สมาชิกเข้าสู่ระบบ

แค่สอนก็ไม่ทันอยู่แล้ว จะรอให้นักเรียนตอบได้อย่างไร

บทความโดย วรเชษฐ แซ่เจีย         

เรื่องกวนใจครูในช่วงกลางไปจนถึงปลายเทอม ก็คือวิกฤตสอนไม่ทัน ครูหลายคนจึงมักจะมองหากลยุทธ์การสอน การจัดกิจกรรม หรือการเตรียมใบความรู้สำเร็จรูป เพื่อให้กลับไปสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่ครูวางเอาไว้ อย่างไรก็ตาม แม้จะกลับไปเป็นตามแผนเดิม แต่ก็ใช่ว่าจะรับรองว่านักเรียนทุกคนจะได้เรียนรู้จริง ๆ และถึงจะรู้อยู่แก่ใจเช่นนั้น ครูก็มักต้องจำใจทำ เพื่อให้นักเรียนพอจะมีความรู้ติดตัวไว้ใช้สอบบ้าง 

ทำความรู้จัก Slow Pedagogy
ประเด็นนี้ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงการนำเสนอหัวข้อและตัวอย่างการนำหลักการ Slow Pedagogy ของนักวิชาการหลายท่าน ที่นำเสนอในการประชุมนานาชาติโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ ครั้งที่ 10 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมาแนวคิดดังกล่าว หมายถึง รูปแบบของหลักสูตรการเรียนรู้ที่ไม่เร่งรีบเร่งเร้าให้นักเรียนรับข้อมูลแบบพร้อมใช้แต่ไม่ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ นำเสนอโดย อาจารย์คิโยมิ อากิตะ (Kiyomi Akita) จากมหาวิทยาลัยกักคุชูอิน ประเทศญี่ปุ่น          

การใช้คำว่า Slow หรือเนิบช้า เป็นเพราะผู้คิดค้นนั้น ได้เปรียบการศึกษาเหมือนการทำอาหารที่มักใช้เวลาในการเตรียมการมาก อีกทั้งยังอาศัยการรอคอยเวลาเพื่อให้อาหารสุกได้ที่ ตามแต่กระบวนการปรุงที่เลือกใช้ ในทางตรงกันข้าม การเลือกสั่งอาหารจานด่วน (fast food) ที่มักจะอร่อยและอิ่มท้องแต่ก็อาจไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพและร่างกายของคนที่ทานเข้าไปนัก หากเปรียบเป็นความรู้ ก็คงเป็นความรู้ที่ถูกจัดสรรและออกแบบมาเพื่อประโยชน์เชิงการตลาดที่เน้นความรวดเร็ว นำไปใช้ได้ทันที แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนในระยะยาวเพียงใด 

แนวคิดดังกล่าวนั้นขับเน้นให้ การรอคอยของครู เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ ไม่เพียงแต่รอคอยอย่างใจเย็นเพื่อให้นักเรียนแต่ละคนมีกระบวนการทำความเข้าใจเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนากิจกรรมที่ใช้เวลาเอื้อมากพอให้นักเรียนได้คิดด้วยเช่นกัน เช่น เมื่อครูกำลังจะสอนวิชาคณิตศาสตร์เนื้อหาใหม่ สิ่งที่ควรทำลำดับต่อไป คือการให้ฝึกฝนคอนเซปต์ใหม่นั้นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และใบงานที่ชวนให้นักเรียนได้มีเวลาคิดและลองปรับประยุกต์ความรู้ใหม่นั้นอย่างเต็มที่ นอกจากปรับที่ตัวนักเรียนแล้ว ครูเองก็ยังได้เข้าใจนักเรียนผ่านการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของพวกเขาผ่านการดูและฟัง เพื่อให้ติดตามความก้าวหน้าและช่วยเหลือสนับสนุนการเรียนรู้ต่อไป 

