สมาชิกเข้าสู่ระบบ

แชร์ว่อน เด็กออทิสติก ป.5 ถูกเพื่อนกระชากหัวรุมทำร้าย

 “...สท้อนให้เห็นว่า นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ในรอบ  6 เดือนที่ผ่านมา ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่อาจบรรลุผลในมาตราการและดูแลสวัสดิภาพนักเรียนทางร่างกายและจิตใจ ในลักษณะให้ความสำคัญเอาใจใส่รอบด้านในทุกมิติได้ ...” 

จากกรณีที่โลกออนไลน์ แชร์คลิปนักเรียน ป.โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดมหาสารคาม ปิดห้องรุมทำร้ายเพื่อนที่เป็นเด็กออทิสติก ก่อนถ่ายคลิปโพสต์ลงโซเชียล‘ ลั่น ทุบอย่างเดียวมันจะไม่โหด’   

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่โรงเรียนที่เกิดเหตุ พบ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องเด็กทะเลาะวิวาทกันในช่วงเวลาเลิกเรียน สาเหตุมาจากเด็กที่ถูกทำร้ายอยู่ห้อง ป.5/1 ตามหาน้ำยาลบคำผิดจากกลุ่มนักเรียน ป.5/2 แล้วไม่พบ ทำให้กลุ่มเด็กเกิดความไม่พอใจ จนเกิดมีปากเสียงกัน และกล่าวด่าทอลามไปถึงขึ้นด่าบุพการี และทำร้ายกันในที่สุด 

เมื่อทางโรงเรียนได้ทราบเรื่องราว จึงได้เชิญผู้ปกครองและตัวเด็กทั้งหมดมาสอบถามพูดคุย โดยในวันนั้นมีนายอำเภอนาดูน เจ้าหน้าที่ปกครอง เจ้าหน้าที่จากพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมหาสารคาม และคุณครูประจำชั้นมาร่วมพูดคุย ซึ่งเด็กทั้งหมดที่เป็นกลุ่มทำร้ายเพื่อนได้ยอมรับและขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

ในส่วนของผู้ปกครองของเด็กกลุ่มที่เป็นผู้ทำร้ายเพื่อนก็ได้ขอโทษ และสัญญาว่าต่อไปนี้จะกลับไปอบรมบุตรหลานและจะกำชับไม่ให้เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นอีก 

ส่วนสภาพจิตใจของเด็กที่ถูกทำร้าย และอีกฝ่ายหนึ่ง เท่าที่สอบถามทั้งสองฝ่าย ก็ปกติดีไม่มีอาการอะไร ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดคุณครูที่เกี่ยวข้องให้การดูแลสภาพจิตใจดูแลอย่างใกล้ชิด  

อีกทั้งในส่วนของทางโรงเรียนอยากขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจากนี้ได้มีการกำชับคณะครูให้ดูแลพฤติกรรมของนักเรียนอย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีการด่าทอ หรือกลั่นแกล้งกัน ตลอดจนทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายเพื่อนนักเรียนด้วยกัน  

ด้านปู่ซึ่งเป็นผู้ดูแลเด็กหญิงที่ทำร้ายเพื่อนนักเรียน กล่าวว่า มารู้เรื่องหลังจากที่ได้รับการติดต่อจากคุณครูที่โรงเรียน ได้สอบถามหลานว่าได้ทำร้ายเพื่อนจริงหรือไม่ และหลานตนก็ยอมรับ พอมาเห็นคลิป ก็รู้สึกว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป ซึ่งสาเหตุมาจากการหาของที่หายไป แล้วก็มีการทะเลาะกัน ซึ่งไม่คิดว่าเหตุการณ์จะรุนแรง  

“ปกติหลานไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าว มีปู่กับย่าเป็นคนเลี้ยง โดยพ่อแม่ของหลานแยกทางกัน เวลาอยู่ที่บ้านก็เป็นเหมือนเด็กทั่วไป ไม่มีพฤติกรรมรุนแรงอะไร เวลาว่างก็ช่วยทำงานบ้าน และช่วยเลี้ยงน้องก็ทำได้ดี ที่ผ่านมาก็เรียนดีมาตลอดรับผิดชอบตัวเองและช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านได้ ตนจึงไม่ได้ห่วงและไม่ได้ดูแลพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดเพราะไว้ใจ ซึ่งก็อยากขอโทษสังคมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  

