
10 พฤษภาคม 2566 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวในการประชุมสัมมนา “Igniting Life Learning journey : จุดประกายเส้นทางการเรียนรู้” ที่จัดโดย บริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด (ไบร์ทเทอร์บี) โดยระบุว่า สมรรถนะที่จำเป็นต่อการทำงานอย่างมืออาชีพในปัจจุบัน สำหรับเด็กยุคใหม่นั้น ไม่ได้ต้องการความเก่งอย่างเดียว แต่ต้องทำงานมีความสุขด้วย โดยได้หยิบยก 3 ทักษะหลัก
· ทักษะที่ 1 คือ Critical skill ซึ่งเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการทำงาน ประกอบด้วย 2 ทักษะหลักคือ Hard Skill ซึ่งต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ และ Soft Skill หรือทักษะทางสังคม ที่นักศึกษาจำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้ และนำไปใช้ เพราะในการเรียนการสอน ถ้าให้ความสำคัญแต่วิชาการเพียงอย่างเดียว เมื่อต้องไปทำงานจริง จะอยู่ไม่ได้ ทำงานกับคนอื่นไม่ได้ และงานก็จะก้าวหน้าไม่ได้ด้วย
· ทักษะที่ 2 คือ Future skill คือการทำตัวเราให้พร้อมตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเราจะสามารถรับมือได้ โดยต้องมีความรู้ทั้งด้านกว้างและด้านลึก ยกตัวอย่าง อาชีพหมอ ความรู้เชิงลึกคือการแพทย์ การรักษาคน ขณะเดียวกันเมื่อไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ต้องอยู่กับคนทั้งอำเภอ ภาระหน้าที่ต้องทำมากกว่าหมอทั่วไป คือไม่ใช่แค่รักษาคนไข้ แต่ต้องเป็นผู้นำชุมชน ต้องมีความรู้เชิงกว้างด้วย การเตรียมพร้อมที่ปรับตัวได้เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ และคนแบบนี้จะเรียกได้ว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
· ทักษะที่ 3 Life Skill หรือ ทักษะชีวิต ถ้าเรามีทักษะชีวิตที่ดี การทำงานจะออกมาดีมาก ผลงานก็โดดเด่น มีความก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งการมีทักษะชีวิตคือ รู้ว่าเรามีเป้าหมายอะไร ความหมายของชีวิตเราคืออะไร เราเกิดมาเพื่ออะไร การมีทักษะชีวิตที่ดี จะรู้ว่าจะสามารถดูแลรับผิดชอบครอบครัวได้อย่างไร รู้ว่าอะไรดีไม่ดี และหากเรามีทั้ง 3 ทักษะนี้ ในสัดส่วนที่เหมาะสม งานก็จะก้าวหน้า ชีวิตก็จะมีความหมายและมีความสุข ซึ่งจะส่งผลให้คนรอบข้างเจริญตามไปด้วย
ขงจื๊อ ที่จำแนกคนออกมาเป็น 5 กลุ่ม เพื่อนำสู่วิธีการในการสร้าง วิญญูชน คนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอีกด้วย โดย คน 5 กลุ่มตามแนวคิดของขงจื๊อ ได้แก่
1. สามัญชน คือคนที่ไม่ค่อยอยู่ในระเบียบวินัย ทำอะไรไปตามอำเภอใจ ไม่รู้กฎเกณฑ์สังคมว่าคืออะไร เป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพาคนอื่น ทำงานได้แต่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
2. บัณฑิต เป็นกลุ่มที่พอจะรู้หลักเหตุผล ทำงานได้ เลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ แต่ยังไม่มีอะไรโดดเด่น ที่ทำให้เกิดผลกระทบคนอื่นได้ ความก้าวหน้าก็จะค่อยเป็นค่อยไป
3. ปราชญ์ สามารถทำงานที่อยู่ในทำนองคลองธรรม พูดจาน่าเชื่อถือ มีหลัก มีคุณธรรม มีอะไรที่เป็นแบบอย่างให้คนทั่วไปได้
4. วิญญูชน เป็นคนที่มีความรู้ มีความสามารถในการศึกษาเรียนรู้ บ่มเพาะคุณธรรม จริยธรรมของตัวเอง พูดจริง ทำจริง ไม่โกหก มีความสามารถที่ลึกล้ำหาคนเทียบได้ยาก
