป็นระบบแชตบอทยอดนิยมสูงสุดในขณะนี้ เป็นแอพพลิเคชั่นที่มียอดผู้ใช้งานสูงถึง 100 ล้านราย ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา แซงหน้าแอพดังอย่าง TikTok แบบไม่เห็นฝุ่น
ที่มา ; เดลินิวส์ 3 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
ผู้เชี่ยวชาญชี้ ChatGPT สุดยอดเอไออัจฉริยะ ช่วยค้นหาคำตอบ แต่อาจกระทบเด็กวัยเรียนรู้
ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เปิดเผยว่า ChatGPT คือสุดยอดปัญญาประดิษฐ์ในการค้นหาคำตอบ ที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก ว่าเป็นแชทบอทที่เก่งมาก เหมือนจาร์วิสในหนังไอรอนแมน ที่คอยเป็นผู้ช่วย และเป็นเลขาที่มีความฉลาดเหลือล้น โดย ChatGPT เป็นแชทบอทปัญญาประดิษฐ์ของกลุ่มนักพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่ชื่อว่า OpenAI ซึ่งไมโครซอฟท์สนับสนุน หลังผู้คนทั่วโลกได้ลองใช้ เกิดกระแสชื่นชอบ เพราะ ChatGPT ไม่ได้แค่ช่วยหาข้อมูลคำตอบได้เพียงไม่กี่วินาที แต่ยังรู้จักการเรียบเรียงคำตอบด้วยภาษาวิชาการที่สละสลวยถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ลำดับเรื่องราว ลำดับประเด็นอย่างมีเหตุ และผล รู้จักการคิดวิเคราะห์แยกแยะให้เสร็จสรรพ
“ที่สำคัญ งานที่คิดออกมาจะไม่มีซ้ำ หรือเหมือนใคร มีนักวิชาการหลายท่านตรวจสอบการลอกเลียนแบบผลงาน หรือ Plagiarism พบแค่ 5% ซึ่งถือว่ายอมรับได้ ทำให้ ChatGPT แตกต่างจาก Search Engine อย่างกูเกิล และต่างจากเว็บไซต์ข่าวสารให้บริการข้อมูลทั่วไป ที่ทำได้แค่สืบค้นข้อมูลทั่วไป ซึ่งเราจะต้องนำข้อมูลในแต่ละแหล่งมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ผสมร้อยเรียงเองอีกต่อหนึ่ง” ดร.ชัยพร กล่าว
ดร.ชัยพรกล่าวอีกว่า ด้วยระบบปฏิบัติการสุดล้ำของ ChatGPT ทำให้หลังเปิดตัวเพียง 5 วัน มีผู้ใช้งานครบ 1 ล้านคนแรก ถือว่ารวดเร็วกว่าโซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง Facebook, Instagram และ Twitter ที่สถิติเดิมต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือน หรือเป็นปี กว่าจะได้ผู้ใช้ถึงตัวเลขนี้ ปัจจุบันระบบของ ChatGPT พัฒนามาถึงในเวอร์ชั่น 3.5 เมื่อปลายปี 2565 มีชุดความรู้สูงถึง 175 พันล้านชุดข้อมูลในฐานองค์ความรู้ อีกทั้ง ยังถูกต้อง และมีจริยธรรมในคำตอบพอสมควร ChatGPT ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด เช่น ช่วยเขียนบทความ วางแผนทำเนื้อหานำเสนอ ช่วยในการวิจัย หาข้อมูล ช่วยทำให้งานที่เกี่ยวกับการทำ SEO ง่ายขึ้น รวมถึง ยังเป็นตัวช่วย SMEs ในการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง และยิ่งผู้ใช้มีความรู้ในเรื่องที่จะถามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งค้นหาได้ง่าย หรือการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หากอยากได้โปรแกรมหน้าตาแบบนี้ ทำงานแบบนี้ ด้วยภาษา Python หรือ Java แชทบอทจะไล่เขียนโปรแกรมให้ จากนั้นเราก็ปรับปรุง และก็อปปี้ไปใช้ได้เลย เพราะตัวโครงหลักเขียนค่อนข้างถูกต้อง และรวดเร็วเทียบเท่าคนเขียนโปรแกรมคล่องๆ คนหนึ่ง คือ เป็นตัวช่วยเขียนเสริม 70% แล้วอีก 30% ไปประกอบต่อเติมให้ครบตามที่ต้องการ
“สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือการเรียนของนักเรียน นักศึกษา อย่างในนิวยอร์ก สหรัฐ หน่วยงานด้านการศึกษาถึงกับแบนการใช้งาน ChatGPT เพราะกังวลว่าอาจกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็ก หรือนักเรียน นักศึกษา เนื่องจากไม่เหมือนกูเกิล ที่เมื่อหาข้อมูลได้แล้ว ต้องนำไปกรองอีกขั้น ก่อนจะหยิบจับมาผสมร้อยเรียง แต่ ChatGPT สรุปมาเลยมี 1-2-3-4-5 และเรียบเรียงมาให้ด้วย ทำให้นักเรียน และนักศึกษา อาจขาดการศึกษาเรียนรู้ ขาดการลองผิดลองถูก ล่าสุดไมโครซอฟท์เพิ่งจะเพิ่มทุน 10 เท่า จากเดิม 1 พันล้านดอลลาร์ เป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 3 แสนกว่าล้านบาท คาดการณ์ได้เลยว่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของกูเกิล อย่างไรก็ตาม อยากให้คนไทยลองใช้ก่อน แต่อาจใช้เพื่อต่อยอดได้ อาจใช้ ChatGPT เป็นฐานองค์ความรู้ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันให้มีศักยภาพมากขึ้น นอกจากนี้ อยากส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ควรศึกษา และพัฒนา AI ที่เหมาะกับไทย ” ดร.ชัยพร กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
“ChatGPT” ดาวดวงใหม่ในวงการไอทีที่ต้องจับตา!
