
จากกรณีการเสียชีวิตของ นางสาวอนุสรา หรือ ครูมัท ชวนรัมย์ อายุ 39 ปี ข้าราชการครูสอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ และทำหน้าที่เป็นครูการเงิน โดยทิ้งจดหมายบอกเล่าสาเหตุเอาไว้ว่า เป็นเพราะตัวเองเหนื่อยล้ากับระบบงานที่ไม่มีประสิทธิภาพภายในโรงเรียน การทำงานไม่เป็นระบบ ให้เบิกเงินก่อนเคลียร์เอกสารทีหลัง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 68 บรรยากาศที่งานศพครูมัท ที่ จ.บุรีรัมย์ เต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยนายสุพจน์ ชวนรัมย์ พ่อครูมัท เปิดเผยว่า ตนเองมีลูก 2 คน เป็นครูทั้งคู่ ครูมัทเป็นลูกสาวคนเล็กเป็นความภูมิใจของครอบครัว เรียนได้ที่ 1 มาตลอด ระดับมหาวิทยาลัยก็จบเกียรตินิยมอันดับ 2 มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นแม่พิมพ์ของชาติ
หลังจบก็สอบบรรจุได้เมื่อปี 54 ก่อนจะย้ายมารับราชการที่โรงเรียนปัจจุบัน เมื่อปี 60 ที่ผ่านมาก็เห็นลูกหอบงานมาทำที่บ้านเป็นประจำ จนมาผิดสังเกตคืนวันเกิดเหตุ "เห็นลูกเก็บกระเป๋า ทำความสะอาดข้าวของ เก็บใส่กล่องลังไว้ ตนได้คุยกับลูกครั้งสุดท้าย ถามว่าจะไปทางไหนอีก ไปเที่ยวที่ไหน ลูกก็ไม่ได้ตอบอะไร ส่วนเหตุผลที่ลูกตนไม่พูดเพราะลูกตนเป็นผู้น้อย ก็ต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาเขา ถ้าไปเสนออะไรก็ต้องมีคนเข้าข้างผู้ใหญ่อยู่แล้ว"
ด้าน นายหิรัญ ไชยกันยา ผอ.ป.ป.ช. จ.บุรีรัมย์ ได้เดินทางมาร่วมงานศพ พร้อมเผยถึงข้อความในจดหมายว่า ที่มีการลงข่าว ข้อกล่าวอ้างในจดหมายค่อนข้างจะกว้าง และไม่ได้ระบุโครงการ อาจจะต้องตรวจในช่วงปีที่ครูมัท เขามีหน้าที่เกี่ยวข้อง เพราะในหนึ่งปีงบประมาณมันก็มีหลายโครงการ แต่ทางเราก็จะตรวจสอบให้ จริงๆ แล้วโดยหน้าที่เป็นการทำเอกสารขึ้นมาตามคำสั่งของผู้บริหาร ถ้าเรื่องนี้ครูมาปรึกษา ป.ป.ช. ว่าถูกสั่งให้ดำเนินการอะไรที่มิชอบ ทาง ป.ป.ช. ก็อาจจะแนะนำให้ และอาจจะไม่เกิดเหตุร้ายในครั้งนี้ขึ้น
ขณะที่ช่วงเย็นที่ผ่านมา ซึ่งมีการสวดอภิธรรมศพ ผอ.โรงเรียน ก็ได้เดินทางมาร่วมงาน โดยได้เผยว่า มารับตำแหน่งเมื่อปี 65 ในตอนนั้นครูมัททำหน้าฝ่ายบัญชีแล้ว หากมาปรึกษา อาจจะหาทางช่วยแก้ไขได้ ส่วนเรื่องที่จะมีกรรมการมาตรวจสอบการเงินเป็นขั้นตอนตามปกติอยู่แล้ว "รู้สึกเสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้" ส่วนเรื่องการเงินของโรงเรียน ผอ.ยืนยันว่าเบิกจ่ายอะไรต่างๆ ตามระเบียบขั้นตอน เมื่อถามเรื่อง ป.ป.ช. จะตรวจสอบ กังวลหรือไม่ ผอ. ไม่ได้ตอบ ก่อนจะขึ้นรถกลับบ้าน
ด้านผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่โรงเรียนที่ครูมัททำงาน ได้ให้ข้อมูลว่า ศูนย์เด็กเล็กที่กำลังก่อสร้างได้จากเงินผ้าป่าจากชาวบ้าน ที่ระดมทุนกันมา 3 ปีแล้ว โดยปกติก็จะมีการเบิกจ่ายกันตามขั้นตอน และจะแจ้งให้ชุมชนทราบอย่างโปร่งใส ส่วนปัญหาในโรงเรียน เคยมีการประชุมกับคณะครูในโรงเรียนมาแล้ว และถามว่ามีปัญหาอะไรไหม ก็ไม่มีครูคนไหนพูดอะไร
ป.ป.ช. จ่อตรวจสอบงบการเงินย้อนหลัง ปม "ครูมัท" เขียนจดหมายจบชีวิต ด้าน ผอ.โรงเรียน ยันเบิกจ่ายตามระเบียบขั้นตอน เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์ 17 มิ.ย. 2568
เกี่ยวข้องกัน
ศธ.เร่งลดภาระงานครูให้มากขึ้น หลังกรณี “ครูมัท” เสียชีวิต พร้อมเดินหน้าลดวัฒนธรรมองค์กรที่กดดันครู
กรณี น.ส.อนุสรา หรือ ครูมัท ครูวัย 39 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก อ.ลำปลายมาศ โดยทิ้งจดหมายลาถึง 5 หน้ากระดาษ ซึ่งหน้าสุดท้ายเขียนถึงปัญหาการทำงานที่ตึงเครียดจนนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตตนเองนั้น
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ทางศธ.ขอแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทุกการเสียชีวิตทำให้ต้องสูญเสียบุคลากรที่มีความสำคัญในการศึกษา โดยในกรณีนี้เกิดจากภาระงานจนส่งผลให้เกิดความเครียดจนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย ซึ่งทางว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อเข้าไปสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและมีกำหนดให้สรุปผลการสอบสวนภายใน 7 วัน ทั้งนี้การเสียชีวิตในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ศธ.ตระหนักและรับรู้ว่าจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกครั้ง
“การลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นนโยบายหลักของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ.ซึ่งทางศธ.เองก็ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวมาโดยตลอด ทั้งการ ยกเลิกเวรครู การจัดหานักการภารโรง การแก้ไขหนี้สินครู และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อลดภาระบุคลากรทางการศึกษา อย่างไรก็ตามเรื่องของครูธุระการในอดีตโรงเรียนในสังกัดศธ.เคยมีครูธุรการครบทุกแห่ง แต่ด้วยการจัดกำลังพลของภาครัฐส่งผลให้โดนลดอัตรากำลังในส่วนนี้ไป ในปัจจุบันจึงไม่มีตำแหน่งนี้ในทุกโรงเรียน”นายสุรศักดิ์ กล่าว
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ศธ.ได้พยายามของบประมาณเพื่อมาจัดสรรตำแหน่งที่ขาดออกไป แต่ก็ไม่ได้รับงบประมาณในส่วนนี้ แต่เหตุผลด้านงบประมาณไม่ใช่ข้ออ้างที่ศธ.จะนำมาใช้เพื่อหลบเลี่ยงปัญหานี้ โดยในปัจจุบันศธ.ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ ได้มีการพยายามและสนับสนุนการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล และ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามาใช้เพื่อช่วยโรงเรียนในการจัดการงานด้านเอกสารธุรการ ส่วนเรื่องการเพิ่มอัตรากำลังพลด้านนี้ จะต้องมีการหารือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อจัดหากำลังพลเพิ่มเติม แต่หากเป็นการจัดหากำลังพลในลักษณะของจ้างเหมาบริการ ก็จะเป็นการใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะต้องของบประมาณดังกล่าวไปที่รัฐบาล
ที่มา ; เดลินิวส์ วันที่ 18 มิถุนายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
วิกฤติครูไทย! “ภาระงานท่วม” สะท้อนปมลึก “ครูมัท”
คนที่ไม่โดนคงไม่รู้สึก! โซเชียลร่วมสะท้อนบทเรียนต่อช่องโหว่ของวิชาชีพครู ที่มีภาระการเงิน-พัสดุ มากกว่าหน้าที่หลัก “สอน” จนเกิดความเครียดสะสม
บางครั้ง..คนที่ไม่ได้เผชิญปัญหาด้วยตัวเอง อาจไม่เข้าใจว่ามันหนักหนาแค่ไหน ?
จากกรณีครูสาววัย 39 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง พร้อมทิ้งจดหมายลาโลก ที่ระบุถึงความอึดอัดใจ ต่อการบริหารของโรงเรียนที่ไม่มีระบบ กระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะรับผิดชอบหน้าที่สอนภาษาอังกฤษ กลับต้องรับผิดชอบการเงิน – พัสดุ พร้อมฝากถึงกระทรวงศึกษาธิการ ให้พิจารณาตรวจสอบการดำเนินการข้างต้น
วันนี้ (17 มิ.ย. 68) “อีจัน” ได้รวบรวมบทความจากโซเชียล ที่สะท้อนถึงช่องโหว่ทางการศึกษาของวิชาชีพครู ต่อประเด็นการเสียชีวิตของ “ครูมัท” โดยเริ่มต้นจากเฟซบุ๊ก “ครูหมี” ที่ตั้งคำถามถึงภาระงานอันหนักหน่วง ที่ทำให้ครูธุรการต้องหายไปจากสารบบ ระบุว่า
จากครูท่านหนึ่งฝากมาครับ “ครูธุรการตายไปกี่คนแล้ว…ใครจำได้บ้าง?”
