สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ความทรงจำคือ หัวใจของการเรียนรู้

เรื่องของความจำเป็นเรื่องใหญ่มากในการจัดการศึกษา หรือในกระบวนการเรียนรู้ หัวใจเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ที่หน่วยความจำ ยิ่งมีหน่วยความจำขนาดใหญ่เท่าใด คอมพิวเตอร์ก็มีสมรรถนะสูงเท่านั้น ในคอมพิวเตอร์ก็เรียกหน่วยนี้ว่า memory เหมือนกัน คำว่า RAM มาจาก Random Access Memory หมายถึง หน่วยความจำที่เราเรียกมาใช้

สมองมนุษย์จำเป็นต้องมีความทรงจำในเรื่องต่าง ๆ เพื่อเราจะนำมาประมวลใช้ในการคิด ตัดสินใจและลงมือทำ ถ้าเป็นไปได้โรงเรียนและครอบครัวก็อยากจะให้เด็กทุกคนมีหน่วยความจำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด บันทึกเรื่องราวข้อมูลให้ได้มากที่สุด โรงเรียนและครอบครรัวพยายามที่สุดที่จะ บันทึกความรู้ทุกอย่างเท่าที่จะสรรหามาได้ลงไปในสมองของเด็ก แต่ก็ได้พบเหมือนกันหมดว่า สมองของเด็กแต่ละคนบันทึกข้อมูลไว้ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน จนในที่สุดต้องบังคับให้ ท่องเพื่อจะจำให้ได้  เช่น ให้เวลา 5 วันก่อนสอบให้ไปทบทวนความรู้แล้วกลับมาสอบเพื่อจะให้สอบผ่าน

แม้ว่าปัจจุบันนี้พูดกันว่าความรู้ไม่ใช่ความจำ ให้เน้นที่ ความเข้าใจ แต่ความเข้าใจคืออะไร? ความเข้าใจก็คือ ความทรงจำที่มีความหมายเกี่ยวเนื่อง มีความสัมพันธ์กับความทรงจำอื่น ๆ ด้วยกัน นั่นเอง ดังนั้น การศึกษาหรือนัยหนึ่งการเรียนรู้ ก็หนีเรื่องความทรงจำไปไม่พ้น

 
ความทรงจำ ความจำ หรือการจำได้ ไม่ใช่เป้าหมายของการเรียนรู้ แต่ความทรงจำหรือความจำกลับเป็นสิ่งพื้นฐานที่สำคัญมากในการเรียนรู้ ตั้งแต่สิ่งที่ง่ายไปสู่สิ่งที่ยากขึ้นตามลำดับ
การจดจำ ทำให้สัมผัสรับรู้สิ่งที่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ยังคงอยู่ แม้ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ชิมรส หรือไม่ได้แตะต้องสัมผัสนั้น ในขณะต่อมา ความจำได้ทำให้รู้ว่ามีแมว มีหมา มีสีดำ มีสีแดง มีร้อน มีเย็น มีเสียงลักษณะต่าง ๆ ที่เคยเห็นเคยพล เมื่อพบเห็นอีกครั้งก็จำได้

การจำ เป็นการสร้างภาพความคิดไว้ภายในแทนวัตถุหรือสัมผัสความจริงที่อยู่ภายนอก เป็นพื้นฐานของการเชื่อมโยง จัดความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่รับรู้มา 

การจดจำมีความสำคัญ เป็นพื้นฐานแห่งการรู้คิดอย่างหนึ่ง บางครั้งเราอาจสับสนคิดว่า การท่องจำ กับการจดจำ เป็นสิ่งเดียวกัน ความจริงไม่ใช่ การท่องจำเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้จดจำได้ และยังมีวิธีอื่นอีกหลายวิธีที่ทำให้จดจำได้เช่นกัน ปัญหาของการจดจำอยู่ที่จำมาแบบนกแก้วนกขุนทอง คือ จำโดยไม่เข้าใจ ไม่รู้สึกรู้สมต่อสิ่งที่จำได้นั้น แต่ขอให้สังเกตว่า การจดจำ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของการสร้างความรู้ 

