สมาชิกเข้าสู่ระบบ

วิธีอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบให้จำได้สไตล์คนเกาหลี

1. อ่านแบบ Active Reading

คนเกาหลีเน้นการอ่านแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่อ่านผ่าน ๆ แต่ตั้งคำถามกับเนื้อหา เช่น

    • “ผู้เขียนกำลังบอกอะไร?”

    • “ประเด็นนี้สำคัญยังไงกับชีวิตฉัน?”

การตั้งคำถามช่วยให้สมองประมวลผลเนื้อหาและจดจำได้ดีขึ้น 

2. สรุปย่อด้วยวิธี Note-Taking แบบ Cornell

เขียนสรุปแบบแบ่งช่อง

    • ช่องใหญ่สำหรับจดเนื้อหา

    • ช่องเล็กสำหรับสรุปหรือใส่คำถามสำคัญ

วิธีนี้ช่วยจัดระเบียบความคิด และทำให้ทบทวนได้ง่าย 

3. ใช้เทคนิค “Chunking” แบ่งเนื้อหาเป็นส่วนเล็ก ๆ

แทนที่จะอ่านยาว ๆ ทั้งบท คนเกาหลีมักแบ่งเนื้อหาเป็นส่วนสั้น ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เช่น อ่าน 2-3 ย่อหน้า แล้วหยุดทบทวน 

4. ใช้สีเน้นข้อความแบบมีความหมาย

ใช้ปากกาไฮไลต์สีต่าง ๆ เพื่อเน้นจุดสำคัญ เช่น

    • สีเหลือง: ข้อความสำคัญ

    • สีฟ้า: คำถามที่ต้องคิด

     • สีชมพู: เนื้อหาที่อยากกลับมาทบทวน

สีช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงในสมอง ทำให้จดจำได้เร็วขึ้น 

5. เล่าให้ตัวเองหรือคนอื่นฟัง

คนเกาหลีชอบทบทวนเนื้อหาโดยการพูดออกมา การเล่าทำให้สมองต้องเรียบเรียงความรู้ใหม่ ซึ่งช่วยเสริมความจำ 

6. อ่านซ้ำแบบ Spaced Repetition

ทบทวนหนังสือในช่วงเวลาที่ห่างกัน เช่น

    • วันแรกหลังอ่าน

    • 3 วันถัดมา

    • 1 สัปดาห์ถัดไป

วิธีนี้ช่วยให้ข้อมูลฝังลึกในความทรงจำระยะยาว 

7. จำด้วยภาพและแผนภูมิ

คนเกาหลีใช้ Mind Mapping หรือการวาดภาพแทนข้อความ เช่น

    • สร้างแผนภูมิความสัมพันธ์

    • วาดภาพแนวคิด

วิธีนี้ช่วยให้สมองจดจำข้อมูลเชิงซ้อนได้ดีกว่าการอ่านตัวหนังสือล้วน ๆ 

8. พักสมองอย่างมีคุณภาพ

การอ่านต่อเนื่องนานเกินไปทำให้สมองล้า คนเกาหลีมักใช้เทคนิค Pomodoro เช่น

    • อ่าน 25 นาที แล้วพัก 5 นาที

การพักนี้ช่วยให้สมองฟื้นตัวและพร้อมรับข้อมูลใหม่ 

9. ใช้ชีวิตประจำวันช่วยเสริม

คนเกาหลีมักเชื่อมโยงเนื้อหาในหนังสือกับชีวิตจริง เช่น ถ้าอ่านหนังสือเกี่ยวกับภาษา ก็จะพยายามนำคำศัพท์มาใช้ในชีวิตประจำวัน 

10. อ่านในที่เงียบสงบและมีบรรยากาศดี

คนเกาหลีให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อม เช่น อ่านในห้องสมุดหรือคาเฟ่ที่สงบ การมีพื้นที่ที่เหมาะสมช่วยให้สมองจดจ่อและรับข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น 

ที่มา ;FB สหายสอบ 

เกี่ยวข้องกัน
การอ่านหนังสือให้จำได้แม่นยำ

เป็นทักษะที่พัฒนาได้ด้วยเทคนิคและการฝึกฝนอย่างเหมาะสม ต่อไปนี้คือเทคนิคที่ช่วยให้คุณอ่านหนังสือและจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น:

1. เตรียมความพร้อมก่อนอ่าน

    • ตั้งเป้าหมาย: กำหนดว่าคุณต้องการอะไรจากการอ่าน เช่น อ่านเพื่อทำความเข้าใจหรือเพื่อทบทวน

    • จัดสภาพแวดล้อม: อ่านในที่สงบ ไม่มีสิ่งรบกวน และแสงสว่างเพียงพอ

    • แบ่งเวลา: จัดเวลาสำหรับการอ่าน เช่น อ่าน 25 นาที พัก 5 นาที (เทคนิค Pomodoro) 

2. การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ

    • อ่านแบบสแกน (Skimming): อ่านดูภาพรวมก่อน เช่น ชื่อบท หัวข้อหลัก และคำสำคัญ

    • เน้นจุดสำคัญ (Highlighting): ขีดเส้นใต้หรือเน้นข้อความที่สำคัญ

    • จดโน้ตสรุป: ใช้ภาษาของคุณเองสรุปเนื้อหาในแต่ละส่วน 

3. เทคนิคช่วยจำ

    • การเชื่อมโยง (Association): เชื่อมโยงเนื้อหากับสิ่งที่คุณรู้จัก หรือสร้างเรื่องราวเพื่อช่วยจำ

    • Mind Mapping: วาดแผนผังความคิดเพื่อจัดระเบียบข้อมูลและทำให้เข้าใจภาพรวมได้ง่าย

    • เทคนิค Mnemonics: ใช้คำย่อหรือคำคล้องจองช่วยจำ เช่น “ย่อหน้า” หรือ “คำสำคัญ” 

4. ใช้ประสาทสัมผัสหลากหลาย

    • อ่านออกเสียง: การได้ยินช่วยให้สมองจดจำได้ดีขึ้น

    • เขียนด้วยมือ: จดโน้ตหรือสรุปเนื้อหาด้วยการเขียนมือ ช่วยกระตุ้นการจดจำ

    • เรียนรู้ผ่านภาพ: ใช้รูปภาพ แผนภูมิ หรืออินโฟกราฟิกประกอบ 

5. การทบทวน (Repetition)

    • ทบทวนทันที: หลังอ่านเสร็จให้ลองทบทวนสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้

    • ใช้เทคนิค Spaced Repetition: ทบทวนเนื้อหาในช่วงเวลาที่ห่างกัน เช่น วันถัดไป สัปดาห์หน้า หรือเดือนหน้า

    • สอนคนอื่น: อธิบายเนื้อหาให้คนอื่นฟังช่วยให้คุณเข้าใจลึกซึ้งและจำได้ดีขึ้น 

6. การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ

    • พักผ่อนให้เพียงพอ: สมองจะจดจำได้ดีขึ้นเมื่อคุณนอนหลับเต็มอิ่ม

    • ออกกำลังกาย: การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

    • อาหารสมอง: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลา ไข่ ถั่ว และผลไม้ 

7. ทดสอบความเข้าใจ

    • ทำแบบฝึกหัดหรือทดลองตอบคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่อ่าน

    • สร้างคำถามเกี่ยวกับเนื้อหานั้นและลองตอบเอง 

8. สร้างวินัยในการอ่าน

   • อ่านหนังสือทุกวันเพื่อให้สมองเคยชินกับการจดจำ

   • เลือกช่วงเวลาที่สมองตื่นตัวที่สุด เช่น ตอนเช้าหรือตอนเย็น

การฝึกใช้เทคนิคเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสามารถจดจำสิ่งที่อ่านได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น! 

ที่มา ; FB วิถีครูสังคม.

เกี่ยวข้องกัน

วิธีอ่านหนังสือแบบเทคนิคมะเขือเทศ 

เทคนิคมะเขือเทศ” หรือ Pomodoro Technique ค้นพบขึ้นโดย Francesco Cirillo ชาวอิตาลี คำว่า Pomodoro ในภาษาอิตาลีนั้นแปลว่ามะเขือเทศ และที่เรียกเทคนิคนี้ว่าเทคนิคมะเขือเทศก็เพราะ Francesco เขาใช้เครื่องจับเวลารูปมะเขือเทศนั่นเอง 

โดยแบ่งเวลาในการอ่านหนังสือและเวลาในการพักออกเป็นส่วน ๆ ดังนี้

    1. เวลาอ่านหนังสือ 25 นาที

    2.เวลาพักย่อย 5 นาที

    3.เวลาพักใหญ่ 15-20 นาที 

จากนั้น ให้ทำตามสูตรดังนี้

อ่านหนังสือ - พักย่อย - อ่านหนังสือ - พักย่อย - อ่านหนังสือ - พักย่อย - อ่านหนังสือ - พักใหญ่ 

โดยช่วงอ่านหนังสือ 25 นาที ต้องอ่านหนังสืออย่างเดียวเท่านั้น ห้ามทำอย่างอื่นเลย ไม่ว่าจะตอบไลน์ ตอบอีเมล เช็กโทรศัพท์ ก็ห้ามทำ ให้เก็บไว้ทำในช่วงพักย่อย แล้วพอพักย่อย 5 นาที ครบ 3 ครั้ง พักครั้งต่อไปถึงจะเป็นพักใหญ่ 15-20 นาที ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

ที่มา ; FB ไปทั่วไทย 

เกี่ยวข้องกัน

10 เทคนิคที่จะทำให้การอ่านของคุณมีประสิทธิภาพจากหนังสือ 

1. "ส่งออกข้อมูล" สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

การที่จะจำเนื้อหาที่อ่านไปแล้วให้ได้นั้นคำตอบอยู่ที่ เทคนิคการจำคำศัพท์ หลายคนอาจจะมีวิธีการจำคำศัพท์ที่ไม่เหมือนกัน แต่หนังสือสอนเทคนิคการท่องจำส่วนใหญ่ มักจะแนะนำว่า เมื่อเราจำคำศัพได้แล้ว ให้เรากลับมาทบทวนคำศัพท์นั้น ในวันรุ่งขึ้น ในวันที่ 3 และวันที่ 7 หลังจากวันที่จำคำศัพท์นั้นได้ เมื่อทำแบบนี้จะทำให้เราจำคำศัพท์นั้นได้นานมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญการวิจัยทางประสาทวิทยายังได้ข้อสรุปมาแล้วว่า เทคนิคการจำคำศัพท์ที่ได้ประสิทธิผลมากที่สุดนั้น เราต้องนำข้อมูลที่ได้รับไว้ออกมาใช้ให้ได้ 3 - 7 ครั้งภายใน 7 วัน 