กลายเป็นกระแสที่มีการพูดถึงอย่างมากกับ แชตจีพีที (ChatGPT) ที่เป็นโปแกรม เอไอ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ประเภทแชตบอท (Chatbot) ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท OpenAI จากซานฟรานซิสโก ซึ่งได้เปิดตัว “แชตจีพีที” ไปเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว
และได้มีจำนวนผู้ใช้ที่แอคทีฟรายเดือน ทะลุ 100 ล้านบัญชีไปแล้ว เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา นับเป็นเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น นับจากวันที่เปิดตัว ทำให้ “แชตจีพีที” กลายเป็นโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่น ที่มีจำนวนผู้ใช้งานเติบโตเร็วที่สุดในโลก เท่าที่เคยมีข้อมูลบันทึกไว้
ซึ่งก็ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับ แวดวงเทคโนโลยีอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับการพัฒนา เอไอ ไปอีกขั้น!?! เพราะความพิเศษ และน่าตื่นเต้นของ “แชตจีพีที” คือ สามารถสื่อสารข้อความกับผู้ใช้งานได้ใกล้เคียง กับการสื่อสารกับมนุษย์จริงๆ ถามอะไรตอบได้ และคำตอบที่ได้ ก็ถูกต้องมีความแม่นย่ำ แม้ยังไม่ถึง 100% แต่ก็อยู่ระดับสูงเลยทีเดียว
“แชตจีพีที” ไม่ใช่แค่คุยโต้ตอบเท่านั้น!?! ยังสามารถใช้งานที่ยากขึ้นกว่านั้น อาทิ การช่วยเขียนโปรแกรม, เขียนบทความ, เขียนรายงาน ฯลฯ เรียกได้ว่ามีความฉลาดคล้ายมนุษย์มากขึ้นไปทุกที
ทั้งนี้ “แชตจีพีที” เป็นรูปแบบหนึ่งของ GPT-3.5 Language Generation Software ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบทสนทนากับผู้ใช้งาน โดยมีอัลกอริทึมการเรียนรู้ เพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจ ภาษาเขียนหรือภาษาพูด ที่ถูกป้อนข้อมูลเข้ามา แล้วจึงสร้างการตอบกลับตามบริบทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระบบได้ถูกฝึกให้เรียนรู้ด้วยตนเอง หรือ Machine Learning จากข้อมูลในรูปแบบข้อความจำนวนมหาศาล จึงสามารถจดจำ และเขียนตำตอบได้ใกล้เคียงกับการโต้ตอบแบบมนุษย์มากที่สุด
การมาของเทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจ และผู้คนอย่างไรบ้าง?? หาคำตอบกับ ผู้ที่คุกคลีอยู่ในวงการเทคโนโลยีอย่าง “สวภพ ท้วมแสง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซอร์ทเอาท์ จำกัด (ZORT) แพลตฟอร์มบริหารจัดการออร์เดอร์และสต๊อกครบวงจร บอกว่า “แชตจีพีที” เป็นการใช้ เอไอ เข้ามาช่วยทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้น แต่ก็มีโอกาสที่จะมาแย่งานคน ซึ่งอาจไม่ได้แย่งทั้ง 100% หรือ มาทำแทนทุกอย่าง แต่บางอย่างก็สามารถทำแทนคนได้ เช่นในเรื่อง การเขียนโปรแกรม กับ มาร์เกตติ้ง ที่เมื่อก่อนใช้ทีมโปรแกรมเมอร์พัฒนา 20 คน ต่อไปอาจไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 20 แล้ว ส่วนงานด้านมาร์เกตติ้ง ก็จะใช้ แชตจีพีที ในการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วย
ข้อดี คือ จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถทำธุรกิจได้แม่นยำมากขึ้นจาก ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกกรองมาให้ในระดับหนึ่ง แล้วให้คนใช้งานตัดสินใจ “แชตจีพีที” จึงมีความฉลาดมากจากฐานข้อมูลจำนวนมาก
เรียกว่าจะเป็นอีกยุคหนึ่งต่อจาก “กูเกิล เสิร์ช”
“สวภพ ท้วมแสง” อธิบายว่า ที่ผ่านมาเมื่อเราค้นหาข้อมูลจาก กูเกิล การตัดสินใจเลือกก็ยังเป็นคน จากข้อมูลแสดงขึ้นมา แต่ “แชตจีพีที” จะมีส่วนช่วยในการตัดสินใจ จากการเลือกตอบที่มีความแม่นยำ และเชื่อว่า ในอีก 1-2 ปี ต่อจากนี้ คำตอบที่ได้จะมีความแม่นยำมากขึ้นอีกจากฐานข้อมูลที่มากขึ้นในอนาคต
“ในอดีตการหาข้อมูลทำได้ยาก แต่เมื่อมีกูเกิล ทำให้สามารถหาข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย และกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของทุกธุรกิจ และคนใช้คอมพิวเตอร์ การมาของ แชตจีพีที ก็จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี หรือถือได้ว่าเป็น “ดาวดวงใหม่” ของวงการเทคโนโลยีก็ได้เช่นกัน ในอีก 2-3 ปีนี้ จะแพร่หลายอย่างมากในอนาคต เชื่อว่าจะมีการนำ แชตจีพีที มาใช้งาน เพราะจะช่วยให้ธุรกิจ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และไม่จำเป็นต้องเพิ่มแรงงาน หรือใช้คน จำนวนมาก โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้ดาต้า หรือ ข้อมูล”