ล่าสุด เพจดัง “Red Skull” โพสต์ข้อความและคลิป ระบุว่า  

โรงเรียนเดิมที่มีคลิปรุมตบเด็กที่เป็นออทิสติกเมื่อ 1-2 วันก่อนเลย นี่มันโรงเรียนอนุบาลจริงเหรอวะทำไมมีแต่การใช้ความรุนแรง หรือเป็นโครงการฝึกดาวรุ่งนักวอลเลย์บอลทีมชาติกันแน่วะ  

ก่อนที่นักเรียนเสื้อสีส้มนั้น จะกระชากหัว และทุบหลังนักเรียนคนดังกล่าวเสียงดังสนั่น พร้อมกับมีเพื่อนถ่ายคลิป และพูดในลักษณะยุยง ให้นักเรียนเสื้อส้มตี ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อน และในคลิปนั้น เพื่อนนักเรียนกลับพูดเชียร์ว่า “จะทุบอย่างเดียวไม่ได้ มันจะไม่โหด”  

ซึ่ง edunewssiam ได้รับความเห็นจากอดีตผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ถึง จากกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาในภาพลบอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน 

“...สท้อนให้เห็นว่า นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ในรอบ  6 เดือนที่ผ่านมา ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่อาจบรรลุผลในมาตราการและดูแลสวัสดิภาพนักเรียนทางร่างกายและจิตใจ ในลักษณะให้ความสำคัญเอาใจใส่รอบด้านในทุกมิติได้ ...”

ที่มา ; EDUNEWSSIAM

 

เกี่ยวข้องกัน

ยายเด็กป.5 สมาธิสั้นถูกเพื่อนรุมทำร้ายแจ้งความแล้ว ผอ.แจงวุ่นเด็กอัพคลิปหารายได้ 

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตรวจสอบพบความรุนแรงในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอ.นาดูน จ.มหาสารคาม โดยพบโซเชียล แชร์คลิปเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายกันระหว่างนักเรียนด้วยกัน 

โดยเหตุการณ์แรกที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นภาพเด็กนักเรียนหญิง ชั้น ป.5 3-4 คน ยืนรุมล้อมเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เรียนอยู่ชั้น ป.5 เช่นเดียวกัน โดยน้องคนนี้เป็นเด็กสมาธิสั้น ประเภทพัฒนาการช้า แต่อยู่คนละห้องกับกลุ่มเด็กที่มารุมทำร้าย สาเหตุเพราะน้องที่ถูกทำร้ายได้มาตามหาปากกาลบคำผิดที่เพื่อนยืมไป แต่ว่าไม่ได้ของคืน จึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันและด่าทอกันไปถึงบุพการี จนเกิดการทำร้ายร่างกายกันขึ้น ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ซึ่งในวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม โรงเรียนอนุบาลนครจัมปาศรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดเหตุที่ปรากฏในคลิปได้เรียกทั้งกลุ่มเด็กที่กระทำ และเด็กที่ถูกกระทำมาพบและพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยมีนายอำเภอนาดูน ผอ.โรงเรียน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอนาดูน และเจ้าหน้าที่จากบ้านพักเด็ก พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.มหาสารคาม มาร่วมพูดคุยปรับความเข้าใจกัน 

โดยเด็กหญิงที่ถูกเพื่อนทำร้ายนั้นเป็นเด็กมีอาการสมาธิสั้น ประเภทการเรียนรู้ช้า ซึ่งสาเหตุมาจากน้องผู้หญิงที่ถูกทำร้ายได้มาตามหาปากกาลบคำผิด แต่พวกกลุ่มเด็กอีกฝ่ายบอกว่าไม่ได้เอาไป จึงเกิดการทะเลาะวิวาทและด่าทอถึงบุพการี จนเกิดการทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งในการพูดคุยเจรจาและปรับความเข้าใจกัน ตลอดจนขอโทษกันและกันและให้ผู้ปกครองไปช่วยดูแลพฤติกรรมและเยียวยาเด็กที่ถูกทำร้ายอย่างใกล้ชิด โดยมีการเผยแพร่ภาพนิ่ง เป็นภาพเด็กนักเรียนหันหลังให้กล้องแล้วยกมือไหว้ขอโทษทางผู้ปกครองและคณะครู

ต่อมาเมื่อคืนวันที่ 3 มีนาคม มีการแชร์คลิปการทำร้ายร่างกายกันในโรงเรียนอีกครั้งผ่านทางโซเชียล ซึ่งจากข้อมูลพบว่าสถานที่และนักเรียนที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทเป็นโรงเรียนอนุบาลนครจัมปาศรีอีกครั้ง เป็นโรงเรียนเดิม ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นการทำร้ายกันในห้องน้ำหญิง

