สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ตั้งกรรมการสอบนักเรียนถูกทำโทษเกินกว่าเหตุ

วันที่ 2 มีนาคม 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองโฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ โดยการใช้ไม้เรียวตีที่ก้นจนฟกช้ำ เนื่องจากนักเรียนไม่ได้ส่งการบ้าน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 นั้น

นายธีร์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบและมอบหมายให้ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. นำโดยนายตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์ความปลอดภัยฯ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พบว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยผู้ปกครองนักเรียนได้เดินทางมาพบและพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้บริหารและครูได้ขอโทษผู้ปกครองเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวและยืนยันจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก แต่ทางผู้ปกครองยังรู้สึกติดใจจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยที่ครูผู้สอนมิได้กระทำการท้าทายแต่อย่างใด 

จากนั้นในวันนี้ (2 มีนาคม 2567) ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พร้อมเจ้าหน้าที่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่ฯ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนเพื่อดูแลเยียวยาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ และให้กำลังใจผู้ปกครองนักเรียน พร้อมทั้งดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และมีคำสั่งให้ย้ายครูคนดังกล่าว มาช่วยราชการที่ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 ทันที จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ ส่วนเรื่องคดีความนั้นได้ประสานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

"ทาง สพฐ. รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ต้องการให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นในสถานศึกษาไม่ว่าในระดับใดก็ตาม ในส่วนนี้จึงต้องกำชับทุกโรงเรียนให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนฯ ไม่ให้กระทำเกินขอบเขตที่ได้กำหนดไว้ พร้อมทั้งกำชับทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการดูแลนักเรียนด้วยความเอาใจใส่อย่างรอบด้านทุกมิติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขอให้คุณครูเป็น safe zone ที่พึ่งทางจิตใจให้แก่นักเรียน เพื่อช่วยกันสร้างเสริมให้นักเรียนทุกคนเติบโตอย่างเข้มแข็ง “เรียนดี มีความสุข” อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่” รองโฆษก สพฐ. กล่าว 

ที่มา ; แนวหน้า วันเสาร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567 

เกี่ยวข้องกัน

เด็กประถม 5 ถ่ายคลิปหัวเราะร่าขณะร่วมกันทำร้ายร่างกายเด็กออทิสติก 

เรื่องเดิม

1. เมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา มีคลิป ๆ หนึ่งกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์ เนื้อหาในคลิปคือการร่วมกันทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิงคนหนึ่งภายในห้องเรียน

2. จากนั้นได้มีข้อมูลออกมาว่ากลุ่มเด็กผู้หญิงที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายเพื่อนในห้องนั้น กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ป.5 ของโรงเรียนอนุบาลนครจัมปาศรี และเด็กที่ถูกทำร้ายเป็นเด็กออทิสติก 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

3. เวลาผ่านไปไม่นาน ชาวเน็ตเริ่มขุดคุ้ยจนพบว่าในเหตุการณ์นี้มีผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด 4 คน ทั้ง 4 คนเป็นเพื่อนร่วมห้องของเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกาย และสถานที่เกิดเหตุคือภายในห้องเรียนของพวกเธอนั่นเอง

4. อ้างอิงจากข้อมูลในเน็ตระบุว่า เด็กออทิสติกกับกลุ่มเด็กผู้ก่อเหตุมีปัญหากันมาก่อนหน้านี้ไม่นาน ต้นตอของปัญหาคือเด็กผู้ก่อเหตุขอยืมลิควิดเด็กออทิสติกแล้วไม่ยอมคืน

5. พอเด็กออทิสติกไปทวงลิควิตคืน เด็กผู้ก่อเหตุก็เกิดความไม่พอใจจนเรื่องบานปลายถึงขั้นร่วมกันทำร้ายร่างกายเด็กออทิสติก

6. ส่วนคลิปที่หลุดออกมา เป็นคลิปที่ถูกถ่ายโดยหนึ่งในผู้มีส่วนร่วม เธอถ่ายคลิปและนำคลิปนี้ไปโพสต์ลงในสตอรี่อินสตาแกรม จากนั้นก็มีรุ่นพี่ในโรงเรียนบันทึกเอาไว้และส่งต่อให้ครูในโรงเรียน ก่อนที่คลิปนี้จะถูกลบไป 

