
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากผลคะแนนสอบPISA และผลคะแนนสอบโอเน็ต ที่ร่วงเป็นราวหรือไม่เกิน 50% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการเรียนรู้เราไม่ได้แก้ไขอะไรเลย ซึ่งสวนทางกับเรื่องที่ครูได้รับเงินที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทน ค่าตำแหน่ง วิทยฐานะที่สูงขึ้นตามลำดับ แต่คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไม่ดีขึ้น ร่วงเป็นราว และร่วงติดต่อกันยาวนาน มองว่านโยบายเรียนดีมีความสุขของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้น ขณะนี้ประชาชนทุกข์ทั้งแผ่นดินแล้ว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อเห็นคะแนนแล้วเกิดคำถามว่าทำไมไม่จัดการให้ดี หรือมีคุณภาพขึ้น มองว่า ตอนนี้มีการจัดการปัญหาเฉพาะบางด้านเท่านั้น เช่น เรื่องครูที่ไม่ต้องเข้าเวร ลดการทำเอกสาร การจ้างภารโรง เป็นต้น ซึ่งตนมีคำถามว่า เมื่อลดภาระงานครูแล้ว ครูมีเวลาทำอะไร เพราะในแง่ของคุณภาพการเรียนรู้ไม่ดีขึ้น มองว่าโจทย์ใหญ่สำคัญในขณะนี้ คือ การเลื่อนตำแหน่งและวิทยฐานะของครูทำไมไม่สัมพันธ์และสอดคล้องกับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำลงตามลำดับ นี่คือโจทย์ใหญ่มากๆ
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า การเลื่อนวิทยฐานะของครูนั้น ไม่ตรงจุด ไม่แก้ปัญหา และไม่สัมพันธ์กับสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะค่าวิทยฐานะของครูเพิ่มขึ้น ในขณะที่คะแนนเด็กนั้นดิ่งหัวลงๆ ไม่มีกระเตื้องขึ้นเลย แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการปรับปรุงคะแนน PISA ขึ้น แต่การตั้งกรรมการนั้นแก้ไขปัญหาอะไร จะเกิดวัฒนธรรมติวเด็กหรือไม่ เพราะปัจจุบันการสอบโอเน็ตยังมีการติวอยู่เลย และเมื่อเอาคะแนนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการยื่นวิทยฐานะ ตนมองว่าผิดทิศผิดทาง และไม่ใช่คำตอบของระบบการศึกษาแล้ว ถ้ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.ใจถึง ต้องเค้นเอาความจริง ข้อเท็จจริง ว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นวิธีการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า และเมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการปรับเปลี่ยนแล้ว คงจะเอาใจใส่คุณภาพการศึกษาของเด็ก นโยบายด้านการศึกษาของเรา ตีปี๊บกันมากในเรื่องของครู แต่เรื่องเด็กนั้นแผ่วมาก หรือเด็กไม่มีอิทธิพลและอำนาจทางการเมือง เราจึงไม่เอาใจใส่เขาเท่าที่ควร อีกทั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ก็พูดถึงการปฏิรูปการศึกษา ความเหลื่อมล้ำ เรียนทุกที่ทุกเวลา การอัปสกิล รีสกิล เวลาผ่านไป 7-8 เดือนแล้ว นโยบายที่แถลงไว้ที่สภา ก้าวหน้า หรือย่ำกับที่เหมือนคะแนนโอเน็ต
ทั้งนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ไว้หลายหนแล้วว่า การสอบโอเน็ตและ PISA นั้น เน้นที่การคิดวิเคราะห์ การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เน้นสมรรถนะในเรื่องการคิดคำนวณ ซึ่งเรายังไม่ทำ ไม่ปฏิรูประบบหลักสูตร การงัดและประเมินผล เรายังเน้นการสอนตาม 8 กลุ่มสาระ เน้นการสอนวัดผลแบบด้านเดียว ซึ่งมองว่ายังอยู่กับทักษะและผลการเรียนรู้ที่ล้าหลังในแบบเดิมๆ และเรายังตะบี้ตะบันใช้หลักสูตรเดิม 8 กลุ่มสาระเดิม สอนแบบท่องจำ สอนแบบไม่ให้คิด สอนแบบสอบ ทำไมเราไม่เตรียมการหลักสูตรฐานสมรรถนะอาชีพ กระบวนการเรียนรู้เรื่องตั้งคำถาม การคิดวิเคราะห์