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองจึงจำแนกความทรงจำออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้
    1. ความทรงจำเกี่ยวกับข้อมูลความจริงต่าง ๆ (declarative memory facts)
    2. ความทรงจำเกี่ยวกับความหมาย (sementic memory meaning)
    3. ความทรงจำเกี่ยวกับทักษะ (procedure memory skills)
    4. ความทรงจำเกี่ยวกับอารมณ์ (emotional memory feelings)
 

ความทรงจำด้านต่าง ๆ จะถูกบันทึกไว้ในสมองอย่างสลับซับซ้อน หลายวิธีการ การสร้างความรู้ใหม่ หรือกระบวนการเรียนรู้ก็คือ การเชื่อมโยงความทรงจำเดิม กับประสบการณ์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานั้น ความเฉียบแหลมหรือศักยภาพของเด็ก ๆ ในการสร้างความรู้ใหม่ๆ สัมพันธ์กับมวลความทรงจำเดิมที่สมองเคยบันทึกไว้มาแล้วนั่นเอง

การพยายามอธิบายความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ เป็นที่มาของเหตุผล เป็นที่มาของสมมติฐาน ทฤษฎีและการทำนาย การทำนายนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการเลือกหรือสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์เอง หลายครั้งจะพบว่าการอธิบายครั้งแรกนั้นไม่ถูกต้อง และต้องหาคำอธิบายหรือเหตุผลใหม่ 

จากนี้ความรู้ก็สะสมขึ้นเมื่อสิ่งต่าง ๆ ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันถูกอธิบายและเชื่อมโยงกัน จนกระทั่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้โดยสร้างเงื่อนไขบางสิ่งหรือสถานการณ์บางอย่างขึ้นเพื่อหวังผลให้เกิดสถานการณ์อื่นหรือมีสิ่งอื่นที่ต้องการตามมา

กระบวนการของความทรงจำก็ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ทุกกรณีไป ในบางกรณีแม้การเรียนรู้จะเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจยิ่ง ผู้ที่เรียนรู้ก็ได้ร่วมปฏิสัมพันธ์ผ่านการทดลองและการลงมืออย่างเป็นกระบวนการ แต่กระนั้นความทรงจำก็ยังไม่เกิดขึ้น แม้จะมีความเข้าใจอยู่พอประมาณ ปัจจัยที่จะเข้ามาสมทบให้ความทรงจำเข้มแข็งได้แก่ ภาวะอารมณ์ บริบทของความรุ้ คุณภาพและปริมาณของกิจกรรมขั้นพัฒนาการ หรือการเรียนรู้มาก่อนหน้านี้ ทั้งหมดนี้คือ ปัจจัยที่มีบทบาทต่อการก่อรูปของความทรงจำ 

วิชาความรู้ส่วนมากเน้นหนักมวลความรู้ในฐานะเป็น วัตถุแห่งการเรียนรู้” (object of learning) ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นเหตุการณ์หรือสิ่งที่เป็นเครื่องมือสำหรับเข้าใจโลก ทุกประสบการณ์ที่เราเรียนก็ควรบรรจุไว้ด้วยความต่อเนื่องของโลกทั่วด้านที่เราเผชิญมา และจะเผชิญต่อไป ทุกหลักสูตรที่เราใช้ควรจะสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน “element” และ “event” ต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือหัวใจของการคิดที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงโลกของการเรียนรู้ได้สำเร็จ 