โดยในคลิปปรากฏภาพนักเรียนเสื้อสีส้มได้ลงมือทำร้ายนักเรียนที่ใส่เสื้อสีเขียว ที่บริเวณในห้องน้ำ โดยมีนักเรียนคนอื่นๆ ต่างก็ยืนดู ยืนมองอยู่ โดยที่นักเรียนเสื้อสีเขียวไม่ได้มีการตอบโต้ หรือสู้กลับ มีการส่งเสียงกันในคลิปบอกให้คนที่ถูกตีนั้นสู้กลับ จะให้ถูกตุ๊บ ตุ๊บ อยู่ฝั่งเดียวไม่ได้ ตีให้มันแล้วๆ ไป ยังไงก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่สอบถามนายประสาท ราชจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า หลังจากที่ปรากฏคลิปอีกคลิปหนึ่ง ที่ปรากฏภาพนักเรียนมีการทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งจากการสอบถามเบื้องต้นก็พบว่าเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่าการใช้สื่อตรงนี้เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งปัจจุบันการโพสต์คลิปพวกนี้ก็เป็นการหารายได้ประเภทหนึ่ง เห็นผู้ปกครองทำคลิปสร้างรายได้อะไรต่างๆ ก็เลยอยากจะลองดู เป็นการเลียนแบบของสังคม ที่ทำให้มียอดไลค์ ยอดแชร์เพิ่มมากขึ้น

สำหรับในส่วนโรงเรียนก็จะหามาตรการดูแลพฤติกรรมเด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิดให้มากยิ่งขึ้น กำชับครูประจำชั้นให้จับตาดู หากเกิดความขัดแย้งระหว่างนักเรียนให้เร่งพูดคุยและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันอีก นอกจากนี้ จะมีการอบรมนักเรียนในโรงเรียนให้รู้จักถึงประโยชน์และโทษของโซเชียล และรู้ถึงความเหมาะสมของข้อมูลที่จะอัพโหลดหรือเผยแพร่ในสื่อสังคมโซเชียลต่างๆ

โดยรายงานข่าวแจ้งว่า ในวันนี้ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะลงพื้นที่เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน โดยมีเจ้าหน้าที่ หน่วยงานในสังกัด สพป.มหาสารคาม เขต 2, กรมกิจการเด็ก สนง.พมจ.มค., จนท.รพ.นาดูน และคณะกรรมการสถานศึกษา เข้าร่วมหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน

โดยนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่โรงเรียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลพบว่า ผอ.โรงเรียนและคุณครูทั้ง 17 คน ต้องมีการวางมาตรการดูแลนักเรียนปกติและนักเรียนที่เป็นเด็กพิเศษใหม่ทั้งหมด โดยจะต้องมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในลักษณะนี้อย่างใกล้ชิด ส่วนเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องชี้แจงให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้าใจถึงการมีส่วนร่วมในการดูแลบุตรหลาน จะต้องร่วมกันที่จะทำให้เด็กนักเรียนมีภูมิคุ้มกันที่จะทำให้มองว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำและอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำ

ส่วนการดูแลนักเรียนจะแยกเป็นดูแลนักเรียนที่ถูกทำร้าย จะมีการเยียวยาจิตใจและจัดให้มีการเรียนการสอนอีกรูปแบบหนึ่งที่เหมาะสม ส่วนนักเรียนที่ทำร้ายเพื่อน มีพฤติกรรมรุนแรง จะอบรมและดูแลพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดร่วมกับผู้ปกครอง และสุดท้ายคือกลุ่มกองเชียร์ หรือผู้อยู่ในเหตุการณ์ จะต้องมีการให้ความรู้ ไม่เห็นความรุนแรงเป็นเรื่องปกติและช่วยยับยั้ง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าคลิปทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่ในโรงเรียน ดังนั้น คุณครูและ ผอ.โรงเรียนต่างไม่อยากให้เกิดขึ้นและรู้สึกเสียใจมากที่เกิดเหตุในลักษณะแบบนี้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งจะให้โรงเรียนได้แจ้งข้อมูลการดูแลนักเรียนขณะนั้นโดยละเลียดอีกครั้ง และรายงานกระบวนการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางต่างๆ ที่จะปรับเปลี่ยนเข้ามาที่กระทรวงอีกด้วย

