สมาชิกเข้าสู่ระบบ

โรคสมองเสื่อม (dementia) ที่คุ้นหูคือโรคอัลไซเมอร์

 ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยให้เรามีอายุยืนยาวและสุขภาพที่แข็งแรงจวบจนสิ้นอายุขัย คือการหยุดยั้งและป้องกัน 4 พญามาร (The Four Horsemen) ให้ได้นานที่สุด โดยพญามารทั้งสี่ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม  

 

ตอนนี้มาถึงพญามารตัวสุดท้าย ซึ่งก็คือโรคสมองเสื่อม (dementia) และหนึ่งในโรคสมองเสื่อมที่คนไทยคุ้นหูที่สุดก็คือโรคอัลไซเมอร์นั่นเอง 

โรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่ 'tricky' ที่สุด เพราะการแพทย์ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าอะไรคือต้นเหตุ และถ้าเริ่มมีอาการแล้วก็ยังไม่มีวิธีชะลอหรือการรักษาที่ได้ผล ดังนั้นคนไข้ที่มาหาหมอ จึงมักจะกลัวโรคสมองเสื่อมที่สุด 

นอกจากอัลไซเมอร์แล้ว ก็ยังมีโรคสมองเสื่อมอื่นๆ เช่น Lewy body dementia และ Parkinson's disease [คนดังที่เป็นโรคนี้ ก็เช่น มูฮัมหมัด อาลี และ Michael J. Fox พระเอกหนังเรื่อง Back To The Future] ซึ่งแม้จะมีการทุ่มเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อหาทางรักษาแต่ก็ยังไม่พบแม้แต่วิธีเดียว  

 

ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เรามีในตอนนี้ คือหาหนทางป้องกันหรือลดความเสี่ยงของโรคนี้ให้มากที่สุด

 

กำเนิดอัลไซเมอร์

ในปี 1906 จิตแพทย์ชาวเยอรมันนาม Alois Alzheimer ได้ทำการชันสูตรผู้ป่วยคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว

ผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงวัยห้าสิบกลางๆ โดยช่วงปีท้ายๆ ของชีวิตเธอมีอาการสูญเสียความทรงจำ เห็นภาพหลอน และมีอาการก้าวร้าว

คุณหมออัลไซเมอร์พบว่าสมองของเธอนั้นไม่ปกติ เพราะเซลล์ประสาท (neuron) นั้นพันกันยุ่งเหยิงเหมือนใยแมงมุมและมีคราบพลาก (plaque) เกาะอยู่ไม่น้อย คุณหมออัลไซเมอร์เลยวาดรูปเพื่อบันทึกกรณีศึกษานี้เอาไว้

คุณหมอเสียชีวิตไปในปี 1915 และไม่มีใครพูดถึงโรคนี้ไปอีกเกือบ 50 ปี จนกระทั่งคุณหมอชาวอังกฤษสามคนได้ทำการชันสูตรสมองผู้เสียชีวิตที่มีอาการสมองเสื่อมถึง 70 ราย และพบว่าหลายคนมีคราบพลากและมีเซลล์ประสาทที่พันกันยุ่งเหยิงเหมือนที่คุณหมออัลไซเมอร์เคยวาดภาพเอาไว้ 

เมื่อศึกษาคราบพลากนั้นก็พบว่ามีสารแอมิลอยด์บีตา (amyloid beta) ซึ่งเมื่อนำคราบพลากมาทำให้เกิดกับสมองของหนูทดลอง ก็พบว่าหนูทดลองจะใช้เวลามากขึ้นในการเดินหาอาหารในทางเดินเขาวงกตที่ออกแบบมาง่ายๆ และแอมิลอยด์บีตายังส่งผลให้เกิดการสะสมของเทาว์โปรตีน (Tau) ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ประสาทพันกันยุ่งเหยิงอีกด้วย 

วงการยาจึงผลิตยาออกมาหลายตัวเพื่อกำจัดสารแอมีลอยด์บีตาที่ว่านี้ แต่ผลปรากฎว่าแม้สารแอมีลอยด์บีตาในสมองจะลดลง แต่กลับไม่ได้ช่วยชะลอหรือลดอาการสมองเสื่อมแต่อย่างใด 