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 นิตยสาร Times vol.163 ตีพิมพ์บทความเรื่อง “secrets of the teen brain” พร้อม ๆ กันนั้นหนังสือ Scientific American ก็ตีพิมพ์บทความ “has science missed half the brain” นักวิชาการเห็นพ้องต้องกันว่า ทศวรรษหลัง ๆ นี้เป็น ทศวรรษแห่งสมอง หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า brain decades บทความของนิตยสาร Times ตีพิมพ์ผลงานวิจัย เน้นหนักการค้นพบการทำงานของสมองวัยรุ่น ตามโครงการวิจัยของ Dr.Jay Giedd แห่ง National Institute of Mental Health ซึ่งใช้เวลาถึง 13 ปี ศึกษาสมองของเด็ก 1,800 คน โดยเครื่องมือทางการแพทย์ที่เรียกว่า Magnetic Resounance Imaging (MRI)

งานวิจัยนี้ได้ให้คำอธิบายที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งจะได้ยกมาเฉพาะที่ต้องการอ้างอิง 4 ประการดังนี้ 

   1. สมองของเด็กวัยรุ่นก็เหมือนกับวัยที่ผ่านมา กล่าวคือ ยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่ช่วงวัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่
   2. การเปลี่ยนแปลงของสมองที่น่าสนใจคือ
       2.1 ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สมองมีการเพิ่มจำนวนแขนงของเซลล์ประสาทเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทด้วยกันเอง ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้าง pathway ในสมองให้มาก
       2.2 การลดทอนแขนงเส้นประสาทที่ไม่ได้มีการใช้งานในระยะต่อมา
       2.3 การพัฒนาแขนงเส้นประสาทที่เหลืออยู่ให้มีความสามารถในการติดต่อประสานงานระหว่างเซลล์ประสาทต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น
 

    3. การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มต้นในวัยเด็กโต (6 ขวบ) เป็นต้นไป เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดทั้งสามกระบวนการ ในขณะที่กระบวนการแรก คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของสมองเริ่มถดถอยลง การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการที่สองจะมีอัตราเร็วขึ้น นั่นคือ เริ่มมีการลดทอนแขนงเส้นประสาทที่ไม่ได้ใช้งาน ในราวอายุ 11 ปี (ญ) 12 ปีครึ่ง (ช) กระบวนการที่สองนี้จะค่อย ๆ ถดถอยน้อยลงเช่นกัน จนหยุดไปในราวช่วงต้น ๆ ของอายุ 20 ปี ขณะเดียวกันกระบวนการที่สาม คือ การพัฒนาของแขนงประสาทให้มีความสามารถติดต่อกับเซลล์ประสาทอื่น ๆ รวดเร็วขึ้น จะยังคงดำเนินควบคู่ไปกับกระบวนการที่สองแม้อายุ 40 ปีแล้วก็ตาม 

      4. กระบวนการดังกล่าวเกิดทั่วทั้งสมอง แต่การเปลี่ยนแปลงจะจบลงเร็วกว่าในสมองส่วนหลัง และจะช้าสุดในสมองส่วนหน้า ซึ่งหมายความว่า สมองส่วนหน้าอันเกี่ยวข้องกับการใช้ความคิด เหตุผล และตรรกะ จะมีพัฒนาการเต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อเลยวัยรุ่นไปแล้ว นั่นก็คือ ในระหว่างวัยรุ่น สมองอันเกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผลยังทำงานไม่เต็มที่ พฤติกรรมและการแสดงออกต่าง ๆ จะถูกควบคุมโดยสมองส่วนซึ่งพัฒนาไปก่อน คือ สมองส่วนที่เรียกว่า amygdalla ซึ่งถือว่าเป็น emotional center of the brain ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่า ทำไมวัยรุ่นจึงมีบุคลิก แรงกว่าวัยต่อ ๆ มา 

คำอธิบายเรื่องสมองของวัยรุ่นดังกล่าวนี้ เมื่อนำมาผสมผสานกับประสบการณ์ของครอบครัวและโรงเรียนแล้ว อย่างน้อยก็ช่วยเปิดโลกความเข้าใจที่ผู้ใหญ่จะพึงมีต่อเด็กวัยรุ่น รวมทั้งเห็นถึงโอกาสแห่งการเรียนรู้สำหรับเด็กหลายประการ เช่น 