หลายสิบปีที่ผ่านมา เราสูญเสียเพื่อนครูที่เครียดจากภาระงานไม่ใช่น้อย…บางคนล้มป่วย บางคนลาออก บางคนสิ้นใจ แต่สุดท้าย…ก็ถูกลืม เหมือนไม่เคยมีอยู่ในระบบ
ในอดีต เราเคยมี “ครูธุรการ-ครูพัสดุ” ที่บรรจุในตำแหน่ง ครู1-2
แต่วันนี้…หายหมด เพราะไม่มีทางเติบโตในสายงาน ต้องดิ้นรนเปลี่ยนสายเป็น “ครูผู้สอน” เท่านั้น ถึงจะได้เลื่อนวิทยฐานะ ถึงจะมีอนาคต เพราะในระบบนี้ “คนที่โตได้” มีแค่ครูผู้สอน ส่วนคนที่ทำบัญชี ทำพัสดุ วิ่งหงุดๆ กับเอกสารราชการ — เป็นแค่ “ตัวประกอบ” ที่ไม่มีใครเห็น
ตอนปฏิรูปการศึกษา มีการพูดถึง “ข้าราชการครูสายสนับสนุน” ดีครับ…แต่มีแค่ในสำนักงานเขต
ส่วนในโรงเรียนที่มีงานธุรการกองอยู่เต็มโต๊ะ? ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีตำแหน่งให้ ไม่มีโอกาสให้ ไม่มีความก้าวหน้าให้
แล้วจะบรรจุสายสนับสนุนใหม่ โดยโยนเข้าระบบข้าราชการพลเรือน?
…อย่าทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบที่เคยเกิดกับข้าราชการใน สปช. ไม่มีเส้นทาง ไม่มีการเติบโต
มีแค่คำว่า “อดทนไปก่อนนะ” จนวันสุดท้ายของชีวิตราชการ
หรือถ้าไม่คิดจะทำให้จริงจัง ก็ให้ ผอ. กับรองฯ ที่ไม่มีชั่วโมงสอน รับหน้าที่ทำธุรการแทนเลยสิ
จะได้ไม่ต้องโยนภาระให้คนที่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้ประจำ หยุดใช้คำว่าทีมงาน ถ้ายังไม่คิดให้เกียรติเขาเท่ากัน
หยุดเรียกเขาว่า “คนช่วยงาน” ถ้าระบบยังไม่คิดช่วยเขาเลย
เช่นเดียวกับ เฟซบุ๊ก “ครูอินดี้” ที่กล่าวเปรียบเทียบระหว่างผลตอบแทนของวิชาชีพครู ที่ต้องควบคู่กับการจัดการบัญชี-พัสดุ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ภาระงานท่วมหัว และส่งผลกระทบต่อความเครียดระยะยาว ระบุว่า
ครูเงินเดือนเริ่มที่ 18,220 บาท / เจ้าหน้าที่บัญชีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท / เจ้าหน้าที่พัสดุเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท ถ้าเอาทั้ง 2 ตำแหน่ง ระหว่าง ครู+การเงินมารวมกัน เงินเดือนจะอยู่ที่เริ่มต้น 33,220 บาท แต่ที่เป็นอยู่คือครูทำงานแบบทั้ง 2 ใน 1 (ไม่รวมงานนอกอื่น ๆ) ครูรับที่เริ่มต้น 18,220 บาท ใช้ครูคุ้มมากครับ ภาระงาน+ความเครียดควรมาจากความยินดีของผู้รับและผลตอบแทนที่ดีต่อความเครียดที่ได้รับ
และรวมไปถึง ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์แสดงความเห็น ถึงการเปลี่ยนแปลงวงจรวิชาชีพครู ด้วยการคืนงานให้กับครู ระบุว่า
ความตายของครูการเงิน พัสดุฯ คนหนึ่ง จะมีน้ำหนักเพียงพอ ให้เพื่อนครูร่วมวิชาชีพและสังคมวงกว้าง ตื่นตัว ร่วมกันส่งเสียง ต่อรอง เรียกร้องระบบบริหารงานที่ดีกว่าเดิม การดูแลสุขภาวะในการทำงานที่ดีกว่าเดิม กระทั่งเรื่องพื้นฐานที่สุด ให้ครูได้ทำหน้าที่หลักของครู นั่นคือการสอน การดูแลนักเรียน ไม่ใช่งานธุรการ การเงิน พัสดุ เอกสาร ฯลฯ ที่เบียดบังเวลาการเตรียมการสอน และการสอนได้หรือไม่
ที่มา ; อีจัน 17 มิ.ย. 2568
เกี่ยวข้องกัน
เพจดัง ชวนครูทั่วปท. แต่งดำไว้อาลัยตลอดสัปดาห์ แสดงจุดยืน เรียกร้อง ศธ.แก้ปัญหาภาระงาน
จากกรณีจากกรณี นางสาวอนุสรา หรือ “ครูมัท” ครูวัย 39 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก อ.ลำปลายมาศ ทิ้งจดหมายลาถึง 5 หน้ากระดาษ ซึ่งหน้าสุดท้ายเขียนถึงปัญหาการทำงานที่ตึงเครียดจนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งนี้นั้น
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจครูขอสอน ,เพจอะไรอะไรก็ครู และ ผศ.ดร.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เชิญชวนครูทั่วประเทศร่วมแต่งชุดดำเพื่อไว้อาลัย และเรียกร้อง ศธ.ทบทวนปัญหาดังกล่าว โดยระบุว่า
[เครือข่ายเพจครูและการศึกษา ขอเชิญชวนแต่งชุดดำร่วมไว้อาลัยครูมัทและเรียกร้องศธ.ทบทวนปัญหาภาระงานครู]

จากกรณี “ครูมัท” ได้เขียนจดหมายฉบับสุดท้ายก่อนเสียชีวิตเล่าถึงความเครียดที่ต้องเผชิญอย่างหนัก จากเรื่องการทำงาน การเงิน การบัญชี ที่เธอต้องอยู่กับงานที่คั่งค้างและแก้ไขได้ยาก ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิภาพภายในโรงเรียน
เพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อการจากไป และเป็นการแสดงจุดยืนต่อวิชาชีพครู และต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาภาระงาน และระบบที่ไม่เอื้อต่อการทำหน้าที่ครู ให้กระทรวงศึกษาธิการและผู้ที่เกี่ยวข้องทบทวนแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
จึงขอเชิญชวนร่วมแต่งชุดดำ ตลอดสัปดาห์นี้ แสดงพลังต่อสู้ความไม่เป็นธรรมจากระบบที่กดทับครู
ขอแสดงความเสียใจและขอให้ผู้เสียชีวิตไปสู่สุคติ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มิถุนายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
เลขากพฐ. เสียใจสูญเสีย ‘ครูมัท’ ยันไม่เพิกเฉย จ่อทบทวนหาทางช่วย ลั่นขอยืนหยัดเคียงข้างครู
จากกรณี นางสาวอนุสรา หรือ ครูมัท ครูวัย 39 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก อ.ลำปลายมาศ ทิ้งจดหมายลาถึง 5 หน้ากระดาษ ซึ่งหน้าสุดท้ายเขียนถึงปัญหาการทำงานที่ตึงเครียดจนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งนี้นั้น
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) โพสต์ภาพลงในเพจเฟซบุ๊ก “เลขาธิการ กพฐ” ว่า
“ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ่งต่อการสูญเสียบุคลากรในครั้งนี้ขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวและคุณครูทุกคนที่ได้รับผลกระทบในทางจิตใจ เราจะไม่เพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและจะทบทวนแนวทางการสนับสนุนครูให้เหมาะสมและเอื้อต่อการทำงานมากยิ่งขึ้น เราจะทำหน้าที่ให้ดีขึ้นและยืนหยัดเคียงข้างครู”
หลังจากโพสต์ไปไม่นานมีครูและประชาชนเข้ามาแสดงควาทคิดเห็นจำนวนมาก เช่น
· “ทางออกที่ดีที่สุดคือ จ้างเจ้าหน้าที่การเงิน เจ้าหน้าที่พัสดุ รับสายตรงด้านการเงิน ให้มาทำแทนครูใน ร.ร.เลยค่ะ”
· “เลิกใช้คำว่า ครูต้องเสียสละ จนเกิดการสูญเสียอีกเลยค่ะ คำว่าลดภาระครู ได้ยินมาตั้งแต่เรียน จนตอนนี้บรรจุมาหลายปีแล้ว ยังไม่ลด มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เละเทะไปเรื่อย และการเงิน พัสดุควรมีเจ้าหน้าที่ วิชาการควรลดการประเมินไร้สาระ อยากประเมินมาถามเด็ก ไม่ต้องเอาข้อมูลกระดาษค่ะ ให้ครูได้อยู่ในห้องเรียน แล้วก็ควรเลิกค่ะโครงการต่างๆ ที่สรรหากันมาจัง ถ้ายังไม่คิดจะแก้ปัญหา จะมีครูรายต่อไปเพื่อสร้างบทเรียนให้ ศึกษาธิการอีกมากมายค่ะ”
· “ช่วยแสดงให้เห็นหน่อยครับท่าน ครูรุ่นใหม่มีความหวังมากกับนโยบายลดภาระครู คืนครูสู่ห้องเรียน เราทุกคนเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ในระบบที่ต้องแบกรับความกดดัน ความเสี่ยง หรือแม้กระทั่งปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการทำงาน ทุกวันนี้อยากเห็นตัวเองได้สอนอย่างเต็มพลัง เต็มความสามารถ อยากใช้ความรู้ที่มีสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับนักเรียนอย่างสูงสุด ขอร้องหล่ะครับ อะไรที่มันเกินหน้าที่ “ผู้สอน” ก็ลด ๆ ลงบ้างครับ รอชมการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เชื่อว่าพรุ่งนี้จะต้องดีกว่านี้ เป็นกำลังใจให้ครับ”
· “ครูทุกๆโรงเรียนรอการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ ไม่มีครูท่านใดอยากทำ งานที่ต้องแลกด้วยความเครียด ความเสียสละต่างๆ งานที่ไม่จบไม่สิ้น ต้องจัดหาพัสดุ เบิกเงินมาจ่าย ตามเอกสารต่าง ลงบัญชี เงินหายไปแค่ 0.1 ก็ไม่ได้ สุดท้ายบางคนเป็นไมเกรน บางคนถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า บางคนอยากลาออกด้วยซ้ำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ จากหัวอกครูที่ทำหน้าที่นี้ค่ะ”
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มิถุนายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