ผู้บริหารของ “ซอร์ทเอาท์” บอกต่อว่า ธุรกิจที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ คือ ธุรกิจที่ต้องใช้ข้อมูล เช่น ที่ปรึกษา มาร์เกตติ้ง วิจัยตลาด รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับเทค เพราะสามารถใช้เขียนโปแกรมแทนคนได้บ้างแล้ว แม้อาจจะยังแทนคนได้ไม่หมด แต่ก็ถือว่าช่วยได้เยอะมาก รวมถึงในส่วนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ก็สามารถนำ แชตจีพีที มาช่วยวิเคราะห์ในด้านดาต้า เช่น จะขายที่ไหน เอาสินค้าอะไรมาขาย สินค้าอะไรที่กำลังเป็นเทรนด์ หรือ นิยม ฯลฯ ซึ่งองค์กรธุรกิจจะมีการเชื่อมต่อแชตจีพีที นำมาใช้งานจำนวนมาก และมีบริษัทเทคหลายแห่งนำโซลูชั่นของ แชตจีพีที เชื่อมต่อใช้กับโซลูชั่นของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในข้อเป็นห่วงในเรื่องการใช้งานในทางที่ไม่ดี เช่น เกี่ยวกับภาคการศึกษานั้น เช่น นำไปใช้เขียนรายงาน ทำการบ้านแทนนั้น ทาง “สวภพ” มองว่าก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามและน่าเป็นห่วง ที่อาจทำให้เด็กนักเรียนไม่มีการคิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง ซึ่งโรงเรียนอาจต้องมีวิธีการตรวจสอบที่ดี
“ในมุมมองของคนที่อยู่ในสายเทค คิดว่าเทคโนโลยีนี้ จะมีผลดีมากกว่าเสีย จุดที่ไม่ดี เชื่อว่า คนใช้จะมีการปรับตัวในการรับและนำเทคโนโลยีไปใช้ และในอนาคตอาจจะมีสายงานใหม่ๆ เกิดขึ้นเกี่ยวกับ แชตจีพีที ได้ เช่น ผู้เชี่ยวชาญ แชตจีพีที ส่วนสายงานที่อาจโดนดิสรัปชั่น ก็ต้องมีการปรับตัว”
สุดท้าย “สวภพ” แนะนำว่า ในฝั่งยูสเซอร์หรือผู้ใช้งานควรจะต้องลองเรียนรู้การใช้งาน เพื่อที่จะรู้ถึงข้อดีข้อเสีย ในส่วนสายเทค เช่น โปแกรมเมอร์ ก็ต้องมองว่า จะสามารถนำ แชตจีพีที มาต่อยอดกับสิ่งเรากำลังพัฒนาได้อย่างไรบ้าง
ใครที่สนใจลองใช้งาน ChatGPT free version ก็เข้าไปได้ที่ https://openai.com/blog/chatgpt/ แล้วกดที่ TRY CHATGPT ทำการ Login/Sign up จากนั้นเริ่มใช้งานได้เลย
ที่มา ; เดลินิวส์ 12 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
เปิด 4 ข้อดี “ChatGPT” คลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่พร้อมมาดิสรัปชันโลกอีกครั้ง
นายสุทธิพันธุ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิสกิต โซลูชั่น (BIZCUIT Solution) จำกัด ผู้นำในการให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยี AI เปิดเผยว่า ChatGPT สุดยอด Generative AI ด้าน Text หรือ เชิงภาษาในรูปแบบแชตบอท ที่กำลังปลุกกระแสฮือฮาบนโลกโซเชียล และได้กลายเป็นคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่ถูกจับตา และสร้างความตื่นตัวในโลกธุรกิจไปทั่วโลก
โดย ChatGPT กำลังจะกลายเป็นม้ามืดที่จะเข้ามาดริสรัปเสิร์ชเอนจิน ให้พลิกโฉมไปจากเดิมที่ใช้การเสิร์ชด้วย AI ผู้ใช้งานต้องเข้าไปค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง และเลือกดูข้อมูลต่าง ๆ ที่เอไอนำมาให้ ก้าวล้ำกว่าด้วยการเป็นซุปเปอร์เสิร์ชเอนจิน ในรูปแบบการสนทนา โต้ตอบ ที่ชาญฉลาดมากขึ้น ซึ่งในโลกธุรกิจกำลังมองว่าอนาคตอันใกล้อาจได้เห็น SEO และ SEM ถูกดริสรัปด้วย ChatGP ในที่สุด
“การนำ Generative AI ที่ทรงประสิทธิภาพ และเป็น AI ที่สามารถหาคำตอบได้ทุกอย่าง (know it all) อย่าง ChatGPT มาใช้งานได้จริงในวงกว้างนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้พลังงาน และทรัพยากรมหาศาลในการบำรุงรักษา OpenAI เองมีบริการให้นักพัฒนาหรือบริษัทนำโมเดลอย่าง GPT-3 ไปปรับแต่งเพื่อให้ใช้กับธุรกิจของตนเองได้ แต่ยังไม่ใช่ในขนาดของ ChatGPTแต่หากเปิดให้ใช้งานได้อย่างเต็มตัว อาจกลายเป็นคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่จะเข้ามาดิสรัปชันโลกอีกครั้ง เนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นให้ยักษ์ใหญ่สาย AI เช่น google หรือล่าสุดอย่าง META (Facebook) ต้องเร่งเข็นเทคโนโลยีที่แอบซุ่มทำไว้ออกสู่ตลาดเร็วขึ้น เกิดการแข่งขันของ Generative AI หรือ การที่ AI สามารถสร้างเนื้อหามาตอบโต้กับมนุษย์ได้ด้วยตัวเองมากขึ้น จนนำไปสู่อัตราเร่งการพัฒนาและการนำโมเดล Deep Learning Language เพื่อใช้งานจริงในวงกว้างและรวดเร็วมากขึ้น”
