สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M361_ศธ.ถกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ปมยกเลิกคำสั่ง คสช.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็น ร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ฉบับที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่กำลังพิจารณาทบทวนประเด็นต่าง ๆ ใน 4 มาตรา ว่า วันนี้ได้มอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเชิญ ผู้เกี่ยวข้อง หน่วยงานปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษาธิการภาค(ศธภ.) ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) รวมถึงนักวิชาการมาสะท้อนความคิดเห็น เพราะร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้จะเป็นธรรมนูญการศึกษาซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทด้านการศึกษาที่สำคัญ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญรัฐสภา ก็ถือว่าเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สามารถนำไปปฏิบัติได้และลดความเหลื่อมล้ำได้จริง จึงได้จัดการประชุมเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนอีกครั้งหนึ่ง  โดยหลังจากได้ข้อสรุปแล้วก็จะนำเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญฯต่อไป 

นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดศธ. กล่าวว่า ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือในมาตรา 3 การยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ประเด็นการยกเลิก ศธจ. จะมีผลกระทบในการปฏิบัติงานระดับจังหวัดหรือไม่ รวมถึงการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 17/2560 ประเด็นองค์ประกอบคณะกรรมการสกสค./ คุรุสภา ซึ่งเกิดข้อห่วงใยว่าการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวไม่เพียงกระทบกับ ศธจ. ศธภ. ยังมีสกสค. คุรุสภา องค์การค้าของสกสค.ยังมีหน่วยงานอื่นที่จะอาจจะเคว้ง เพราะจะไม่ได้กลับไปยังจุดเดิมก่อนมีคำสั่ง คสช. ดังนั้นจะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าองค์กรเหล่านั้นจะอยู่ในบทบาทใด โดยเฉพาะ ศธจ.ถ้าไม่มีแล้วจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในพื้นที่อย่างไร เพราะหน่วยงานที่จัดการศึกษาไม่ได้มีแค่ศธ. แต่ยังมีหน่วยงานอื่นอีก รวมแล้ว 11 หน่วยงาน ซึ่งศธจ.มีหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน 

ถ้ายกเลิกคำสั่ง คสช.ดังกล่าว คนที่ได้รับผลกระทบจะมีมากถึง 3 พันคน และถ้าต้องยกเลิกจริง ๆ เราก็ต้องดูแลว่าจะเอาคนเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน โดยต้องให้มีระดับเท่าเดิมซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก”ปลัดศธ.กล่าว 

ด้าน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ  คือ มาตรา 3 การยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ซึ่งจะมีการยกเลิกศึกษาธิการจังหวัด จะมีผลกระทบในการปฏิบัติงานระดับจังหวัดหรือไม่ และ การยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 17/2560 ประเด็นองค์ประกอบคณะกรรมการสกสค./ คุรุสภา   มาตรา 8   เป้าหมายของการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามช่วงวัย 7 ช่วงวัย  มาตรา 13 การจัดการศึกษาโดยครอบครัว  มาตรา 20 สถานะของสถานศึกษาของรัฐให้เป็นนิติบุคคลทุกสังกัด และมาตรา 42 คุรุสภาทำหน้าที่การประกอบวิชาชีพครูและการช่วยเหลือด้านสวัสดิการ รวมทั้งการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา/รองผู้บริหารสถานศึกษาและครู ซึ่งวันนี้สภาการศึกษาได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ มาสะท้อนความคิดเห็น อย่างไรก็ตามจากการรับฟังความเห็นยังมีข้อกังวลใน มาตรา 4 เรื่องคำจำกัดความซึ่งหายไป 1 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคลากรทางการศึกษาอื่น  ศึกษานิเทศก์ที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ซึ่งหลังจากนี้สภาการศึกษาจะรวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่ได้รับข้อคิดเห็นมาสรุปและนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการศธ.เพื่อขอความเห็นชอบก่อนเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญฯต่อไป 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 ธันวาคม 2565

ข่าวเกี่ยวกัน

จี้สภาผ่านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ หวั่นการเมืองทำกฎหมายตก 

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีข้อดีและมีความเป็นกลาง ดังนั้น อยากให้ผ่านการพิจารณาของสภาภายในรัฐบาลนี้ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจทำให้กฎหมายฉบับนี้ตกไปอีก หากผ่านก็จะเป็นการเริ่มต้นศตวรรษการศึกษาใหม่ เพราะเป็นกฎหมายแม่บท ที่สำคัญทั้งเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ หลักสูตร และการให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ฯลฯ