ศธ.เสียใจ ครูมัท เครียดลาโลก ตั้งกก.สอบแล้ว เร่งลดภาระงาน หวังเป็นกรณีสุดท้าย
จากกรณี นางสาวอนุสรา หรือ “ครูมัท” ครูวัย 39 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก อ.ลำปลายมาศ ทิ้งจดหมายลาถึง 5 หน้ากระดาษ ซึ่งหน้าสุดท้ายเขียนถึงปัญหาการทำงานที่ตึงเครียดจนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งนี้นั้น
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษกศธ. เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้ว ซึ่งทราบว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นถึงระบบ บริหารจัดการการทำงานภายในโรงเรียนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ.มีความห่วงใยและขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“โดยที่ผ่านมาศธ.ก็ต้องยอมรับว่าภาระงานของครูก็มีอยู่ในหลายมิติที่มีจำนวนมาก ซึ่งศธ. เองก็จะพยายามลดภาระงานครูเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด แม้ศธ.จะมีนโยบายเรื่องการลดภาระงานครู แต่ตลอดสองปีที่ผ่านมากลับยังคงมีอยู่โดยที่เป็นปัญหาส่วนมากจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนขนาดเล็กเรื่องของอัตรากำลังที่มีไม่มีเพียงพอครูจะต้องทำหน้าที่เข้ามาบริหารงบประมาณ จึงทำให้เกิดความกังวลเมื่อเวลามีปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นเมื่อเร็วๆ นี้ สพฐ.จึงมีแนวทางแก้ปัญหาการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ถึง 10 คนที่ต้องบริหารจัดการงบอาหารกลางวันจะมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการแทน” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะของบประมาณในการจ้างธุรการด้วย เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ต้องมารับหน้าที่ทำงานในด้านที่ตัวเองไม่ถนัด ขณะเดียวกันผู้บริหารโรงเรียนจะต้องมาอบรมทำความเข้าใจในเรื่องของการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นบริหารงานบุคคล บริหารงานวิชาการ บริหารงานด้านการเงิน เพราะเรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ที่ผู้บริหารโรงเรียนจำเป็นจะต้องมีติดตัวทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดว่าผู้บริหารสถานศึกษาไม่มีความรู้เหล่านี้ก็จะเป็นที่ปรึกษาให้แก่ครูไม่ได้ ดังนั้นศธ.จึงไม่อยากให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมาอีก และหวังว่ากรณีของครูมัทจะเป็นกรณีสุดท้าย
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มิถุนายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
ครูสาวเลือกจบชีวิต ทิ้ง จม. อ้างเหนื่อยล้ากับระบบงาน
เมื่อช่วงเช้า วันที่ 16 มิ.ย. 68 ร.ต.อ.เรืองศักดิ์ แสงรัมย์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ทะเมนชัย อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ รับแจ้งมีคนเสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 3 ต.หนองบัวโคก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ จึงไปตรวจสอบพร้อมสมาคมกู้ภัยอัมรินทร์ใต้ตอบโต้ภัยพิบัติบุรีรัมย์ อำเภอลำปลายมาศ และกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์ จุดหนองบัวโคก
ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ บริเวณห้องนอนชั้นล่างของบ้านพบร่างนางสาวอนุสรา หรือครูมัท ชวนรัมย์ อายุ 39 ปี ข้าราชการครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งใช้เชือกทำร้ายตัวเองเสียชีวิต ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้าย ในห้องไม่มีร่องรอยของการรื้อค้น คาดเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 ชม.
ข้างศพพบจดหมาย เขียนหน้าซองว่า "จดหมายส่วนตัวถึงครอบครัวของฉัน จากมัท" เจ้าหน้าที่จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน โดยในซองจดหมายมีกระดาษ 5 แผ่น โดยหน้าที่ 1 – 4 ได้เขียนถึงพี่สาวซึ่งเป็นข้าราชการครู, ลูกสาววัย 10 ขวบ และพ่อแม่
ส่วนหน้าที่ 5 ครูมัทเขียนข้อความบรรยายเกี่ยวกับการทำงาน ประมาณว่าที่จากโลกนี้ไปด้วยมีปัญหาในการทำงาน การเงิน การบัญชี ซึ่งพอกพูนจนแก้ไขได้ยาก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดจากตัวเองคนเดียว แต่เป็นเพราะกระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพภายในโรงเรียน การทำงานไม่เป็นระบบ ให้เบิกเงินก่อนเคลียร์เอกสารทีหลัง และก็นิ่งเฉยไม่มีใครมาเคลียร์ให้ เครียดจนหัวจะระเบิดแทบทุกวัน ทำให้เหนื่อยกับการทำงานมากๆ สุขภาพไม่ดีสะสมมาเรื่อยๆ จึงตัดสินใจจากไป อีกทั้งยังอ้างว่ามีเพื่อนร่วมงานที่คอยสั่งการ จัดการ แต่พอถึงเวลามีความผิด กลับบอกว่าตัวเองไม่เกี่ยว ส่วน ผอ.ที่ย้ายมาแต่ละคนก็ไม่เคร่งครัดเรื่องการเงิน ไม่มีความรู้ด้านการเงิน ใช้เงินไม่ถูกต้อง แต่พอมีความผิดอ้างว่าเราเป็นคนทำ
“ข้าพเจ้าขอลาทุกคนบนโลกใบนี้ ไปด้วยความไม่สบายกาย และไม่สบายใจ ด้วยมีปัญหาในการเรื่องการทำงาน การเงิน การบัญชี ซึ่งข้าพเจ้าได้ทำงานคั่งค้าง ทำให้พอกพูนจนแก้ไขได้ยาก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะข้าพเจ้าเพียงคนเดียว แต่เป็นเพราะเกิดจากกระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพภายในโรงเรียน การทำงานไม่เป็นระบบ ให้เบิกเงินก่อน เคลียร์เอกสารทีหลัง และก็นิ่งเฉยไม่มีใครมาเคลียร์ให้ อันไหนเคลียร์เองได้ก็ดีไป แต่อันไหนเคลียร์ไม่ได้ก็ต้องมานั่งเครียดเอง จนหัวจะระเบิด ไมเกรนแทบทุกวัน
ข้าพเจ้าเหนื่อยกายกับการทำงานนี้มาก สุขภาพก็ไม่ดีสะสมมาเรื่อยๆ สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจจากโลกนี้ไปก็เพราะเพื่อนร่วมงานที่จัดการ สั่งการมาโดยตลอด แต่พอถึงเวลามีความผิด กลับบอกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง นั่นก็คือครู…(ระบุชื่อ)
ส่วน ผอ.ที่ย้ายมาแต่ละคนก็ไม่เคร่งครัดเรื่องการเงินเลย ไม่มีความรู้ด้านการเงิน ใช้เงินไม่ถูกต้อง แต่พอมีความผิดอ้างว่าเราเป็นคนทำ ข้าพเจ้าขอโทษต่อเพื่อนร่วมงานท่านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ข้าพเจ้าไม่สามารถทำงานนี้ต่อไปอีกได้แล้ว ถ้าอยู่ต่อไปคงพิการ หรือเส้นเลือดในสมองแตกตาย ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้กับทุกคน ขออย่าให้ร้ายกัน ในวันที่ข้าพเจ้าไม่สามารถโต้แย้งใดๆ ได้ ส่วนที่ผิดขอน้อมรับ แต่ส่วนที่ไม่ใช่ก็ขออย่าใส่ร้ายกันเลย ฝากถึงกระทรวงให้ช่วยเห็นใจครูการเงินและพัสดุด้วยนะคะ อย่าให้ต้องทำงานหนักและเสี่ยงชีวิตแบบนี้เลย ลาก่อน”

นายสุพจน์ ชวนรัมย์ อายุ 68 ปี พ่อครูมัท เล่าว่า ตนเองมีลูกสาว 2 คน ทั้งสองคนสอบบรรจุข้าราชการครู โดยครูมัทเป็นลูกสาวคนเล็กสอบติดครูและลงบรรจุที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ในตำแหน่งครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ และเป็นครูการเงินของโรงเรียน ส่วนสาเหตุที่จบชีวิต ตนไม่ทราบ เพราะลูกสาวเป็นคนไม่ค่อยพูด
ด้านนางเอ (นามสมมติ) อายุ 50 ปี เพื่อนครูต่างโรงเรียน เล่าว่า ผู้ตายโทรศัพท์มาปรึกษาหลายเรื่อง เช่น ครูในโรงเรียนเขียนโครงการเบิกเงินไปใช้แล้ว ไม่นำใบเสร็จมาส่งให้ล้างหนี้เงินที่เบิกไปใช้ เท่าที่ทราบวันพรุ่งนี้ เจ้าหน้าที่การเงินของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จะเข้ามาตรวจสอบที่โรงเรียน ซึ่งอาจจะทำให้ครูมัทเกิดความเครียดจนทำร้ายตัวเอง
ขณะที่ ผอ.โรงเรียน เล่าว่า ตนมารับตำแหน่ง ผอ. เมื่อปลายปี 2565 ซึ่งครูมัทเป็นครูการเงินของโรงเรียนอยู่ก่อนแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นหากครูมัทมาปรึกษา อาจจะมีแนวทางแก้ไขได้
พบร่างครูการเงินเสียชีวิตในบ้านพัก ทิ้งจดหมายบอกเหนื่อยล้ากับระบบการทำงาน เจอเบิกเงินก่อนทำเอกสารทีหลัง ฝากกระทรวงฯ เห็นใจ
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ.เล็งให้ อปท.บริหารจัดการอาหารกลางวันแทน รร.