สำหรับการลงโทษนักเรียนต้องเข้าใจว่าเวลาที่เราจะลงโทษอะไรนักเรียนต้องมีการคุยกันก่อน แล้วหาต้นตอของสาเหตุที่ชัดเจน รวมถึงเบื้องลึกของพฤติกรรมของเด็กคนนี้อยู่ในครอบครัวแบบไหน เราจะคุยแล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเขา ต้องดูความเหมาะสม เพราะอาจเป็นแผลระยะยาวที่จะตามมาได้ จึงจะให้พวกนักจิตวิทยาและสหวิชาชีพมาช่วยกัน แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้เราต้องดูแลสภาพจิตใจของนักเรียนทุกฝ่ายก่อน

ขณะเดียวกัน จากข่าวก่อนหน้านี้ที่ออกมาว่าจบกันด้วยดีนั้น ต่อมานักข่าวได้รับการติดต่อจากยายของเด็กนักเรียนผู้เสียหายว่าไม่ใช่ตามที่เป็นข่าวออกไปก่อนหน้า ยายในฐานะผู้ปกครอง อยากที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ.นาดูน ไว้แล้ว เพราะเมื่อเห็นคลิปแล้วรู้สึกว่าทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้

นักข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่หมู่บ้านหนึ่ง ใน ต.หัวดง อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านของเด็กที่ถูกทำร้ายในคลิป พบกับ นางทองส่วน พรมมาแข้ อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นยายของเด็กที่ถูกทำร้าย ที่มีอาการสมาธิสั้น กล่าวว่า วันที่หลานสาวถูกทำร้ายร่างกายตนไม่ทราบเรื่อง เพราะกลับมาบ้านตอนเย็นก็เห็นหลานนิ่งเงียบ มีอาการซึมและไม่ยอมกินข้าว เอาแต่นอน พอตอนเช้าไปโรงเรียนก็มีอาการหวาดกลัว ตนก็รู้สึกแปลกใจแต่ยังไม่รู้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ต่อมาได้รับการติดต่อจากโรงเรียนว่ามีเรื่องกัน ก็ไปที่โรงเรียน มีการพูดคุยขอโทษกัน แต่ตอนนั้นตนยังไม่เห็นคลิป ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรรุนแรง จนกระทั่งเมื่อมาเห็นคลิปที่หลานถูกกลุ่มเพื่อนรุมทำร้ายร่างกาย ทั้งตบ เตะ จับร่างกระแทกพื้นอย่างรุนแรง ก็รู้สึกตกใจมาก ไม่คิดว่าหลานจะถูกกระทำรุนแรงขนาดนี้ หลานของตนไม่ใช่เด็กออทิสติก แต่เป็นเด็กที่มีพัฒนาการช้า

ซึ่งในวันที่โรงเรียนได้เรียกผู้ปกครองทั้ง 2 ฝ่าย โรงเรียนได้เป็นฝ่ายให้ข้อมูลแก่สื่อและสังคมว่ากรณีเด็กทำร้ายกันนั้นจบลงแล้ว มีการทำความเข้าใจกันตามรูปที่ปรากฏ โดยให้เด็กกอดและจับมือกัน จากนั้นก็มีเพียงเจ้าหน้าที่จากเขตพื้นที่การศึกษาเข้ามาพูดคุยไม่นานและก็ทำเหมือนจบกันไป ส่วนผู้ปกครองของกลุ่มเด็กที่มาทำร้ายหลานก็ยังไม่มาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมาตนรู้สึกเหมือนถูกมัดมือชก เพราะไม่ได้พูดคุยให้สัมภาษณ์กับสื่อ หรือให้ข้อมูลอาการบาดเจ็บของหลานเลย ขณะนี้หลานตนมีอาการหวาดกลัว ไม่อยากไปโรงเรียน และยังมีอาการบาดเจ็บที่ปรากฏตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า ลำตัวมีรอยฟกช้ำ ขาบวม ส่วนบริเวณกกหูที่ถูกเพื่อนตบก็ยังมีอาการปวดบวมอยู่ ซึ่งทุกครั้งที่เห็นร่องรอยที่ถูกกระทำบนตัวหลานก็รู้สึกเจ็บปวดใจมาก ยิ่งเมื่อได้เห็นคลิปก็รู้สึกสะเทือนใจจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ไม่คิดว่าหลานตนซึ่งเป็นคนที่มีพัฒนาการช้าแบบนี้ ไม่เคยทำร้ายใคร แต่กลับต้องมาถูกรุมทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงเช่นนี้