การแก้ปัญหาของโรงเรียน

7. ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกทั้งสองฝ่ายเข้าพบพร้อมกับผู้ปกครอง ก่อนที่จะเริ่มการสอบสวน ผู้อำนวยการได้ให้เด็กทุกคนดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับสาบานว่าจะพูดแต่ความจริง ถ้าใครพูดโกหกจะต้องมีอันเป็นไป

8. บทสรุปคือ เด็กผู้ก่อเหตุและคนที่มีส่วนร่วมอีก 3 คน ถูกลงโทษโดยการตัดสิทธิการเข้าค่ายลูกเสือ และค่ายทัศนศึกษาของโรงเรียน

9. ส่วนสาเหตุที่คลิปหลุดออกมาในโลกออนไลน์เป็นเพราะว่า คนที่ปล่อยคลิป (ไม่ได้ระบุว่าใคร) รู้สึกว่าเด็กออทิสติกไม่ได้รับความยุติธรรมมากพอ คน ๆ นั้นจึงทำการปล่อยคลิปเพื่อให้สังคมช่วยมอบความยุติธรรมนั่นเอง

10. ตอนนี้เพจเฟซบุ๊คโรงเรียนอนุบาลนครจัมปาศรีได้ปิดช่องแสดงความคิดเห็น และเริ่มทยอยลบโพสต์ที่ถูกทัวร์ลงแล้ว หลังจากที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงการลงโทษและการให้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ

11. แน่นอนว่าชาวเน็ตหลายคนค่อนข้างไม่เข้าใจว่า แค่ออกมาอธิบายก็น่าจะจบแล้ว ทำไมโรงเรียนถึงเลือกที่จะปิดการแสดงความคิดเห็น แล้วปล่อยให้เรื่องบานปลายแบบนี้ 

ที่มา ; blockdit

 

เกี่ยวข้องกัน

ครูยอมรับ! ฟาดก้นเด็ก ป.4 ศิษย์คนโปรด 

หลังจากที่ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี ชาว อ.สบปราบ จ.ลำปาง ได้พาลูกชาย อายุ 10 ขวบ ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.สบปราบ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สบปราบ เมื่อช่วงค่ำวานนี้ หลังทราบว่าลูกชายถูกครูประจำชั้น ซึ่งเป็นครูผู้ชาย ตีจนก้นช้ำเลือดเหตุเพราะไม่ทำเวรที่โรงเรียนเมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา และเช้าวันนี้ซึ่งเป็นวันเปิดเรียนจึงถูกทำโทษหน้าชั้นเรียน ซึ่งครูใช้ด้ามไม้กวาดตีเข้าที่ก้นอย่างแรงจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งแม่เด็กมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

ความคืบหน้าล่าสุด เช้าวันนี้ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.สบปราบ จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สบปราบ พร้อมด้วยแม่เด็ก ได้เดินทางมายังโรงเรียนเพื่อดูห้องเรียน และจะได้พบกับผู้บริหารโรงเรียนและครูที่ทำการตีเด็กนักเรียนรายนี้ ก็พบด้ามไม้กวาดซึ่งเป็นบ้องไม้ยาวประมาณกว่า 1 เมตร โดยเป็นไม้ที่ตัน อยู่ในห้องเรียน 

ซึ่งเด็กนักเรียนระบุว่า เป็นไม้ที่ใช้ตีก้นนักเรียนที่เจ็บ โดยครูตีไป 3 ที ก่อนที่จะพาเด็กนักเรียนชายออกมาจากห้องพร้อมแม่ แล้วไปพบกับ นายประคอง อินทร์นวล ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน รวมถึงครูชายที่ก่อเหตุ 

สำหรับครูที่ใช้ไม้บ้องดังกล่าวฟาดก้นเด็กนั้นเป็นครูประจำชั้นที่สอนวิชาดนตรี และเด็กนักเรียนคนดังกล่าวก็เป็นศิษย์คนโปรดของครูท่านนี้ด้วย ซึ่งการพูดคุยกันในห้องประมาณ 15 นาที โดยไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้ารับฟัง 

ซึ่ง แม่เด็ก บอกว่า ครูได้ยกมือไหว้แม่เพื่อขอโทษ พร้อมบอกจะไม่ทำแบบนี้อีก แต่ตนยืนยันที่จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเพราะทำเกินกว่าเหตุจริงๆ ซึ่งในส่วนที่แจ้งความไว้ก็ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จะไม่ยอมความ และอยากให้ย้ายครูออกไปจากโรงเรียน จะไม่ยอมย้ายลูก เพื่อความปลอดภัย เพราะหากยังให้ครูอยู่ที่นี่ก็ต้องเจอกันกับลูก จึงขอให้ย้ายออกไปเพื่อความสบายใจ 