จากกรณีเกิดเหตุสลดครูสาววัย 39 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก อ.ลำปลายมาศ ทิ้งจดหมายลาตายถึง 5 หน้ากระดาษ พร้อมแฉปัญหาการทำงานที่ตึงเครียดจนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งนี้นั้น
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจากทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้ว ศธ.ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวคุณครูที่เสียชีวิต โดยขณะนี้ทางเขตพื้นที่การศึกษาได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึงระบบ บริหารจัดการการทำงานภายในโรงเรียนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งแน่นอนที่สุด พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ มีความห่วงใยและขอแสดงความเสียใจ โดยที่ผ่านมา ศธ.ยอมรับว่าภาระงานของครูก็มีอยู่ในหลายมิติที่มีจำนวนมาก ซึ่ง ศธ. เองก็พยายามลดภาระงานครูเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด แม้ ศธ.จะมีนโยบายเรื่องการลดภาระงานครู แต่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมากลับยังคงมีอยู่โดยที่เป็นปัญหาส่วนมากจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนขนาดเล็กเรื่องของอัตรากำลังที่มีไม่มีเพียงพอครูจะต้องทำหน้าที่เข้ามาบริหารงบประมาณจึงทำให้เกิดความกังวลเมื่อเวลามีปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นเมื่อเร็วๆ นี้ สพฐ.จึงมีแนวทางแก้ปัญหาการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ถึง 10 คนที่ต้องบริหารจัดการงบอาหารกลางวันจะมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการแทน
โฆษก ศธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะของบประมาณในการจ้างธุรการด้วย เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ต้องมารับหน้าที่ทำงานในด้านที่ตัวเองไม่ถนัด ขณะเดียวกันผู้บริหารโรงเรียนจะต้องมาอบรมทำความเข้าใจในเรื่องของการบริหารไม่ว่าจะเป็นบริหารงานบุคคลบริหารงานวิชาการ บริหารงานด้านการเงิน เพราะเรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ที่ที่ผู้บริหารโรงเรียนจำเป็นจะต้องมีติดตัวทั้งสิ้นไม่อย่างนั้นถ้าถ้าเกิดว่าผู้บริหารสถานศึกษาไม่มีความรู้เหล่านี้ก็จะ เป็นที่ปรึกษาให้แก่ครูไม่ได้ ดังนั้นศธ.จึงไม่อยากให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมาอีก และหวังว่ากรณีของครูมัทจะเป็นกรณีสุดท้าย
ที่มา ; FB AtHeaR
เกี่ยวข้องกัน
ถอดบทเรียน ครูมัท กับโจทย์หิน ลดภาระครู
กรณี “ครูมัท” หรือ น.ส.อนุสรา ชวนรัมย์ อายุ 39 ปี ข้าราชการครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก อ.ลำปลายมาศ โดยทิ้งจดหมายลาถึง 5 หน้ากระดาษ ซึ่งหน้าสุดท้ายเขียนถึงปัญหาการทำงานที่ตึงเครียดจนนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตตนเอง
“ครูมัท” บรรจุในตำแหน่งครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ ทั้งยังมีบทบาทเป็น ‘ครูการเงิน’ โดยจดหมายของเธอชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่รบกวนจิตใจและชีวิต ส่วนหนึ่งมาจาก ‘ภาระงาน’ ได้แก่การเงิน การบัญชี ซึ่งพอกพูนจนแก้ไขยาก ไปจนถึงระบบการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวยและอาจสร้างแรงกดดัน
การจากไปของ “ครูมัท” สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนมากมาย และที่มากไปกว่านั้น ยังสะท้อนถึงปัญหาภาระงานของครู ที่ไม่ได้จบแค่งานสอน
องค์กรครูและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเรียกร้องให้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาแก้ไขปัญหา ลดภาระครู เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้ขึ้นอีก
สอดคล้องกับผลสำรวจที่ผ่านมา พบว่าครูไทยทำงานหนัก แต่สอนนักเรียนได้ไม่เต็มที่เพราะโดนแย่งเวลาไปโดยงานต่าง ๆ ที่ไม่ใช่การสอน ปี 2562 เกือบร้อยละ 95 ของครูเกือบทุกคนทำงานนานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ 58 ใช้เวลาไปกับงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือราวเวลาทำงาน 1 วันต่อสัปดาห์ หรือในปี 2557 พบว่าครูกลุ่มตัวอย่างใช้เวลากับกิจกรรมนอกห้องเรียนมากถึง 84 วันจาก 200 วันของเวลาทำงาน
งานที่แย่งเวลาสอนครูไปค่อนข้างมากคือการประเมินต่าง ๆ ซึ่งมีมากกว่าแค่การประเมินเลื่อนขั้นวิทยฐานะ โดยในปี 2557 พบว่าครูใช้เวลาไปกับการประเมิน 43 วันแบ่งเป็นการประเมินผลงานและคุณภาพราว 31 วัน เช่น การประเมินคุณภาพสถานศึกษาภายนอก 9 วัน การประเมินเลื่อนวิทยฐานะ 2 วัน และการประเมินที่มาพร้อมกับโครงการจากกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่น ๆ อีก 12 วัน รองลงมาคือการแข่งขันวิชาการ 29 วัน การฝึกอบรมอีก 10 วันและกิจกรรมอื่น ๆ อีก 2 วัน
ครูจำนวนมากมองว่างานและกิจกรรมเหล่านี้มักไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการสอน แต่กลับสร้างภาระงานเพิ่มเติม เช่น ในการประเมินคุณภาพภายนอกและเลื่อนวิทยฐานะที่ผ่านมา ต้องเตรียมเอกสารจำนวนมากที่ไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน ในโครงการต่าง ๆ ต้องจัดทำรายงานจำนวนผู้เข้าร่วมและกิจกรรมที่ได้ดำเนินงานหรือแม้แต่จัดนิทรรศการเพื่อรับการประเมิน โดยในปี 2562 ร้อยละ 41 ของโรงเรียนต้องทำโครงการมากกว่า 10 โครงการซึ่งหลายโครงการซ้ำซ้อนกัน
นอกจากนี้ครูจำนวนมากยังต้องรับผิดชอบงานธุรการ เช่น งานจัดซื้อจัดจ้าง งานบัญชี ซึ่งเป็นงานที่ใช้เวลามากเพราะไม่ถนัดและหากมีข้อผิดพลาดก็จะกระทบต่อหน้าที่การงาน
นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา และนักวิชาการทางการศึกษา ที่มองว่า หากพิจารณาจากจดหมาย ของครูมัท จะพบว่า การตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาทางเชิงระบบการเงิน พัสดุ ซึ่งในจดหมายระบุไว้ชัดเจนว่า โรงเรียนมีการเบิกเงินมาใช้ก่อน แล้วทำรายงานเบิกจ่ายย้อนหลัง ซึ่งไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบ แต่ในการบริหารงานจริง อาจต้องมีความยืดหยุ่นไม่ใช่เฉพาะแค่กับโรงเรียนเท่านั้น แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยเองก็ตาม
“การทำผิดกฎระเบียบทำให้เกิดการถูกตำหนิจากผู้บริหาร และเพื่อนร่วมงานจนส่งผลเป็นความเครียด บวกกับปัญหาอื่นๆ ในเรื่องของสุขภาพ ทั้งหมดนี้สะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งจนทำให้ครูมัทตัดสินใจจบชีวิตตนเอง แต่กรณีนี้ ปัญหาเชิงระบบถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ซึ่งครูทุกคนคงไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการเงิน พัสดุ และทุกโรงเรียนก็คงมีปัญหาในลักษณะนี้เช่นกัน”นายอดิศร กล่าว
ส่วนตัวมองว่ากรณีนี้คงจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อระบบโครงสร้างเป็นกระแสแค่ชั่วคราว คล้ายกันกับ กรณีของสืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นักวิชาการ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ชายผู้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเรียกร้องให้สังคมหันมาสนใจปกป้อง ผืนป่า
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็อยากให้ ศธ. ใช้โอกาสนี้เร่งแก้ปัญหา โดยหน้าที่การจัดการ การเงิน พัสดุ ไม่ควรจะเป็นภาระหน้าที่ของครูผู้สอน
“ปัญหาหลักของ ศธ.คือมีโรงเรียนในกำกับดูแลหลายขนาด ซึ่งในส่วนของโรงเรียนขนาดใหญ่ คงไม่เป็นปัญหาเพราะมีบุคลากรจำนวนมากรวมถึงมีงบประมาณเพียงพอในการจ้างบุคลากร แต่กับโรงเรียนขนาดเล็กแม้แต่ครูที่สอนตามชั้นเรียนยังมีไม่ครบ การจ้างบุคลากรด้านการเงินเข้ามาจึงแทบเป็นไปไม่ได้ และรัฐบาลก็ไม่มีงบสนับสนุนเพียงพอ ดังนั้น หากจะแก้ปัญหานี้ อาจจะต้องดึงท้องถิ่นหรือชุมชน หรือ ผู้เกี่ยวข้องในการจัดการบริหารโรงเรียนเข้ามาช่วย ไม่เช่นนั้น ศธ. ก็ต้องกล้าตัดสินควบรวมหรือยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน”นายอดิศร กล่าว
ขณะที่ น.ส.ปาริชาต ชัยวงษ์ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภคในฐานะตัวแทนครู แสดงความเห็นว่า ครูในปัจจุบันต้องแบกรับภาระงานหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน จนเกิดความเครียดสะสม ปัญหาภาระงาน และระบบที่ไม่เอื้อ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครูบางคนไม่สามารถทำหน้าที่ครูได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ครูต้องแบกรับหน้าที่หลากหลาย
ดังนั้น คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา เสนอให้ ศธ.ทบทวนระบบงานและการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนอย่างจริงจัง หลังพบว่าครูยังต้องแบกรับภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน ทั้งการเงิน พัสดุ ธุรการ และงานด้านกฎหมาย ซึ่งควรมีเจ้าหน้าที่ประจำดูแลแบบเต็มเวลา