“โลกมันไปถึงไหนแล้ว แต่เรายังติดหล่มกับ 8 กลุ่มสาระที่ใช้กันตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน แต่โลกไปถึงไหนแล้ว เด็กของเราเรียนอยู่กับเนื้อหาวิชาการที่โบราณ คร่ำครึ และไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย เราจะย่ำอยู่กับอดีตหรือ ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้คือ ต้องกล้าตัดสินใจ กล้าเปลี่ยนแปลงกฎหมายการศึกษา กล้าใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะที่ตอนนี้เขาใช้กันหมดทั่วโลกแล้ว แต่เรายังใช้หลักสูตรอิงมาตรฐานอยู่ ทำไมการตัดสินใจทางการเมืองเรื่องการศึกษาเต็มไปด้วยความล่าช้า
ทำไมเรื่องอื่น เช่น การยกเลิกเวร ถึงตัดสินใจเร็วมาก การศึกษาคือรากฐานสำคัญของประเทศ และเรายังอยู่กับระบบการศึกษาแบบถูลู่ถูกัง คือ ลากกันไปบนโครงสร้าง และระบบที่มันด้อยประสิทธิภาพ คร่ำครึ รวมศูนย์ ใช้งบประมาณมาก ล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์เด็ก ซึ่งเราใช้ระบบนี้ปีแล้วปีเล่า และหวังว่ามันจะดีขึ้น ซึ่งไม่มีทาง แม้จะบอกว่าลดภาระครู ลดหนี้ครู แต่โครงสร้างระบบที่ใหญ่โต เทอะทะ รวมศูนย์ และใช้งบประมาณมากแบบนี้ แต่ผลสัมฤทธิ์ยังต่ำ รัฐบาลยังตัดสินใจจากระบบและโครงสร้างแบบนี้ต่อไปจริงๆ หรือ มองว่ารัฐบาลรู้ปัญหา แล้วทำไมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ตัดสินใจ ไม่ทำให้มันดีขึ้น“ นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า เราไม่อยากให้คนในประเทศเราไม่ฉลาด ไม่พ้นกับดักความยากจนหรือ คนในกลุ่มชนชั้นนำของสังคมไทยไม่เดือดร้อนกับปัญหาเหล่านี้หรือ ซึ่งอยากจะถามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ว่าเราจะซอยเท้า ย่ำเท้า และใช้ระบบที่ไม่มีทางดีขึ้นแล้วต่อไปหรือ
สิ่งที่รัฐบาลบอกว่าต้องการบุคลากรที่แข่งขันกับต่างประเทศได้ แต่ในเมื่อโครงสร้างระบบยังไม่มีใครกล้าทำ หรือเปลี่ยนแปลงอะไรเลย มีการเปลี่ยนเฉพาะสิ่งที่โยงกับคะแนนเสียงทางการเมืองเท่านั้น ตนมองว่าเรากำลังจะสิ้นหวังกับระบบการศึกษาไทยในที่สุด
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 7 พฤษภาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
แนะ ศธ.ยกเครื่อง ‘หลักสูตร-วัดผล’ ด่วน เน้นวิเคราะห์เพิ่ม
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ประกาศผลการทดสอบทางการศึกษระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ปีการศึกษา 2566 ระดับชั้น ป.3 ชั้น ม.3 และชั้น ม.6 ซึ่งภาพรวมคะแนนเฉลี่ยทุกรายวิชาไม่ถึงครึ่ง สูงสุด 100 คะแนน ต่ำสุด 0 คะแนนทุกรายวิชานั้น เท่าที่ดูภาพรวมคะแนนโอเน็ตปีนี้ไม่ดีขึ้น เป็นไปในทิศทางที่แย่กว่าเดิม และถ้าดูในชุดรวมคะแนนสอบระดับชาติ และคะแนนการประเมินผลนักเรียนระหว่างประเทศ หรือ PISA จะพบว่า คุณภาพการศึกษาไทยไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควร เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณภาพการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เป็นวังวนปัญหาเดิม อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องผลสอบระดับชาติ และหลักสูตร เป็นเรื่องสำคัญ แต่ได้รับการแก้ไขในระดับที่ต่ำมาก โดยเฉพาะวิชาคณิตสาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ รวมถึง การแข่งขันในระดับนานาชาติ และอาจส่งผลให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักความยากจนได้ยาก