ทั้งนี้ ผู้บริหารโรงเรียนก็ช่วยเจรจาให้สองฝ่ายจบเรื่องโดยเร็ว แต่ก็ไม่เป็นผล 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนเด็กนักเรียนที่เจ็บ วันนี้ยังมาเรียนตามปกติ แต่ก็ยังเจ็บที่ก้นที่ถูกตีด้วยบ้องไม้ด้ามไม้กวาดที่ตัน ซึ่งคาดว่าน่าจะถูกใช้น้ำหนักฟาดเข้าเต็มแรงที่ก้นของเด็กนักเรียนจนฟกช้ำหนักและมีอาการบวม

ซึ่งเมื่อคืน แม่เด็กบอกว่าต้องกินยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบ ส่วนการนอนก็ต้องนอนตะแคงข้าง เพราะนอนหงายไม่ได้ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 5 มีนาคม 2567 

เกี่ยวข้องกัน

ครูลงโทษนักเรียนรุนแรงเกินกว่าเหตุ อาจเข้าข่ายผิด‘พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’ 

เอ่ยคำว่า “ทรมาน-อุ้มหาย” ในความเข้าใจของคนทั่วไป หากเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐก็มักจะนึกถึงการควบคุมตัวโดยตำรวจ ดังกรณีของคดีอื้อฉาว “ถุงดำคลุมหัว”เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 จนกลายเป็นกระแสให้เกิดการผลักดัน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ออกมาบังคับใช้หรือหากเป็นพื้นที่ที่ใช้กฎหมายพิเศษก็อาจเป็นโดยทหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่เรือนจำ (ผู้คุม)ในกรณีของผู้ต้องโทษจำคุก 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ที่เพิ่งออกมานั้น ต้องบอกว่า “ใกล้ตัวกว่าที่คิด” เพราะก่อนหน้านี้ไม่น่าจะมีใครในสังคมไทยที่มองว่า พฤติกรรมการลงโทษนักเรียนที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของครูบาอาจารย์ในสถานศึกษา” จะเข้าข่ายความผิดเรื่องทรมาน-อุ้มหาย ถึงกระนั้นก็ต้องเตือนกันไว้ “หลังจากนี้ต้องระวัง” ดังมุมมองที่ ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ไว้ในวงเสวนา “ก้าวต่อไปกับการป้องกันการทรมาน” เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. 2567 เนื่องในโอกาสครบ 1 ปี ที่กฎหมายกำหนดความผิดฐานทรมานและอุ้มหายมีผลบังคับใช้ 

วงเสวนานี้ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผศ.ดร.รณกรณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย อันเป็นตำแหน่งตามมาตรา 14 (4) ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 กล่าวว่า เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้มีความก้าวหน้า ซึ่งหลายประเทศแม้มีการระบุความผิดฐานทรมานหรืออุ้มหาย แต่น่าจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ระบุความผิดฐานลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมักจะไปอยู่ในหมวดความผิดทางอาญาตามกฎหมายทั่วไป 

แต่กฎหมายของไทย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เขียนไว้ใน “มาตรา 6” ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ ที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”, การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงอันตรายอันเป็นผลปกติหรือสืบเนื่องจากการลงโทษทั้งปวงที่ชอบด้วยกฎหมาย 