แถมยังเคยมีการชันสูตรสมองของผู้เสียชีวิตที่ไม่ได้มีอาการสมองเสื่อม และพบว่า 25% ของคนกลุ่มนี้ก็มีคราบพลากแอมีลอยด์บีตาเช่นกัน บางคนมีพอๆ กับคนที่เสียชีวิตจากโรคสมองเสื่อมขั้นรุนแรงด้วยซ้ำไป

 

ผู้หญิงกับโรคอัลไซเมอร์

มีผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงอายุยืนกว่า แต่แม้จะตัดปัจจัยเรื่องอายุขัยไปแล้ว ตัวเลขก็ยังสูงกว่าผู้ชายอย่างชัดเจนอยู่ดี 

หนึ่งในข้อสันนิษฐานคือการหมดระดู (menopause) และการลดลงของฮอร์โมนบางตัวเช่น estradiol (ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักในกลุ่มฮอร์โมน estrogen) น่าจะเป็นปัจจัย ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ก็ได้แก่จำนวนบุตรที่มี วัยที่มีประจำเดือนครั้งแรก และการใช้ยาคุมกำเนิด แต่สำหรับโรคพาร์กินสันและโรค Lewy body ผู้ชายจะมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงถึง 2 เท่า

 

สังเกตอาการสมองเสื่อมแต่เนิ่นๆ

แม้โรคสมองเสื่อมมักจะเกิดกับคนชรา แต่จริงๆ แล้วโรคนี้อาจเริ่มมีอาการสะสมยาวนานหลายสิบปี

หากใครมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม คุณหมอจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญพาคนไข้ทำแบบทดสอบอย่างละเอียด ทั้งเรื่องการจดจ่อ ความเร็วในการคิด การเลือกใช้คำต่างๆ การจำชื่อคนได้ การจำได้ว่าของวางอยู่ตรงไหน หรือให้บอกชื่อสัตว์ต่างๆ ภายในเวลาหนึ่งนาที หรือแม้กระทั่งการระบุกลิ่น เพราะนิวรอนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้กลิ่นมักจะเป็นนิวรอนกลุ่มแรกๆ ที่โดนอัลไซเมอร์เล่นงาน  

 

ความยากของการวินิจฉัยโรคจำพวกนี้ก็คือ สมองนั้นเก่งกาจในการชดเชยความสามารถ จนอาจปกปิดความเสียหายของนิวรอนส่วนที่เริ่มพังไปแล้ว เพราะสมองทำงานแต่ละครั้งต้องใช้ neuron networks หลายส่วน หากส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหายไป ก็อาจมีส่วนอื่นขึ้นมาทำงานทดแทนกันได้  

 

ในทางกลับกัน ยิ่งเราสร้าง neuron network ที่ซับซ้อนและแข็งแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะช่วยชะลออาการสมองเสื่อมได้เท่านั้น เราเรียกสิ่งนี้ว่า cognitive reserve ซึ่งพบได้ในคนที่พูดได้หลายภาษา หรือคนที่เล่นดนตรีเป็น คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่อาการสมองเสื่อมจะไม่ทรุดเร็วมากเท่ากับคนปกติ

สำหรับโรคอย่างพาร์กินสัน สิ่งที่ช่วยได้ก็คือ movement reserve หรือ "คลังสำรองเคลื่อนไหว" หากเราเคยเรียนรู้การเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนมาอย่างการเต้นรำหรือต่อยมวย ก็มีแนวโน้มจะช่วยชะลออาการของโรคพาร์กินสันได้

 

สมมติฐานใหม่เรื่องต้นเหตุของโรคสมองเสื่อม

ในงานวิจัยล่าสุดเริ่มบ่งชี้ว่า แอมิลอยด์บีตาไม่ใช่ "สาเหตุ" ของโรคสมองเสื่อม แต่เป็นเพียงแค่ "ผลลัพธ์" ของโรคสมองเสื่อมเท่านั้น สมมติฐานใหม่ๆ ที่เป็นต้นเหตุของโรคสมองเสื่อมก็ได้แก่ 

