
กระทรวงศึกษาธิการ 7 กุมภาพันธ์ 2566 – นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานทบทวนการจัดโครงสร้างการแบ่งหน่วยงานภายในของสำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ครั้งที่ 2/2566 โดยมีผู้บริหารส่วนกลาง และส่วนกลางในภูมิภาค เข้าร่วม พร้อมประชุมผ่าน Zoom Meetings
รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแก้ไขการแบ่งหน่วยงานภายในและอำนาจหน้าที่ในสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ดังนี้
ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการ (กลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักอำนวยการ สป.) จะนำมติที่ประชุมที่ดำเนินการปรับรายละเอียดเนื้อหาฉบับครบถ้วนสมบูรณ์ รายงานให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายอรรถพล สังขวาสี) รับทราบ เพื่อเสนอชี้แจงในที่ประชุมผู้บริหาร สป.ศธ. และดำเนินการต่อไป
รองปลัด ศธ. “พิเชฐ” เป็นประธานการประชุมคณะทำงานทบทวนการจัดโครงสร้างการแบ่งหน่วยงานภายในสำนักงานศึกษาธิการภาค/จังหวัด และเห็นชอบร่างประกาศแก้ไขอำนาจหน้าที่ของกลุ่มอำนวยการ และกลุ่มบริหารงานบุคคล
ที่มา ; ศธ.360 องศา
ข่าวเกี่ยวกัน
ปลัด ศธ.ตั้งทีมจัดบทบาท ‘ศธจ.’ ใหม่ หลังโยกงานบริหารบุคคลให้ 245 อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา
ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก และผู้ได้รับการเสนอชื่อและแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขตพื้นที่ฯ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 การตั้ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะทำให้ภารกิจด้านการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูฯ จากเดิมที่ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ดูแล มาอยู่ที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ดังนั้น ต่อไปการทำงานของ ศธจ.จะต้องมากำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ ขอบเขตของการทำงานใหม่ เพราะที่ผ่านมา ศธจ.ทำงานด้านบริหารงานบุคคล จนละเลยงานด้านอื่นๆ โดยเฉพาะงานตามนโยบายของ ศธ.ที่ต้องการแก้ไขปัญหาการศึกษาในพื้นที่ หรือการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ
ดร.อรรถพลกล่าวต่อว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 คณะ ดังนี้
1. คณะทำงานไปกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบของศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และ ศธจ.ใหม่ และ
2. คณะทำงานทำกลไกการศึกษาเชิงพื้นที่ใน 5 ภูมิภาค โดยให้การบ้านในแต่ละภูมิภาค ว่าแต่ละพื้นที่ควรจะแก้ไขปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้อย่างไร และจะส่งต่อผู้เรียนขั้นพื้นฐานไปสู่การมีงานทำ และมีอาชีพอย่างไร เป็นต้น ซึ่งคณะทำงานทั้ง 2 คณะ จะรวบรวมข้อมูลมานำเสนอภายในเดือนกุมภาพันธ์ และช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ หรือต้นเดือนมีนาคม จะจัดประชุม ศธจ.เพื่อทำความเข้าใจขอบเขตการทำงานใหม่ต่อไป
ดร.อรรถพลกล่าวอีกว่า เบื้องต้นมองว่า ศธภ.อาจจะปรับตัวเองเป็นผู้แทนของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งอยู่ระหว่างดูรายละเอียดของกฎหมายว่า สป.ศธ.จะกระจายอำนาจอะไรให้ ศธภ.ไปขับเคลื่อนได้บ้าง ส่วน ศธจ.จะทำงานใกล้ชิดกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพิ่มมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่
“จากที่ผมรับฟังความคิดเห็นของผู้ว่าฯ หลายจังหวัด เห็นตรงกันว่าดีที่งานด้านบริหารงานบุคคลหายไปจาก ศธจ.เพราะแต่ละจังหวัดต้องการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ของตน ทำให้คนในพื้นที่มีคุณภาพ มีศักยภาพสามารถแข่งขัน และพัฒนาจีดีพีของจังหวัดตนได้ ผมเชื่อว่าต่อไป ศธจ.จะช่วยให้การศึกษาในพื้นที่ก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น เพราะไม่ได้ทำงานด้านบริหารงานบุคคลแล้ว นอกจากนี้ จะให้ ศธจ.ทำงานประสานกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยนำวิจัยของ สกศ.ไปขับเคลื่อนในพื้นที่” นายอรรถพล กล่าว