โดย มาตรา 5 ของ พ.ร.บ. นี้ ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

        (1) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม

        (2) ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สาม

        (3) ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม 

        (4) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน 

ขณะที่ “มาตรา 3” ให้นิยาม “เจ้าหน้าที่รัฐ” ไว้ว่า หมายถึง “บุคคลซึ่งใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบอำนาจ หรือได้รับการแต่งตั้ง อนุญาต สนับสนุน หรือยอมรับโดยตรงหรือโดยปริยายจากผู้มีอำนาจรัฐให้ดำเนินการตามกฎหมาย” ซึ่งตัวอย่างหนึ่งคือ “ครูในสถาบันการศึกษาของรัฐ” ไม่ว่ามีสถานะเป็นข้าราชการหรือครูอัตราจ้าง หากลงโทษนักเรียนด้วยวิธีที่เข้าข่ายโหดร้ายย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็จะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ด้วย และ “มาตรา 36” ระบุว่า ผู้กระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โรงเรียนรัฐเป็นอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่ได้มีอำนาจ ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ ไม่ได้ให้อำนาจเขาอยู่แล้วในการที่เขามาตีเรา ในการมากล้อนผม ในการมาทำร้ายร่างกายเราอันนี้เป็นอยู่แล้ว เพราะไปประเทศอื่นปกติมันต้องถึงขั้นทรมาน แต่กฎหมายไทยลดระดับแม้ไม่ถึงทรมาน ลดระดับมาแค่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี แค่ทำให้เราอับอายขายหน้า ลดศักดิ์ศรีปฏิบัติกับเราเหมือนเราไม่ใช่คนเท่าเทียมกับครู แบบนี้ก็ผิดมาตรา 6” ผศ.ดร.รณกรณ์ กล่าว 

ผศ.ดร.รณกรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ปกติเวลาพูดถึงกฎหมาย พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย ก็จะเน้นไปที่ตำรวจ ทหาร ราชทัณฑ์ แต่จริงๆ ใน คกก.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีแนวคิดว่า ในปี 2567 เป้าหมายอีกกลุ่มที่จะเดินสายไปพูดคุยทำความเข้าใจ หรือทำ Outreach Program (การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์) ก็คือโรงเรียน แต่ก็ต้องรอให้ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ผ่านออกมาบังคับใช้เสียก่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเดือนพฤษภาคม 2567 เพื่อให้มีการจัดสรรงบประมาณมาทำงานในส่วนนี้ 

ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567

เกี่ยวข้องกัน

ผู้ปกครอง-ครูที่สุรินทร์ปรับความกันแล้ว กรณีลงโทษนร.เกินเหตุ 

วันที่ ( 9 ส.ค. 67 ) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์รายงานว่า จากกรณีที่ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองเด็กนักเรียนชั้น ป.ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ว่า ลูกหลานของตนถูกคุณครูลงโทษด้วยการใช้ไม้ปัดขนไก่ตีที่ฝ่ามือจนพกช้ำ และมีแผลที่เกิดจากการทิ่มแทงของตอขนไก่ ส่วนอีกรายถูกคุณครูลงโทษด้วยการสั่งให้สก๊อตจั๊มพ์จำนวน 1,000 ครั้ง เนื่องจากลูกหลานของตนคัดลอกการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ลงในสมุดไม่ทัน

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่โรงเรียนดังกล่าว เพื่อพบท่านผู้อำนวยการโรงเรียน และขอข้อมูลคำชี้แจงข้อเท็จจริงจากทางโรงเรียน ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น แต่เนื่องด้วยผู้อำนวยการงานติดราชการ ไม่อยู่ที่โรงเรียน จึงได้ให้ฝ่ายธุรการ เป็นตัวแทนในการให้ข้อมูลต่อผู้สื่อข่าว ทราบว่า สืบเนื่องจากข่าวผู้ปกครองร้องลูกหลานโดนครูลงโทษเกินเหตุ - สั่งลุกนั่งเป็น 1,000 ครั้ง และถูกตีด้วยไม้ขนไก่จนช้ำและมีแผล ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ที่เป็นข่าว เมื่อท่านผู้อำนวยการโรงเรียนได้ทราบเรื่อง ได้มีการดำเนินการตามระเบียบ ทำการเยียวยา ขอโทษ ขอขมาต่อผู้ปกครองของนักเรียนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 ส.ค. 67 ที่ผ่านมา 

ส่วนสาเหตุหลักคือ การสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างโรงเรียน เด็กนักเรียน และผู้ปกครอง เพราะทางผู้ปกครองมีการชื่นชมทางคุณครูผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคุณครูที่มีการสอน การใส่ใจที่ดีมากๆ คนหนึ่ง เพียงแต่เป็นการทำโทษที่ผิดพลาดครั้งแรกเท่านั้น   ทางผู้ปกครองจึงไม่มีการติดใจกับทางคุณครูผู้ถูกกล่าวหาทางโรงเรียนแต่อย่างใดทั้งสิ้น โดยมีการมาเจรจา และสร้างข้อตกลงกันใหม่ตามความเหมาะสมและความประสงค์ของผู้ปกครอง โดยผู้ปกครองต้องการให้นักเรียนมีการบ้านเพียงสองวิชา และไม่เกิน 10 ข้อต่อวิชาเท่านั้น เนื่องจากผู้ปกครองไม่มีเวลาในการสอนและควบคุมดูแลนักเรียนในการทำการบ้าน