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับข้อดีของกฎหมายฉบับนี้มีอยู่หลายเรื่อง อาทิ มาตรา 67 กำหนดให้รัฐเปลี่ยนบทบาทมาทำหน้าที่กำกับ สงเสริมสนับสนุน การจัดการศึกษา จากเดิมที่รัฐ หรือ ศธ.เป็นผู้จัดการศึกษาหลัก แต่มาตรานี้จะมีทั้งรัฐ เอกชน ท้องถิ่นและประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษา ศธ.ต้องปรับกระบวนการคิด มองบทบาทใหม่และต้องลดขนาดส่วนกลางลง เรื่องนี้หากไม่ทำความเข้าใจให้ดี ข้าราชการ ศธ.ก็จะเกิดการต่อต้าน เกิดการประท้วง ขณะเดียวกัน ในมาตรา 106 ยังกำหนดโครงสร้างใหม่ มีซี 11 ตำแหน่งเดียวคือปลัด ศธ. สลายการทำงานในรูปแบบองค์กรหลัก เกิดเป็นกรมต่างๆ ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการจัดการศึกษา ซึ่งในกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีทั้งหมดกี่กรม โดยกำหนดไว้ในกฎหมายว่าสายการบังคับบัญชาให้ปลัด ศธ.และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นผู้กำหนด แต่กรมที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนจากกฎหมายฉบับนี้คือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตามร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. … ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากสภา และกรมนโยบายการศึกษา ซึ่งแปลงมาจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มีการบริหารงานในรูปแบบนิติบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของ ศธ. ขณะเดียวกันยังมีประเด็นการยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ. ซึ่งหน่วยงานที่เกิดจากคำสั่งดังกล่าวอาจต้องถูกยุบตามไปด้วย ทำให้ยังมีการตั้งคำถามว่า บุคลากรจากศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ที่มีกว่า 3,000 คน จะไปอยู่ตรงไหน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 8 ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญที่สุด เป็นเรื่องการพัฒนาเด็กในแต่ละช่วงวัย ซึ่งจะได้รับการศึกษาและการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงระดับอุดมศึกษา เป็นตัวเชื่อมโยงกับมาตราอื่นๆ ขณะเดียวกันยังให้โรงเรียนมีการบริหารงานในรูปแบบนิติบุคคล รวมถึงมีอำนาจในการบรรจุแต่งตั้งครูและผู้อำนวยการสถานศึกษา ตรงนี้เป็นข้อดี แต่ปัญหาคือโรงเรียนที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ได้จะเป็นโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กน้อยกว่า 60 คน ซึ่งมีกว่า 1.5 หมื่นแห่ง ที่บางโรงเรียนไม่มีผู้บริหาร ครูไม่ครบชั้น ก็จะต้องไปดูว่าสามารถช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้พัฒนาสู่ความเป็นนิติบุคคล ข้อดีสำคัญคือ โรงเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาจะเป็นผู้สรรหาผู้อำนวยการโรงเรียนเองโดยไม่มีการแบ่งขนาด แต่ประเด็นนี้ยังมีข้อขัดแย้งคือ อาจทำให้เกิดปัญหาการเรียกรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียน หรือรับแป๊ะเจี๊ยะ ตรงนี้ก็ต้องวางแนวทางแก้ไข สุดท้ายคือมาตรา 68 กำหนดให้ปฏิรูปการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ มีอีกหลายมาตราที่เป็นประโยชน์ จะทำเรื่องที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ไม่ได้ทำ คือจะทำเรื่องหลักสูตร ปฏิรูปการเรียนรู้ ครูและโรงเรียน ฯลฯ” นายสมพงษ์กล่าว