2. อ่านในเวลา "ว่าง" ช่วงสั้น ๆ

เวลาที่บอกว่า "ผมอ่านหนังสือเดือนละ 30 เล่ม" หลายคนอาจจะบอกว่า "สุดยอดไปเลย หาเวลาไหนมาอ่านได้มากขนาดนั้น" ที่จริงแล้ว เขาเรานั้นไม่ว่าจะยุ่งขนาดไหนก็ตาม มักจะมีเวลา "ขณะว่าง" อยู่เสมอ คนที่บอกว่าไม่มีเวลาว่างที่จะอ่านหนังสือนั้น ส่วนใหญ่เป็นคำแก้ตัวของคนที่ไม่รู้เทคนิคการใช้เวลาว่างเพื่ออ่านหนังสือต่างหาก สำหรับผมแล้ว เวลาว่างส่วนใหญ่จะเป็นในช่วงของการเดินทาง ซึ่งจะมีเวลารวมกันแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง คุณอาจจะเอาไปปรับใช้ โดยการใช้เวลาว่างในการรอรถไฟ การรอนัดพบ หรือ เปลี่ยนสถานที่ ในการอ่านหนังสือก็ได้ ถ้าเราทำแบบนี้ เราก็จะมีเวลา "ขณะว่าง" ในแต่ละเดือนกว่า 90 ชั่วโมง ถ้าเราเอาเวลานั้นมาอ่านหนังสือ เราก็จะสามารถอ่านหนังสือได้เดือนละ 10 - 30 เล่มกันเลยทีเดียว 

3. ปากกาเน้นข้อความมหัศจรรย์!

เวลาอ่านหนังสือ ผมมักจะเน้นข้อความที่สำคัญ และไม่ใช่แต่เฉพาะในหนังสือเรียนเท่านั้น หนังสือนิยายเองผมก็ทำ หากตรงส่วนไหนของหนังสือ มีความสำคัญ สร้างแรงบันดานใจ หรือ ให้ไอเดียอะไรขึ้นมา ผมจะจดสิ่งนั้นลงไปบนหนังสือ สิ่งที่ผมให้ความสำคัญไม่ใช่การอ่านหนังสือให้จบเล่ม แต่เป็น "สิ่งที่มีความสำคัญ" และ "ความคิดที่เปลี่ยนไป" หลังจากได้อ่านหนังสือ เมื่อมีสิ่งไหนที่ทำให้ผม "ฉุกคิด" อะไรขึ้นมาได้ ผมจะจดสิ่งนั้นลงไปทันที ซึ่งอาจจะทำให้หนังสือนั้นเต็มไปด้วยข้อความต่าง ๆ มากมาย ทำให้หนังสือไม่สวยงามนัก แต่มันก็ทำให้เราสามารถจำในสิ่งที่หนังสือนั้นบอกได้มากขึ้นตามไปด้วย 

4. ฝึกอ่านให้เก่งด้วยการสกัดข้อมูล

การ "รับเข้าข้อมูล" จากหนังสือใส่สมองก็เหมือนกับการบีบน้ำเกรปฟรุตใส่เหล้าในแก้ว หรือก็คือ การ "สกัดข้อมูล" ยิ่งเราสกัดข้อมูลจากหนังสือที่อ่านมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ยิ่งเราสกัดข้อมูล เราก็ยิ่งจำในสิ่งที่เราได้อ่านมาได้แม่นยำมากขึ้น สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การอ่านหนังสือให้ได้มาก ๆ ในแต่ละวัน สิ่งที่สำคัญคือ เราสามารถจำสิ่งที่เราได้อ่านมามากน้อยแค่ไหน สำหรับการอ่านหนังสือแล้ว "คุณภาพ" สำคัญกว่า "ปริมาณ" วิธีการสกัดข้อมูลก็ไม่ยาก แค่ให้คุณตั้งใจอ่านและจับประเด็นให้ได้ อะไรที่ทำให้ฉุกคิดก็ให้จดไว้ และเอาไปเขียนเป็นบทความ แบบนี้จะทำให้เราจำสิ่งที่ได้อ่านมามากยิ่งขึ้น 

5. การจำกัดเวลาช่วยให้จำได้ดีขึ้น

เมื่อเวลามีจำกัดเราจะมีสมาธิมากขึ้น เพราะการมีเวลาจำกัด จะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องนั่งรถไฟไปทำงานเป็นประจำ ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที กว่าจะถึงสถานีต่อไป ให้คุณลองหาหนังสือมาอ่านในระหว่างที่รอ จะช่วยให้คุณจำเนื้อหาได้ดีขึ้นมากกว่าตอนที่อ่านแบบไม่เร่งรีบ เพราะในสถานการณ์ที่ท้าทายเร่งด่วน โดปามีนจะทำหน้าที่ช่วยให้เรามีสมาธิที่มากขึ้น มีใจจดจ่ออยู่กับหนังสือมากขึ้น ทำให้จำเนื้อหาของหนังสือได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นนั่นเอง 