ทางด้านคุณแม่ของนักเรียน  เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ทางผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครูได้เข้ามาพูดคุยเจรจรกับตนแล้ว และครูที่ลงโทษเด็กก็ขอโทษ และยอมรับผิด ตอนนี้ครอบครัวก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว และก็อยากให้เรื่องทุกอย่างนั้นจบลงด้วยดี เลิกแล้วต่อกัน ขอไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งประเด็นที่ตนต้องการที่จะย้ายโรงเรียนให้ลูกนั้น เนื่องจากลูกไม่มีกระจิตกระใจที่จะเรียนต่อที่นี่แล้ว แต่ทางโรงเรียนก็ไม่อยากให้ย้าย เพราะกลัวว่าจะเกิดการบลูลี่กัน แต่เดี๋ยวหลังจากนี้ ตนจะขอคุยกับลูกอีกครั้งว่า อยากเรียนต่อที่นี่ หรืออยากที่จะย้าย อยากให้เป็นความสบายใจของลูกมากที่สุด 

ที่มา ; แนวหน้า วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2567

เกี่ยวข้องกัน

ศธ.ยกเคสทรงผม แนะครูลงโทษนักเรียนอย่างสร้างสรรค์-ไม่ทำให้อับอาย 

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ระเบียบทรงผมนักเรียนไทยเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงค่านิยมและวัฒนธรรมการศึกษาและมีผลกระทบภาพลักษณ์ของสถาบันการศึกษา ซึ่งเกิดเป็นหลายมุมมองถกเถียงในสังคมจนถอดบทเรียนพิจารณานำไปสู่การยกเลิกระเบียบ “ทรงผมนักเรียน” ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา 

แต่ทุกวันนี้ก็ยังเห็นข่าวการลงโทษเรื่องทรงผมนักเรียนอย่างไม่เหมาะสมอยู่ โดย ศธ.เคารพความแตกต่าง เรียกได้ว่าเป็นโอกาสปฏิรูปการศึกษาให้เกิดการปฏิบัติที่ยืดหยุ่นในยุคใหม่ ลดความเข้มงวดตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป อย่างเรื่องการปรับปรุงระเบียบให้สิทธินักเรียนในการแสดงออกเรื่องแต่งกายหรือไว้ทรงผมที่ไม่ละเมิดคุณค่าหรือกฎระเบียบของสถาบัน และการปฏิบัติต่อผู้เรียนต้องเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม ไม่ให้การลงโทษใดเกินกว่าความเหมาะสม จนอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจหรือความเชื่อมั่นในตัวเอง 

“ผมขอฝากไปถึงครูและสถานศึกษาในสังกัดช่วยกันปรับทัศนคติให้สอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป เน้นการพัฒนาทักษะชีวิตและความคิดสร้างสรรค์มากกว่าระเบียบทรงผมหรือการแต่งกาย เราเข้าใจถึงภาวะกดดันแต่ต้องมองตามความเหมาะสมให้ครบทุกมิติ ระมัดระวังการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ ซึ่ง ศธ.สนับสนุนให้ใช้แนวทางเชิงบวกแก้ไขปัญหาโดยไม่สร้างความอับอายต่อเด็ก และขอเป็นกำลังใจให้ครูผู้ทุ่มเททุกคนที่ตั้งใจสอนสิ่งดีกับลูกศิษย์ ขอให้เชื่อว่าความมุ่งมั่นที่ทำอยู่จะเป็นพลังส่งผู้เรียนถึงฝั่งด้วยความภาคภูมิใจ” นายสิริพงศ์กล่าว 

โฆษก ศธ.กล่าวต่อว่า ขอย้ำว่าการดำเนินการกับนักเรียนที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบทรงผม ควรมีความห่วงใยและเข้าใจเหตุผลนักเรียน รวมถึงเป็นไปตามแนวทางการลงโทษของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มี 4 สถานเท่านั้น คือ ว่ากล่าวตักเตือน ทําทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทํากิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะผลของการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่น่าจดจำในสถานศึกษาจะทำให้เด็กของเรา “เรียนดี มีความสุข” สนองนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่วางเป็นกรอบแนวทางเพื่อให้การศึกษามุ่งไปสู่การพัฒนาทักษะและความคิดสร้างสรรค์ และให้ผู้เรียนของเราเติบโตในรูปแบบที่เหมาะสมและมีคุณค่าต่อสังคม 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567