พอเห็นคลิปจึงได้แจ้งกับผู้ใหญ่บ้านและให้ผู้ใหญ่บ้านพาไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.นาดูน เพราะว่าครอบครัวอยากให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะพ่อแม่ของหลานต้องทำงานรับจ้างขับรถที่กรุงเทพฯ มีภาระงานที่รัดตัวจึงเดินทางกลับมาจัดการเรื่องนี้ลำบาก มีเพียงตนซึ่งอายุมาก ก็ไม่รู้จะเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องนี้กับใคร อีกทั้งพอเห็นคลิปทีไรก็น้ำตาตกทุกที สลดใจ หดหู่ใจมาก กลั้นน้ำตาไม่อยู่ หลานโดนกระทำอย่างไม่ใช่คน วันเสาร์ที่ผ่านมาแค่จัดฉากให้เด็กจับมือกัน ขอโทษกัน โรงเรียนคงไม่อยากให้เสียหาย มีนายอำเภอเป็นคนให้ข่าวว่าจบกันด้วยดี ตอนนี้อยากให้นักข่าวช่วยเหลือ ให้ความเป็นธรรมให้กับหลานตนด้วย อยากให้กลุ่มผู้กระทำได้รับโทษให้สาสมกับที่ทำกับหลานตน อยากให้รู้บ้างว่า หากกลุ่มนั้นถูกกระทำบ้างจะรู้สึกอย่างไร จะรู้สึกแบบไหน ที่โรงเรียนบอกว่าจะเยียวยาก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า อยากจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะญาติพี่น้องที่เห็นคลิปก็โทรมาบอกให้กำลังใจ ใครเห็นก็ร้องไห้โฮ ไม่คิดว่าหลานจะถูกกระทำรุนแรงขนาดนี้ ตอนนี้จะไม่ให้หลานไปเรียนแล้ว ให้ย้ายโรงเรียนแน่นอน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยของหลาน

 

เกี่ยวข้องกัน

สพฐ.ลงพื้นที่ประสานเครือข่ายแก้ปัญหาความรุนแรงของนักเรียน

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมและมอบนโยบาย การสร้างความเข้าใจ เรื่อง การจัดการศึกษาเรียนรวม และการปฏิบัติที่ถูกต้องของการร่วมกันของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน และการนำนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ลงสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมร่วมกัน พร้อมด้วย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สรุปภาพรวมการดำเนินงาน โดยเน้นบทบาทการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลและช่วยเหลือนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในโรงเรียนเรียนรวม ตามองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ นักเรียน สภาพแวดล้อม กิจกรรมการเรียนการสอน และเครื่องมือ รวมถึงการส่งต่อข้อมูลแบบต่อเนื่อง และได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดมหาสารคาม โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ ศึกษานิเทศก์ ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมโรงเรียนอนุบาลจำปาศรี จังหวัดมหาสารคาม ควบคู่กับการประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 300 ยูสเซอร์ และมีผู้เข้าชมถ่ายทอดสดจากทั่วประเทศผ่าน Youtube Live มากกว่า 600 แอคเคานต์.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งเรามีการจัดการศึกษาเรียนรวมระหว่างเด็กปกติและเด็กพิเศษ ถือเป็นความรับผิดชอบของผอ.เขตพื้นที่ฯ ในการให้ความสำคัญ และดูแลเด็กเหล่านี้อย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงต้องเพิ่มเติมความรู้ให้ครูพี่เลี้ยงในการดูแลเด็กกลุ่มนี้ด้วย โดยทุกวันนี้สังคมให้ความสำคัญกับเด็กพิเศษมากขึ้น เราจึงต้องดูแลจัดการเรียนรู้ให้เขาอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ อีกทั้ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ก็มีความห่วงใยในเรื่องนี้ จึงได้สั่งการให้ สพฐ. มีการจัดระบบในการดูแลเด็กกลุ่มนี้ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทระหว่างกัน เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งต้องขอบคุณโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ ทุกแห่งที่จัดการเรียนรวม ที่สามารถดำเนินการมาได้เป็นอย่างดี และที่ผ่านมาเราทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ตรงไหนที่บกพร่องก็ต้องเข้าไปดูแลแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัย ให้นักเรียนทุกคน “เรียนดี มีความสุข” ในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมกัน.