6. อ่านครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น

การอ่านหนังสือรวดเดียว 60 นาที กับการอ่านหนังสือครั้งละ 15 นาที 4 ครั้ง แบบไหนจะช่วยให้เราจำได้ดียิ่งขึ้น เรื่องนี้ได้มีการทดลองโดยให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งทำการจดจำแผ่นคำศัพท์ที่ผู้ทดสอบคอยส่งให้ไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วก็ให้ทำการเขียนคำศัพท์ที่ตนเองจำได้ลงไปในข้อสอบ ปรากฎว่าผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่จะจำคำศัพท์ในช่วงแรกกับช่วงท้ายได้ดี ส่วนคำศัพท์ที่ได้รับในช่วงกลาง ๆ มักจะจำกันไม่ค่อยได้ ทั้งนี้ก็เพราะสมองของเรามักจะมีความมุ่งมั่นและมีแรงจูงใจที่จะทำให้ช่วงต้นมากที่สุด แล้วจะแผ่วลงในช่วงกลาง ๆ และเมื่อใกล้จะจบแล้ว ก็จะมีความรู้สึกว่าอีกนิดเดียวก็๋จะเสร็จแล้ว แรงใจที่มุ่งมั่นก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง ทำให้เราสามารถจำสิ่งต่าง ๆ ในช่วงต้นและช่วงท้ายได้ดี ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าเราแบ่งอ่านหนังสือเป็นครั้งละ 15 นาที 4 รอบ มีแนวโน้มที่จะช่วยให้เราจดจำเนื้อหาได้ดีกว่าการอ่านรวดเดียว 60 นาที 

7. การนอนเป็นสิ่งสำคัญ

การอ่านหนังสือก่อนนอนจะช่วยให้จำเนื้อหาได้ดี นอกจากการอ่านหนังสือในช่วงเวลาว่างแล้ว การอ่านหนังสือก่อนนอนเองก็สำคัญเช่นกัน เพราะในระหว่างที่เรานอนนั้น สมองของเราไม่ได้รับข้อมูลเข้ามาเพิ่ม ทำให้สมองมีเวลาในการพักผ่อนและจัดเรียงข้อมูลให้เป็นระเบียบ ทำให้สิ่งที่เราสามารถจดจำสิ่งที่เราอ่านก่อนนอนได้ดี จนถึงขนาดคู่มือเตรียมสอบหลายที่ก็ได้แนะนำว่า "ถ้าอยากจะจำเรื่องยาก ๆ ก็ให้อ่านเรื่องนั้นก่อนนอน" นอกจากนี้ถ้าก่อนนอนเรากำลังคิดแก้ปัญหาเรื่องอะไรอยู่ หลายครั้งด้วยกันที่เราสามารถคิดวิธีแก้ปัญหาได้หลังจากตื่นนอน การอ่านหนังสือก่อนนอนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยครับ 

8. สแกนหาเป้าหมายในการอ่าน

มองภาพรวมของหนังสือให้ออกแล้วกำหนดเป้าหมายในการอ่าน หลายคนอาจจะเริ่มอ่านตั้งแต่ตัวอักษรแรกไปจนจบเล่มเลย แต่วิธีนั้นออกจะช้าเกินไปหน่อย ถ้าเราอยากจะอ่านหนังสือให้ได้สิ่งที่เราต้องการ เราควรที่จะสแกนดูก่อนว่าหนังสือเล่มนั้นมีขอบเขตเนื้อหาเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะสามารถกำหนดเป้าหมายในการอ่านหนังสือของเราได้ และ ช่วยให้เรารู้ด้วยว่าเราควรที่จะอ่านหนังสือแบบผ่าน ๆ หรือ อ่านอย่างละเอียด ก่อนอื่นก็ให้เราอ่านสารบัญ แล้วดูเนื้อหาทั้งเล่มแบบผ่าน ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวม จะได้รู้ว่าเราควรที่จะให้ความสำคัญกับส่วนไหน จากนั้นค่อยลงมืออ่านจริง ๆ การสแกนหนังสือก่อนที่เราจะอ่านแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้เราอ่านหนังสือได้เร็วแล้ว จะช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย 

9. อ่านหนังสือที่รู้สึกว่ายาก

หนังสือที่ยากกำลังดี จะช่วยให้การเรียนรู้ของเราดีขึ้น ถ้าเราต้องการที่จะอ่านหนังสือให้จำได้ดี แล้วเราไปอ่านหนังสือแบบค่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ แบบนั้นจะทำให้เราจำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะสมองของเราจะได้รับการกระตุ้นมากที่สุดก็ต่อเมื่อพบกับ "ปัญหาที่รู้สึกว่ายาก" ในช่วงนั้นสารสื่อประสาทโดปามีนจะหลั่งออกมามาก ทำให้เรามีสมาธิและใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นได้นานขึ้น ทำให้เห็นว่าถ้าเราอ่านหนังสือที่ยากในระดับที่พอดีจะช่วยกระตุ้นให้เราอ่านหนังสือนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราอ่านหนังสือพวกนิยายหรือแนวบรรเทิงก็ให้เราอ่านไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องไปเครียดอะไร แต่ถ้าเป็นหนังสือแนวธุรกิจหรือแนวความรู้ต่าง ๆ การสร้างความท้าทายในระดับที่เกือบทำไม่ได้จะช่วยให้เราจดจำเนื้อนั้นได้เป็นอย่างดี 