สมมติฐานที่หนึ่ง "เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่พอ" เป็นทฤษฎีที่นำเสนอโดย Jack de la Torre ในการทดลองหนึ่ง เขาได้นำเอาหนูทดลองมาปรับให้เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง แล้วพบว่าหนูมีอาการคล้ายคลึงกับโรคอัลไซเมอร์ แถมสมองส่วน cortex และ hippocampus ก็หดตัวลงด้วย พอเขาปล่อยให้เลือดไหลเข้าสมองมากขึ้น อาการเหล่านี้ในหนูทดลองก็ลดน้อยลง 

สมองนั้น "กินจุ" มาก มันมีน้ำหนักเพียง 2% ของร่างกาย แต่ใช้พลังงานถึง 20% ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องส่งทั้งออกซิเจนและกลูโคสไปหล่อเลี้ยงสมองให้เพียงพอ 

คนที่เคยเป็นสโตรค (สมองขาดเลือด) มาก่อน มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าคนที่ไม่เคยเป็นสโตรค และคนที่มีอาการโรคหัวใจก็มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าเช่นกัน อะไรก็ตามที่ทำให้หลอดเลือดตีบและส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไม่ทั่วถึง ย่อมส่งผลต่อการทำงานของสมองได้ 

สมมติฐานที่สอง ก็คือโรคนี้อาจเกิดจากการเผาผลาญกลูโคสที่ผิดปกติของสมอง คนไข้โรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นมีความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์มากขึ้นถึง 2 หรือ 3 เท่า และแค่การมีภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) ก็เพิ่มความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมได้แล้ว ในหลายงานวิจัย การฉีดอินซูลินทางจมูก เพื่อให้มันไปถึงสมองได้มากที่สุด ช่วยเพิ่มความสามารถทางสมองและความจำให้กับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ได้

 

วิธีลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม

เนื่องจากโรคสมองเสื่อมเป็นเพียงโรคเดียวใน 4 พญามารที่ยังไม่มีหนทางรักษา ทางเลือกเดียวที่เรามีในตอนนี้คือการป้องกันและลดความเสี่ยง  

 

วิธีแรกที่ได้ผลมากที่สุด คือการออกกำลังกาย เพราะมันช่วยให้กลูโคสในร่างกายอยู่ในระดับที่สมดุล (glucose homeostasis) และช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง โดย Peter Attia ผู้เขียนหนังสือ จะให้คนไข้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ ออกกำลังกายแบบ steady endurance exercise เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของไมโทรคอนเดรีย [ผมจะกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดในบทต่อๆ ไป]

 การออกกำลังกายแบบ strength training ก็ช่วยได้เช่นกัน ในหลายงานวิจัยพบว่า ยิ่งเรามีแรงบีบมือ (grip strength) มากเท่าไหร่ โอกาสเป็นอัลไซเมอร์ยิ่งน้อยลงเท่านั้น คนที่มีแรงบีบมือน้อยที่สุด 25% ของกลุ่ม (bottom quartile) มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าคนที่แรงบีบมือมากที่สุด 25% ของกลุ่ม (top quartile) ถึง 72% 

การใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารสไตล์ Mediterranean Diet ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงได้บ้างเช่นกัน โดยเน้นไปที่ไขมันไม่อิ่มตัวจากเนื้อปลา และการกินอาหารเสริมเพื่อช่วยเพิ่มกรดไขมัน DHA ในน้ำมันปลาก็อาจช่วยรักษาสมรรถภาพของสมองได้ 

การนอนหลับก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันคือช่วงเวลาที่สมองเยียวยาตัวเองด้วยการ "กวาดขยะนิวรอน" ที่เกิดขึ้นระหว่างวัน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพออาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะดื้ออินซูลินเพิ่มขึ้น และทำให้ฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (cortisol) เพิ่มมากขึ้น 

อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจจะแปลกหน่อยแต่ก็น่าสนใจ ก็คือการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันด้วยการใช้ไหมขัดฟัน แบคทีเรียอย่าง P.gingivalis ซึ่งมักก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบนั้นบางทีก็ไปโผล่อยู่ในสมองของคนที่เป็นอัลไซเมอร์ด้วย แม้ว่ามันอาจไม่ใช่ต้นเหตุของโรคสมองเสื่อม แต่ความเชื่อมโยง (association) นี้ก็มากเกินกว่าที่เราจะไม่สนใจมันเลย 