ดร.อรรถพลกล่าวต่อว่า นอกจากบูรณาการศึกษาในพื้นที่แล้ว ศธจ.จะมีบทบาทหน้าที่เพิ่มเติม เพราะในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นประธานเมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการคุรุสภาต้องการให้การดำเนินการเอาผิดด้านจรรยาบรรณของครูรวดเร็วเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาล่าช้า เนื่องจากทุกเรื่องเมื่อถูกร้องเรียนมา จะต้องส่งเรื่องให้ส่วนกลางพิจารณาทั้งหมด แต่ต่อไป คุรุสภา และ ศธจ.จะบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ว่าหากมีการร้องเรียนว่าครูในพื้นที่กระทำความผิด ควรมอบอำนาจให้ ศธจ.ไปตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะเสนอเรื่องให้ส่วนกลางพิจารณาต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566
สรุปสาระสำคัญ
ใคร: นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ทำอะไร: ทบทวนและปรับโครงสร้างการแบ่งหน่วยงานภายใน พร้อมแก้ไขอำนาจหน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)
ที่ไหน: การประชุมคณะทำงานระดับกระทรวงศึกษาธิการ (ประชุมทั้งในสถานที่จริงและผ่านระบบ Zoom)
อย่างไร: ที่ประชุมเห็นชอบร่างประกาศแก้ไขอำนาจหน้าที่ โดยปรับบทบาท “กลุ่มอำนวยการ” ให้เน้นงานบริหารทั่วไป ระบบดิจิทัล การเงิน พัสดุ และการสื่อสารองค์กร พร้อมโอนภารกิจจัดทำแผนและติดตามผลไปยัง “กลุ่มยุทธศาสตร์การศึกษา” ขณะที่ “กลุ่มบริหารงานบุคคล” ปรับบทบาทเป็นหน่วยสนับสนุน กำกับ ติดตาม วิจัย และพัฒนาบุคลากร รวมถึงงานวินัย นิติการ และการรับเรื่องร้องเรียน ตามหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ.
การปรับโครงสร้างนี้สอดคล้องกับการตั้ง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต ซึ่งรับโอนภารกิจบริหารงานบุคคลจาก ศธจ. ทำให้ ศธจ.สามารถมุ่งบทบาทใหม่ด้านการขับเคลื่อนนโยบายเชิงพื้นที่ บูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้งานวิจัยของ สกศ. และเพิ่มบทบาทในการสอบข้อเท็จจริงด้านจรรยาบรรณครู เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อสอบ
ข้อที่ 1 เหตุผลเชิงโครงสร้างที่แท้จริงของการตัดอำนาจจัดทำแผนปฏิบัติราชการออกจากกลุ่มอำนวยการ คือข้อใด
ก. ลดภาระงานเอกสารของกลุ่มอำนวยการ
ข. ปรับให้สอดคล้องกับการบริหารแบบรวมศูนย์
ค. แยกบทบาทงานสนับสนุนออกจากงานเชิงยุทธศาสตร์
ง. เพิ่มอำนาจให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ข้อที่ 2 บทบาทใหม่ของกลุ่มบริหารงานบุคคล ศธจ. ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ตัดสินใจ” เป็น “ผู้สนับสนุน” มากที่สุดคือข้อใด
ก. การเสนอข้อมูลการย้ายและโอน
ข. การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการ
ค. การกลั่นกรองและให้ข้อเสนอแนะตามเกณฑ์ ก.ค.ศ.
ง. การตัดสินใจบรรจุแต่งตั้งขั้นสุดท้าย
ข้อที่ 3 การตั้ง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต ส่งผลต่อบทบาท ศธจ. ในมิติใดมากที่สุด
ก. การควบคุมมาตรฐานหลักสูตร
ข. การกำกับดูแลโรงเรียนโดยตรง
ค. การขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาเชิงพื้นที่
ง. การจัดสรรงบประมาณสถานศึกษา
ข้อที่ 4 การให้ ศธจ. ทำงานใกล้ชิดกับผู้ว่าราชการจังหวัด มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ใดเป็นหลัก
ก. เพิ่มสายบังคับบัญชาทางการศึกษา
ข. พัฒนาการศึกษาให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและบริบทพื้นที่
ค. ลดอำนาจของกระทรวงศึกษาธิการ
ง. โอนโรงเรียนไปสังกัดจังหวัด
ข้อที่ 5 การมอบหมายให้ ศธจ. ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงด้านจรรยาบรรณครู มีผลเชิงระบบอย่างไร
ก. เพิ่มความเข้มงวดในการลงโทษ
ข. ลดบทบาทของคุรุสภา
ค. ทำให้กระบวนการพิจารณามีความรวดเร็วและใกล้พื้นที่
ง. ยกเลิกการพิจารณาของส่วนกลาง
คลิกเฉลย >>>