“วันนี้ควรต้องเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า คนที่เข้ามาบริหารประเทศ และบริหาร ศธ.คิดจะพัฒนาการศึกษาให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศหรือไม่ และทำไมถึงปล่อยให้การศึกษาแย่ลง ผลิตคนที่มีคุณภาพต่ำออกมาป้อนตลาดแรงงาน เท่าที่ดู พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พยายามจะแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ส่วนใหญ่จะไปเน้นเรื่องลดภาระครู ซึ่งส่งผลทางการเมือง ได้คะแนนเสียงมากกว่า ยังไม่เห็นการแก้ปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพเด็ก ที่บอกแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องไม่ดี แต่อยากให้เข้ามาดูแลคุณภาพเด็กเพิ่มมากขึ้น เริ่มตั้งแน่เปิดเทอมนี้ ควรจะตั้งเป้าการพัฒนา โดยประกาศให้ชัดเจนว่าเมื่อลดภาระครู ลดภาระงานเอกสาร จัดจ้างภารโรงแล้ว ควรให้ครูกำหนดทิศทางพัฒนาการเรียนการสอนที่ชัดเจนด้วย เป็นโอกาสที่จะทำสงครามกับความไม่รู้ ความล้าหลัง และพัฒนาการจัดการศึกษาของประเทศ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนที่ให้การสอบโอเน็ตเป็นไปตามความสมัครใจ ไม่บังคับ และไม่นำผลสอบไปใช้ หรือให้มีผลต่อการเข้าเรียนต่อนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่ตั้งใจสอบ ส่งผลให้คะแนนต่ำลงด้วยหรือไม่นั้น ก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ยังมีโรงเรียนติวสอบโอเน็ตให้เด็ก ฉะนั้น การที่คะแนนโอเน็ตต่ำ ยังสะท้อนคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำลงด้วย โดยเฉพาะหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน ที่ขัดแย้งกับการทดสอบ ทั้งการทดสอบโอเน็ต และการสอบ PISA ที่เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ แต่กระบวนการเรียนรู้ยังเน้นท่องจำ เรียนเพื่อสอบ ไม่ได้เรียนเพื่อใช้ ถือเป็นประเด็นใหญ่ของประเทศที่ต้องเร่งปรับปรุงหลักสูตร การเรียนการสอน และการวัดประเมินผลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าสถิติพื้นฐานโอเน็ต มีดังนี้ ชั้น ป.6 สอบ 4 วิชา ภาษาไทย เฉลี่ย 57.30 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0, ภาษาอังกฤษ เฉลี่ย 37.32 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0, คณิตศาสตร์ เฉลี่ย 29.96 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0, วิทยาศาสตร์ เฉลี่ย 40.75 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0 ชั้น ม.3 สอบ 4 วิชา ภาษาไทย เฉลี่ย 50.73 สูงสุด 96.39 ต่ำสุด 0, ภาษาอังกฤษ เฉลี่ย 31.76 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0, คณิตศาสตร์ เฉลี่ย 25.38 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0, วิทยาศาสตร์ เฉลี่ย 30 สูงสุด 98 ต่ำสุด 0, ชั้น ม.6 สอบ 5 วิชา ภาษาไทย เฉลี่ย 40.78 สูงสุด 88.80 ต่ำสุด 0, สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เฉลี่ย 33.09 สูงสุด 82.75 ต่ำสุด 0, ภาษาอังกฤษ เฉลี่ย 26.19 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0, คณิตศาสตร์เฉลี่ย 19.96 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0 และวิทยาศาสตร์ เฉลี่ย 29.09 สูงสุด 95.20 ต่ำสุด 0
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 7 พฤษภาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ผลประเมินความคิดสร้างสรรค์ PISA 2022 ' สิงคโปร์'นำโด่ง-'เด็กไทย'ยังอยู่ระดับพื้น ๆ
การประเมินความสามารถของเด็กนักเรียนแต่ละชาติ ในระดับสากล ผ่านการสอบPISA(Programme for International Student Assessment) ไม่ได้มีแต่การประเมินความสามารถความรู้ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีการประเมินด้านความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย โดยในการสอบPISAปี2022ที่ผ่านมานักเรียนแต่ละชาติได้สะท้อนความคิดความสามารถด้านการสร้างสรรค์เป็นอย่างไร