    1. แม้ว่าวัย 7 ปีแรกของชีวิต จะเป็นช่วงที่สำคัญมากสำหรับการพัฒนาสมอง แต่มิได้หมายความว่า การเติบโตของสมองจะสิ้นสุดหรือเฉื่อยเนือยลงไปกลับหน้าเป็นหลัง แต่สมองยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และในบางแง่ก็กล่าวได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ วัยหลัง 7 ปีก็ยังเป็นวัยที่สำคัญมาก
     2. การสร้างหรือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่น โดยอาศัยตรรกะหรือระบบเหตุผลล้วน ๆ ไม่พอเพียงหรืออาจมีประโยชน์เพียงระดับหนึ่ง ควรสนใจส่งผ่านความเห็นโดยอาศัยพลังของอารมณ์ ซึ่งอาจใช้แรงจูงใจทางความรู้สึก และศิลปะด้านต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ
 

    3. การสร้างอารมณ์ร่วมของวัยรุ่นต่อสังคมในเชิงสร้างสรรค์ อาจทำได้โดยแรงขับเคลื่อนของอารมณ์ โดยนัยนี้ การสืบทอดประวัติศาสตร์ และการสร้างความเป็นพลเมือง หรือสร้างเอกลักษณ์ อาจทำได้โดยสื่อทางตรงและทางอ้อมที่ต้องใช้ศิลปะและเหตุการณ์ (events) เป็นสิ่งเชื่อมร้อย
    4. สมองของวัยรุ่นอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งที่น่าสนใจ ความล้มเหลวในการเรียนรู้ก่อนหน้านี้ ทางเลือกที่ผิดพลาดอาจทดแทนหรือสร้างขึ้นใหม่โดยการผลิตความรู้ความคิดใหม่ ๆ ซึ่งในช่วงนี้ยังมีประสิทธิภาพสูง (แม้ว่าจะน้อยกว่าช่วง 7 ปีแรกของชีวิต) แต่โดยเหตุที่ชีวิตวัยรุ่นผ่านประสบการณ์และผ่านความซับซ้อนของโลกมาแล้ว วัยนี้ก็นับว่ามีต้นทุนแห่งความคิด หรือความทรงจำที่สมองบันทึกไว้มากพอจะสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้
 

หนังสือเรียนเล่มนี้นำภาพยนตร์เรื่อง Rain Man มาเล่าโดยย่อไว้ในหนังสือ Opportunities Upper Intermediate ใช้ในวิชาภาษาอังกฤษ แต่งโดย Michael Harris และคณะ อธิบายเรื่อง IQ กับพัฒนาการทางสมองให้เด็ก ๆ เข้าใจได้ดีมากและที่สำคัญ หนังสือเริ่มนำเองโลกของเด็กที่โรงภาพยนตร์และหน้าจอทีวี เข้ามาใกล้ชิดกับห้องเรียน แทนที่จะแยกกันอยู่อย่างที่ผ่านมา 

นักการศึกษาสมัยใหม่ได้ใช้ความรู้ด้านสมองมาออกแบบบทเรียน หลักสูตร และกระบวนการเรียนรู้ที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นมากขึ้น ทำให้ห้องเรียนที่น่าเบื่อหน่ายมีบรรยากาศดีขึ้นบ้างแล้ว รวมทั้งคำว่า outdoor classroom ก็ถูกใช้มากขึ้น มีคำศัพท์ใหม่ ๆ มากมายเกิดขึ้นในวงการศึกษา อย่างเช่นคำว่า problem orients, task base learning, project learning, mind map และ cooperative learning เป็นต้น กระบวนการเรียนรู้ใหม่ ๆ เหล่านี้ ถ้าไม่ใช่ทำแบบขอไปทีแล้ว ก็ให้ผลการเรียนรู้ที่น่าสนใจมากทีเดียว โรงเรียนรุ่งอรุณ มีประสบการณ์เล่าเรื่องเด็ก ๆ นักเรียนฝึกทำนา และประสบกับภาวะน้ำท่วมเข้าจริง ๆ จึงได้รู้สึกถึงจิตใจและภาวะที่ใกล้เคียงกับที่ชาวนาเผชิญ เป็นต้น 

