สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M332_พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ;อนาคตการศึกษาไทย

ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เป็นหนึ่งในร่างกฎหมาย ที่รอพิจารณาในวาระ 2 และ 3 น่าจะมีผลบังคับใช้ได้อย่างเร็วในช่วงปี 2566

  • หลังจากที่ผลักดันกันมาอย่างยาวนาน หากนับตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการวาระแรกพฤศจิกายน 2564 จะใช้เวลากว่า 1 ปี ถือว่าใช้เวลาค่อนข้างนาน หากเทียบกับร่าง พ.ร.บ.บางฉบับ 
  • ความสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เป็นสิ่งที่หลายคนคาดหวังว่าจะสามารถช่วยพัฒนาการศึกษาของไทยในอนาคตให้ดีขึ้นกว่าสภาพในปัจจุบันนี้
  • เป็นการออกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาในรอบ 23 ปี ทดแทนฉบับปัจจุบัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 

  • มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาบุคคล ให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติ ปัญญา ความรู้ และคุณธรรม เป็นคนดี มีวินัย รู้จักสิทธิ ควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบ ภูมิใจและตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก
  • มาตรา 8 กำหนดการพัฒนา ฝึกฝน และบ่มเพาะให้ผู้เรียนมีสมรรถนะใน 7 ช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิด-ระดับอุดมศึกษาหรือทักษะอาชีพชั้นสูง

ยกตัวอย่าง ช่วงวัยที่ 1 ตั้งแต่แรกเกิดจนมีอายุครบหนึ่งปี ต้องได้รับการเลี้ยงดู ให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์ การพัฒนาทางอารมณ์ และการกระตุ้นการรับรู้ทางประสาทสัมผัส

ช่วงวัยที่ 4 อายุเกิน 6-12 ปี มีทักษะในการอ่าน เขียน และใช้ภาษาไทย มีความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิทยาการคำนวณ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศในชีวิตประจำวัน มีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม

ช่วงวัยที่ 6 อายุเกิน 15-18 ปี กำหนดเป้าหมายมีความพร้อม ความรู้ หรือฝีมือ ในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพด้านใดด้านหนึ่งและเป้าหมายด้านการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

ช่วงวัยที่ 7 ระดับอุดมศึกษาหรือทักษะอาชีพชั้นสูง มีทักษะในการค้นคว้าและแสวงหาความรู้ เพิ่มเติม แก้ไขอุปสรรคหรือสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ มีความรู้ในภาษาต่างประเทศในระดับ ที่ใช้ประกอบอาชีพได้ และเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ตนศึกษา สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

โดยในการจัดการศึกษาให้เป็นหน้าที่หรือสิทธิของรัฐ เอกชน บิดามารดา ผู้ปกครอง

อีกประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือการปรับโครงสร้างการบริหารของกระทรวงศึกษาครั้งใหญ่ ลดความเทอะทะ จากเดิมที่มี 5 หน่วยงานหลัก ที่มีผู้บริหารระดับ 11 ถึง 5 คน จะปรับให้เหลือเพียงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เท่านั้น

มีการกระจายอำนาจการบริหารไปยังส่วนกลางผ่านสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา

โดยจะต้องออกกฎหมายลูกมารองรับหลังร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ประกาศใช้

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะพลิกโฉมการศึกษาไทยได้แค่ไหน เป็นสิ่งที่หลายคนตั้งคำถาม “สมพงษ์ จิตระดับ” นักวิชาการที่ศึกษาและเกาะติดการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน

มองว่า “ร่างนี้จะเน้นการเรียนการสอน เน้นตัวนักเรียน การพัฒนาเด็กจะสัมพันธ์กับหลักสูตรสมรรถนะผู้เรียน มีการกำหนดช่วงชั้นอายุที่สอดคล้องกับวิธีการเรียนการสอน แต่ปัญหาที่น่าห่วงในช่วงเปลี่ยนผ่าน ครูส่วนใหญ่จะเคยชินกับการเรียนการสอนแบบเดิมตาม พ.ร.บ.การศึกษา 2542 เวลาเปลี่ยนแปลงจึงยาก นอกจากนี้การเปลี่ยนกฎหมายอย่างเดียวคงไม่พอ ในระดับจังหวัดควรต้องมีสมัชชาการศึกษาเข้ามาร่วมด้วย