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 6 ธันวาคม 2565  

ข่าวเกี่ยวข้องกัน

สพฐ.ห่วง ‘พ.ร.บ.การศึกษาใหม่’ สะดุด ชง ‘กมธ.’ แก้อื้อ-หวั่นบุคลากรไม่พร้อม 

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็น ร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ฉบับที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่กำลังพิจารณาทบทวนประเด็นต่าง ๆ ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้นั้น ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เห็นตรงกันว่า โดยหลักการร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับนี้ จะมุ่งไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียน แต่ยังมีข้อห่วงใย เรื่องนิยามที่ไม่ครอบคลุมตำแหน่งของแต่ละหน่วยงาน เหมือนพ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับที่ผ่านมา ที่ระบุชัดเจน ว่า ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) คือใคร มีหน้าที่อย่างไร และเห็นว่าหากขาดนิยามในส่วนนี้ไปก็เกรงว่า กฎหมายจะขาดความสมบูรณ์ 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังมีข้อกังวล ถึงหน่วยงานที่เกิดขึ้นตามคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต่อมาได้มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นที่อาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ อาทิ กรณีที่ในกฎหมายกำหนดให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ทั้งที่บางแห่งยังมีครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่เพียงพอ จะดำเนินการอย่างไร รวมไปถึงประเด็นเรื่องให้กรรมการสถานศึกษา เป็นผู้พิจารณารับย้ายหรือเลือกผู้อำนวยการโรงเรียนเอง ในอนาคตจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติหรือไม่

ส่วนใหญ่เป็นข้อห่วงใยรายละเอียดในทางปฏิบัติ ซึ่งทางสกศ.ก็รับฟังข้อมูล เพื่อเสนอให้กมธ.วิสามัญฯ นำไปประกอบการพิจรณา ทั้งนี้ในที่ประชุมผมได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเป็นนิติบุคคลของโรงเรียน ในเชิงหลักการเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ ที่ต้องให้โรงเรียนเป็นหน่วยปฏิบัติ ส่วนกลางเป็นหน่วยส่งเสริมสนับสนุน แต่สิ่งที่กังวลคือ เวลาออกแบบโครงสร้างใหม่ ได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรตามโครงสร้างเดิมหรือไม่ หากยังไม่พร้อม มีกฎหมายใดที่จะรองรับ เพื่อให้การดำเนินการเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นรูปธรรม จับต้องได้ ” นายอัมพร กล่าว 

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการสรรหาคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)ประจำเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.ประจำเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา นั้น ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่มีน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธาน เห็นชอบหลักเกณฑ์องค์ประกอบอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติเพื่อให้สพฐ. และเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการสรรหาเพื่อให้ได้บุคคลตามองค์ประกอบ ซึ่งต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันหลัง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 19/2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อได้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เรียบร้อยแล้ว จะเร่งดำเนินการสรรหาผู้เหมาะสมแทนตำแหน่งว่างที่ค้างอยู่ ทั้งครูผู้ช่วย ผู้อำนวยการโรงเรียน และรองผู้อำนวยการโรงเรียน คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ต้นปี 2566 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 5 ธันวาคม 2565  

ข่าวเกี่ยวกัน

ศธจ.ห่วงถูกยุบ บุกศธ. จี้กมธ.แก้มาตรา 3 ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มผู้แทนศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)นำโดย นายณัทชัย ใจเย็น ศธจ.นนทบุรี และคณะ ได้เข้าพบ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อขอให้ศธ.เสนอปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ …. ฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯ โดยน.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ถือเป็นกฎหมายสำคัญ เหมือนเป็นธรรนูญของการศึกษา รัฐบาลใช้เวลากว่า 5 ปีในการยกร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นมา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งได้รับหลักการในวาระที่ 1 แล้ว และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกมธ.วิสามัญฯ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกัน จนถึงจุดที่เห็นว่า ต้องมีการทบทวน โดยศธ. ถือเป็นหน่วยปฏิบัติ ซึ่งมีหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ประกอบกับได้รับเสียงสะท้อน จากหลายหน่วยงาน รวมถึงศธจ. และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ที่มีข้อกังวล บางมาตราที่อาจส่งผลกระทบให้บางหน่วยงานอาจจะถูกยุบ ทำให้การบูรณาการงานในพื้นที่มีปัญหา 