เกี่ยวข้องกัน

อาจถึงชีวิต! ครูสั่ง น.ร.ลุกนั่ง 200 ครั้ง หลังส่งการบ้านไม่ตรงเวลา จนกล้ามเนื้อสลาย-ปัสสาวะเป็นสีดำ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ “Drama-addict” โพสต์เรื่องเตือนภัยจากคุณหมอท่านนึงใน กทม. โดยระบุว่า

คุณหมอท่านนึงใน กทม. ฝากมา เป็นเคสคนไข้ของเขาเอง เป็นเคสเด็กนักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนแห่งนึงใน กทม. คุณครูสั่งลงโทษน้อง เพราะทำการบ้านส่งไม่ตรงเวลา โดยสั่งให้เด็กลุกนั่ง 200 ทีรวด ทำให้น้องมีอาการปวดขา สามสี่วันต่อมา น้องมีอาการปวดขาอย่างรุนแรง และมีอาการเยี่ยวสีเหมือนโค้ก จึงรีบมา รพ.ทันที 

แพทย์วินิจฉัยเป็น Rhabdomyolysis ภาวะกล้ามเนื้อสลาย ซึ่งเกิดหลังการได้รับบาดเจ็บ หรือใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนัก จนทำให้เซลล์กล้ามเนื้อตาย และของเสียในเซลล์ออกมาสู่กระแสเลือด ทำให้ไตวาย เยี่ยวเป็นสีโค้ก และเสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทัน 

เคสนี้โชคดีไตเสียหายไม่มากนัก หมอกำลังรักษาอยู่ ก็ต้องลุ้นว่าจะดีขึ้นหรือมีแนวโน้มอาจจะต้องฟอกไต คุณหมอฝากมาบอกว่า รู้สึกเรื่องแบบนี้ไม่น่าควรเกิดขึ้นในยุคสมัยนี้อีกครับ ทั้งในเด็กมัธยม หรือการลงโทษของทหาร จึงอยากฝากเป็นกระบอกเสียงกับประชาชนให้ตระหนักถึงผลลัพธ์ของการลงโทษอาจถึงแก่ชีวิตแบบนี้ครับ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 11 มิถุนายน 2568

เกี่ยวข้องกัน

สพฐ.สั่งย้ายด่วนครูลงโทษหนัก สั่งลุกนั่ง 200 ครั้ง จนนร.กล้ามเนื้อสลาย พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัย

กรณีที่มีครูโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร สั่งลงโทษนักเรียนด้วยการลุกนั่ง 200 ครั้งจนเป็นเหตุให้นักเรียนคนดังกล่าวมีภาวะกล้ามเนื้อสลายส่งผลกระทบถึงไต และมีปัสสาวะสีเข้มนั้น 

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับทรายรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งครูคนดังกล่าวเป็นครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพม.) กรุงเทพมหานคร เขต 1 สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับครูรายดังกล่าวแล้ว ขณะเดียวกันสพม.กทม.เขต 1 จะมีคำสั่งย้ายครูคนนี้ออกจากโรงเรียน เพื่อมาช่วยรายการที่สพม.กทม.เขต 1 ไปพลางก่อนการสอบสวนจะดำเนินการเสร็จสิ้น 

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนของผู้ปกครองโรงเรียนได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจ และทางผู้ปกครองของนักเรียนรับทราบและเข้าใจถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วพร้อมกำชับให้ทำการลงโทษครูคนดังกล่าว อีกทั้งสุขภาพร่างกายของนักเรียนในตอนนี้ก็แข็งแรงและรักษาอาการบาดเจ็บจนหายเป็นปกติ และกลับมาเรียนได้ตามเดิมแล้ว อย่างไรก็ตามตนขอย้ำเรื่องการลงโทษนักเรียนขอครูอย่าทำเกินกว่าเหตุ ซึ่งครูจะต้องมีความรักและความเมตตาต่อศิษย์ โดยการลงโทษนักเรียนมีะเบียบและกฎกระทรวง ศธ. เกี่ยวกับการลงโทษ และการกําหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา ที่กระทําความผิด มี 4 สถาน คือ ว่ากล่าวตักเตือน ทําทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทํากิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 12 มิถุนายน 2568