ตัวอย่างบทเรียนจากห้องเรียนจริง
อาจารย์ชุน อี้ หลิน (Chun Yi Lin) จากมหาวิทยาลัยครูแห่งชาติไต้หวัน ได้รู้จักกับประเด็นนี้เมื่อการประชุมฯ ครั้งที่ผ่านมา และในปีนี้ท่านก็ได้นำเสนอตัวอย่างการนำแนวคิด Slow Pedagogy ที่ได้มีโอกาสไปใช้จริงกับห้องเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งในเครือข่ายความร่วมมือ โดยเป็นชั้นเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ม.2 เรื่องรากที่สองและทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยมีทีมคุณครูและเจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกันถึง 11 คน ด้วยความเชื่อที่ว่า จะเสริมพลังและแรงจูงใจของนักเรียนให้ได้คิดและกล้าที่จะเสนอไอเดีย และสามารถทำงานไปด้วยกันกับเพื่อนนักเรียน          

ในการประชุมครั้งนี้ อาจารย์ชุนได้กล่าวว่า ทีมคุณครูได้ออกแบบอย่างละเอียด ตั้งแต่อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนรู้ คือแผ่นกระดานหมุดและเชือกไหมพรม เพื่อทำความเข้าใจการสร้างรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก และโจทย์ปัญหาที่อิงกับสถานการณ์จริง คือ การออกแบบทางลาดสำหรับเข็นจักรยานขึ้นบันไดและหลอดดูดน้ำที่ยาวพอที่จะดูดของเหลวจากกล่องขนาดที่กำหนด ด้วยโจทย์ที่ซับซ้อนนี้แน่นอนว่าย่อมต้องใช้เวลามากเป็นธรรมดา และครูก็ต้องใส่ใจถามคำถามกระตุ้นความคิดและอดทนไม่รีบบอกคำตอบและวิธีทำ ท้ายที่สุดนักเรียนเองก็รู้สึกประหลาดใจและสร้างแรงจูงใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ เพราะเห็นแล้วว่า เรื่องที่เรียนนั้นเป็นพื้นฐานของการทำงานและเกิดประโยชน์ได้ในชีวิตจริง 

ไม่มีเวลาแล้ว” แล้วจะใช้ Slow Pedagogy ได้อย่างไร
 หลังจากการนำเสนอ คำถามที่ว่า จะทำอย่างให้เกิดขึ้นจริง จึงกลับมาสู่เวทีสนทนา ส่วนหนึ่งอาจารย์ชุนตอบว่า ครูผู้สอนมักกังวลเช่นกัน เพราะเนื้อหาที่ต้องสอนนั้นไม่ได้มีแค่ 2-3 เรื่องต่อเทอมให้ใช้เวลาอย่างเหลือเฟือ จะให้มารอคอยให้นักเรียนคิดทีละคนคงจะไม่ทันเวลา อาจารย์ชุนจึงชวนคิดว่า ในเนื้อหาบทเรียนเหล่านั้น หากถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง ครูจะเห็นว่ามีเนื้อหาหรือทักษะหลักบางอย่างร่วมกัน หากออกแบบบทเรียนหรือวิชาให้ครอบคลุมเนื้อหาแกนเหล่านั้น แล้วร่วมกันออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้น่าสนใจ ก็จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้
จากข้อความดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนมองย้อนกลับมาถึงเส้นทางการสร้างหลักสูตรฐานสมรรถนะของไทยที่ในปัจจุบันหยุดชะงักไป รวมถึงความพยายามของนักการศึกษาหลายกลุ่มที่เสนอให้ปรับบทเรียนที่มีเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางปัจจุบันให้สอดคล้องกับการเสริมสร้างสมรรถนะให้นักเรียนได้ เมื่อนำแนวคิด Slow Pedagogy เข้ามาประกอบคงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย ทั้งต่อการออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาให้มีเป้าหมายที่ตัวผู้เรียนอย่างแท้จริง เนื้อหาหลักสูตรกระชับ มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จริง ๆ มีร่องรอยการเรียนรู้ที่วัดและประเมินได้ และนำไปสู่ผลลัพธ์คือคุณภาพผู้เรียนที่ถึงพร้อมด้วยความสามารถและสุขภาวะ

แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน

·   Carlsen, K., & Clark, A. (2022). Potentialities of pedagogical documentation as an intertwined research process with children and teachers in slow pedagogies. European Early Childhood Education Research Journal, 30(2), 200-212. https://doi.org/10.1080/1350293X.2022.2046838

·   Jukić, T. (2022). “Slow Pedagogy and Contemporary Teaching Strategies“. In Angeloska Galevska, N., Tomevska-Ilievska, E., Janevska, M., Bugariska, B. (eds.). Educational Challenges and Future Prospects: Conference Proceedings. International Scientific Conference “75th Anniversary of the Institute of Pedagogy – Educational Challenges and Future Prospects”, Ohrid, 16-18 May 2022. Skopje: Institute of Pedagogy Faculty of Philosophy, Ss. Cyril and Methodius University in Skopje, pp. 23-30. http://hdl.handle.net/20.500.12188/24972

·    Love, R. (2018). Taking it slow: enhancing Wellbeing through Philosophy for Children. In Parecidos de familia. Propuestas actuales en Filosofía para Niños. Family Resemblances. Current Trends in Philosophy for Children. (pp. 105-117).