ทางศธจ.ได้นำข้อกังวล ในมาตรา 3 ที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของศธ. อาจส่งผลให้ต้องยกเลิกศธจ. และศธภ. กระทบต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานศึกษาธิการภาคทั่วประเทศ  ซึ่งในส่วนของ ศธ.เห็นว่ายังจำเป็นต้องมีหน่วยงานนี้อยู่ เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยบูรณาการงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดพัฒนาการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามบริบทของพื้นที่ และหากต้องยุบศธจ.และศธภ. ไปก็จะกระทบทั้งกับบุคลากรที่ได้รับความเดือนร้อนหลายพันคน รวมถึงกระทบกับการทำงานพัฒนาการจัดการศึกษาในพื้นที่ด้วย โดยที่ผ่านมาได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) รวบรวมความคิดเห็น เพื่อเสนอให้กมธ.วิสามัญฯ พิจารณา ปรับแก้ให้เหมาะสมต่อไป“ น.ส.ตรีนุชกล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและศึกษานิเทศก์ ก็ไม่เห็นด้วยในประเด็นที่ต่อไปจะไม่มีเงินวิทยฐานะให้แก่กลุ่มดังกล่าว ซึ่ง ศธ.เห็นว่าจำเป็นที่ต้องปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อให้ทุกคนได้คงสิทธิตามเดิม พร้อมกันนี้ยังมีอีกหลายมาตราที่จำเป็นต้องปรับปรุง เช่น การให้โรงเรียนมี่สถานะเป็นนิติบุคคล ที่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบครอบ 

นายณัทชัย  กล่าวว่า ส่วนตัวมั่นใจในตัวรัฐมนตรีว่าการศธ. แต่ยังกังวล เพราะการเมืองยังไม่มีความแน่นอน จากนี้ตัวแทนศธจ.เตรียมยื่นหนังสือ ถึงพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายชวน  หลีกภัย ประธานรัฐสภา และผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการยกร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และให้การทำงานในพื้นที่สามารถทำงานต่อไปได้ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อขอให้แก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว กว่า 4,437 คน ซึ่งมีทั้งข้าราชการ บุคากรศธจ. ศธภ. ลูกจ้าง และบุคาลกรครูโรงเรียนเอกชน ฯลฯ ทั้งนี้หากร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับนี้ประกาศใช้ โดยที่ยังไม่ยกเลิก มาตรา 3(10) จะส่งผลให้ศธจ.และศธภ.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ตามกฎหมาย เพราะกฎหมายที่ให้อำนาจถูกยกเลิก กระทบต่อการทำงานในพื้นที่  กศจ. จะไม่สามารถอนุมัติเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ อาทิ การจัดการศึกษาในรูปแบบโฮมสคูล ที่ให้อำนาจกศจ.ในการอนุมัติ จะหยุดชะงักทันที รวมถึงงานที่ได้ทำความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ก็จะต้องยุติ ขณะเดียวกัน ยังส่งผลให้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษาฯ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เนื่องขาดองค์ประกอบหลัก คือ ผู้แทนจากกศจ. ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนขั้นเงินเดือน การเลื่อนวิทยฐานะต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถทำได้ เพราะองค์ประชุมไม่ครบ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

ปลัด ศธ.’ นัดถกศธจ.-ศธภ.มอบภารกิจหลังแก้ไขคำสั่ง คสช.

ที่ผ่านมามีงานวิจัยด้านการศึกษาอยู่มากมายแต่ยังไม่สามารถส่งผลไปถึงสถานศึกษาได้ ดังนั้นจากนี้ศธภ.และศธจ.จะต้องนำรายงานเหล่านี้ลงสู่การปฏิบัติ และที่สำคัญงบประมาณบางส่วนจากส่วนกลางก็จะส่งต่อลงไปในภูมิภาค โดยเฉพาะ เพื่อให้ขับเคลื่อนไปให้ถึงศึกษานิเทศก์ซึ่งจะเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยพลิกโฉมการศึกษาของไทยได้อย่างแท้จริง โดยจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้แก่ผู้เรียนได้” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวและว่า ศธภ.และ ศธจ.ต้องมีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ สามารถทำงานเชื่อมโยงได้ ซึ่งจะทำให้การศึกษาเกิดคุณภาพเป็นการพลิกโฉมการศึกษาของประเทศได้อย่างสมบูรณ์”นายอรรถพล กล่าว

ปลัดศธ.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามปัญหาการศึกษาของประเทศไทยมีหลายส่วน ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงศึกษาธิการก็พยายามขับเคลื่อนแก้ไขอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่โดยเฉพาะศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคในการเปิดรับสมัครครูที่เกษียณอายุราชการแล้วมาเป็นจิตอาสา เพื่อลงไปให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาสและผู้ขาดโอกาสทางการศึกษาที่มีอยู่เกือบ 3 ล้านคน เพื่อนำกลับเข้าสู่การศึกษาทั้งที่เป็นการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ สายสามัญและสายอาชีพต่อไป  