รศ.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ดำเนินงานโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง
PISA ประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยได้ทำการประเมินทุก 3 ปี อย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาและมุ่งให้ข้อมูลแก่ระดับนโยบาย
PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน หรือเรียกว่า “ความฉลาดรู้” (Literacy) ใน 3 ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
นอกจากการประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์แล้ว PISA 2022 ยังได้มีการประเมินเพิ่มเติมอีกหนึ่งด้านคือ “ความคิดสร้างสรรค์” (Creative Thinking) ซึ่งเป็นการประเมินความสามารถในการมีส่วนร่วมในการสร้าง ประเมิน และปรับปรุงแนวคิด ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดในการแก้ปัญหาที่แปลกใหม่และหลากหลาย มีการพัฒนาองค์ความรู้ และเป็นการแสดงออกถึงจินตนาการที่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จากการประเมินดังกล่าวจะทำให้ทราบว่า ระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมินได้เตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีการคิดนอกกรอบในการทำงานตามบริบทต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด โดยมี 64 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่เข้าร่วมทดสอบความคิดสร้างสรรค์ และ 74 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่เข้าร่วมตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมทดสอบและตอบแบบสอบถามดังกล่าวด้วย
การประเมินความคิดสร้างสรรค์ครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 กระบวนการ ได้แก่ “กระบวนการสร้างแนวคิดที่หลากหลาย” “กระบวนการสร้างแนวคิดอย่างสร้างสรรค์” และ “กระบวนการประเมินและปรับปรุงแนวคิด”โดยนักเรียนจะได้แสดงออกใน 2 ด้านของการทำงานตามบริบทต่าง ๆ คือ
1) ด้านการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการแสดงแนวคิดด้วยการเขียนบรรยาย และ การแสดงแนวคิดด้วยภาพ และ
2) ด้านการสร้างสรรค์องค์ความรู้และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาทางวิทยาศาตร์ และ การแก้ปัญหาทางสังคม ผลการประเมินด้านความคิดสร้างสรรค์ของ PISA 2022 พบว่า นักเรียนสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ41 คะแนน สำหรับประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยรองลงมา ได้แก่ เกาหลี แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เอสโตเนีย และฟินแลนด์ ตามลำดับ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 36 คะแนนขึ้นไป โดยประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 33 คะแนน สำหรับประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ย 21 คะแนน
นอกจากนี้ ยังพบว่า ในทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจ นักเรียนหญิงมีคะแนนเฉลี่ยด้านความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนชาย โดยประเทศสมาชิก OECD นักเรียนหญิงมีคะแนนเฉลี่ย 34 คะแนน ส่วนนักเรียนชายมีคะแนนเฉลี่ย 31 คะแนน สำหรับประเทศไทย พบว่า นักเรียนหญิงมีคะแนนเฉลี่ย 23 คะแนน ในขณะที่นักเรียนชายมีคะแนนเฉลี่ย 19 คะแนน
PISA 2022 ยังรายงานผลการประเมินความคิดสร้างสรรค์ตามระดับความสามารถซึ่งมี 6 ระดับ (ระดับ 1 – ระดับ 6) โดยที่ระดับ 3 ถือเป็นระดับพื้นฐานที่นักเรียนมีความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์ นั่นคือ นักเรียนสามารถเสนอแนวคิดสำหรับงานต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม และเริ่มเสนอแนวคิดที่แปลกใหม่สำหรับปัญหาที่คุ้นเคยได้