ความน่ากลัวของอัลไซเมอร์ก็คือกระบวนทัศน์แบบ Medicine 2.0 ที่แพทย์ส่วนใหญ่ใช้กันในปัจจุบันนี้ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ เพราะ Medicine 2.0 จะต้องรอให้วินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้เสียก่อนถึงจะเริ่มลงมือทำอะไร ซึ่งปล่อยให้ถึงตอนนั้นก็สายเกินไปแล้ว เพราะโรคนี้ไม่มีทางรักษา 

ดังนั้นเราต้องใช้กระบวนทัศน์ของ Medicine 3.0 คือป้องกันและลดความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ว่าเราจะอายุเพียงเลขสามหรือเลขสี่ก็ควรเริ่มทำ เพราะมันยังเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่เรามี 

ที่มา ; blockdit 

 

 

เกี่ยวข้องกัน

รู้จักโรค “หลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน” ที่ทำ “ต้าร์ มิสเตอร์ทีม” ทรุดบนเวที  

โรคเส้นเลือดสมองตีบเฉียบพลัน หรือ หลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน (Stroke) นั้น เป็นมหันตภัยใกล้ตัว และต้องได้รับการรักษาให้ทันท่วงที เพราะอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ดูแล หรือหากอาการรุนแรงมากก็อาจมีผลถึงเสียชีวิต  

จากสถิติในปี 2020 พบว่า ในทุกๆ 2 นาที จะมีคนไทยป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง 1 คน โดยอาการของโรคหลอดเลือดสมองแบบเฉียบพลัน หากเกิดขึ้นแล้ว ผู้ป่วยต้องถูกนำส่งโรงพยาบาลให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้สมองขาดเลือดเป็นเวลานาน 

ทุกๆ 1 นาทีที่เสียไปจะมีเซลล์สมองตายเกือบ 2 ล้านเซลล์

เหตุที่ต้องนำส่งผู้ป่วยให้ถึงโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วนั้น เพราะทุกๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด เซลล์สมองจะตายไป 1.9 ล้านเซลล์ หรือ 114 ล้านเซลล์ใน 1 ชั่วโมง ส่งผลให้การทำงานของสมองช้าลง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว สมองก็หยุดทำงานไปในที่สุด

ดังนั้น การมาถึงโรงพยาบาลล่าช้าเกิน 270 นาที อาจเป็นที่มาของ “อัมพฤกษ์ อัมพาต” อย่างสมบูรณ์ ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว และหากอาการรุนแรงมากก็ถึงขั้นเสียชีวิตได้ 

สาเหตุของโรค

โรคหลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมอง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สมองขาดเลือด (จากหลอดเลือดสมองตีบและอุดตัน) กับ เลือดออกในสมอง ซึ่งในกรณีของคุณต้าร์ มิสเตอร์ทีม (หรือในชื่อจริง คุณสุรชัย วงษ์บัวขาว) นั้น เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ทางภรรยาได้อัปเดตอาการของสามีผ่านทางเฟซบุ๊ก surachai wongbuakao ระบุว่า ผล CT Scan จากโรงพยาบาลต้นทางที่รักษา พบเลือดออกที่แกนสมอง 5 มล. มีอาการอ่อนแรงซีกขวา อย่างไรก็ตาม เมื่อย้ายมายังโรงพยาบาลใกล้บ้านและทำ CT Scan ซ้ำ ปรากฏว่าไม่มีเลือดออกเพิ่ม จึงไม่ต้องผ่าตัด เบื้องต้นยังคงต้องนอน ICU 2-3 วัน 

สาเหตุของอาการสมองขาดเลือด ส่วนใหญ่เกิดจาก

· ภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)

· ลิ่มเลือดจากหัวใจมาอุดตันหลอดเลือดสมอง

· หลอดเลือดขนาดเล็กอุดตัน

· ภาวะความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด หรือมีการฉีกขาดของหลอดเลือด 

ผู้ที่มีความเสี่ยงจากการเกิดสมองขาดเลือดที่เกิดจากภาวะหลอดเลืองแดงแข็ง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย หรือมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจะมีความเสี่ยงมากขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดไปอุดตันได้มากขึ้น 

ปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด พบในผู้ป่วยอายุน้อยลงเรื่อยๆ และพบว่าเพศชายจะมีโอกาสเป็นโรคสมองขาดเลือดมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย

ส่วนอาการเลือดออกในสมอง เป็นภาวะที่หลอดเลือดในสมองหรือหลอดเลือดระหว่างกระดูกและสมองแตกออก ทำให้เลือดไปสะสมและกดอัดเนื้อเยื่อสมอง มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ถือเป็นภาวะที่อันตราย สามารถส่งผลให้เสียชีวิตได้ 

ข้อแนะนำเพื่อการป้องกัน

ดังนั้น บุคคลที่เข้าข่ายหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และหากมีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงควรรับประทานยาควบคุมโรคอย่างมีวินัย ควบคุมอาหาร ควบคุมน้ำหนัก ลดมันลดหวานลดเค็ม เน้นรับประทานผักผลไม้และอาหารที่เป็นประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยในหนึ่งสัปดาห์ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 150 นาที เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและปรับความสมดุลให้กับร่างกาย 

ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่ยังไม่ปรากฏว่ามีโรคประจำตัว ก็ควรจะควบคุมอาหาร ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน หมั่นออกกำลังกาย ไม่เคร่งเครียด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 

ข้อแนะนำสำหรับการเฝ้าระวังอาการอัมพฤกษ์-อัมพาต

ข้อสังเกตเพื่อการเฝ้าระวังอาการอัมพฤกษ์-อัมพาตเฉียบพลันจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ร่างกายอ่อนแรง แขนขาอ่อนแรงไปครึ่งซีก ไม่มีแรงยกแขน กำมือไม่ได้ หยิบจับของก็หลุดร่วงจากมือ ไม่มีแรงเดิน หรือเดินเซ ไม่มีแรงกระดกเท้าและยกขาขึ้นไม่ได้ มุมปากตก ปากเบี้ยว เห็นภาพซ้อน การมองเห็นผิดปกติ พูดลำบาก พูดไม่ชัด นึกคำไม่ออกหรือพูดผิดๆ ถูกๆ หรือบางคนอาจพูดไม่ได้เลย มีอาการชาที่ใบหน้า ชาตามมือตามเท้าและครึ่งซีกของร่างกาย มีอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบฉับพลัน ร่วมกับการอาเจียน วิงเวียนศีรษะคล้ายบ้านหมุน เดินเซ รายที่รุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติได้ 

ในปัจจุบัน โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด ครองสถิติสาเหตุการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 ของประชากรไทย ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีคนไทยป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นราว 500-1,000 คนต่อวัน และมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 5-10% อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โอกาสในการเกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตก็จะลดลงด้วยเช่นกัน และยังช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้มาก

ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักจะไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ จากร่างกายล่วงหน้า การตรวจหาความเสี่ยง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือการใช้ยาเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่นๆ ก็ช่วยให้โอกาสการเกิดโรคลดลงได้ 

ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลพญาไท 

ที่มา ; Thansettakij

 

 เกี่ยวข้องกัน

6 นิสัยการใช้ชีวิตง่ายๆ ปกป้องสมองจากภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ 

ภาวะสมองเสื่อมรวมถึงโรคอัลไซเมอร์ เกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ทั้งอายุที่มากขึ้นยิ่งพบอัตราสมองเสื่อมมากขึ้น , พันธุกรรม , การมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานไขมันในเลือดสูง โรคตับ ไต เรื้อรัง รวมถึงการดูแลตนเองและพฤติกรรมการใช้ชีวิต 

ดร.ไฮดี้ โมอาวาด (Heidi Moawad) นักประสาทวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสมอง ได้แนะนำ 6 นิสัยการใช้ชีวิตง่ายๆ ที่อาจช่วยปกป้องสมองของคุณจากภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ ดังนี้ 