5. อริยบุคคล เป็นคนที่เก่งอย่างล้ำลึก และทำอะไรให้เกิดผลที่ยิ่งใหญ่ เกิดผลดีทั้งต่อครอบครัว องค์กร สังคม และทำผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้ก้าวหน้าและเจริญขึ้น โดยที่คนรอบข้างอาจไม่รู้ว่าเขาได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้ว
“ถ้าเราอยากได้คนที่อยู่ในกลุ่มวิญญูชน ก็ต้องพัฒนาคนให้มีสมรรถนะที่ตอบโจทย์ ไม่สร้างผลกระทบในแง่ลบให้กับตนเอง องค์กร และประเทศชาติ เกิดเป็นวงจรคุณธรรม คือพาคนให้ก้าวหน้า พัฒนาขึ้นทั้งหมด” ดร.กิติพงค์ กล่าว
สำหรับแนวทางการสร้างสมรรถนะให้กับเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงนิเวศการเรียนรู้ที่จำเป็นต่อการเติบโตของเด็ก ๆ ในยุคนี้ ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า การที่จะได้มาซึ่งสมรรถนะมีหลากหลายช่องทางมาก ตั้งแต่ช่องทางใหญ่ ๆ คือเรื่องการศึกษา ที่ใส่มาในหลักสูตร ต้องรู้วิธีการสอดแทรกเข้าไปผ่านกิจกรรม ที่ทำให้เกิด Learning by doing ทำให้เด็กมีทักษะ มีสมรรถนะ และมี Growth mindset ส่วนต่อมาคือ การเรียน ที่ต้องยึดเด็กเป็นตัวตั้ง ถ้าต้องการเห็นสมรรถนะอะไรในตัวเด็ก ต้องถอยกลับมามองว่าจะทำให้เกิดสมรรถนะนั้นต้องทำอย่างไร ซึ่งสิ่งที่จะช่วยได้เยอะคือ design thinking
“การ Learning by doing เป็นการเรียนโดยการลงมือลงมือปฏิบัติจริง จะเกิดผลอย่างมาก แต่ต้องมีคนคอยช่วยเป็นเมนเทอร์ เป็นโค้ช อาจารย์มีบทบาทสำคัญมาก แต่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองจากมาสเตอร์ เปลี่ยนเป็น facilitator หาวิธีสนับสนุนส่งเสริมเด็กแต่ละคนให้ไปในทิศทางที่พวกเขาสนใจ ให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนในชั้นเรียน ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กที่มีต้นทุนไม่เท่ากัน สามารถเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ สิ่งต่อมาคือการสร้างระบบนิเวศ สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ของเด็ก ต้องไปหาให้เจอว่าองค์ประกอบของระบบนิเวศ หรือ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และองค์ประกอบเหล่านั้นต้องปรับอย่างไร อีกทั้งตัวผู้บริหาร ครู ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ฝึกการเป็น facilitator การรับฟัง มองถึงจุดแข็งของเด็ก และหาแนวทางส่งเสริมอย่างเหมาะสม” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว
ที่มา ; แนวหน้า วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566
เกี่ยวข้องกัน
จุดประกายการเรียนรู้ในโลกการศึกษายุคใหม่ สอวช. ชี้ ต้องต่อยอด 3 ทักษะ สร้างสมรรถนะจำเป็นในการทำงานอย่างมืออาชีพ
บทความโดย Praornpit Katchwattana
“เป้าหมายของชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเรียนและการทำงานในโลกยุคใหม่นี้ ไม่ได้โฟกัสอยู่แค่ผลการเรียนที่เยี่ยมยอดในปลายทางเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังชี้วัดกันด้วยประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นระหว่างทางอย่างมีความสุขด้วย” สัจธรรมนี้คือสิ่งที่ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. ต้องการจะสื่อสารในการประชุมสัมมนา “Igniting Life Learning journey : จุดประกายเส้นทางการเรียนรู้” ที่จัดโดย บริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด (ไบร์ทเทอร์บี)