10. เลือกหนังสือที่เหมาะกับตนเอง

คนส่วนใหญ่แล้วมักจะอยากข้ามขั้นไปเรียนในสิ่งที่เป็นขั้นสูงเลย ตัวอย่างเช่น เวลาผมจัดสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องการใช้งานเฟซบุ๊คและยูทูบะดับมืออาชีพ ผู้คนจะมาสมัครกันประมาณ 70 - 80 คน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องนั้นเลยหรือรู้น้อยมากแต่อยากจะเรียนขั้นสูงไปเลย แต่ถ้าบอกว่าเป็นการจัดสัมมนาเฟซบุ๊คและยูทูบสำหรับผู้เริ่มต้น คนที่มาสมัครจะมีน้อยกว่าแบบแรกประมาณครึ่งหนึ่ง ทำให้เห็นว่าคนเราชอบเรียนทางลัด แต่ความจริงแล้วมันแทบจะไม่ได้ประโยชน์เลย วิธีที่ดีที่สุดให้เราเลือกหนังสือที่เหมาะกับความรู้ของเราในช่วงนั้นจะดีที่สุด ถ้าไม่รู้ว่าจะทำยังไง ก็ขอแนะนำว่าคุณควรที่จะไปดูสารบัญและดูว่าเนื้อหาโดยรวมนั้นมีสิ่งที่คุณต้องการอยากรู้หรือไม่ ถ้ามีสิ่งที่คุณต้องการ คุณก็สามารถซื้อมาอ่านได้เลย เพราะจะมีประโยชน์ต่อตัวคุณแน่นอนครับ 

ที่มา ; FB หัวกรวย นสต  

เกี่ยวข้องกัน

8 เคล็ดลับ อ่านหนังสือให้จำได้นาน 

1. เริ่มต้นด้วยมีสมาธิ

ขั้นแรกคือต้องมีสมาธิในการอ่าน วางโทรศัพท์มือถือ ปิดทีวี หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้เราเสียสมาธิเวลาอ่านลงก่อน แล้วจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การอ่านหนังสือ ไม่ร้อน หรือหนาวจนเกินไปจะได้อ่านได้อย่างมีสมาธิ และอ่านได้นาน ๆ 

2. อ่านภาพรวมก่อน

ทุกครั้งที่จะอ่านหนังสือให้อ่านภาพรวมของเนื้อหาก่อน โดยอาจดูได้จากสารบัญ หรือย่อหน้าสรุป หรืออาจจะต้องอ่านทั้งหมดแบบคร่าว ๆ สัก 1 รอบก่อน การที่เราได้อ่านภาพรวมเนื้อหาจะทำให้เราสร้างผังความคิดในสมองได้ว่าเนื้อหาที่เราจะอ่านเกี่ยวกับอะไร รายละเอียดแบ่งเป็นอย่างไร .... ซึ่งเมื่อมีโครงแบบนี้แล้วพออ่านเนื้อหาอย่างละเอียดก็จะทำให้เนื้อหาที่อ่านถูกเก็บไว้ในสมองอย่างเป็นระบียบ ทำให้เราจำเนื้อหาได้นานขึ้นอีกด้วย 

3. อ่านให้เข้าใจจริง ๆ

หลายคนอ่านแล้วไม่ได้เข้าใจเนื้อหาจริง ๆ สักแต่ว่าจำ ๆ ไป หนังสือเขียนมายังไงก็จำไปเลย อ่านแบบนี้เชื่อเถอะว่าไม่นานก็ลืม แต่ถ้าอ่านแบบเข้าใจสามารถเอาสิ่งที่อ่านไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมได้ ก็จะช่วยให้สมองเราสามารถจดจำเนื้อหานั้นได้นานขึ้นแน่นอน 

4. ทำโจทย์ประกอบ

ในการอ่านหนังสือ แนะนำว่าควรมีการทำโจทย์ด้วยหลายจากอ่านจบ เพื่อเป็นการประเมินตัวเองว่าอะไรที่เราจำได้ อะไรที่เรายังจำไม่ได้ เพราะถ้าอ่านไปเรื่อย ๆ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าขณะอ่านไปนั้นเราได้ลืมอะไรไปแล้วบ้าง จึงต้องมีการทำโจทย์เพื่อประเมินตัวเอง และการทำแบบนี้จะทำให้เราจำเนื้อหาได้ดีขึ้นอีกด้วย 