1. กิจกรรมทางกาย

อย่างการออกกำลังกายเป็นประจำ มีความสัมพันธ์อย่างมากกับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคอัลไซเมอร์ จากผลการศึกษาที่นำเสนอในการประชุมนานาชาติของสมาคมอัลไซเมอร์ ปี 2025 พบว่า การออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเดิน สามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ แม้ในผู้ที่มียีนที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ก็ตาม โดยการออกกำลังกายเบื้องต้นที่สามารถทำได้ง่าย อาทิ

- การเดิน/เดินจ็อกกิ้ง

- การยกน้ำหนักและการฝึกความต้านทานอื่น ๆ

- เต้นรำ

- ว่ายน้ำ

- โยคะ

- กีฬา เช่น พิคเคิลบอล บาสเก็ตบอล เทนนิส ฟุตบอล เป็นต้น 

2. การจัดการความเครียด

ความเครียดส่งผลต่อสุขภาพหลายด้าน การจัดการความเครียด หมายถึงการเรียนรู้วิธีรับมือกับความเครียด ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ที่จะดำเนินการเพื่อลดสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียดในชีวิต โดยเคล็ดลับการจัดการความเครียดแบบที่ทำได้ง่าย ใกล้ตัว ได้แก่

- ทำงานบ้าน

- หางานอดิเรกทำ เช่น การอ่านหนังสือ การเขียนไดอารี วาดภาพ

- พูดคุยกับนักบำบัด

- เข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยลดความวิตกกังวล เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ การเข้าสังคม 

3. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

เป็นหนึ่งในปัจจัยหลายประการที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ จากผลการทดลองโรคความบกพร่องทางสติปัญญาและความพิการในผู้สูงอายุของฟินแลนด์ (FINGER) พบว่าการปรับเปลี่ยนโภชนาการควบคู่ไปกับการจัดการด้านอื่นๆ เช่น การจัดการสุขภาพหัวใจและเบาหวาน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ เคล็ดลับการกินเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม ได้แก่

- รับประทานผลไม้และผักให้มาก

- รวมเนื้อไม่ติดมันและปลาไว้ในอาหารของคุณ

- รวมคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนไว้ในอาหารของคุณ

- รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี

- หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป

- หลีกเลี่ยงอาหารทอด น้ำตาลเยอะ

- เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มแค่พอประมาณ 

4. การเข้าสังคม

กิจกรรมทางสังคมและการมีส่วนร่วม ถือเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคุณภาพ สามารถช่วยลดความเครียดและพัฒนาทักษะการคิดได้ เช่น

- กลุ่มงานอดิเรก

- กลุ่มออกกำลังกาย

- กลุ่มสังคมที่พบปะกันเพื่อรับประทานอาหาร ดูคอนเสิร์ต และกิจกรรมอื่นๆ 

5. การฝึกความรู้ความเข้าใจ ท้าทายทักษะการคิด

การฝึกความรู้ความเข้าใจ ความสามารถทางปัญญาและท้าทายทักษะการคิด เป็นอีกหนึ่งวิธีการป้องกันหรือชะลอความเสื่อมถอยทางสติปัญญา วิธีง่ายๆ คือฝึกผ่านการเล่นเกมที่ต้องใช้สมองในการคิด วิเคราะห์ เช่น การต่อจิ๊กซอว์ เล่นบิงโก ซูโดกุ หมากรุก เป็นต้น 

6. ความรับผิดชอบ

มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าปัจจัยด้านวิถีชีวิต มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม แม้ว่าคุณอาจพยายามเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตด้วยตนเอง แต่การมีความรับผิดชอบและคำแนะนำ สามารถช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้ เช่น การเข้าร่วมกลุ่มออกกำลังกาย , การทำงานร่วมกับเทรนเนอร์หรือโค้ชด้านกายภาพ , การทำงานร่วมกับนักโภชนาการเพื่อปรับปรุงนิสัยการกิน และการทำงานร่วมกับที่ปรึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการจัดการความเครียด ก็ได้เช่นกัน 

ข้อมูลโดย : 6 Simple Lifestyle Habits That May Help Protect Your Brain From Dementia and Alzheimer's 

6 นิสัยการใช้ชีวิตง่ายๆ ช่วยปกป้องสมองจากภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ แนะนำโดยนักประสาทวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสมอง 

ที่มา ; Amarin TV New