จากผลการประเมินพบว่า นักเรียนมากกว่า 80% ของสิงคโปร์ ลัตเวีย เกาหลี เดนมาร์ก เอสโตเนีย แคนาดา และออสเตรเลียมีความสามารถตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป
ส่วนประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนที่มีความสามารถตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไปอยู่ 78% ในขณะที่อีก 20 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจมีนักเรียนที่มีความสามารถตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไปไม่ถึง 50% ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงประเทศไทยที่มีนักเรียนที่มีความสามารถตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไปอยู่ 37%
หากพิจารณากระบวนการของการประเมินความคิดสร้างสรรค์ พบว่า นักเรียนสิงคโปร์ทำข้อสอบด้านกระบวนการสร้างแนวคิดที่หลากหลายและกระบวนการสร้างแนวคิดอย่างสร้างสรรค์ได้มากที่สุด (61% และ 58% ตามลำดับ) ส่วนนักเรียนเกาหลีทำข้อสอบด้านกระบวนการประเมินและปรับปรุงแนวคิดได้มากที่สุด (46%) สำหรับนักเรียนไทยทำข้อสอบด้านกระบวนการสร้างแนวคิดที่หลากหลาย (30%) ได้มากกว่ากระบวนการอื่น ๆ สำหรับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในบริบทต่าง ๆ พบว่า นักเรียนสิงคโปร์ทำข้อสอบที่ต้องแสดงแนวคิดด้วยการเขียนบรรยายและใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาทางสังคมได้มากที่สุด (66% และ 58% ตามลำดับ) ในขณะที่นักเรียนโปรตุเกส ทำข้อสอบที่ต้องแสดงแนวคิดด้วยภาพได้มากที่สุด และนักเรียนเกาหลีใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ได้มากที่สุด (41% และ 47% ตามลำดับ) สำหรับนักเรียนไทยทำข้อสอบที่ต้องแสดงแนวคิดด้วยการเขียนบรรยายและใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการการแก้ปัญหาทางสังคมได้มากกว่าบริบทอื่น ๆ (28% และ 28% ตามลำดับ)
เมื่อพิจารณาถึงความเชื่อและทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อคะแนนด้านความคิดสร้างสรรค์ พบว่า นักเรียนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) จะมีคะแนนเฉลี่ยด้านความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนที่มีกรอบความคิดแบบตายตัว (Fixed Mindset) นั่นคือ นักเรียนที่เชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้จะมีคะแนนเฉลี่ยด้านความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนที่ไม่คิดเช่นนั้น สำหรับประเทศสมาชิก OECD การมีกรอบความคิดแบบเติบโตส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยด้านความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น 1 คะแนน ส่วนประเทศไทยส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 3 คะแนน โดยประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโตด้านความคิดสร้างสรรค์อยู่ที่ 46% ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับประเทศไทย
นอกจากนี้ยังพบอีกว่า สภาพแวดล้อมและบทบาทของครูก็ส่งผลต่อคะแนนความคิดสร้างสรรค์เช่นกัน ซึ่งนักเรียนที่รายงานว่าครูให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ครูกระตุ้นให้นักเรียนหาคำตอบที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และเมื่ออยู่ที่โรงเรียน นักเรียนได้รับโอกาสในการแสดงแนวคิด นักเรียนกลุ่มนี้จะมีคะแนนเฉลี่ยด้านความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้รายงานเช่นนี้ โดยในประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 60% – 70% ส่วนประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 70% – 80%