5. ทำสรุป

วิธีที่ดีอีกวิธีในการทำให้อ่านหนังสือแล้วจำได้นาน ๆ คือการทำสรุปเป็นของตัวเอง เพราะว่าถ้าจะทำสรุปได้ เราก็ต้องเข้าใจเนื้อหานั้นระดับนึง ไม่งั้นก็คงจะเขียนสรุปเป็นภาษาตัวเองไม่ได้ เมื่อเราเข้าใจมันจริง ๆ ในระดับที่เขียนออกมาได้ เราก็จะจำได้นานขึ้น อีกทั้งการทำสรุปนั้นยังทำให้เราสามารถกลับมาทบทวนได้ง่ายขึ้นโดยการอ่านสรุปตัวเอง ไม่ต้องอ่านจากหนังสือเล่มหนา ๆ 

6. ใช้ไฮไลต์

อีกวิธีที่แนะนำเวลาอ่านคือการใช้ปากกาไฮไลต์สี ๆ ขีดในคำที่สำคัญหรือประโยคที่สำคัญก็จะช่วยให้จดจำเนื้อหาที่เราอ่านได้ดีขึ้น และนานขึ้น อีกทั้งพอกลับมาอ่านก็จะอ่านได้เร็วขึ้นด้วย 

7. จะจำได้ดีต้องฝึกเขียน

วิธีนี้โดยส่วนตัวมักจะใช้บ่อยมาก ๆ โดยเฉพาะเวลาต้องจำคำศัพท์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือศัพท์เฉพาะต่าง ๆ คืออ่านจบแล้วลองเขียนคำเหล่านั้นออกมา เพราะการที่เราเขียนก็จะเป็นการช่วยย้ำสมองเราให้จำคำเหล่านั้นได้ด้วยนะ 

8. สอนคนอื่น

วิธีสุดท้ายที่อยากจะแนะนำ และโดยส่วนตัวเชื่อว่าวิธีนี้คือวิธีที่ทำให้เราจำได้นานที่สุด คือ การสอนคนอื่น เพราะการสอนคนอื่นนั้นจะทำให้เรา ได้ทำความเข้าใจเนื้อหาที่อ่านอย่างแท้จริง (ถ้าไม่เข้าใจจริง ๆ ก็ไม่รู้จะสอนเข้ายังไง 5555) ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์กับคนที่ฟังเราแล้วยังเป็นประโยชน์กับเราด้วย เพราะเราจะจำเนื้อหาเหล่านั้นได้นานขึ้นจริง ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก : tiwtactic 

ที่มา ; FB ก.พ. New normal เตรียมสอบราชการ  

เกี่ยวข้องกัน

18 เทคนิคจำแม่น (แบบใช้ได้จริง)

1. สร้างเรื่องเล่าในหัว

สมองเราจำ “เรื่องราว” ได้ดีกว่า “ข้อมูลดิบ”

เช่น: ถ้าต้องจำคำว่า “Photosynthesis = การสังเคราะห์แสง” ให้จินตนาการว่า “ต้นไม้เป็นพ่อครัว ใช้แสงแดดมาทำอาหารให้ตัวเอง” แบบนี้จะติดหัวมากกว่าแค่ท่องจำ 

2. ใช้ภาพช่วยจำ

วาดก็ได้ หาในเน็ตก็ได้สมองเราเป็นสาย Visual มากกว่าที่คิด

ลองดู: ถ้าต้องจำระบบเลือด ลองวาดเป็นถนนที่รถคือเม็ดเลือดแดง วิ่งส่งออกซิเจนไปตามจุดต่างๆ 

3. แบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ

อย่าจำทั้งหมดในครั้งเดียว มันเหมือน จะกินพิซซ่าทั้งถาดในคำเดียว — สำลักแน่ แบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยๆ เคี้ยว 

4. ใช้สีเน้นคำ

ไฮไลท์มันไปเลย! แต่แนะนำว่า 1 สี = 1 หมวด เช่น เหลือง = คำสำคัญ, ชมพู = คำที่ยังไม่เข้าใจ 

5. สอนคนอื่น

ถ้าเราอธิบายให้เพื่อนฟังได้ นั่นแปลว่าเราจำได้จริง

Tip: ลองเล่าเนื้อหานั้นให้ตุ๊กตาฟัง หรือคนในกระจกก็ได้ (ใครแอบฟังอาจจะคิดว่าเราบ้า แต่นี่แหละเวิร์ก) 

6. ใช้เสียงช่วย

อัดเสียงตัวเองอ่าน แล้วเปิดฟังตอนล้างจาน ขึ้นรถ หรือก่อนนอน เป็นการซึมเข้าหัวแบบไม่รู้ตัว 

7. ทบทวนซ้ำแบบ Spaced Repetition

อ่านแล้วเว้นเวลา เช่น ทบทวนอีกทีหลังจาก1 วัน, 3 วัน, 7 วัน เหมือนรดน้ำต้นไม้เป็นจังหวะ ต้นความจำจะโตดี 

8. ใช้เพลงช่วยจำ

แต่งเพลงสิเพลงกี่โน้ตก็จำได้ง่ายกว่าบทเรียน 3 บรรทัด

ตัวอย่าง: ABC Song นั่นแหละ – เพลงทำให้ A-Z ติดหัวไปตลอดชีวิต 

9. เขียนด้วยมือ

พิมพ์เร็วก็จริง แต่การเขียนจะทำให้สมองเรา ประมวล” มากกว่า เหมือนเราได้ทบทวนอีกชั้นระหว่างที่เขียน 