สอวช. ชี้ 3 ทักษะจำเป็น สร้าง Learn + Work Life Balance ให้คนรุ่นใหม่
โดย ดร.กิติพงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ขยายความต่อว่า “สมรรถนะที่จำเป็นต่อการทำงานอย่างมืออาชีพในปัจจุบัน สำหรับเด็กยุคใหม่นั้น ไม่ได้ต้องการความเก่งอย่างเดียว แต่ต้องทำงานมีความสุขด้วย และในยุคที่เกิดการดิสรัปขึ้นในทุกแวดวง โดยเฉพาะแวดวงการทำงาน ทำให้คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมี 3 ทักษะหลัก ที่ช่วยให้ให้ชีวิตการเรียน การทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิตนั้นเป็นไปด้วยความปกติสุข”
“ทักษะที่ 1 คือ Critical skill ซึ่งเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการทำงาน ประกอบด้วย 2 ทักษะหลักคือ Hard Skill ซึ่งต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ และ Soft Skill หรือทักษะทางสังคม ที่นักศึกษาจำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้ และนำไปใช้ เพราะในการเรียนการสอน ถ้าให้ความสำคัญแต่วิชาการเพียงอย่างเดียว เมื่อต้องไปทำงานจริง จะอยู่ไม่ได้ ทำงานกับคนอื่นไม่ได้ และงานก็จะก้าวหน้าไม่ได้ด้วย”
“ทักษะที่ 2 คือ Future skill คือ การทำตัวเราให้พร้อมตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเราจะสามารถรับมือได้ โดยต้องมีความรู้ทั้งด้านกว้างและด้านลึก ยกตัวอย่าง อาชีพหมอ ความรู้เชิงลึกคือการแพทย์ การรักษาคน ขณะเดียวกันเมื่อไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ต้องอยู่กับคนทั้งอำเภอ ภาระหน้าที่ต้องทำมากกว่าหมอทั่วไป คือไม่ใช่แค่รักษาคนไข้ แต่ต้องเป็นผู้นำชุมชน ต้องมีความรู้เชิงกว้างด้วย การเตรียมพร้อมที่ปรับตัวได้เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ และคนแบบนี้จะเรียกได้ว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง”
“ทักษะที่ 3 Life Skill หรือ ทักษะชีวิต ถ้าเรามีทักษะชีวิตที่ดี การทำงานจะออกมาดีมาก ผลงานก็โดดเด่น มีความก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งการมีทักษะชีวิตคือ รู้ว่าเรามีเป้าหมายอะไร ความหมายของชีวิตเราคืออะไร เราเกิดมาเพื่ออะไร การมีทักษะชีวิตที่ดี จะรู้ว่าจะสามารถดูแลรับผิดชอบครอบครัวได้อย่างไร รู้ว่าอะไรดีไม่ดี และหากเรามีทั้ง 3 ทักษะนี้ ในสัดส่วนที่เหมาะสม งานก็จะก้าวหน้า ชีวิตก็จะมีความหมายและมีความสุข ซึ่งจะส่งผลให้คนรอบข้างเจริญตามไปด้วย”
แชร์วิธีสร้าง “วิญญูชน” คนรุ่นใหม่ ตามแนวคิด คน 5 กลุ่มของขงจื๊อ
ในการเสวนาครั้งนี้ ผู้อำนวยการ สอวช. ยังได้ยกคำสอนของ ขงจื๊อ ที่จำแนกคนออกมาเป็น 5 กลุ่ม เพื่อนำสู่วิธีการในการสร้าง วิญญูชน คนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอีกด้วย โดย คน 5 กลุ่มตามแนวคิดของขงจื๊อ ได้แก่
1. สามัญชน คือ คนที่ไม่ค่อยอยู่ในระเบียบวินัย ทำอะไรไปตามอำเภอใจ ไม่รู้กฎเกณฑ์สังคมว่าคืออะไร เป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพาคนอื่น ทำงานได้แต่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