จากผลการประเมินมีข้อค้นพบเกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการคิดอย่างสร้างสรรค์ด้านการศึกษาที่อาจเป็นแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนได้ เช่น การสอดแทรกความคิดสร้างสรรค์และการคิดอย่างสร้างสรรค์ไว้ในหลักสูตรการศึกษา การส่งเสริมให้บุคลากรทางการศึกษาตระหนัก พัฒนา และประเมินความคิดสร้างสรรค์โดยมีการกำหนดความก้าวหน้าหรือเกณฑ์ในการเรียนรู้ การสร้างโอกาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ในหลากหลายสาขาวิชาที่มีอยู่ในหลักสูตร และการส่งเสริมให้มีการติดตามและประเมินผลความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ
ที่มา ; ไทยโพสต์ 22 กรกฎาคม 2567
สรุปสาระสำคัญ
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา วิพากษ์คุณภาพการศึกษาของไทยจากผลสอบ PISA และโอเน็ตที่ตกต่ำต่อเนื่อง แม้ครูได้รับค่าตอ
บแทนและวิทยฐานะเพิ่มขึ้น แต่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนกลับไม่ดีขึ้น สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยที่เน้นหลักสูตรเดิม 8 กลุ่มสาระและการสอนแบบท่องจำ ไม่สอดคล้องกับแนวทางประเมินสมรรถนะและการคิดวิเคราะห์ในศตวรรษที่ 21 ทั้งยังมีการเลื่อนตำแหน่งครูที่ไม่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็ก ระบบการบริหารรวมศูนย์ ขาดความยืดหยุ่น และตัดสินใจช้า รัฐบาลและ ศธ.เน้นนโยบายลดภาระครูมากกว่าเน้นพัฒนาเด็ก ขณะที่ผลสอบ PISA ด้าน “ความคิดสร้างสรรค์” ปี 2022 ชี้ว่า เด็กไทยมีคะแนนต่ำ (เฉลี่ย 21 จาก 100) สะท้อนการขาดการฝึกคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ในชั้นเรียน นักเรียนไทยยังยึดกรอบตายตัว ขณะที่ระบบยังไม่ส่งเสริม Growth Mindset และไม่บูรณาการการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ จึงจำเป็นต้องยกเครื่องหลักสูตร การสอน และการประเมินใหม่ทั้งระบบ
ข้อสอบ
1. จากบทความ ปัญหาหลักของระบบการศึกษาไทยที่ ศ.ดร.สมพงษ์ ชี้ให้เห็นคือข้อใด
ก. ครูไม่มีความรู้เพียงพอในการสอน
ข. งบประมาณไม่เพียงพอต่อการพัฒนาโรงเรียน
ค. ระบบการศึกษาไม่เชื่อมโยงผลลัพธ์ผู้เรียนกับการบริหารบุคลากรครู
ง. นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนเพราะไม่มีแรงจูงใจ
2. แนวคิด “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ที่ผู้วิจารณ์เสนอ มีเป้าหมายหลักเพื่ออะไร
ก. ลดจำนวนกลุ่มสาระการเรียนรู้
ข. สอนเพื่อให้เด็กสอบได้คะแนนสูง
ค. พัฒนาให้เด็กคิดวิเคราะห์และใช้ความรู้ในชีวิตจริง
ง. ส่งเสริมให้ครูมีภาระงานน้อยลง
3. จากผลสอบ PISA 2022 ด้านความคิดสร้างสรรค์ ข้อใดสะท้อนสถานการณ์ของไทยได้ถูกต้องที่สุด
ก. เด็กไทยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD
ข. เด็กไทยส่วนใหญ่มีความสามารถระดับสูงกว่า 3
ค. เด็กไทยมีคะแนนต่ำและขาดทักษะคิดนอกกรอบ
ง. เด็กไทยทำข้อสอบคณิตศาสตร์ได้ดีที่สุดในภูมิภาค
4. ข้อใด “สะท้อนแนวคิดเชิงนโยบาย” ที่ ศ.ดร.สมพงษ์ คาดหวังจากรัฐบาลมากที่สุด
ก. เพิ่มค่าตอบแทนครู
ข. จัดซื้อเทคโนโลยีใหม่ให้ทุกโรงเรียน
ค. ปฏิรูปหลักสูตร การสอน และการประเมินผลทั้งระบบ
ง. ลดภาระงานเอกสารของครู
5. หากคุณเป็นผู้บริหารสถานศึกษา แนวทางใดสอดคล้องกับข้อเสนอของบทความมากที่สุด
ก. ให้ครูติวเข้มเพื่อเพิ่มคะแนนสอบ
ข. สร้างระบบเรียนรู้ที่เน้นคิดวิเคราะห์และโครงงาน
ค. ใช้หลักสูตรเดิมแต่เพิ่มชั่วโมงเรียน
ง. ประเมินครูจากจำนวนเอกสารงานที่ส่งครบ
คลิกเฉลย >>>