นายสุทธิพันธุ์ กล่าวต่อว่า Generative AI ด้าน Natural Language มีความสามารถ แต่งเพลง เขียนบทความ ครีเอทสโลแกน แต่งจดหมาย เขียนรายงาน เขียนการวิเคราะห์ ไปจนถึงขั้นเขียน Code โปรแกรมมิ่งสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ ซึ่งหากมองมุมกลับ นับเป็นข้อดีที่ช่วยให้งานหรือธุรกิจครีเอเตอร์ทำคอนเทนต์ได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดเวลาในการทำงานพื้นฐาน โดยนำเวลาที่มีค่าของมนุษย์ไปทำเรื่องที่ไม่ใช่ Ground work หรือ งานที่ต้องใช้เวลานำการทำซ้ำ ๆ เช่น การคิด Product description ของสินค้าบนร้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีประมาณ 700 รายการ จากที่ต้องนั่งเขียนทีละอัน หรือใช้แบบ Copy paste ธุรกิจสามารถใช้ ChatGPT ช่วยเขียนให้ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที
ทั้งนี้ ในมุม บิสกิต โซลูชั่น สามารถนำ ChatGPT มาใช้ประโยชน์และสร้างโอกาสให้กับโลกธุรกิจได้ 4 ด้านหลัก ๆ ดังนี้
1. ธุรกิจ Software Development สามารถใช้ ChatGPT สร้างCode ขึ้นพื้นฐาน ลดเวลาทำงานของ Software Engineer ลง
2. งานสาย Admin ที่ต้องคอยหาข้อมูลและทำรายงานส่งให้กับหัวหน้างาน สามารถใช้ ChatGPT ทำตารางสรุปพร้อมเขียนเป็นรายงานออกมาได้ ทำให้ช่วยลดเวลาทำงานลงไปมาก
3. ธุรกิจโฆษณา หรือ สายการตลาดที่ต้องคอยคิด Content หรือ Copy ขายสินค้า ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ChatGPT สามารถช่วยตั้งต้นได้เร็วขึ้น มีตัวเลือกให้ต่อยอดได้มากขึ้น
4. สายงานวิจัย หรือ สายวิเคราะห์ที่ต้องเสียเวลาในการเสิร์ชหาข้อมูลแล้วเข้าไปดูตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ทีละเว็บ สามารถใช้งาน ChatGPT ช่วยหาคำตอบมาให้ได้เลย
โดยผู้ใช้งานสามารถนำเวลาไปใช้ตรวจสอบข้อมูลที่ AI ส่งมาว่าถูกหรือไม่ นอกจากนี้ ChatGPT ยังมีความสามารถในการปรับปรุงสิ่งที่ผู้ใช้งานทำ เช่น การย่อบทความหรือรายงานที่ยาวเกินไป ให้ได้ใจความและความยาวตามที่ต้องการได้ ลดเวลาในการแก้ไข ซึ่งเดิมทีต้องใช้เวลานาน ตลอดจนให้ ChatGPT ช่วยคิดหาคำตอบให้กับลูกค้าบน Social media ก็ได้เช่นกัน
“ChatGPT มี Use case ในเชิงธุรกิจมากมาย ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ ChatGPT ตอบหรือให้ข้อมูลจะถูกต้อง 100% ท้ายที่สุดแล้ว การใช้ ChatGPT ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยังควรต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ๆ ในการนำไปต่อยอด แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือ ChatGPT สามารถช่วยมนุษย์ประหยัดเวลาในการทำเรื่องพื้นฐานได้อย่างแน่นอน จะเห็นว่าการมาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ธุรกิจตั้งรับอย่างรวดเร็วด้วยการพลิกใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสร้างโอกาสจากการต่อยอด ใช้ประโยชน์ทั้งในมุมเศรษฐกิจและสังคมต่อไป” นายสุทธิพันธุ์ กล่าว
ชี้ ChatGPT จะเป็นคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่ท้าทายโลกธุรกิจ และเป็นม้ามืดพลิกโฉมเสิร์ชเอนจินเดิม ให้กลายเป็นแอดวานซ์เสิร์ชเอนจินที่พร้อมมาดิสรัปชันหลายวงการ แนะเร่งเตรียมตัวรับมือ
ที่มา ; เดลินิวส์ 13 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
วงการศึกษาไม่กังวล ChatGPT แนะคนไทยใช้เพื่อต่อยอดได้
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเปิดตัว ChatGPT หรือแชทบอทของบริษัท OpenAI ในเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นแชทบอทที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีข้อมูลบนโลกออนไลน์จำนวนมหาศาล สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัด จนกลายเป็นกระแสโด่งดัง
โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษา ต่างประเทศ นักเรียนนักศึกษาจำนวนหนึ่งได้ใช้เครื่องมือนี้ในการเขียนการบ้านส่งอาจารย์ หรือกระทั่งใช้ทำข้อสอบปลายภาค จนกลายเป็นประเด็นถกเถียง ขณะที่หลายมหาวิทยาลัยทั่วโลกออกกฎสั่งห้ามใช้หากฝ่าฝืนถึงขั้นไล่ออก
ความลึกซึ้งของศาสตร์ชนะ AI
รองศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ChatGPT ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นตระหนกนัก อยากให้มองว่าเป็นเครื่องมือ AI ตัวหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ให้ระบบการศึกษาไทยต้องตระหนักรู้ว่าเราจะสร้างกลไกอย่างไรที่สามารถสร้างระบบที่คล้าย ChatGPT เป็นของตัวเอง เพราะตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากประเทศไทย หรือฝีมือคนไทย เรากำลังตื่นตระหนกกับมันว่ามันจะมาทำทุกอย่างแทนหรือไม่ แต่เราควรสนใจว่ามันถูกสร้างได้อย่างไร ประเทศไทยไม่ได้สอนให้เด็กคิดแบบนี้ แต่สอนให้แค่ตกใจ แล้วเอาไปใช้
“ผมมองว่า มันไม่น่ากลัว หน้าที่ของครู อาจารย์ต่างหาก ที่ทำให้เด็กหลอกเราไม่ได้ เช่น การบ้านที่ให้นักเรียนนักศึกษา ต้องไม่ใช่การบ้านที่ ChatGPT ทำได้ เพราะตัว AI ตัวนี้มันมีข้อมูลทางทฤษฎีมหาศาลทั่วโลก แต่สิ่งเราที่จะชนะ AI ได้คือความลึกซึ้งของศาสตร์ ฉะนั้นการสอนมันจะต้องมีความลึกซึ้งของศาสตร์ AI จะตอบคำถามไม่ได้ ฉะนั้นครู อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องทบทวนการสอนว่ามันเบาไปหรือป่าว ความลึกซึ้งของศาสตร์ยังไม่มีใช่หรือไม่”
“ผมย้ำว่า ณ วันนี้เราไม่ต้องกลัวเรื่อง ChatGPT แต่เป็นเรื่องที่น่าตระหนักว่าเราต้องผลิตนิสิตนักศึกษาอย่างไรท่ามกลางยุคของ AI ทุก ๆ สถาบันต้องตระหนัก เรื่องการท่องจำไม่จำเป็นอีกต่อไป มันไม่เพียงพอ ต้องทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในแต่ละศาสตร์วิชามากขึ้น”
แนะคนไทยใช้เพื่อต่อยอด
ด้านดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ChatGPT เป็นสุดยอดปัญญาประดิษฐ์ในการค้นหาคำตอบ ที่ขณะนี้กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลกเป็นแชทบอทที่เก่งมาก เหมือนจาร์วิสในหนังไอรอนแมนที่คอยเป็นผู้ช่วยและเป็นเลขาที่มีความฉลาดเหลือล้น
และเป็นแชทบอทที่ ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด เช่น ช่วยเขียนบทความ วางแผนทำเนื้อหานำเสนอ ช่วยในการวิจัย หาข้อมูล ช่วยทำให้งานที่เกี่ยวกับการทำ SEO ง่ายขึ้น รวมถึงยังเป็นตัวช่วย SMEs ในการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง และยิ่งผู้ใช้มีความรู้ในเรื่องที่จะถามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งค้นหาได้ง่าย หรือการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
จะเห็นว่า สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในงานบางอย่าง เช่น Call center หรืองานธุรการ เป็นต้น ซึ่งต้องดูกันต่อไปในระยะยาว แต่ที่น่ากังวลมากกว่า คือ การเรียนของนักเรียน นักศึกษา อย่างในนิวยอร์ก สหรัฐฯ ทางหน่วยงานด้านการศึกษาถึงกับมีการแบนการใช้งาน ChatGPT เพราะมีความกังวลว่าอาจกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กหรือนักเรียน นักศึกษา เนื่องจากไม่เหมือนกูเกิล ที่เมื่อหาข้อมูลได้แล้วต้องนำไปกรองอีกขั้น ก่อนจะหยิบจับมาผสมร้อยเรียง แต่ ChatGPT สรุปมาเลยมี 1-2-3-4-5 และเรียบเรียงมาให้ด้วย ทำให้นักเรียนและนักศึกษาอาจขาดการศึกษาเรียนรู้ ขาดการลองผิดลองถูก
“ล่าสุดไมโครซอฟท์เพิ่งจะเพิ่มทุน 10 เท่า จากเดิม 1 พันล้านดอลลาร์ เป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 3 แสนกว่าล้านบาท ก็คาดการณ์ได้เลยว่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของกูเกิล อย่างไรก็ตาม อยากให้คนไทยลองใช้ก่อน แน่นอนว่าเราคงไปแข่งสร้าง ChatGPT อีกอันกับเขาไม่ได้ แต่เราอาจจะใช้เพื่อต่อยอดได้ ”
ดร.ชัยพรกล่าวต่อว่า นักศึกษาที่เรียนในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น วิศวะฯ ก็สามารถนำมาต่อยอดงานของตัวเอง เราอาจจะใช้ ChatGPT เป็นฐานองค์ความรู้ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของพี่น้องประชาชนคนไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น นอกจากนี้อยากส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ
อย่างเรื่อง AI ตอนนี้เราควรศึกษาและพัฒนา AI ของเราเองที่เหมาะกับประเทศไทย เช่น AI เพื่ออุตสาหกรรมการเกษตร หรืออุตสาหกรรมการประมงที่ใช้ AI คัดคุณภาพปลา วิเคราะห์พันธุ์ปลา ก็เป็นเรื่องเฉพาะที่ต่อยอดได้ง่ายไม่แพ้แชทบอท ChatGPT นี้
แวดวงการศึกษาไม่กังวล ChatGPT คนไทยทดลองใช้ไม่เสียหาย นำไปต่อยอดได้ แนะอาจารย์ทั่วประเทศปรับวิธีการสอน เพิ่มความลึกซึ้งของศาสตร์เอาชนะ AI
