
ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เป็นหนึ่งในร่างกฎหมาย ที่รอพิจารณาในวาระ 2 และ 3 น่าจะมีผลบังคับใช้ได้อย่างเร็วในช่วงปี 2566
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
ยกตัวอย่าง ช่วงวัยที่ 1 ตั้งแต่แรกเกิดจนมีอายุครบหนึ่งปี ต้องได้รับการเลี้ยงดู ให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์ การพัฒนาทางอารมณ์ และการกระตุ้นการรับรู้ทางประสาทสัมผัส
ช่วงวัยที่ 4 อายุเกิน 6-12 ปี มีทักษะในการอ่าน เขียน และใช้ภาษาไทย มีความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิทยาการคำนวณ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศในชีวิตประจำวัน มีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม
ช่วงวัยที่ 6 อายุเกิน 15-18 ปี กำหนดเป้าหมายมีความพร้อม ความรู้ หรือฝีมือ ในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพด้านใดด้านหนึ่งและเป้าหมายด้านการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
ช่วงวัยที่ 7 ระดับอุดมศึกษาหรือทักษะอาชีพชั้นสูง มีทักษะในการค้นคว้าและแสวงหาความรู้ เพิ่มเติม แก้ไขอุปสรรคหรือสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ มีความรู้ในภาษาต่างประเทศในระดับ ที่ใช้ประกอบอาชีพได้ และเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ตนศึกษา สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
โดยในการจัดการศึกษาให้เป็นหน้าที่หรือสิทธิของรัฐ เอกชน บิดามารดา ผู้ปกครอง
อีกประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือการปรับโครงสร้างการบริหารของกระทรวงศึกษาครั้งใหญ่ ลดความเทอะทะ จากเดิมที่มี 5 หน่วยงานหลัก ที่มีผู้บริหารระดับ 11 ถึง 5 คน จะปรับให้เหลือเพียงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เท่านั้น
มีการกระจายอำนาจการบริหารไปยังส่วนกลางผ่านสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา
โดยจะต้องออกกฎหมายลูกมารองรับหลังร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ประกาศใช้
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะพลิกโฉมการศึกษาไทยได้แค่ไหน เป็นสิ่งที่หลายคนตั้งคำถาม “สมพงษ์ จิตระดับ” นักวิชาการที่ศึกษาและเกาะติดการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน
มองว่า “ร่างนี้จะเน้นการเรียนการสอน เน้นตัวนักเรียน การพัฒนาเด็กจะสัมพันธ์กับหลักสูตรสมรรถนะผู้เรียน มีการกำหนดช่วงชั้นอายุที่สอดคล้องกับวิธีการเรียนการสอน แต่ปัญหาที่น่าห่วงในช่วงเปลี่ยนผ่าน ครูส่วนใหญ่จะเคยชินกับการเรียนการสอนแบบเดิมตาม พ.ร.บ.การศึกษา 2542 เวลาเปลี่ยนแปลงจึงยาก นอกจากนี้การเปลี่ยนกฎหมายอย่างเดียวคงไม่พอ ในระดับจังหวัดควรต้องมีสมัชชาการศึกษาเข้ามาร่วมด้วย
ส่วนการออกกฎหมายลูกต้องให้ภาคประชาสังคมเข้ามาร่วม ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการออกกฎหมายโดยข้าราชการ
ส่วนจะพลิกโฉมการศึกษาไทยนั้นประเมินไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ 20-30%”
หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองอะไร ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้น่าจะผ่านฉลุย
ข้อมูลเพิ่มเติม https://1drv.ms/b/s!Ao4XB7Z2rETFk1Sl_5D4umtYMMvq?e=hwZS5G
ที่มา ; มติชนออนไลน์
สรุปสาระสำคัญ
ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เป็นกฎหมายสำคัญที่มุ่งปรับโฉมการศึกษาไทยแทน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิด “การศึกษาฐานสมรรถนะ” กำหนดวัตถุประสงค์การศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และทักษะที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมปลูกฝังความเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ
สาระสำคัญคือการกำหนดการพัฒนาผู้เรียนตาม 7 ช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงระดับอุดมศึกษาหรือทักษะอาชีพขั้นสูง โดยออกแบบสมรรถนะให้สอดคล้องกับพัฒนาการและเป้าหมายชีวิตในแต่ละช่วงวัย ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้รัฐ เอกชน และครอบครัวมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการครั้งใหญ่ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและกระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด เขตพื้นที่ และสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม นักวิชาการชี้ว่าความสำเร็จของกฎหมายขึ้นอยู่กับการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่าน การปรับตัวของครู และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมผ่านกฎหมายลูก ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าการปฏิรูปจะเกิดผลจริงเพียงใด
ข้อสอบ
ก.
การควบคุมมาตรฐานการศึกษาจากส่วนกลาง
ข. การพัฒนาการศึกษาตามฐานสมรรถนะผู้เรียน
ค. การเพิ่มอำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ
ง. การเน้นการแข่งขันทางวิชาการระดับประเทศ
ข้อที่ 2 การกำหนดสมรรถนะผู้เรียนตาม “7 ช่วงวัย” มีจุดมุ่งหมายสำคัญใด
ก. เพื่อจัดระดับการศึกษาตามอายุอย่างเคร่งครัด
ข. เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับพัฒนาการของมนุษย์
ค. เพื่อจำกัดบทบาทของสถานศึกษา
ง. เพื่อใช้เป็นเกณฑ์สอบระดับชาติ
ข้อที่ 3 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องเตรียมความพร้อมรองรับกฎหมายฉบับนี้ ควรดำเนินการใดก่อน
ก. ปรับหลักสูตรให้เน้นการท่องจำ
ข. พัฒนาครูให้เข้าใจการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ
ค. เพิ่มชั่วโมงเรียนในทุกกลุ่มสาระ
ง. เร่งรัดผลสัมฤทธิ์ O-NET
ข้อที่ 4 การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการตามร่าง พ.ร.บ. มีเป้าหมายหลักใด
ก. เพิ่มตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง
ข. รวมอำนาจการตัดสินใจไว้ส่วนกลาง
ค. ลดความซ้ำซ้อนและกระจายอำนาจการบริหาร
ง. แยกหน่วยงานการศึกษาออกจากจังหวัด
ข้อที่ 5 ข้อใดสะท้อน “ความเสี่ยง” ต่อความสำเร็จของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติได้ชัดเจนที่สุด
ก. การขาดงบประมาณสนับสนุน
ข. การไม่มีกฎหมายลูกมารองรับ
ค. ความคุ้นชินของครูกับระบบการสอนแบบเดิม
ง. การไม่กำหนดสมรรถนะผู้เรียน
คลิกเฉลย >>>