ที่มา ; EDUCA

เกี่ยวข้องกัน

ครูเป็นผู้นำการสืบสอบหรือผู้ออกแบบให้สืบสอบ

บทความโดย วรเชษฐ แซ่เจีย         

ช่วงกลางปี 2565 ผู้เขียนได้ติดตาม ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และ อ. ดร.กรกนก เลิศเดชาภัทร จากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ไปเข้าร่วมกิจกรรมเปิดชั้นเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร 

รายละเอียดเกี่ยวกับชั้นเรียน          

ชั้นเรียนนั้นเป็นวิชาเคมี ระดับชั้น ม.ปลาย แผนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ครูผู้สอนได้ออกแบบใบงานมา 1 ชุด มี 2 หน้ากระดาษ มีจุดประสงค์เพื่อทบทวนความรู้เดิมก่อนจะเพิ่มเติมความรู้ใหม่ในคาบต่อไป แต่ลักษณะเด่นของใบงานนั้นก็คือ เป็นตารางเปล่า ให้นักเรียนเขียนระหว่างเรียน ตามที่คุณครูจะปล่อยคำถามเป็นลำดับ กิจกรรมดำเนินไปโดยนักเรียนจะได้เติมคำตอบและอภิปรายเป็นระยะ ๆ เกี่ยวกับคอนเซ็ปต์พื้นฐานเรื่องอะตอมและคุณสมบัติทางอนุภาคต่าง ๆ          

ที่ผู้เขียนหยิบยกชั้นเรียนนี้มาเล่าสู่กันฟังกับผู้อ่าน เป็นเพราะในช่วงการสะท้อนคิด (reflection) หลังการสังเกตชั้นเรียนนั้น มีคำคำหนึ่งที่สะดุดใจผู้เขียนเป็นอย่างมาก นั่นคือ “การสืบสอบ” เพราะชั้นเรียนนี้ คุณครูมีการยิงคำถามใส่นักเรียนทั้งห้องอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้นักเรียนได้ทบทวนความรู้เดิมด้วยกันกับเพื่อน และยังได้ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นผ่านการเขียน   

อย่างไรก็ตาม ผศ. อรรถพล ได้ชวนให้คิดถึงว่า การสรุปความคิดที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนนั้น เกิดจากการที่ครู (1) ส่งเสริมให้วิเคราะห์ (2) นำด้วยคำถามไปสู่การวิเคราะห์ หรือ (3) วิเคราะห์ให้ฟัง เพราะแม้จะมีคำว่าวิเคราะห์เหมือนกัน แต่บทบาทของครูและนักเรียนมีสัดส่วนที่ไม่เท่ากันแน่นอน ซึ่งจาก 3 ข้อข้างต้นนั้นก็มีระดับความยากง่ายแตกต่างกันไปด้วย 

การสืบสอบที่ควรเป็นมีลักษณะอย่างไร          

การจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบ หรือ Inquiry-based Learning (IBL) เป็นหนึ่งในวิธีการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถสืบค้นข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง และสรุปออกมาเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปใช้แก้ปัญหาได้ ซึ่งก่อนจะดำเนินการหาข้อมูล ครูผู้สอนมีหน้าที่ติดอาวุธทางความคิด นั่นคือชุดคำถามสำคัญหรือความสามารถในการตั้งคำถามที่ดี ก่อนจะไปค้นหาคำตอบที่ตรงประเด็น และสามารถนำไปใช้ได้กับทุกวิชา ไม่จำกัดเพียงวิชาวิทยาศาสตร์เท่านั้น          