10. เชื่อมกับสิ่งที่คุ้นเคย

ถ้าเรารู้จักสิ่งหนึ่งดีอยู่แล้ว ลองโยงความรู้ใหม่ให้ไปเกี่ยวกับสิ่งนั้น เช่นจำชื่อประเทศยากๆ ลองโยงกับอาหาร

สถานที่ หรือซีรีส์ที่ชอบ 

11. ทำ Quiz กับตัวเอง

ตั้งคำถามปลายเปิดบ้าง หรือทำแฟลชการ์ด แล้วเล่นแบบเกม สนุก+จำได้ ชนะสองทาง 

12. สลับสถานที่อ่าน

อ่านที่เดิมทุกวัน สมองอาจเฉยๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศ เช่น ไปนั่งร้านกาแฟ หรือสวน สมองจะตื่นตัวขึ้นแบบไม่รู้ตัว 

13. พักให้พอ

นอนน้อย สมองเบลอ จำอะไรไม่ติด การนอนคือการ “กด Save” ให้ความจำ อย่าข้ามเด็ดขาด 

14. ออกกำลังกายเบาๆก่อนอ่าน

เลือดจะไหลเวียนดี สมองจะปลุกตัวเอง เดินเร็วๆ 10 นาที ก่อนอ่านหนังสือ ก็ช่วยได้มาก 

15. เชื่อมโยงกับอารมณ์

เรื่องที่ทำให้เราขำ หรือร้องไห้ มักจำได้นาน เพราะมี “อารมณ์” มาเกี่ยว

เช่น: ถ้าเนื้อหาน่าเบื่อ ลองเขียนคำตลกเพิ่มเข้าไป หรือเล่าให้เพื่อนฟังแบบดราม่า 

16. ใช้เวลาเงียบๆ กับตัวเอง

ปิดเสียง ปิดแจ้งเตือน แล้วตั้งเวลาแค่ 25 นาที (Pomodoro) เป็นช่วงโฟกัสที่ได้ผลมากกว่าการนั่งอ่านยาวๆ แล้วเล่นมือถือแทรก 

17. เช็คตัวเองว่าจำอะไรได้จริง

หลังอ่านเสร็จ ลองหลับตาแล้วนึกดูว่า จำอะไรได้บ้าง” เหมือนการเล่นเกมโชว์กับตัวเอง 

18. ให้รางวัลตัวเอง

จำได้ = ได้ขนม! ทำ quiz ผ่าน = ได้ดูซีรีส์ตอนหนึ่ง สร้างระบบแบบนี้ สมองจะเรียนรู้ว่า “ความจำ” คือเรื่องสนุก 

ที่มา ; FB Read Journey

 

เกี่ยวข้องกัน

สรุปวิธี บังคับสมองคนอ่าน ให้เลือกอ่านข้อความ ตามลำดับที่เราตั้งใจ ตามทฤษฎี Text Hierarchy

เคยสังเกตกันไหมว่า ทำไมเวลาอ่านข้อความ ไม่ว่าจะเป็นบนป้ายโฆษณา หรือคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ เรามักถูกดึงดูดให้อ่านบางข้อความก่อนเป็นลำดับแรก ในขณะที่บางข้อความเรากลับมองข้ามมันไป

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของ Text Hierarchy 

- Text Hierarchy คือ ทฤษฎีที่ว่าด้วยการจัดลำดับความสำคัญของข้อความในงานออกแบบ เพื่อดึงดูดให้ผู้ที่พบเห็น อ่านข้อความใดข้อความหนึ่งตามลำดับก่อน-หลัง หรือทำให้รู้ว่าข้อความใดในงานออกแบบมีความสำคัญมากที่สุด 

โดย Text Hierarchy จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ การกำหนดลำดับความสำคัญของข้อความ และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ทำให้ข้อความมีความโดดเด่น

 

อันดับแรก คือ เรื่องลำดับความสำคัญของข้อความ

ตามธรรมชาติของคน ไม่ได้อ่านทุกข้อความที่เห็น แต่จะใช้การ “สแกน” ข้อความในภาพรวมผ่านสายตา ก่อนที่จะเริ่มต้นอ่านข้อความที่โดดเด่นที่สุดเป็นลำดับแรก

- Heading

เป็นข้อความที่โดดเด่นที่สุด และสำคัญที่สุด เป็นข้อความที่ผู้พบเห็นจะอ่านเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะอ่านข้อความส่วนอื่น ๆ ในลำดับถัดไป

ส่วนมากแล้วข้อความที่เป็น Heading มักมีลักษณะข้อความที่เป็นตัวหนา หรือตัวอักษรมีขนาดใหญ่กว่าข้อความส่วนอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้พบเห็น สนใจอ่านข้อความนี้ก่อนเป็นลำดับแรก

- Subheading

เป็นข้อความส่วนที่มีความโดดเด่น และมีความสำคัญรองลงมาจาก Heading มักเป็นข้อความที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่มีความสำคัญ แต่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถใส่ไว้ในส่วน Heading ได้

- Body

เป็นข้อความส่วนสุดท้ายที่คนจะอ่าน แต่เป็นข้อความที่ให้รายละเอียดหรือข้อมูลมากที่สุด