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่ว่า ศธ. ไม่รู้ปัญหา
โดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ยอมรับว่า กรณีนี้เกิดจากภาระงานจนส่งผลให้เกิดความเครียดจนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ศธ.ตระหนักและรับรู้ว่าจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกการลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นนโยบายหลักของ รัฐมนตรีว่าการศธ.ซึ่งก็ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวมาโดยตลอด ที่ผ่านมามีการ ยกเลิกเวรครู การจัดหานักการภารโรง เร่งวางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู รวมถึง มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ และการยื่นขอย้ายเพื่อช่วยลดภาระ ในการจัดทำเอกสาร และการดำเนินการอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อลดภาระบุคลากรทางการศึกษา
“ส่วนเรื่องครูธุรการในอดีตโรงเรียนในสังกัดศธ.เคยมีครูธุรการครบทุกแห่ง แต่ด้วยการจัดกำลังพลของภาครัฐ ส่งผลให้โดนลดอัตรากำลังในส่วนนี้ไป ปัจจุบันจึงไม่มีตำแหน่งครูธุรการ ซึ่งศธ.ได้พยายามของบประมาณเพื่อมาจัดสรรตำแหน่งที่ขาดออกไป แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งเหตุผลดังกล่าว ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่ศธ.จะนำมาใช้เพื่อหลบเลี่ยงปัญหา โดยในปัจจุบัน ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ ได้มีการพยายามสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามาช่วยโรงเรียนในการจัดการงานด้านเอกสารธุรการ ส่วนเรื่องการเพิ่มอัตรากำลังพลนั้น จะต้องมีการหารือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อจัดหากำลังพลเพิ่มเติม หรือเสนอของบประมาณ เพิ่มเติม เพื่อจัดหากำลังพลในลักษณะของจ้างเหมาบริการต่อไป” นายสุรศักดิ์ กล่าว
เชื่อว่า กรณีครูมัท คงไม่ใช่คนสุดท้ายที่ต้องประสบกับปัญหากับระบบภาระงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเงิน พัสดุ การคลัง การประเมินสถานศึกษาภายนอก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานสอน
แม้อาจไม่ได้เลือกจบชีวิตตัวเอง เพื่อหนีจากเรื่องดังกล่าว แต่หลายคนก็เลือกเดินออกจากอาชีพนี้ เพราะความท้อแท้ และเหนื่อยหน่ายหัวใจจนไม่มีสมาธิจะทำหน้าที่สอนหนังสือซึ่งถือเป็นภาระงานที่แท้จริงของครู
การลดภาระครูจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข แต่การแก้ปัญหานี้คงไม่ใช่ ศธ.เพียงหน่วยงานเดียวที่จะรับมือไหว เพราะบางเรื่องเกี่ยวพันไปถึงงบประมาณ และบุคลากรที่ถูกปรับลดลงตามนโยบายรัฐบาล
ดังนั้นการแสวงหาความร่วมมือ จากหน่วยงานอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประสานความร่วมมือหาแนวทางแก้ไข อาจเป็นทางออกที่ยั่งยืน และเป็นการลดภาระครูได้อย่างแท้จริง
กรณีของครูมัท ครั้งนี้นับเป็นบทเรียนราคาแพงที่ ศธ. ต้องหันมาทบทวนและหาแนวทางแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยขึ้นอีก
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 18 มิถุนายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
นักวิชาการ ชี้งานธุรการเป็นหน้าที่‘ผู้บริหาร’หรือไม่? แนะ ครู4แสนคนตั้ง‘สหพันธ์’ต่อสู้ความไม่ยุติธรรม
จากกรณี นางสาวอนุสรา หรือ ครูมัท ครูวัย 39 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก อ.ลำปลายมาศ ทิ้งจดหมายลาถึง 5 หน้ากระดาษ ซึ่งหน้าสุดท้ายเขียนถึงปัญหาการทำงานที่ตึงเครียดจนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งนี้นั้น
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ครูมัท ถือเป็นศึกของครูที่ต้องต่อสู้กับตัวโครงสร้างและระบบ ตนมองว่าเสียงของครู 4 แสนคนต้องเป็นเอกภาพ ต่อการสูญเสียครั้งนี้ ถ้าเรายังพูดกันคนละที กลุ่มใครกลุ่มมัน ก็จะกลับไปสู่รูปแบบคนเป็นคนตายก็ยังทนอยู่ ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ ตนคิดว่าการต่อสู้ครั้งนี้ต้องใช้ทุกเสียงของพลังวิชาชีพครู ต้องไม่ยอมให้โศกนาฏกรรมที่กับชีวิตครูที่ได้รับการกระทำอย่างไม่ยุติธรรมมากยาวนาน
นายสมพงษ์ กล่าวว่า การอยู่เวรของครูได้ยกเลิกไปแล้ว ดังนั้น ครูที่ต้องมาดูแลระบบการเงินและพัสดุต้องถูกยกเลิกเช่นเดียวกัน พบว่าร้อยละ 80-90 ของครูที่มาทำงานพัสดุและการเงิน คือครูที่บรรจุใหม่แทบทั้งหมด เพราะถูกอำนาจสั่งจากผู้บริหาร หรือครูคนก่อนที่ทำ เพราะครูเหล่านี้ไม่มีสิทธิต่อรองหรือขัดขืนต้องทำแบบลองผิดลองถูกกันมาอย่างยาวนาน งานครูต้องสอน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีโครงการต่างๆถาโถมเข้ามา ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 30-40 โครงการ การทำโครงการแต่ละโครงการต้องมีเรื่องเบิกเงินงบประมาณอีกจำนวนมาก ดังนั้น จะเป็นงานที่ใช้เวลานานมาก ทำให้ครูต้องใช้เวลาอยู่กับงานเหล่านี้ประมาณ 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากคิดเป็น 200 วัน ก็จะพบว่าครูได้ใช้เวลาไปกับงานเหล่านี้ 84 วัน
นายสมพงษ์ กล่าวว่า จะเห็นว่างานเอกสารที่ส่วนกลางบอกลงลด แต่ในข้อเท็จจริงไม่ลด เพราะตราบใดที่ส่วนกลางยังต้องการข้อมูล ตัวบ่งชี้ ต้องการเอกสารอยู่ ซึ่งทุกอย่างจะไปลงที่ครูการเงินและพัสดุ ถึงเป็นครูที่มีความทุกข์มากที่สุด เพราะตั้งแต่วันแรกที่รับงาน เอาขาเสี่ยงเข้าคุกไปขาหนึ่งแล้ว เพราะมีโอกาสผิดพลาดมาก ปัจจุบันพบว่าครู 1 ใน 7 มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต มีเรื่องความเครียด ความกดดัน ความเศร้า และร้ายแรงสุดก็คือ กรณีครูมัท ที่ก่อเหตุจบชีวิตตัวเอง เราจึงเห็นครูออกจากระบบเพราะทนไม่ได้คนแล้วคนเล่า เวลามีข่าวเกิดขึ้นมาส่วนกลางก็จะตอบว่าเป็นเรื่องของรายบุคคลไม่เคยคิดทบทวน ไม่เคยคิดเลยว่าทำไมครูเริ่มทยอยออกคนแล้วคนเล่า จนมาถึงกรณีครูมัท
นายสมพงษ์กล่าวว่า หากต้องการช่วยเรื่องวิชาชีพครู ต้องเริ่มจากตัวโครงสร้างและระบบ ถ้าโครงสร้างและระบบยังเป็นเหมือนปัจจุบันนี้ ยืนยันว่ากรณีนี้จะไม่ใช่รายสุดท้าย เพราะโครงสร้างและระบบที่ส่วนกลางเทลงไปให้นั้น มีทั้งโครงงาน กิจกรรม การประเมินผล จากส่วนกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีมากมายไปหมด จะมีวิธีการจัดการให้ลดลงเป็นศูนย์ หรือไม่ซ้ำซ้อนได้หรือไม่ ข้อมูลต่างๆที่ได้จากโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ตัวบ่งชี้ หน่วยงานต่างๆเอาไปทำอะไร เอาไปทำให้ดีขึ้นหรือไม่ หรือเอาไปเพื่อประโยชน์ของสำนักงาน หน่วยงานตนเอง เพื่อของบประมาณในปีต่อไปหรือไม่? แต่ผลในทางตรงกันข้ามคือสิ่งเหล่านี้ไปกดทับ และเพิ่มภาระให้กับครูไม่หยุดหย่อน และจากที่ตนเคยสอบถามหน่วยงานที่ขอเอกสาร ข้อมูลจากครู เพราะเพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองผิดพลาดเมื่อมีการตรวจสอบจาก สตง.เท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นการทยอยฆ่าครูทุกวัน ทำให้ครูเครียดและกดดัน ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก เรากำลังทำอะไรผิดพลาดครั้งใหญ่กับการศึกษาไทยหรือไม่
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กเกิดน้อยลง โรงเรียนต้องถูกยุบและควบรวม โรงเรียนขนาดเล็กจะเพิ่มขึ้นทุกปี ในเมื่อมีการเพิ่มภารโรงให้โรงเรียนเหล่านี้ได้ ทำไมถึงเพิ่มครูธรุการไม่ได้ อีกเรื่องที่เราต้องเตรียมการให้ดี เมื่อโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้น แต่เด็กลดลง จะมีวิธีการเตรียมการอย่างไรให้ครูที่เพิ่งบรรจุได้อยู่ในห้องเรียนและอยู่กับเด็ก
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า งานพัสดุและการเงินไม่ใช่งานของครู แต่เป็นงานของผู้บริหารโรงเรียนหรือไม่ เพราะในความจริงหลักการบริหารโรงเรียน คือ มีงานวิชาการ งานธรุการ งานบุคคล และงานทั่วไป แต่ทำไมงานธรุการ งานเกี่ยวกับการเงิน ผู้บริหารไม่ทำ ตนสอนครุศาสตร์มาก 40 กว่าปี ไม่เคยสอนเรื่องการเงินและพัสดุให้กับครูที่เพิ่งจบใหม่เลย แต่เรื่องงานวิชาการ งานธุรการการเงินและพัสดุ สอนอยู่ในระดับปริญญาโท ด้านการบริหารการศึกษา ดังนั้น งานบริหาร งานธรุการ การเงิน และพัสดุ เป็นงานของผู้บริหารโรงเรียนใช่หรือไม่ แต่กลับโยนภาระงานเหล่านี้ให้กับครู หากทบทวนเรื่องดังกล่าว จะพบว่าปัจจุบันผู้บริหารจำนวนไม่น้อยไม่ได้สอน ดังนั้นงานเหล่านี้จะเป็นงานในหน้าที่ของผู้บริหาร
