สมาชิกเข้าสู่ระบบ

มุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’

26 ตุลาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

 

เมื่อถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการรีบแก้ไข พบว่า

+ ร้อยละ 49.31 ระบุว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

+ ร้อยละ 48.09 ระบุว่า หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต

+ ร้อยละ 38.78 ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร

+ ร้อยละ 37.33 ระบุว่า คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน

+ ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

+ ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป

+ ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร

+ ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริง

+ ร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆ

+ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน

+ ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน

+ ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน

+ ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู

+ ร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

 

ด้านประเด็นการศึกษาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ทำทันที พบว่า

+ ร้อยละ 44.27 ระบุว่า ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง

+ ร้อยละ 44.05 ระบุว่า ลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6

+ ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต

+ ร้อยละ 35.95 ระบุว่า เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม

+ ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน และยกระดับคุณภาพครูและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงสมรรถนะและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครูมากขึ้น

+ ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ปรับระบบการวัดผล ไม่เน้นคะแนนจากการสอบ

+ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า สนับสนุนให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

+ ร้อยละ 5.88 ระบุว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Re-skill Up-skill และ New skill สำหรับคนทุกวัย

+ ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

 

ด้านความต้องการของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคตรองลงมา ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ร่วมในการตัดสินใจพัฒนารูปแบบและกลไกการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการประเมินและติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ร้อยละ 23.82 ระบุว่า บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ร่วมผลักดันนโยบาย กฏหมาย และระเบียบที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ร่วมในการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาวะของนักเรียน ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่อยากมีส่วนร่วมใด ๆ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ 

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักบ้าง แต่ก็ไม่มากเกินไป ร้อยละ 10.31 ระบุว่า ครูไม่มีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักเลย และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ 

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครู จะช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.19 ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 25.50 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นเท่าไร ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ไม่ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นเลย และร้อยละ 1.22ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ 

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลและความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง รองลงมา ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ร้อยละ 21.99 ระบุว่า ไม่กังวล และมีความหวัง ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กังวล และไม่มีความหวัง และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ 

ที่มา ; แนวหน้าออนไลน์ 26 ตุลาคม 2568

สรุปสาระสำคัญ 
ผลสำรวจของนิด้าโพลร่วมกับ TEP สะท้อนว่าปัญหาการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการเร่งแก้ไขมากที่สุดคือ “หลักสูตรล้าสมัย” และ “ขาดทักษะที่ใช้ได้จริง” รองลงมาคือความปลอดภัยในโรงเรียน ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพครูและโรงเรียน รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายแฝงและภาระงานครูที่ไม่ใช่งานสอน นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเรื่องการบริหารที่ไม่โปร่งใส การเรียนเน้นสอบ และระบบวัดผลที่ไม่สะท้อนสมรรถนะจริง

ประชาชนเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่ง “ปรับหลักสูตรให้ทันสมัยและใช้ได้จริง” ควบคู่กับ “ลดค่าใช้จ่าย” และ “พัฒนาทักษะอาชีพ” พร้อมเพิ่มความเท่าเทียมทางการศึกษา ทำโรงเรียนให้ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพครู/ผู้บริหาร รวมถึงลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครูและปรับระบบประเมินผล

ด้านการมีส่วนร่วม ประชาชนยินดีสนับสนุนการพัฒนาทักษะนักเรียน ร่วมออกแบบการเรียนรู้ และผลักดันนโยบาย ขณะที่ส่วนใหญ่เห็นว่าครูมีภาระงานเกินจำเป็น และการลดภาระดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา สุดท้าย ความรู้สึกต่อรัฐบาลใหม่มีทั้งความหวังและความกังวลควบคู่กัน สะท้อนความคาดหวังต่อการปฏิรูปเชิงระบบอย่างจริงจัง