โดยทั่วไป แต่ละแผนการสอนในแต่ละบทเรียนจะมีเป้าหมายที่ครูผู้สอนตั้งใจจะไปให้ถึง บางโอกาสที่ครูถามคำถามเท่าไร นักเรียนก็ไม่ตอบกลับมา ครูอาจใจร้อนอยากให้นักเรียนได้ข้อมูลที่ถูกต้อง จนเลือกอธิบายให้ฟังตรง ๆ ไปจนถึงขั้นเฉลยคำตอบ หากนั่นเกิดขึ้นกับชั้นเรียนของคุณครูบ่อย ๆ ก็คงน่าเสียดายที่ชุดข้อมูลดังกล่าวแม้จะถูกจดลงสมุด หรือมีการพูดย้ำในบทเรียนอื่น ๆ ด้วย แต่นักเรียนก็ไม่สามารถจดจำหรือเข้าใจเรื่องนั้น ๆ ได้ เพราะไม่ได้เกิดจากการขวนขวายค้นหาข้อมูล การให้เหตุผล นำไปสู่ข้อสรุปที่เกิดด้วยภาษาและความเข้าใจของตนเอง ฉะนั้นหากรีบร้อนสอนให้ครบก็อาจจะไม่ทำให้เกิดการสืบสอบอย่างที่ครูตั้งใจไว้          

Mark Baildon นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของสถาบันแห่งชาติด้านการศึกษา (NIE) ประเทศสิงคโปร์ เสนอว่ากลยุทธ์การใช้คำถามในชั้นเรียนนั้นควรเป็นไปเพื่อช่วยให้นักเรียนได้คิดจากหลากหลายแง่มุมก่อนสังเคราะห์ร่วมกันกับประสบการณ์เดิม จนสรุปออกมาเป็นข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลตามจุดยืนของตนเอง          

3 รูปแบบของการใช้คำถามที่ ผศ. อรรถพล เสนอไว้ข้างต้นนั้น จึงเป็นข้อเตือนใจสำหรับคุณครูทุกคนที่จะชวนให้ครูย้อนกลับมาคิดในขณะที่สอนว่า เรากำลังส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจบทเรียนนั้นจริงหรือไม่ และยังชวนให้กลับมาทบทวนและทำความเข้าใจผู้เรียนของตนว่ามีความแตกต่างกัน นำไปสู่การออกแบบบทเรียนที่มีความเฉพาะตัว แต่ก็มีความหมายสำหรับพวกเขาด้วย 

แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน

·    Baildon, M. (2021). Research findings on inquiry in classrooms: Implications for teaching and learning. OER Knowledge Bites Volume 15 (pp. 5–6). Singapore: National Institute of Education.

·    Department of Education, Australian Government. (n.d.). Inquiry-based Learning. https://www.education.gov.au/australian-curriculum/national-stem-education-resources-toolkit/i-want-know-about-stem-education/what-works-best-when-teaching-stem/inquiry-based-learning

·    ภรณี ลัคนาภิเศรษฐ์. (ม.ป.ป.). สร้างนักวิทยาศาสตร์ตัวจิ๋วได้ตั้งแต่ปฐมวัย ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบ (Inquiry-based Learning). EDUCA. https://www.educathai.com/knowledge/articles/401

 

ที่มา ; EDUCA

 

 

 

สรุปสาระสำคัญ 
บทความสะท้อนปัญหาครู “สอนไม่ทัน” จนมุ่งเร่งถ่ายทอดเนื้อหาเพื่อสอบ แม้ผู้เรียนอาจไม่เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง แนวคิด Slow Pedagogy เสนอให้ลดความเร่งรีบ เปรียบการเรียนรู้เหมือนการปรุงอาหารที่ต้องใช้เวลา เน้น “การรอคอย” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิด ทำความเข้าใจ และประยุกต์ความรู้ผ่านกิจกรรมที่มีความหมาย ครูจึงมีบทบาทเป็นผู้ออกแบบสถานการณ์การเรียนรู้ สังเกต และตั้งคำถาม มากกว่าการบอกคำตอบ ตัวอย่างการสอนคณิตศาสตร์แสดงให้เห็นว่า เมื่อใช้โจทย์เชิงสถานการณ์จริงและเปิดเวลาให้นักเรียนคิด จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจและการเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริงได้ แม้ข้อจำกัดด้านเวลา ครูสามารถแก้โดยโฟกัส “แกนความรู้/สมรรถนะหลัก” แล้วออกแบบกิจกรรมให้ครอบคลุม