ทางด้าน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่า วันนี้ตนได้ลงพื้นที่โรงเรียนในจังหวัดมหาสารคามที่ปรากฏในข่าวว่ามีเหตุนักเรียนทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาเรียนรวม โดยได้เข้าไปพูดคุยร่วมวางบทบาทผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้สอนและครูพี่เลี้ยง รวมถึงผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ได้ให้แนวทางในการปฏิบัติ การสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชน การร่วมใจกันดูแลนักเรียนและสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง สร้างพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งให้นักเรียนทุกคนมีความสุขเมื่ออยู่โรงเรียน และได้นำข้อห่วงใยของท่าน รมช. รมช. และ เลขาฯ กพฐ. ซึ่งให้ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน เน้นย้ำไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต จากนั้นจึงได้มาประชุมร่วมกับผอ.เขตพื้นที่ทั่วประเทศและผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษทุกจังหวัด โดยเน้นย้ำให้ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” เพราะการเรียนรวมเป็นการศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) ตอบสนองความหลากหลายของเด็กที่มีความแตกต่างกัน เปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้เรียนในโรงเรียนรวมกับเด็กปกติ ให้พวกเขาได้รับการศึกษาที่เหมาะสม มีการจัดแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล หรือแผน IEP การวัดและประเมินผลตามระดับความสามารถของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันในปัจจุบันสถิตินักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษมากที่สุดคือ บกพร่องทางการเรียนรู้ ในเบื้องต้นขอให้ครูทำการช่วยเหลือเด็กที่มีความเสี่ยงก่อน โดยรูปแบบการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ระยะ หากช่วยเหลือแล้ว แก้ไขไม่ได้ จึงค่อยให้ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ นักสหวิชาชีพ หรือแพทย์เป็นผู้วินิจฉัยต่อไป นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการบูรณาการการทำงานภายใต้บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ครู พี่เลี้ยงเด็กพิการ รวมถึงสร้างความเข้าใจกับนักเรียนทุกคนในโรงเรียน รวมถึงผู้ปกครองด้วย.

“สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือผู้บริหารโรงเรียนต้องเข้าใจธรรมชาติของนักเรียนทุกกลุ่ม โดยไม่มีอคติและไม่ตีตราเด็ก และพาคิด พาทำ อย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของพวกเขา โดยมีศูนย์การศึกษาพิเศษของแต่ละจังหวัด รวมถึงศึกษานิเทศก์มาเป็นพี่เลี้ยง ช่วยดูแลให้คำแนะนำเมื่อโรงเรียนต้องการความช่วยเหลือ ทั้งการจัดการเรียนการสอนหรือการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพื่อดึงศักยภาพให้เด็กกลุ่มนี้สามารถอยู่ร่วมกับทุกคนในสังคมได้อย่างมีความสุข หรือสามารถหาเครือข่ายเข้ามาช่วยในการพัฒนาได้ รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ปกครองในการสังเกตและช่วยเหลือด้านการเรียนรู้ของบุตรหลาน ก็จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งระบบ เป็นการสร้างสังคมของการให้และเป็นสังคมที่ดีต่อคนทุกกลุ่ม ทำให้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เกิดขึ้นได้จริงเป็นรูปธรรม” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว.

ขณะที่ นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผอ.สศศ. ได้กล่าวถึงเอกสารแนวทางการจัดการศึกษาเรียนรวมสำหรับสถานศึกษา และแนวทางการช่วยเหลือนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อความล้มเหลวทางการเรียน ที่ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และศูนย์การศึกษาพิเศษ นำไปใช้เป็นแนวทางการจัดการศึกษาเรียนรวม การขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเรียนรวมในจังหวัดผ่านทางคณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาคนพิการจังหวัดและภาคีเครือข่ายในจังหวัด พร้อมสนับสนุนให้สถานศึกษาจัดทำ IEP online เพื่อให้เด็กได้รับคูปองทางการศึกษาครบทุกคน รวมถึงการจัดทำโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการในการพัฒนาการจัดการศึกษาเรียนรวม นอกจากนี้ ยังมี รศ.ดร.ดารณี ศักดิ์ศิริผล ผู้ทรงคุณวุฒิประจำภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้บรรยายให้ผู้เข้าร่วมประชุมรับทราบเรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ พร้อมทั้งตัวแทนศึกษานิเทศก์ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนการจัดศึกษาเรียนรวม จำนวน 3 เขต ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี อีกด้วย