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 ปัญหาที่ประชาชนต้องการให้เร่งแก้ไขมากที่สุดคือข้อใด
ก. ความปลอดภัยในโรงเรียน
ข. หลักสูตรล้าสมัย
ค. ภาระงานครู
ง. ความเครียดของนักเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: มีสัดส่วนสูงสุด (49.31%) แสดงถึงความเร่งด่วนเชิงนโยบาย

 

ข้อ 2 หากผู้บริหารต้องการแก้ “รากของปัญหา” ควรเริ่มจากข้อใด
ก. เพิ่มข้อสอบมาตรฐาน
ข. ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย
ค. เพิ่มงบประมาณอาคาร
ง. เพิ่มกิจกรรมแข่งขัน
เฉลย: ข
เหตุผล: หลักสูตรเป็นแกนของการเรียนรู้ ส่งผลต่อทักษะและผลลัพธ์

 

ข้อ 3 ข้อใดสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำ” มากที่สุด
ก. เรียนเพื่อสอบ
ข. ครูมีภาระงานมาก
ค. คุณภาพโรงเรียน/ครูไม่เท่ากัน
ง. นักเรียนเครียด
เฉลย: ค
เหตุผล: ชี้ความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างโรงเรียน

 

ข้อ 4 นโยบายใดตอบโจทย์ “ทักษะอนาคต” มากที่สุด
ก. เพิ่มการสอบแข่งขัน
ข. เน้นท่องจำ
ค. ฝึกประสบการณ์จริง
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: สอดคล้องผลสำรวจเรื่องการขาดทักษะการทำงานจริง

 

ข้อ 5 หากครูมีภาระงานอื่นมากเกินไป ผลกระทบหลักคืออะไร
ก. นักเรียนเก่งขึ้น
ข. คุณภาพการสอนลดลง
ค. โรงเรียนมีชื่อเสียง
ง. งบประมาณเพิ่ม
เฉลย: ข
เหตุผล: เวลาและพลังงานครูถูกเบี่ยงจากงานสอน

 

ข้อ 6 การทำให้ “เรียนฟรีจริง” ควรเน้นข้อใด
ก. เพิ่มค่าเทอม
ข. ลดค่าใช้จ่ายแฝง
ค. เพิ่มกิจกรรมพิเศษ
ง. เพิ่มวิชาเลือก
เฉลย: ข
เหตุผล: ปัญหาหลักคือค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นทางการ

 

ข้อ 7 การวัดผลแบบใดเหมาะสมที่สุดตามผลสำรวจ
ก. เน้นสอบปลายภาค
ข. เน้นคะแนน O-NET
ค. ประเมินสมรรถนะหลากหลาย
ง. ไม่ต้องประเมิน
เฉลย: ค
เหตุผล: ลดการพึ่งคะแนนสอบ เพิ่มการประเมินรอบด้าน

 

ข้อ 8 หากต้องการ “โรงเรียนปลอดภัย” ควรดำเนินการข้อใด
ก. เพิ่มบทลงโทษ
ข. ติดกล้องอย่างเดียว
ค. พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: ครอบคลุมทั้งป้องกัน ดูแล และฟื้นฟู

 

ข้อ 9 การเปิดโอกาสให้โรงเรียนออกแบบหลักสูตรเอง สะท้อนแนวคิดใด
ก. รวมศูนย์
ข. กระจายอำนาจ
ค. ควบคุมเข้มงวด
ง. ลดคุณภาพ
เฉลย: ข
เหตุผล: เพิ่มความยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่

 

ข้อ 10 จากผลสำรวจ ทัศนคติของประชาชนต่อรัฐบาลใหม่เป็นอย่างไร
ก. มีความหวังทั้งหมด
ข. ไม่มีความหวังเลย
ค. กังวลแต่มีความหวัง
ง. ไม่สนใจ
เฉลย: ค
เหตุผล: สัดส่วนสูงสุดคือ “กังวลแต่มีความหวัง” สะท้อนความคาดหวังเชิงระวัง**