อีกด้านหนึ่ง แนวคิด Inquiry-based Learning เน้นให้ผู้เรียนสืบค้น สร้างองค์ความรู้ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยครูใช้คำถามกระตุ้นการคิดอย่างเป็นระบบ หลีกเลี่ยงการเฉลยเร็วเกินไป เพราะจะลดโอกาสการเรียนรู้เชิงลึก ทั้งสองแนวคิดจึงสอดคล้องกันในการพัฒนาผู้เรียนให้คิดเป็น ทำเป็น และเรียนรู้อย่างมีความหมาย สามารถนำไปใช้พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะที่เน้นคุณภาพผู้เรียนระยะยาว

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 แนวคิด Slow Pedagogy มุ่งเน้นสิ่งใดมากที่สุด
ก. ความรวดเร็วในการสอน
ข. การให้ผู้เรียนจำเนื้อหา
ค. การใช้เวลาเพื่อพัฒนาความเข้าใจ
ง. การเพิ่มปริมาณเนื้อหา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น “เวลาและกระบวนการคิด” เพื่อความเข้าใจลึก

 

ข้อ 2 ปัญหาหลักของครูช่วงกลาง-ปลายเทอมคืออะไร
ก. นักเรียนขาดแรงจูงใจ
ข. สอนไม่ทันตามแผน
ค. ขาดสื่อการสอน
ง. หลักสูตรยากเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ “วิกฤตสอนไม่ทัน”

 

ข้อ 3 การเปรียบ Slow Pedagogy กับการทำอาหาร สื่อถึงอะไร
ก. ความประหยัด
ข. ความสะดวก
ค. ความต้องใช้เวลา
ง. ความซับซ้อน
เฉลย: ค
เหตุผล: การเรียนรู้ต้องใช้เวลาเหมือนการปรุงอาหาร

 

ข้อ 4 ข้อใดสะท้อนบทบาทครูตาม Slow Pedagogy
ก. บอกคำตอบทันที
ข. ใช้แบบฝึกสำเร็จรูป
ค. ตั้งคำถามและรอคอย
ง. สอนเนื้อหาให้ครบ
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูควรกระตุ้นและให้เวลาผู้เรียนคิด

 

ข้อ 5 การใช้โจทย์สถานการณ์จริงช่วยอะไร
ก. ลดเวลาเรียน
ข. เพิ่มคะแนนสอบ
ค. เชื่อมโยงชีวิตจริง
ง. ลดภาระครู
เฉลย: ค
เหตุผล: ทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและประโยชน์

 

ข้อ 6 หากครูรีบเฉลยคำตอบบ่อย จะเกิดผลอย่างไร
ก. นักเรียนเข้าใจมากขึ้น
ข. นักเรียนจำได้ดี
ค. ลดการคิดวิเคราะห์
ง. ประหยัดเวลา
เฉลย: ค
เหตุผล: ทำให้ผู้เรียนไม่เกิดกระบวนการคิด

 

ข้อ 7 Inquiry-based Learning เน้นอะไร
ก. การบรรยาย
ข. การท่องจำ
ค. การสืบค้นและสร้างความรู้
ง. การสอบแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

 

ข้อ 8 กลยุทธ์แก้ปัญหา “เวลาไม่พอ” ที่เหมาะสมคือ
ก. ลดกิจกรรม
ข. เร่งสอน
ค. เน้นเนื้อหาแกนหลัก
ง. เพิ่มการบ้าน
เฉลย: ค
เหตุผล: โฟกัสสมรรถนะหลักแทนปริมาณ

 

ข้อ 9 ข้อใดเป็นการสืบสอบที่มีคุณภาพ
ก. ครูอธิบายทั้งหมด
ข. นักเรียนคัดลอกคำตอบ
ค. นักเรียนตั้งคำถามและสรุปเอง
ง. ครูเฉลยทันที
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการสร้างความรู้ด้วยตนเอง

 

ข้อ 10 แนวคิดทั้งสองช่วยพัฒนาผู้เรียนด้านใดมากที่สุด
ก. ความจำ
ข. ความเร็ว
ค. สมรรถนะและการคิด
ง. การสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งพัฒนาความสามารถเชิงลึกและการใช้จริง

 
 

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น