ที่มา ; เดลินิวส์ 5 มีนาคม 2567


เกี่ยวข้องกัน

ทัวร์ลงนักเรียน ป.6 รร.ดังเมืองคอนรุมตบเพื่อนต่างห้อง 

วันที่ 10 ม.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกโซเซียลมีการเผยแพร่คลิปนักเรียนหญิงชั้น ป.6 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งกลางเมืองนครศรีธรรมราช เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 มี.ค. เป็นคลิปเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งแอบถ่ายเหตุการณ์ภายในห้องเรียนชั้น ป.6 ในคลิปมีนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งก่อเหตุรุมตบกระชากผมทำร้ายร่างกายนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่แต่งกายชุดพละโรงเรียน แม้ว่าเพื่อนนักเรียนหญิงจะพยายามห้ามปรามหลายครั้ง แต่นักเรียนหญิงกลุ่มดังกล่าวไม่ยอมหยุด ยังคงด่าทอสลับตบหน้าและกระชากผมนักเรียนหญิงหลายครั้ง โดยที่นักเรียนหญิงคนที่ถูกทำร้ายไม่มีตอบโต้ แต่นั่งนิ่งร้องร่ำไห้ตลอดเวลา 

หลังคลิปถูกเผยแพร่มีการส่งต่ออย่างกว้างขว้างในโลกโซเชียล ส่วนใหญ่ตำหนิพฤติกรรมของกลุ่มนักเรียนหญิงที่ก่อเหตุ 

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ นางอัญชลี นามสนธิ์ รองผอ.สพป.นศ.1 และนายประยูร เจริญวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียน รวมทั้งคณะครู เชิญผู้ปกครองทั้ง 2 ฝ่ายร่วมพูดคุยกับเรื่องที่เกิดเหตุ โดยการหารือไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟัง 

ซึ่งการหารือช่วงแรกมีการแยกสอบถามผู้ปกครองเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายผู้ปกครองของนักเรียนทั้ง 3 คนก่อก่อเหตุ และฝ่ายผู้ปกครองที่ถูกทำร้ายนานประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่ผู้ปกครองทั้ง 2 ฝ่ายจะเข้าร่วมหารือเรื่องที่เกิดขึ้นภายในห้องประชุม โดยใช้เวลาหารือนานร่วม 3 ชั่วโมง จากนั้นทั้งคณะรวมทั้งผู้ปกครองของนักเรียนที่ก่อเหตุ ร่วมเดินทางไปที่บ้านนักเรียนหญิงที่ถูกทำร้ายซึ้งอยู่ในพื้นที่ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง 

โดยผู้ปกครองของนักเรียนหญิงที่ก่อเหตุเข้าไหว้และโทษญาติๆของนักเรียนหญิง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยดี ทั้งสองฝ่ายมีการพูดคุยกัน ส่วนนักเรียนหญิงที่ถูกทำร้ายยังอยู่ในอาการเซื่องซึมอย่างเห็นได้ชัด หลังหมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลวันนี้ (10 มี.ค.) 

ป้า ของน้องกีต้าร์ อายุ 12 ปี นักเรียนหญิงที่ถูกเพื่อนทำร้ายในคลิป เผยกับผู้สื่อข่าวว่า ครอบครัวตกใจหลังทราบข่าวว่าหลานสาวถูกเพื่อนรุมทำร้ายในห้องเรียน ยอมรับว่ารับไม่ได้กับพฤติกรรมของกลุ่มนักเรียนหญิงคู่กรณีทั้ง 3 คน หลังเกิดเหตุทางผู้อำนวยการโรงเรียนมีการแจ้งผู้ปกครองของนักเรียนที่ก่อเหตุแล้ว แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ แต่ยอมรับว่าเข้าใจระดับหนึ่งว่าเป็นพฤติกรรมของนักเรียน ไม่ใช่ความผิดของผู้ปกครอง โดยเฉพาะพ่อของหลานสาวรับไม่ได้ จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมือง เพื่อให้ดำเนินคดีกับนักเรียนหญิงทั้ง 3 คน ที่ทำร้ายร่างกายหลานสาว อย่างไรก็ตามตนรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก เพราะหลังเกิดเหตุพ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนหญิงทั้ง 3 คน ไม่มาเยี่ยมหรือโทรศัพท์สอบถามหรือขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น อันที่จริงเรื่องที่เกิดขึ้นมันจบตั้งแต่วันหลังเกิดเหตุแล้ว แต่ทางญาติติดใจว่าคลิปหลานถูกทำร้ายถูกเผยแพร่ทำให้ญาติๆความรู้สึกรับไม้ได้ เพราะหลานสาวอยู่ในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ ประกอบกับหลังเกิดเหตุพ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนหญิงทั้ง 3 คนไม่เคยแม้แต่จะขอโทษ ในส่วนทางคดีนั้นให้ทางตำรวจดำเนินคดีต่อไป เพราะไม่ต้องการให้นักเรียนหญิงทั้ง 3 คนไปก่อเหตุแบบนี้กับคนอื่นอีก 