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
‘ChatGPT’ ปัญญาประดิษฐ์ AI อัจฉริยะช่วยมนุษย์เก่งรู้ในทุกเรื่อง
ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า สุดยอดปัญญาประดิษฐ์ในการค้นหาคำตอบ “ChatGPT” ที่ขณะนี้กำลังได้รับความนิยมพูดถึงไปทั่วโลกนั้น ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นในปี 2018 โดยกลุ่มนักพัฒนาที่มีชื่อว่า “OpenAI” ภายใต้การสนับสนุนอย่าง อีลอน มัสก์ และ ไมโครซอฟท์ และเหล่าบรรดาสตาร์ทอัพด้านคอมพิวเตอร์ โดยเป็น AI ชนิด Generative Pre-training Transformer (GPT) ซึ่งเป็นโมเดลการประมวลผลภาษาธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันพัฒนามาจนถึงเวอร์ชัน 3.5 โดยมีชุดความรู้จากฐานข้อมูลที่สูงถึง 175 พันล้านชุด และมี interface แบบ Chatbot ที่รู้จักการคิดวิเคราะห์แยกแยะ ลำดับเรื่องราว ลำดับประเด็นอย่างมีเหตุผล ก่อนจะเรียบเรียงเป็นคำตอบคล้ายคลึงกับหลักวิชาการถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ออกมาให้ผู้ใช้งานได้เพียงในไม่กี่วินาที ซึ่ง ณ ตอนนี้มีให้ใช้ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงินรายเดือนอยู่ที่ 670 บาท สำหรับการเข้าถึงที่รวดเร็ว
ทั้งหมดนี้ทำให้ “ChatGPT” ทำงานได้หลากหลายกว่าการหาคำตอบ ไม่ว่าจะช่วยเขียนบทความ แต่งนิทาน วางแผนเตรียมข้อมูลนำเสนอ ทำรายงาน ทำโจทย์ข้อสอบ ช่วยในการวิจัย หาข้อมูล ช่วยทำให้งานที่เกี่ยวกับการทำ SEO ง่ายขึ้น รวมถึงยังเป็นตัวช่วย SMEs ในการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง หรือแม้กระทั่งการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งแตกต่างจาก Search Engine อย่าง Google หรือเว็บไซต์ข่าวสารให้บริการข้อมูลปกติ ที่เมื่อกดค้นหาจะแค่ลิงค์ไปยังบทความหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเราจะต้องนำข้อมูลในแต่ละแหล่งมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เรียบเรียงเองอีกต่อหนึ่ง จุดนี้จึงทำให้ “ChatGPT” มีผู้ใช้งานครบล้านคนแรกใช้เพียงระยะเวลาแค่ 5 วันเท่านั้น และปัจจุบันมียอดผู้สมัครใช้งานมากกว่า 100 ล้านคนภายในระยะเวลาแค่ 2 เดือน แซงหน้าโซเชียลมีเดียทังหมดที่เคยมี
ด้วยความอัจฉริยะสุดล้ำนี้เองของ “ChatGPT” ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำข้อสอบทางการแพทย์อย่าง U.S. Medical Licensing Examination หรือกระทั่งหลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยในสหรัฐ ผ่านได้อย่างสบายๆ ด้วยผลการเรียนได้ระดับเกรด B+ เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา ทำให้มีความถูกต้องในข้อมูลกว่า 90% จากองค์ความรู้ที่มีตั้งแต่ในอดีต ยกเว้นข้อมูลใหม่ล่าสุดอย่างเรื่องในวันนี้เวลานี้ อาจจะยังไม่แม่นเนื่องจากยังไม่ได้ถูกเติมอัพเดทเข้าไปในระบบทั้งนี้อย่างไรก็ตามแชตบอทดังกล่าวยังถูกโปรแกรมให้มีจริยธรรมและศีลธรรม เช่น ถามวิธีแฮกข้อมูลเว็บไซต์ หรือทำกิจกรรมอะไรที่ไม่ดี ก็จะไม่มีคำตอบออกมา ซึ่งในตัวระบบเองจะมีรูปแบบการเตือนหากถามในหัวข้อที่ผิดแนวทางศีลธรรม โดยเฉพาะในเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับ Hate, Harassment, Violence, Self-harm, Sexual, Political, Spam, Deception, Malware ก็จะมีกลไลการควบคุมกำกับ ทำให้เวลาใช้ งานเราจะรู้สึกว่าเหมือนกำลังคุยกับ ‘จาร์วิส’ ปัญญาประดิษฐ์ในภาพยนตร์ยอดฮิตเรื่อง ‘ไอรอนแมน’ ที่คอยเป็นผู้ช่วยและเป็นเลขาที่มีความฉลาดเหลือล้นในการให้คำตอบ
ใช้งาน ‘ChatGPT’ อย่างไรดี
ดร.ชัยพร กล่าวว่า การใช้งาน ChatGPT ไม่ได้ยุ่งยาก เหมือนเรากำลังพูดคุยและสอบถามกับใครสักคนที่มีความรู้ แต่อยู่ในรูปแบบของการพิมพ์ข้อความผ่านจอแสดงผล ทำให้เหมือนว่าเรากำลังสนทนากับ ChatGPT รวมทั้งรองรับการถามตอบเป็นภาษาไทยแต่อาจจะช้ากว่าการถามตอบเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็กำลังมีผู้พัฒนาอินเตอร์เฟสให้สามารถถามตอบเป็นเสียงพูดได้เลย ดังนั้นหากจะใช้ ChatGPT ให้ได้ดีและมีประโยชน์ต้องมีเทคนิคอะไรบ้าง
1.ภาษาอังกฤษเบื้องต้น