2. บัณฑิต เป็นกลุ่มที่พอจะรู้หลักเหตุผล ทำงานได้ เลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ แต่ยังไม่มีอะไรโดดเด่น ที่ทำให้เกิดผลกระทบคนอื่นได้ ความก้าวหน้าก็จะค่อยเป็นค่อยไป
3. ปราชญ์ สามารถทำงานที่อยู่ในทำนองคลองธรรม พูดจาน่าเชื่อถือ มีหลัก มีคุณธรรม มีอะไรที่เป็นแบบอย่างให้คนทั่วไปได้
4. วิญญูชน เป็นคนที่มีความรู้ มีความสามารถในการศึกษาเรียนรู้ บ่มเพาะคุณธรรม จริยธรรมของตัวเอง พูดจริง ทำจริง ไม่โกหก มีความสามารถที่ลึกล้ำหาคนเทียบได้ยาก
5. อริยบุคคล เป็นคนที่เก่งอย่างล้ำลึก และทำอะไรให้เกิดผลที่ยิ่งใหญ่ เกิดผลดีทั้งต่อครอบครัว องค์กร สังคม และทำผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้ก้าวหน้าและเจริญขึ้น โดยที่คนรอบข้างอาจไม่รู้ว่าเขาได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้ว
“ถ้าเราอยากได้คนที่อยู่ในกลุ่มวิญญูชน ก็ต้องพัฒนาคนให้มีสมรรถนะที่ตอบโจทย์ ไม่สร้างผลกระทบในแง่ลบให้กับตนเอง องค์กร และประเทศชาติ เกิดเป็นวงจรคุณธรรม คือ พาคนให้ก้าวหน้า พัฒนาขึ้นทั้งหมด” ดร.กิติพงค์ กล่าว
สำหรับแนวทางการสร้างสมรรถนะให้กับเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงนิเวศการเรียนรู้ที่จำเป็นต่อการเติบโตของเด็กๆ ในยุคนี้ ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า การที่จะได้มาซึ่งสมรรถนะมีหลากหลายช่องทางมาก ตั้งแต่ช่องทางใหญ่ๆ คือเรื่องการศึกษา ที่ใส่มาในหลักสูตร ต้องรู้วิธีการสอดแทรกเข้าไปผ่านกิจกรรม ที่ทำให้เกิด Learning by doing ทำให้เด็กมีทักษะ มีสมรรถนะ และมี Growth mindset ส่วนต่อมาคือ การเรียน ที่ต้องยึดเด็กเป็นตัวตั้ง ถ้าต้องการเห็นสมรรถนะอะไรในตัวเด็ก ต้องถอยกลับมามองว่าจะทำให้เกิดสมรรถนะนั้นต้องทำอย่างไร ซึ่งสิ่งที่จะช่วยได้เยอะคือ design thinking
“การ Learning by doing เป็นการเรียนโดยการลงมือลงมือปฏิบัติจริง จะเกิดผลอย่างมาก แต่ต้องมีคนคอยช่วยเป็นเมนเทอร์ เป็นโค้ช อาจารย์มีบทบาทสำคัญมาก แต่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองจากมาสเตอร์ เปลี่ยนเป็น facilitator หาวิธีสนับสนุนส่งเสริมเด็กแต่ละคนให้ไปในทิศทางที่พวกเขาสนใจ ให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนในชั้นเรียน ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กที่มีต้นทุนไม่เท่ากัน สามารถเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีความสุขได้”
“สิ่งต่อมาคือการสร้างระบบนิเวศ สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ของเด็ก ต้องไปหาให้เจอว่าองค์ประกอบของระบบนิเวศ หรือ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และองค์ประกอบเหล่านั้นต้องปรับอย่างไร อีกทั้งตัวผู้บริหาร ครู ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ฝึกการเป็น facilitator การรับฟัง มองถึงจุดแข็งของเด็ก และหาแนวทางส่งเสริมอย่างเหมาะสม” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว
แหล่งข้อมูล : รายงานข่าว เรื่อง ““ดร.กิติพงค์” ชี้สมรรถนะสำคัญสำหรับเด็กยุคใหม่ หนุนสร้างการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ยึดเด็กเป็นตัวตั้ง ลดความเหลื่อมล้ำ ปรับบทบาทครูอาจารย์จากผู้สอนเป็นเมนเทอร์” จากเว็บไซต์ สอวช.