ด้านนายประยูร เจริญวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียน เผยว่าการหารือเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ยังไม่มีข้อยุติ ซึ่งจะมีการหารือกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตามระบบของโรงเรียนค่อนข้างจะเข้มข้น แต่วันเกิดเหตุทางโรงเรียนมีการเตรียมจัดงานวันวิชาการ คุณครูจึงต้องมาช่วยกันจัดเตรียมงาน ทำให้เกิดช่องโหว่ เด็กนักเรียนทะเลาะกันในห้องเรียน หลังทราบเรื่องทางโรงเรียนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ในส่วนของนักเรียนที่ถูกกระทำสอบถามแล้วยังยืนยันว่าจะเรียนชั้น ม.1 ที่โรงเรียนเหมือนเดิม ส่วนนักเรียนที่ก่อเหตุทั้ง 3 คน ทางโรงเรียนได้ข้อมูลจากผู้ปกครองและครูประจำชั้นแล้ว ซึ่งจะมีการดำเนินการต่อไป

ส่วนที่มีการดรามาว่าทางโรงเรียนพยายามปิดข่าวนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ปกป้องชื่อเสียงโรงเรียน แต่ต้องการปกป้องเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นลูกของเรา. 

ข่าวต้นฉบับ: อมรินทร์ทีวี www.amarintv.com

 

ที่มา ; msn

เกี่ยวข้องกัร

สพฐ.ห่วงใยสุขภาพจิตเด็ก วอนโซเชียล งดแชร์ภาพรุนแรงเด็ก 

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอภาพความรุนแรงต่อเด็กผ่านทางสื่อออนไลน์จำนวนมาก ทั้งการทะเลาะวิวาท หรือการทำร้ายร่างกายกัน โดยที่มีการนำคลิปเหตุการณ์มาเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งสะเทือนต่อความรู้สึกนั้น 

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ในประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้นำความห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีต่อเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจากเด็กและเยาวชนอยู่ในช่วงวัยที่กำลังเรียนรู้และยังมีความเปราะบางทางอารมณ์ การนำเสนอภาพความรุนแรงต่อเด็กอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็ก หรือเกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้ ซึ่งปัจจุบันความรุนแรงที่เกิดกับเด็กมีหลากหลายปัจจัยมาก ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรงกับเด็ก ซึ่งมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรง เช่น การเสพสื่อต่างๆ ที่มีเนื้อหารุนแรงโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยชี้แนะ ไม่ว่าจะเป็นสื่อในโทรทัศน์ หรือโซเชียลมีเดีย อินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดเป็นผลร้ายต่อเด็กที่กระทำ ถูกกระทำ และร่วมอยู่ในเหตุการณ์ในคลิปทั้งหมด รวมถึงเด็กที่ดูคลิปที่ถูกส่งต่อกันมาเช่นกัน 

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ขอวิงวอนผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกช่องทาง งดเผยแพร่ภาพความรุนแรงต่อเด็กในทุกกรณี และนำออกจากสื่อต่างๆ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็ก รวมถึงป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ และหลีกเลี่ยงการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กทางสื่อประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยมีเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อจิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์ของเด็ก เป็นการฝ่าฝืนข้อห้าม ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีโทษตามมาตรา 79 ของ พ.ร.บ.เดียวกัน จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก สามารถแจ้งความเกี่ยวกับสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อโซเชียลที่กระทำการในลักษณะดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีได้ ซึ่งในการนี้ “กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เข้าใจในความห่วงใยของผู้ส่งต่อเช่นกันที่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่หากพบเหตุการณ์ในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยกับเด็ก สามารถประสานแจ้งมาที่หน่วยงานที่มีหน้าที่คุ้มครองเด็กของกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง สายด่วน ศธ. 1579 ได้ตลอดเวลา และจะรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน จักขอบคุณอย่างยิ่งค่ะ” โฆษก สพฐ. กล่าว 

ที่มา ; เดลินิวส์ 10 มีนาคม 2567