ถ้าผู้ใช้งานที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษพอสื่อสารได้เบื้องต้น จำพวกศัพท์ที่เป็นส่วนประกอบหลักของคำถาม what (อะไร) who (ใคร) when (เมื่อไหร่) ถึงแม้จะพิมพ์ผิดบ้าง ตัว ChatGPT ก็สามารถเข้าใจความหมายและวัตถุประสงค์ของคำถามได้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามเราสามารถถามเป็นภาษาไทยเลยก็ได้ แต่อาจเสียเวลาหน่อยเพราะ ChatGPT ต้องแปลภาษาเพิ่มขึ้น
2. หัวข้อชัดเจน
จะถามหาข้อมูลอะไรจาก ChatGPT ควรจะกำหนดหัวข้อให้ชัดเจน ไม่ต้องเยิ่นเย้อ อาทิ วิธีการต่ออายุใบขับขี่ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างและได้ที่ไหนในกรุงเทพฯ
3.ถามเพิ่มเติมได้
เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้งานอยากสืบค้นต่อให้กระจ่างลึกลงไปหรือได้คำตอบในรูปแบบอื่น ๆ ก็สามารถตั้งคำถาม ChatGPT ต่อได้เลย เช่น Make it in lists (โปรดแสดงผลคำตอบให้เป็นข้อๆ หรือเป็นรายการ) หรือ in table (คำตอบในรูปแบบตาราง) หรือ Explain to me like I am 10 years old (โปรดอธิบายคำตอบให้ใช้ภาษาง่ายเหมือนเด็กอายุ 10 ขวบ) หรือ in Thai (เป็นภาษาไทย) เป็นต้น
4. ช่วยตรวจสอบและเรียบเรียงภาษาอังกฤษให้ถูกไวยากรณ์
เนื่องจากเราเป็นคนไทย ภาษาอังกฤษจึงเป็นเหมือนของแสลงสำหรับเรา ดังนั้นลูกเล่นหนึ่งที่สามารถให้ ChatGPT ช่วยเราได้อย่างมากคือช่วยตรวจสอบและเรียบเรียงไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้ เช่น ให้เราถาม ChatGPT ไปเลยว่า Please revise the sentence “I has a toy that I love so much and I will so sad if I lost it” to the corrected sentence ซึ่ง ChatGPT จะช่วยวิเคราะห์ให้ด้วยว่าผิดตรงไหน แล้วแก้ไขให้เป็น “I have a toy that I love so much, and I will be so sad if I lose it.”
5. ใช้ให้เหมือน โทนี สตาร์ค
ถ้าจะใช้ ChatGPT ให้ได้ดี ตัวผู้ใช้ควรมีพื้นฐานความรู้หรือหลักการในเรื่องนั้น ๆ ในระดับหนึ่ง แล้วให้ ChatGPT ช่วยตรวจสอบหรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมหรือวิเคราะห์เพิ่มให้ เหมือนกับที่พระเอกโทนี สตาร์ค ในหนังภาพยนตร์ไอรอนแมนใช้งานจาวิส นั่นเอง
‘New Normal’ การทำงานและเรียนที่ต้องปรับตัว
ดร.ชัยพร มองเห็นต่างความกังวลที่หลายฝ่ายออกมาพูดถึงการอุบัติขึ้นของ ‘ChatGPT’ ไม่ว่าจะเรื่องของ AI แย่งงานมนุษย์ในอนาคตบางประเภทหรือจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียนและนักศึกษา กรณีต้องทำการบ้าน รายงานหรือวิทยานิพนธ์ ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหากรู้จักใช้ให้ ChatGPT เสมือนเป็นผู้ช่วยที่คอยเติมเต็มให้เรา
ตัวอย่างเช่น ในอดีตเราไม่เคยมี Search Engine ที่เข้าถึงได้เพียงปลายนิ้วอย่าง Google แต่ทุกวันนี้เราก็ใช้ประโยชน์จาก Search Engine แทบจะทุกวัน ทั้งนี้เพราะว่ามนุษย์เรารู้จักปรับตัวและเรียนรู้ที่จะใช้อย่างฉลาด สุดท้ายเราก็พบว่ามี ‘ผลดี’ มากกว่า ‘ผลเสีย’ เพราะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เกิดการช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้เพิ่มยิ่งขึ้น
“ดังนั้น จึงยังเร็วไปในการด่วนตัดสินใจว่าจะมีข้อดีหรือข้อเสียมากกว่ากัน ขึ้นอยู่ที่เราจะใช้งานอย่างไร เช่น ครูซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนนักศึกษา ถ้าครูมอบหมายงานให้นักเรียนนักศึกษาไปทำ แล้วเด็กไปเอาคำตอบจาก ChatGPT มาส่งเป็นเล่มรายงานก็พอ ถ้าแค่นี้ก็จบ แสดงว่าครูไม่ได้ช่วยส่งเสริมศักยภาพการเรียนของเด็ก ๆ เลย แต่ให้ถ้านักเรียนนำข้อมูลมานำเสนอ ถกเถียง ช่วยกันวิเคราะห์ อันนี้จะก่อให้เกิดกระบวนการวิเคราะห์ ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ของเด็ก ๆ อย่างมาก ถ้าทำเช่นนี้ได้ถือว่าได้ใช้ประโยชน์จาก ChatGPT ช่วยเตรียมข้อมูล”
“ChatGPT หรือ AI ในตอนนี้ก็คือ New Normal แน่นอนที่จะมากระทบกับวิถีชีวิตของเรา ดังนั้นถามว่าน่ากลัวไหม น่ากลัวแต่ไม่น่ากลัวเท่ากับคนที่ไม่คิดที่จะปรับตัวหรือเรียนรู้เพิ่ม” ดร.ชัยพร กล่าว
ช่วยให้มนุษย์ค้นหาทุกคำตอบที่สงสัย พร้อมวิเคราะห์และเรียบเรียงข้อความให้ครบอย่างถูกต้องสวยงาม ในระดับภูมิความรู้ของคนหัวกะทิที่สามารถสอบผ่านด้านการแพทย์ U.S. Medical Licensing Examination หรือกระทั่งหลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยในสหรัฐ
ที่มา ; เดลินิวส์ 20 กุมภาพันธ์ 2566
บทความกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีแชตบอตจากยุค SimSimi มาสู่ ChatGPT ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ที่สามารถตอบคำถาม เขียนข้อความ สร้างเนื้อหา และช่วยงานด้านต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย โดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการฝึกจากข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น หนังสือและ Wikipedia ภายใต้การพัฒนาโดย OpenAI ซึ่งมีผู้ก่อตั้งและผู้สนับสนุนสำคัญจากหลายวงการเทคโนโลยี
ChatGPT ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วหลังเปิดตัว โดยมีผู้ใช้งานจำนวนมากในเวลาอันสั้น และถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนแปลงวงการต่าง ๆ เช่น การศึกษา การเขียนโปรแกรม การแปลภาษา และการค้นหาข้อมูล รวมถึงอาจท้าทายบทบาทของเสิร์ชเอนจินอย่าง Google
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังมีข้อจำกัด เช่น ความถูกต้องของข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ และอาจมีอคติจากข้อมูลที่ใช้ฝึก ทำให้ยังต้องมีการตรวจสอบจากมนุษย์อยู่เสมอ แม้จะมีศักยภาพสูง แต่ ChatGPT ยังอยู่ในช่วงพัฒนา และสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตมนุษย์มากขึ้น พร้อมทั้งสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายต่อหลายอาชีพในอนาคต
จุดเด่นสำคัญของ ChatGPT ตามบทความคือข้อใด
ก. ใช้ค้นหาข้อมูลเฉพาะในอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์
ข. สามารถสร้างข้อความและตอบคำถามได้เหมือนมนุษย์
ค. ใช้แทนคอมพิวเตอร์ทุกชนิดได้ทั้งหมด
ง. ทำงานได้เฉพาะด้านการคำนวณตัวเลข
เฉลย: ข
เหตุผล: ChatGPT เด่นด้านการสร้างภาษาและตอบสนทนาใกล้เคียงมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องมือคำนวณหรือค้นหาแบบเรียลไทม์
Generative AI หมายถึงข้อใด
ก. ระบบป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
ข. ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
ค. ระบบที่สร้างเนื้อหา เช่น ข้อความ ภาพ และวิดีโอ
ง. ระบบเก็บข้อมูลแบบคลาวด์
เฉลย: ค
เหตุผล: Generative AI คือ AI ที่สร้างเนื้อหาใหม่ได้อัตโนมัติ
องค์กรที่พัฒนา ChatGPT คือข้อใด
ก. Google
ข. Microsoft
ค. OpenAI
ง. Meta
เฉลย: ค
เหตุผล: ChatGPT พัฒนาโดย OpenAI
ข้อใดเป็นข้อจำกัดของ ChatGPT
ก. ใช้งานได้เฉพาะภาษาอังกฤษ
ข. ไม่สามารถสร้างข้อความได้
ค. ข้อมูลอาจไม่ถูกต้องสมบูรณ์
ง. ใช้งานได้เฉพาะในองค์กรรัฐ
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่า AI อาจให้ข้อมูลผิดพลาดและยังต้องตรวจสอบ
ผลกระทบที่เป็นไปได้ของ ChatGPT ต่อ Google คืออะไร
ก. ทำให้ Google ปิดตัวทันที
ข. ลดการใช้งานเสิร์ชเอนจินแบบเดิม
ค. ทำให้ Google ไม่สามารถพัฒนา AI ได้
ง. ทำให้การค้นหาข้อมูลหยุดลงทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: มีการคาดว่าอาจ disrupt ระบบค้นหาแบบเดิม
เทคโนโลยีที่ ChatGPT ใช้ในการเรียนรู้คือข้อใด
ก. Blockchain
ข. Machine Learning
ค. Virtual Reality
ง. Internet of Things
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้ Machine Learning ในการฝึกจากข้อมูลจำนวนมาก
เหตุผลที่ ChatGPT ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วคือข้อใด
ก. ใช้แทนแรงงานทุกประเภท
ข. ตอบสนองเหมือนมนุษย์และใช้งานได้หลากหลาย
ค. เป็นเกมออนไลน์รูปแบบใหม่
ง. ใช้ได้เฉพาะนักวิทยาศาสตร์
เฉลย: ข
เหตุผล: ความสามารถในการโต้ตอบและประยุกต์ใช้หลายด้าน
ข้อใดสะท้อนความเสี่ยงของ AI ตามบทความ
ก. AI ทำให้การศึกษาไม่จำเป็น
ข. AI อาจมีอคติจากข้อมูลฝึก
ค. AI ทำให้คอมพิวเตอร์เสียทั้งหมด
ง. AI ใช้พลังงานไม่ได้
เฉลย: ข
เหตุผล: ข้อมูลฝึกอาจมี bias ทำให้เกิดอคติ
การประยุกต์ใช้ ChatGPT ในการศึกษาเหมาะสมอย่างไร
ก. ใช้แทนครูทั้งหมด
ข. ใช้ตอบคำถามและช่วยเตรียมสื่อการสอน
ค. ใช้แทนหลักสูตรการเรียนทั้งหมด
ง. ใช้เฉพาะการสอบเท่านั้น
เฉลย: ข
เหตุผล: ช่วยสนับสนุนการเรียนการสอน ไม่ใช่แทนครู
ข้อใดเป็นแนวโน้มสำคัญจากบทความ
ก. AI จะไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม
ข. AI จะลดบทบาทของเทคโนโลยีทั้งหมด
ค. AI จะมีบทบาทมากขึ้นในหลายอาชีพ
ง. AI ใช้ได้เฉพาะงานวิจัยเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทในหลายสาขาอาชีพมากขึ้น