การที่ผู้แต่งหนังสือ-ผู้ออกแบบบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ กล้าตั้งประเด็นที่ท้าทาย และเป็นประเด็นแห่งความสนใจของยุคสมัย เข้ามาไว้ในบทเรียน นับเป็นบูรณาการใหม่ของหลักสูตร และของวิธีการออกแบบการเรียนรู้ที่ยอดเปิดประตูห้องเรียนออกมาสู่โลกกว้าง ไม่ปล่อยให้เด็ก ๆ ต้องเผชิญโลกกว้างตามลำพัง และต้องแสวงหาความหมายทั้งมวลด้วยตนเอง ทั้งยังต้องรับผิดชอบต่อตนเองในชะตากรรมที่จะได้รับ การที่โรงเรียน ห้องเรียน นักการศึกษา ยอมรับเอาโลกที่เป็นจริง (true world) และ ความจริงของชีวิต (real life) เข้าไปเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ ก็แน่ใจได้ว่า สมองของเด็กจะไม่หยุดนิ่งและเบื่อหน่ายน้อยลง จากจุดนี้พัฒนาการของการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 น่าจะค่อย ๆ คลี่คลายไป แต่ก็ต้องอาศัยการทำงานหนัก และต้องมีการลงทุนเปลี่ยนแปลงการศึกษาอย่างจริงจัง 

บทความนี้เขียนขึ้นโดยอาศัยข้อมูล ความรู้จำนวนมากจากผลงานวิจัยและงานเขียนของนักวิทยาศาสตร์ นักคิดและนักการศึกษา โดยนำมาผสานกับความรู้ความสนใจและประสบการณ์ของผู้เขียน รวมทั้งบทเรียนจากการจัดการศึกษาในประเทศไทย ขอขอบคุณผู้มีส่วนช่วยให้บทความนี้สำเร็จลง
    1. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ให้ความสนใจและกระตุ้นอย่างจริงจังให้เขียนบทความนี้
    2. ศ.นพ.ประเวศ วะสี ผู้ซึ่งกรุณาให้คำแนะนำและกระตุ้นให้ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
    3. อาจารย์จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ กรุณานำข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตบางส่วนมาให้ขณะเขียนบทความนี้
    4. นายแพทย์ อัครภูมิ จารุภากร ที่ช่วยอธิบายความหมายและคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ กรุณาถอดความสาระสำคัญบางตอนของงานวิจัยด้านสมอง และร่วมอภิปรายตีความผลงานวิจัยดังกล่าว
    5. คุณสุนันทา บุญยศรีสวัสดิ์ กรุณาช่วยสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตบางส่วน อันเป็นที่มาของบทความนี้
    6. ด.ญ.ฉัตรียา เลิศวิชา ได้แนะนำหนังสือแปลเยาวชนที่สะท้อนโลกทัศน์ของนักคิดนักเขียนต่อการเรียนรู้
    7. คุณสุพชัย เมถิน และคุณนนธชัย นามเทพ ที่ช่วยทำ CD presentation ตั้งแต่ version 1 ถึง version 6 อันเป็นที่มาของบทความนี้
    8. ภาพส่วนหนึ่งในบทความนี้มาจากนิตยสาร Scientific American, April 2004/Newsweek, August 25, 2003 และนิตยสาร Times, May 31, 2004.

 

ที่มา : ประชาคมวิจัย

ความเห็นของผู้ชม