นอกจากนี้ในส่วนของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการก็ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่า ศธจ.และ ศธภ. เพราะศธจ.และศธภ.เป็นผู้ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย แสวงหาความร่วมมือ เพื่อส่งไม้ต่อในพื้นที่ให้เกิดการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย ขณะที่ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯก็จะลงไปติดตามว่าสิ่งที่ ศธจ.และ ศธภ.ดำเนินการไปแล้วเป็นอย่างไรควรดำเนินการต่อ หรือแก้ไขจุดไหน เพื่อรายงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป ดังนั้นผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการแนวใหม่จะต้องเป็นผู้ที่สามารถนำข้อมูลมาให้เกิดการพลิกโฉมการศึกษาให้เกิดการศึกษาเชิงรุกได้ ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมการศึกษาแนวใหม่  

 

สรุปสาระสำคัญ 

บทความสะท้อนสถานการณ์การปฏิรูปการศึกษาไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น “ธรรมนูญการศึกษา” และกฎหมายแม่บทสำคัญของประเทศ กระทรวงศึกษาธิการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานปฏิบัติ นักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้กฎหมายสามารถนำไปใช้ได้จริง ลดความเหลื่อมล้ำ และไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อการบริหารงานในพื้นที่

หลักการสำคัญของร่างกฎหมายมุ่งกระจายอำนาจ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนตามสมรรถนะช่วงวัย เปิดโอกาสให้รัฐ เอกชน และท้องถิ่นมีส่วนร่วมจัดการศึกษา และให้โรงเรียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวก่อให้เกิดข้อกังวลด้านโครงสร้างและการบริหาร โดยเฉพาะการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวข้องกับศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาค ซึ่งอาจกระทบการขับเคลื่อนนโยบาย การบริหารบุคลากรกว่า 3,000 คน และการทำงานบูรณาการในระดับพื้นที่ 

แนวปฏิบัติที่ถูกเสนอคือการปรับแก้กฎหมายอย่างรอบคอบ ค่อยเป็นค่อยไป เตรียมความพร้อมบุคลากร คงกลไกเชื่อมโยงส่วนกลาง–พื้นที่ และกำหนดบทบาทหน่วยงานให้ชัด เพื่อให้การปฏิรูปเกิดผลจริงและยั่งยืน 

ข้อสอบ 

ข้อ 1 เหตุผลสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คือข้อใด
ก. เพื่อเร่งให้กฎหมายประกาศใช้โดยเร็ว
ข. เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง
ค. เพื่อให้กฎหมายสามารถปฏิบัติได้จริงและลดความเหลื่อมล้ำ
ง. เพื่อแก้ไขเฉพาะประเด็นงบประมาณ

ข้อ 2 ความกังวลหลักของการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ตามร่างกฎหมายคืออะไร
ก. การซ้ำซ้อนของหน่วยงานส่วนกลาง
ข. การขาดงบประมาณสนับสนุนโรงเรียน
ค. การขาดกลไกขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในระดับพื้นที่
ง. การลดบทบาทของครูและผู้บริหารสถานศึกษา

ข้อ 3 หากโรงเรียนถูกกำหนดให้เป็นนิติบุคคลตามร่าง พ.ร.บ. ข้อใดเป็นความท้าทายสำคัญที่สุด
ก. การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
ข. ความพร้อมของบุคลากรและศักยภาพโรงเรียนขนาดเล็ก
ค. การประเมินผลการเรียนรู้
ง. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง

ข้อ 4 แนวคิดบทบาทใหม่ของรัฐตามร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก. รัฐเป็นผู้จัดการศึกษาโดยตรงทั้งหมด
ข. รัฐทำหน้าที่กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุน
ค. รัฐถ่ายโอนอำนาจให้เอกชนทั้งหมด
ง. รัฐลดบทบาทด้านนโยบาย

ข้อ 5 ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา หากกฎหมายประกาศใช้โดยยังไม่เตรียมความพร้อม ควรตัดสินใจอย่างไรจึงเหมาะสมที่สุด
ก. ปฏิบัติตามกฎหมายทันทีโดยไม่ปรับเปลี่ยน
ข. ชะลอการดำเนินงานทั้งหมด
ค. ดำเนินการเชิงรุกพร้อมเสนอข้อมูลปัญหาสู่หน่วยเหนือ
ง. รอคำสั่งจากส่วนกลางเท่านั้น

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น