โดยมากแล้วข้อความในส่วน Body มักมีขนาดตัวอักษรเล็กที่สุด เนื่องจากต้องใส่รายละเอียดหรือข้อมูลที่มาก แต่ยังต้องอยู่ในระดับที่อ่านง่าย ไม่เล็กจนเกินไป

โดยมากแล้วข้อความในส่วน Body มักมีขนาดตัวอักษรเล็กที่สุด เนื่องจากต้องใส่รายละเอียดหรือข้อมูลที่มาก แต่ยังต้องอยู่ในระดับที่อ่านง่าย ไม่เล็กจนเกินไป

 

ซึ่งหากสรุปกันอีกครั้ง โดยทั่วไปแล้วคนเราจะอ่านข้อความในงานออกแบบ โดยเรียงลำดับจาก Heading ตามมาด้วย Subheading และ Body เป็นลำดับสุดท้าย

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เราจะอ่านข้อความในงานออกแบบ โดยเรียงลำดับจากตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ก่อน แล้วจึงอ่านข้อความที่มีขนาดเล็ก

แต่ทีนี้ จริง ๆ แล้ว Text Hierarchy ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาอีกหลายองค์ประกอบ ที่ส่งผลต่อลำดับความสำคัญของข้อความในงานออกแบบ ได้แก่

1. ขนาดตัวอักษร

เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำให้ข้อความแต่ละข้อความมีความโดดเด่น หรือแสดงถึงความสำคัญของข้อความนั้น

ยิ่งตัวอักษรมีขนาดใหญ่ ก็จะยิ่งเป็นการเน้นย้ำว่าข้อความนั้นมีความสำคัญ และทำให้คนอ่านข้อความที่มีขนาดตัวอักษรใหญ่ก่อนข้อความอื่น ๆ

2. แบบอักษร

สามารถเลือกใช้แบบอักษรหรือฟอนต์หลาย ๆ แบบในงานออกแบบชิ้นเดียวกันได้ โดยแบบอักษรที่แตกต่างกัน จะเป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับข้อความ

3. ตัวอักษรตัวพิมพ์เล็ก / ตัวพิมพ์ใหญ่

ในกรณีที่งานออกแบบมีข้อความภาษาอังกฤษ สามารถเลือกใช้ข้อความโดยใช้ตัวอักษรตัวพิมพ์เล็ก หรือตัวพิมพ์ใหญ่ได้ เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับข้อความ หรือทำให้ข้อความที่ใช้ตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ ดูแตกต่างจากข้อความอื่น ๆ ที่ใช้ตัวอักษรตัวพิมพ์เล็ก

4. สีของตัวอักษร

การเลือกใช้สีข้อความสด ๆ หรือสีที่มีคอนทราสต์ตัดกับสีอื่น ๆ ในการออกแบบ จะช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับข้อความ

ในขณะที่การเลือกใช้สีในโทนเข้ม เช่น สีเทา หรือสีดำ ก็จะทำให้ข้อความนั้นดูกลมกลืนกับข้อความอื่น ๆ หรือมีความโดดเด่นน้อยลง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบในภาพรวมด้วย

5. ตำแหน่งและการจัดวางข้อความ

โดยธรรมชาติแล้ว คนเราจะมีวิธีในการอ่านข้อความ โดยการ “สแกน” กวาดสายตา ไปทั่ว ๆ งานออกแบบ

โดยจะอ่านจากทิศทาง บน-ล่าง และซ้าย-ขวา เป็นหลัก หรือที่เรียกกันว่า F-Pattern

 

ดังนั้น ตำแหน่งและการจัดวางข้อความที่มีความสำคัญ และอยากให้คนอ่านข้อความนั้นก่อนเป็นลำดับแรก ๆ ก็ควรจัดวางข้อความนั้นไว้ด้านบน แล้วตามด้วยข้อความอื่น ๆ ที่มีความสำคัญรองลงมา

 

ทั้งหมดนี้ คือทฤษฎี Text Hierarchy แบบเบื้องต้น ที่ทำให้รู้ว่าทำไมบางข้อความมีแรงดึงดูดให้อ่านก่อนเป็นลำดับแรก ในไม่กี่วินาทีหลังเห็นงานออกแบบ

ซึ่งอาศัยองค์ประกอบหลาย ๆ องค์ประกอบ ทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ข้อความมีความโดดเด่น ให้ข้อมูลที่ละเอียด ครบถ้วน และน่าอ่านไปพร้อม ๆ กัน

 

อ้างอิง

1. https://www.toptal.com/designers/typography/typographic-hierarchy

2. https://uxcel.com/blog/beginners-guide-to-typographic-hierarchy

3. https://www.turing.com/kb/typographic-hierarchy

4. https://www.thinknet.co.th/things-we-learn/visual-hierarchy

5. https://www.borntodev.com/2022/01/13/ui-visual-hierarchy/

6. https://foretoday.asia/articles/fonts/

7. https://www.nngroup.com/articles/text-scanning-patterns-eyetracking/

8. https://cieden.com/book/sub-atomic/typography/common-reading-patterns

 

ที่มา ; blockdit