ส่วนการออกกฎหมายลูกต้องให้ภาคประชาสังคมเข้ามาร่วม ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการออกกฎหมายโดยข้าราชการ

ส่วนจะพลิกโฉมการศึกษาไทยนั้นประเมินไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ 20-30%”

หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองอะไร ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้น่าจะผ่านฉลุย 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://1drv.ms/b/s!Ao4XB7Z2rETFk1Sl_5D4umtYMMvq?e=hwZS5G

ที่มา ; มติชนออนไลน์  

สรุปสาระสำคัญ 

ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เป็นกฎหมายสำคัญที่มุ่งปรับโฉมการศึกษาไทยแทน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิด “การศึกษาฐานสมรรถนะ” กำหนดวัตถุประสงค์การศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และทักษะที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมปลูกฝังความเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

สาระสำคัญคือการกำหนดการพัฒนาผู้เรียนตาม 7 ช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงระดับอุดมศึกษาหรือทักษะอาชีพขั้นสูง โดยออกแบบสมรรถนะให้สอดคล้องกับพัฒนาการและเป้าหมายชีวิตในแต่ละช่วงวัย ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้รัฐ เอกชน และครอบครัวมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการครั้งใหญ่ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและกระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด เขตพื้นที่ และสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม นักวิชาการชี้ว่าความสำเร็จของกฎหมายขึ้นอยู่กับการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่าน การปรับตัวของครู และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมผ่านกฎหมายลูก ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าการปฏิรูปจะเกิดผลจริงเพียงใด 

ข้อสอบ 

ข้อที่ 1 สาระสำคัญที่สุดของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ คือแนวคิดใด

ก. การควบคุมมาตรฐานการศึกษาจากส่วนกลาง

ข. การพัฒนาการศึกษาตามฐานสมรรถนะผู้เรียน
ค. การเพิ่มอำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ
ง. การเน้นการแข่งขันทางวิชาการระดับประเทศ

ข้อที่ 2 การกำหนดสมรรถนะผู้เรียนตาม “7 ช่วงวัย” มีจุดมุ่งหมายสำคัญใด

ก. เพื่อจัดระดับการศึกษาตามอายุอย่างเคร่งครัด
ข. เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับพัฒนาการของมนุษย์
ค. เพื่อจำกัดบทบาทของสถานศึกษา
ง. เพื่อใช้เป็นเกณฑ์สอบระดับชาติ

ข้อที่ 3 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องเตรียมความพร้อมรองรับกฎหมายฉบับนี้ ควรดำเนินการใดก่อน

ก. ปรับหลักสูตรให้เน้นการท่องจำ
ข. พัฒนาครูให้เข้าใจการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ
ค. เพิ่มชั่วโมงเรียนในทุกกลุ่มสาระ
ง. เร่งรัดผลสัมฤทธิ์ O-NET

ข้อที่ 4 การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการตามร่าง พ.ร.บ. มีเป้าหมายหลักใด

ก. เพิ่มตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง
ข. รวมอำนาจการตัดสินใจไว้ส่วนกลาง
ค. ลดความซ้ำซ้อนและกระจายอำนาจการบริหาร
ง. แยกหน่วยงานการศึกษาออกจากจังหวัด

ข้อที่ 5 ข้อใดสะท้อน “ความเสี่ยง” ต่อความสำเร็จของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติได้ชัดเจนที่สุด

ก. การขาดงบประมาณสนับสนุน
ข. การไม่มีกฎหมายลูกมารองรับ
ค. ความคุ้นชินของครูกับระบบการสอนแบบเดิม
ง. การไม่กำหนดสมรรถนะผู้เรียน
 

 

คลิกเฉลย >>>

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น