“ทั้งนี้มีการตื่นตัวขึ้นในวงการวิชาชีพครู ตั้งแต่ครูสภา ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ขออย่าโพสต์แสดงความเสีย และบอกให้ครูต้องเสียสละ แต่เป็นความที่ครูต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมครั้งนี้ มองการสูญเสียครั้งนี้ว่าจะต้องผลึกกำลังต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ความไม่ยุติธรรม และงานที่ไม่ใช่งานของครูออกไปให้หมด ควรมีคนที่รวบรวมก่อตั้งสหพันธ์ครู ที่เป็นเสียงของครูอย่างแท้จริง ไม่ใช่เสียงขององค์กรบางองค์กรที่มุ่งหาอำนาจ ผลประโยชน์ มองว่าเสียงของครู 4 แสนคนต้องรวมครุศาสตร์ เรียกร้องเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตครูส่วนใหญ่ดีขึ้นไม่เช่นนั้นเราจะเผชิญชะตากรรมแบบครูมัท และครูหลายที่คนลาออกไปเป็นจำนวนมาก” นายสมพงษ์ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 20 มิถุนายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
ภาระงานครูที่ล้นเกิน บทเรียนกรณี “ครูมัท”กับแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม
เป็นบทสัมภาษณ์ ดร. กมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ในประเด็นภาระงานครูที่ล้นเกิน บทเรียนจากกรณี “ครูมัท” เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568
: ดร. กมล รอดคล้าย
จากกรณีการสูญเสียอันน่าเศร้าของ คุณครูวัย 39 ปี แห่งโรงเรียนบ้านบุหนองเทา อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งตัดสินใจยุติชีวิตตนเองในบ้านพักที่อำเภอลำปลายมาศ พร้อมทิ้งจดหมายลาถึง 5 หน้ากระดาษ โดยในหน้าสุดท้ายได้สะท้อนความรู้สึกเจ็บปวดที่สั่งสมจากความเครียดในหน้าที่การงาน จนนำมาสู่การตัดสินใจอันน่าเศร้า จดหมายฉบับสุดท้ายของเธอเปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นรอยร้าวส าคัญในระบบการบริหารการศึกษาของไทย ที่ละเลยสุขภาพจิตของครู ปล่อยให้ภาระงานท่วมท้นกลืนกินหัวใจของผู้ซึ่งควรเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสะเทือนใจแก่สังคมโดยรวม หากยังเป็นเสียงสะท้อนอันทรงพลังว่า
“ภาระ” กำลังบดบัง “ภารกิจ” ของครู และบางครั้ง “ชีวิต” ก็ต้องแลกด้วย “หน้าที่” ด้วยความเคารพ
และอาลัยต่อการจากไปของ “ครูมัท” @จันทรา วุฒิสภาไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมกันนี้ขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ของ ดร.กมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นถึงการปฏิรูประบบสนับสนุนภาระงานครู การเพิ่มบุคลากรในสายสนับสนุน ตลอดจนการฟื้นฟูสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตครูไทย เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต ดังต่อไปนี้
Q:จากกรณีเหตุการณ์ของครูมัท สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยอย่างไร
A:ในนามของผู้เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษา ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของคุณครูพร้อมส่งความห่วงใยไปยังครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความสะเทือนใจในวงกว้าง แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ทำให้สังคมต้องหันกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไรจึงจะไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
กรณีของครูมัทได้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการศึกษาไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะประเด็นหลักเรื่อง “การขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา” ซึ่งเป็นปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานอันเป็นผลจากนโยบายการปรับลดอัตรากำลังในสถานศึกษา ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณและการบริหารราชการในภาพรวม แม้นโยบายดังกล่าวจะมีเป้าหมายเพื่อความคล่องตัวในการจัดการภาครัฐ แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นการผลักภาระงานส่วนเกินไปสู่ ครูผู้สอน ซึ่งควรมีหน้าที่หลักในการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนเท่านั้น ครูจำนวนมากโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กจึงต้องแบกรับงานธุรการ งานเอกสาร และภาระจากโครงการต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนโดยตรง จนทำให้เสียสมาธิจากภารกิจหลัก และขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง รวมถึงสุขภาพกายใจที่เริ่มอ่อนล้าอย่างน่าวิตก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ครูเกิดความเครียดสะสมซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ต้องรับผิดชอบงานในด้านที่ตนเองไม่ได้มีความเชี่ยวชาญหรือถนัดส่งผลให้ภาระงานกลายเป็นภาระทางใจ และทำลายความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านนโยบาย งบประมาณ หรือฝ่ายบริหารการศึกษา ควรหันกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐในด้านการศึกษาเพียงด้านเดียวนั้น เป็นทิศทางที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะแม้จะสามารถลดต้นทุนทางการเงินได้บางส่วน แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ที่ส่งผลกระทบในระดับลึกมากขึ้นซึ่งปัญหานั้นก็คือ “ความไม่สอดคล้องระหว่างบุคลากรที่มีอยู่กับลักษณะงานและภาระงานจริงในสถานศึกษา” เมื่อครูต้องทำได้ เป็นเจ้าหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่ธุรการ เจ้าหน้าที่พัสดุ หรือแม้แต่งานด้านารสนเทศและเอกสาร สิ่งที่สูญเสียไปคือคุณภาพในการสอน และที่สำคัญที่สุดคือ “สุขภาวะของครู” ซึ่งเป็นแกนหลักของคุณภาพทางการศึกษา
Q:หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางในการผลักดันการทบทวนภาระงานของครู โดยเฉพาะงาน
ที่ไม่ใช่งานสอนอย่างไร
A:ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มาโดยตลอด และในช่วง 7 – 8 ปีที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการ “คืนครูสู่ห้องเรียน” เพื่อให้ครูสามารถทำงานด้านการสอนเป็นหลัก โดยมีการจัดสรรอัตราจ้างพนักงานธุรการ พนักงานการเงิน และพนักงานในส่วนต่าง ๆ กว่า 71,000 อัตราเข้าไปในระบบการศึกษา ซึ่งถือเป็นความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ครูสามารถกลับไปทำหน้าที่หลักคือ “การสอน” ได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามแม้โครงการนี้จะมีเจตนาดีและสามารถบรรเทาภาระงานของครูในหลายพื้นที่ได้จริง แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากยังไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างแท้จริง โดยปัญหาและข้อจำกัดที่โรงเรียนขนาดเล็กเผชิญ คือ การจัดสรรอัตรากำลังไม่เพียงพอหรือไม่ครอบคลุม เนื่องจากโรงเรียนขนาดเล็กมีครูเพียงไม่กี่คน บางแห่งมีครูประจำเพียง 2 - 3 คน และมีบุคลากรไม่ครบตามโครงสร้าง ส่งผลให้ไม่ได้รับการจัดสรรพนักงานธุรการหรือเจ้าหน้าที่สนับสนุนตามที่โรงเรียนขนาดใหญ่ได้รับ อีกทั้งระบบการพิจารณาจัดสรรอัตรากำลังมักอิงจากจำนวนนักเรียนหรือขนาดของโรงเรียน ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยถูกมองว่า “ไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก” ทั้งที่ภาระงานพื้นฐานยังคงเท่ากัน ทำให้ครูต้องหมุนเวียนมาช่วยกันทำงาน จึงกลายเป็นภาระหลักที่เพิ่มขึ้นจากงานการสอนเป็นอย่างมาก ซึ่งหากจะมีการทบทวนภาระงานของครูนั้น ควรตัดงานที่ไม่ใช่งานเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนออกไปก็จะเป็นการช่วยลดภาระงานของครูได้เป็นอย่างมาก
ดังนั้นหากจะสรุปถึงการทบทวนภาระงานของครู สิ่งที่จะต้องดำเนินการ คือ
1) ลดงานที่ไม่ใช่งานด้านการเรียนการสอน
2) มีการจ้างพนักงานให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้านธุรการอย่างเพียงพอ และ
3) ปรับลดโครงการของกระทรวงศึกษาธิการที่ส่งไปให้สถานศึกษาดำเนินการลง เพื่อให้ครูมีเวลา
ปฏิบัติงานด้านการเรียนการสอนอย่างเต็มที่
Q:ปัจจุบันมีระบบที่สามารถคัดกรองภาระงานของครูในโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างเพียงพอหรือไม่
A:ในปัจจุบัน ยังไม่มีระบบที่สามารถคัดกรองและจัดการภาระงานของครูในโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง โดยเฉพาะในบริบทของโรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และโครงสร้างการบริหาร แต่นโยบายที่กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการในการจัดสรรพนักงานธุรการ หรือเจ้าหน้าที่สนับสนุนทางการศึกษาไปตามโรงเรียนนั้นเป็นนโยบายที่ดี แต่เมื่อเทียบกับจำนวนโรงเรียนในประเทศไทยที่มีจำนวนถึงประมาณ 30,000 แห่ง ซึ่ง 71,000 อัตราที่จัดให้ ส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรไปตามโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนมากถึง 14,996 โรงเรียน ก็จะไม่ได้รับการจัดสรรพนักงานธุรการ หรืออาจจะได้พนักงานธุรการ 1 คน แต่ต้องหมุนเวียนไปปฏิบัติหน้าที่ 3 – 5 โรงเรียน ทำให้ภาระงานของพนักงานธุรการก็จะหนักเกินไป โดยในส่วนนี้เห็นว่าเขตพื้นที่การศึกษาควรเข้าไปดูแลให้คำปรึกษาและหาแนวทางการบริหารจัดการให้กับโรงเรียนในสังกัด นอกจากนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนก็ควรเป็นที่ปรึกษาของครู ช่วยเหลือครู และแก้ปัญหาให้กับครู มิใช่โยนภาระทุกอย่างให้กับครูผู้น้อยโดยกรณีของครูมัท เห็นได้ชัดเจนว่า ภาระเกิดกับครูโดยตรงและครูไม่มีที่ปรึกษา จึงทำให้เกิดกรณีดังกล่าว
Q : ควรมีการแยกบทบาทครูผู้สอนออกจากเจ้าหน้าที่ธุรการอย่างชัดเจนหรือไม่ และจะสามารถ
ทำได้อย่างไรในกรณีที่โรงเรียนมีบุคลากรจำกัด
A : ตามหลักการแล้ว การแยกบทบาท “ครูผู้สอน” ออกจาก “เจ้าหน้าที่ธุรการ” อย่างชัดเจนเป็นสิ่งจำเป็น หากต้องการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนและลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องของครูซึ่งโรงเรียนขนาดใหญ่นอกจากมีครูผู้สอนแล้วยังมีครูผู้ช่วยในการเตรียมเครื่องมือการสอน อุปกรณ์ต่าง ๆให้กับครูผู้สอนหลัก และยังมีเจ้าหน้าที่ธุรการแยกต่างหากในการทำหน้าที่ทางด้านการเงิน ด้านพัสดุด้านงานสารบรรณ เป็นต้น ดังนั้นทุกโรงเรียนจึงควรมีเจ้าหน้าที่ธุรการอย่างน้อย 1 คน เพื่อให้ครูสามารถมีเวลาในการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่โรงเรียนมีบุคลากรจำกัด การแยกบทบาทนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการออกแบบระบบสนับสนุนที่เหมาะสม มีความยืดหยุ่น และสะท้อนบริบทจริงของโรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่นโยบายกลางที่ใช้เกณฑ์เดียวกับทุกโรงเรียน โดยหัวใจสำคัญคือ “การจัดระบบงานภายในที่ชัดเจน”และ “มีการสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัด” เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือกระทรวงศึกษาธิการในการจัดสรรทรัพยากร เทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่มาร่วมหมุนเวียนปฏิบัติงาน ซึ่งแนวทางเหล่านี้ แม้จะไม่สามารถแยกบทบาทของครูได้ทันที แต่จะช่วยลดภาระของครูและเปิดโอกาสให้ครูสามารถกลับมา“ทำหน้าที่ของครู” ได้มากที่สุด
Q:ควรมีมาตรการในการจัดสรรงบประมาณและบุคลากรในการทำงานด้านธุรการ โดยไม่เพิ่ม
ภาระให้ครูอย่างไร
A:ในปีงบประมาณ 2567 รัฐบาลโดยความร่วมมือระหว่าง ส านักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้ดำเนินการจัดสรรอัตรากำลังสนับสนุนการศึกษา จำนวน71,000 อัตรา ได้แก่ 1) ครูธุรการ – ช่วยดูแลงานเอกสาร งานธุรการทั่วไป 2) ครูบัญชี – ดูแลด้านการเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง 3) นักจัดการทั่วไป – ประสานงานโครงการ แผนงาน และงานส่วนกลางต่าง ๆ4) นักกายภาพบำบัด/ครูผู้สอนเด็กพิการ – รองรับการจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ เป็นต้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนจากครูผู้สอนโดยตรง โดยใช้งบประมาณสนับสนุนกว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งสิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการคือ สำรวจความต้องการเชิงลึกและกระจายอัตรากำลังสนับสนุนการศึกษาให้กับทุกโรงเรียนอย่างเท่าเทียมและเพียงพอ เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้กับเด็กทุกคนอย่างแท้จริง
Q:หากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือเขตพื้นที่การศึกษา ท่านคิดว่าควรมีการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎระเบียบเหล่านี้ เพื่อให้การบริหารจัดการมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหรือไม่
A:ที่ผ่านมาโรงเรียนแต่ละแห่งมักเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยตนเอง เนื่องจากเห็นว่าเป็นแนวทางที่สะดวกและคล่องตัวต่อการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ แต่ต่อมาเมื่อพบปัญหาว่าบางโรงเรียนไม่มีความพร้อม เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ธุรการ จึงมีนโยบายให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการให้ซึ่งมีข้อดีคือ มีผู้มีความรู้เป็นผู้ดำเนินการ แต่ข้อเสียคือ เกิดการทุจริตได้ง่ายและใช้เวลาในการดำเนินงานค่อนข้างนาน เพราะเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละเขตดูแลโรงเรียนกว่า 100 โรงเรียน แนวทางปัจจุบันจึงมีนโยบายให้แต่ละโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเอง ซึ่งเมื่อแต่ละโรงเรียนนำกลับไปดำเนินการเองก็เกิดปัญหาเดิมอีก ดังนั้นควรปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้มีการดำเนินการที่ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนให้มีความสะดวก กระชับ เพื่อลดเวลาดำเนินการให้น้อยลง พร้อมทั้งให้เขตพื้นที่การศึกษาควรเข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะน าเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด
Q: จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ควรมีมาตรการทางจิตวิทยาหรือสวัสดิการในการรองรับครูที่มีความเครียดสะสมอย่างไร เพื่อจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
A:อาชีพครูเป็นหนึ่งในวิชาชีพที่ควรได้รับความเห็นใจและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากภารกิจหลักของครูควรมุ่งเน้นไปที่การจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นงานที่ครูมีความถนัด รวมถึงการพัฒนาทักษะการสอนให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในหลายโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กกลับพบว่า ครูจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระงานธุรการและงานนอกเหนือหน้าที่สอน ทั้งที่ไม่ได้มีทักษะหรือความรู้เฉพาะด้านในงานเหล่านี้ ส่งผลให้เวลาที่ควรทุ่มเทกับการเตรียมการสอนหรือพัฒนาตนเองลดน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งภาระงานที่มากเกินไปนี้ไม่เพียงกระทบต่อประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ แต่ยังก่อให้เกิดความเครียดและส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของครูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น กรณีของ "ครูมัท" ซึ่งตกอยู่ในภาวะเครียดสะสมจากการท างานอย่างหนักจนสุขภาพทรุดโทรม ถือเป็นภาพสะท้อนของปัญหาภาระงานที่ครูจำนวนมากต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีภาระทางครอบครัวควบคู่กันไปด้วย
แนวทางการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและจำาเป็นเร่งด่วนดังที่ได้กล่าวไปแล้วคือ การจัดสรรเจ้าหน้าที่ธุรการให้กับโรงเรียนขนาดเล็กอย่างน้อยโรงเรียนละ 1 คน เพื่อแบ่งเบาภาระของครู และคืนเวลาให้ครูได้กลับไปมุ่งเน้นงานวิชาการตามบทบาทหน้าที่หลัก นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการควรทบทวนและลดจำนวนโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งมาจากส่วนกลางให้น้อยลง โดยเฉพาะโครงการที่ไม่ได้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ หรือกิจกรรมที่มาจากกระทรวงอื่น ๆ ซึ่งมักกลายเป็นภาระเพิ่มเติมให้แก่ครูโดยไม่จำเป็น ในอีกมิติหนึ่งการดูแลครูในเชิงจิตใจและสวัสดิภาพก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามควรมีการจัดให้มีผู้ที่มีพื้นฐานทางด้านจิตวิทยา เช่น ครูที่สำเร็จการศึกษาด้านจิตวิทยาหรือการให้คำปรึกษา เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลและให้คำปรึกษาแก่ครูที่มีภาวะเครียดหรือมีปัญหาทางอารมณ์ซึ่งแม้จะไม่ใช่นักจิตวิทยาโดยตรง แต่ก็สามารถเป็นที่พึ่งทางใจให้กับเพื่อนร่วมวิชาชีพได้ในระดับหนึ่งท้ายที่สุด บทบาทของผู้อ านวยการโรงเรียนก็มีความส าคัญไม่น้อย ผู้น าองค์กรทางการศึกษาควรให้ความใส่ใจต่อสภาพการท างานและภาระงานของบุคลากรภายใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งหาทางปรับระบบงานให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ครูต้องตกอยู่ภายใต้ภาวะกดดันที่เกินขีดความสามารถ
Q : ระบบอำนาจหน้าที่ในโรงเรียนควรมีการจัดระเบียบใหม่อย่างไรบ้าง
A: ประเด็นนี้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดซึ่งเดิมทีก็มีบุคลากรจำกัดอยู่แล้ว แต่กลับต้องแบกรับภาระงานที่อยู่นอกเหนือจากหน้าที่การสอน ทั้งที่ขาดความชำนาญโดยตรง อีกทั้งหากเกิดความผิดพลาดขึ้น ครูเองก็ยังต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น ระบบการบริหารภายในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การพัสดุ งานบุคคล หรือการบริหารจัดการอาคารสถานที่ ควรได้รับการจัดระเบียบใหม่อย่างเหมาะสม โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ควรมีบทบาทในการจัดอบรม ให้ความรู้ และพัฒนาศักยภาพครูหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ ลดข้อผิดพลาด และส่งเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในโรงเรียนได้อย่างยั่งยืน
Q: วุฒิสภาจะผลักดันอย่างไร ให้กรณีของครูมัทไม่เงียบหายไปและเป็นประเด็นส าคัญในการปฏิรูปโครงสร้างระบบการศึกษาไทยอย่างแท้จริง
A: คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภาได้จัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาภาระงานของครู โดยเฉพาะครูในโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องปฏิบัติภารกิจนอกเหนือจากการเรียนการสอน ซึ่งไม่เพียงบั่นทอนคุณภาพการศึกษา แต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของครูโดยตรง ซึ่งจากการหารือดังกล่าว ได้มีการแบ่งแนวทางออกเป็น 2ประเด็นหลัก ได้แก่
1) การกำหนดบทบาทของครูให้ชัดเจน โดยเน้นให้ครูมุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนเป็นภารกิจหลัก หากมีความจำเป็นต้องรับผิดชอบงานด้านอื่น ก็ควรอยู่ในบทบาทของผู้กำกับดูแลในภาพรวมเท่านั้น โดยไม่ต้องลงมือปฏิบัติในรายละเอียด ซึ่งควรมีเจ้าหน้าที่ธุรการ หรือผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมารับผิดชอบงานเอกสาร ข้อมูล และภารกิจทางธุรการต่าง ๆ แทน
2) การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของบุคลากรทั้งครูผู้สอนและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานสนับสนุน ควรได้รับการอบรมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องตามระเบียบราชการ และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบตามมา
นอกจากนี้ ในประเด็นที่หลายฝ่ายไม่ต้องการให้กรณีของ “ครูมัท” ต้องจางหายไปอย่างเงียบงันทางคณะกรรมาธิการฯ จึงได้มีแนวทางในการตั้งคณะท างานเฉพาะกิจ และเตรียมเชิญผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการจ้างครูอัตราจ้างและครูลูกจ้างชั่วคราวโดยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของครู ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯมีจุดยืนที่ชัดเจนว่า “ครู” ต้องสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขภายในโรงเรียน เพราะครูคือกลไกสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยอย่างแท้จริง ฝากข้อเสนอถึงกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาภาระงานของครูอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านนโยบาย งบประมาณ และระบบบริหารในโรงเรียน
เพื่อให้การจัดการศึกษาของประเทศไทยในอนาคตสามารถพัฒนาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีครูเป็นแกนกลางของการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ ขอเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่ควรได้รับการพิจารณา ดังนี้
1 การผลิตครูในระบบปิด ควรกำหนดแนวทางการผลิตครูให้เป็นระบบปิด (ClosedSystem) โดยมีการจัดสรรตำเเหน่งรองรับผู้ที่ส าเร็จการศึกษาวิชาชีพครูอย่างชัดเจน เพื่อให้ครูสามารถเข้าท างานในพื้นที่บ้านเกิดหรือพื้นที่ใกล้เคียงได้ ลดภาระการโยกย้ายและค่าใช้จ่ายด้านการด ารงชีวิตช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพและเสริมสร้างกำลังใจในการปฏิบัติงาน
2 ยืนยันบทบาทหลักของครูในด้านการเรียนการสอน ควรให้ครูมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเรียนการสอนเป็นหลัก โดยลดภาระงานด้านธุรการหรือกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครู เพื่อให้ครูมีเวลาในการเตรียมการสอน พัฒนาตนเอง และเสริมสร้างคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างเต็มที่
3 จัดสรรบุคลากรและเทคโนโลยีสนับสนุนให้เพียงพอ รัฐควรจัดสรรบุคลากรในสายงานสนับสนุน เช่น เจ้าหน้าที่ธุรการ นักจัดการทั่วไป และเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค ให้เหมาะสมกับขนาดของโรงเรียน พร้อมทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการข้อมูล เอกสาร และงานระบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดภาระครู
4 แยกงบประมาณอย่างชัดเจน ควรจัดโครงสร้างงบประมาณการศึกษาที่ชัดเจน โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ “งบประมาณพื้นฐาน” สำหรับการดำเนินงานประจำ และ “งบประมาณเพื่อการพัฒนา” สพหรับโครงการหรือกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการงบได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามเป้าหมาย
5 ปรับบทบาทของเขตพื้นที่การศึกษาให้เน้นการส่งเสริมมากกว่าการควบคุม เขตพื้นที่การศึกษาควรทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยให้คำแนะนำสนับสนุน และช่วยแก้ไขปัญหาร่วมกับโรงเรียนมากกว่าการตรวจสอบหรือลงมาตรวจเอกสารที่อาจสร้างภาระซ้ำซ้อนแก่ครูและผู้บริหารสถานศึกษา
6 ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นในระยะยาว ในอนาคตควรมีการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการโรงเรียนได้ตามบริบทของพื้นที่ เพิ่มความยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหา และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา
ข้อเสนอเหล่านี้ มิได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นแนวทางเพื่อวางรากฐานให้กับระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับครูในฐานะ “หัวใจของการเรียนรู้” เพื่อให้ครูไทยสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพ มีความสุข และเป็นพลังส าคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืน
“ ครูไม่ควรต้องยืนหยัดอย่างเดียวดาย หากแต่ควรมีระบบที่เข้าใจ สนับสนุนและปกป้องพวกเขาในฐานะหัวใจของการศึกษาไทย”
ผู้เรียบเรียง
นางสาวชาลิสา ชัยทรัพย์ไพศาล วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานผลิตเอกสารเผยแพร่ สำนักประชาสัมพันธ์
ที่มา ; FB กมล รอดคล้าย
เกี่ยวข้องกัน
การศึกษาเหลื่อมล้ำ! ‘ศาสตรา’จี้แก้ปัญหา‘ครูงานล้น’ทำหมดไฟ'จบชีวิต-ลาออกไปสอนพิเศษ'
9 ก.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายศาสครา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในช่วงหารือของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนขอเป็นตัวแทนครูทั้งประเทศที่กำลังหมดไฟ กำลังจะลาออก หรือแม้แต่กำลังจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 มีครูท่านหนึ่งตัดสินใจจบชีวิตตนเอง โดยเขียนจดหมายลาตาย ระบายความในใจเรื่องภาระงานของครูที่มากเกินไป รวมถึงความเครียดเพราะกลัวความผิดพลาดในการทำเอกสารพัสดุ – การเงิน แล้วอาจถึงขั้นติดคุกตะราง
“วันนี้ในเรื่องการเงินพัสดุเป็นเรื่องสำคัญมากที่รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ซ้ำร้ายกว่านั้น เลขา สพฐ. ออกมาแถลงข่าว บอกว่าโรงเรียนมีตั้งกว่า 3 หมื่นโรงเรียน แต่ครูแค่โรงเรียนเดียว ออกมาพูดแบบนี้เป็นการตัดกำลังใจครูอย่างมาก เพราะวันนี้ครูมีภาระงานหนักจริงๆ เหมือนทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าวันนี้ปัญหานี้มันเกิดขึ้นจริงๆ” นายศาสครา กล่าว
นายศาสครา กล่าวต่อไปว่า จริงๆแล้วครูทุกโรงเรียนมีปัญหาแบบนี้หมด แต่ทราบหรือไม่ว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ถูกแก้ไข เพียงแต่ครูท่านอื่นๆ ไม่ได้คิดสั้นเหมือนกับครูท่านนั้นก็เท่านั้นเอง ครูต้องทำทุกอย่าง การเงิน ตำรวจ แม่ครัว แม่บ้าน ภารโรง แต่อย่างเดียวที่ไม่ได้เป็นคือเป็นครู ตนจึงเสนอแนวทางแก้ไข คือปลดล็อกท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถบรรจุบุคคลเข้ามาทำหน้าที่การเงิน – พัสดุ หรือหน้าที่อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ครูได้ หรือจัดหาโปรแกรมในเรื่องนี้มาเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูทำงานได้ง่ายและถูกต้อง
“ที่สำคัญสวัสดิการต้องเพิ่มให้กับครู เงินเดือนต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ใครจะอยากเป็นครู ครูเก่งๆ จะอยากเป็นครูได้อย่างไ? จะมีเกียรติมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร? วันนี้ครูไปสอนพิเศษหมดแล้วเพราะมีรายได้มากกว่า อย่างนี้เด็กยากจนจะเรียนกับครูดีๆ ต้องไปเรียนพิเศษ ต้องเพิ่มภาระให้กับผู้ปกครองอีก แบบนี้ครูจะเป็นครู หาครูที่ดีๆ ได้อย่างไรในระบบการศึกษาไทย” นายศาสครา ระบุ
นายศาสครา ยังกล่าวอีกว่า ตนขอฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ที่มีนโยบายเกี่ยวกับการลดภาระของคุณครู เพิ่มขวัญกำลังใจให้ครู ในหลักสูตรการเรียนการสอนน่าจะเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ รากเหง้าต่างๆ ตลอดจนหน้าที่พลเมือง ให้กับนักเรียนด้วย
ที่มา ; แนวหน้า วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568