ที่มา ; SALIKA
บทความกล่าวถึงแนวคิดของ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เกี่ยวกับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับคนยุคใหม่ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเน้นว่า “ความเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมด้วย” จึงเสนอ 3 ทักษะสำคัญ ได้แก่ 1) Critical Skill ประกอบด้วย Hard Skill และ Soft Skill ที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกับผู้อื่นและการปฏิบัติงานจริง 2) Future Skill คือความสามารถในการปรับตัว มีทั้งความรู้เชิงลึกและเชิงกว้าง เพื่อรองรับบทบาทที่เปลี่ยนไป เช่น การเป็นผู้นำ 3) Life Skill คือทักษะชีวิตที่ช่วยให้เข้าใจเป้าหมายชีวิต แยกแยะดีชั่ว และดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย
นอกจากนี้มีการอธิบายแนวคิด “คน 5 ระดับของขงจื๊อ” ตั้งแต่สามัญชนถึงอริยบุคคล โดยมุ่งพัฒนาคนให้เป็น “วิญญูชน” ที่มีคุณธรรม ความรู้ และความสามารถสูง พร้อมสร้างวงจรคุณธรรมในสังคม
ด้านการศึกษา เน้นการเรียนรู้แบบ Learning by Doing การใช้ Design Thinking การมี Growth Mindset และการปรับบทบาทครูจากผู้สอนเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดทั้งประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
แนวคิดหลักของบทความนี้สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก. เน้นความรู้วิชาการเป็นหลักเพื่อความสำเร็จ
ข. เน้นการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาชีพ
ค. เน้นสมรรถนะ การปรับตัว และความสุขในการทำงาน
ง. เน้นการสอบวัดผลเป็นตัวชี้วัดคุณภาพ
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้น 3 ทักษะและความสุขในการทำงาน ไม่ใช่แค่ความรู้หรือคะแนนสอบ
ข้อใดคือองค์ประกอบของ Critical Skill
ก. ความฝันและเป้าหมายชีวิต
ข. Hard Skill และ Soft Skill
ค. ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
ง. การบริหารเวลาและการเงิน
เฉลย: ข
เหตุผล: Critical Skill รวมทักษะเชิงเทคนิค (Hard) และทักษะสังคม (Soft)
Future Skill เน้นความสามารถใดมากที่สุด
ก. การท่องจำเนื้อหา
ข. การสอบแข่งขัน
ค. การปรับตัวและความรู้กว้าง-ลึก
ง. การทำงานเฉพาะด้านเดียว
เฉลย: ค
เหตุผล: Future Skill คือการปรับตัวและมีความรู้ทั้งลึกและกว้าง
Life Skill มีความสำคัญอย่างไร
ก. ทำให้สอบได้คะแนนสูง
ข. ทำให้มีรายได้สูงขึ้นทันที
ค. ช่วยให้เข้าใจเป้าหมายชีวิตและตัดสินใจดีขึ้น
ง. ทำให้เก่งเฉพาะด้านวิชาการ
เฉลย: ค
เหตุผล: Life Skill เกี่ยวกับความหมายชีวิตและการตัดสินใจเชิงคุณค่า
บทบาทใหม่ของครูตามบทความคือข้อใด
ก. ผู้ควบคุมชั้นเรียนอย่างเข้มงวด
ข. ผู้บรรยายเนื้อหา
ค. ผู้สอบวัดผล
ง. ผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ (facilitator)
เฉลย: ง
เหตุผล: ครูต้องเป็น facilitator สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน
แนวคิด Learning by Doing หมายถึงอะไร
ก. การเรียนจากตำราเท่านั้น
ข. การเรียนโดยลงมือปฏิบัติจริง
ค. การเรียนผ่านการสอบ
ง. การเรียนแบบแข่งขัน
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นประสบการณ์จริงผ่านการลงมือทำ
เป้าหมายของการพัฒนาคนตามแนวคิดขงจื๊อคือข้อใด
ก. สามัญชน
ข. บัณฑิต
ค. วิญญูชน
ง. พ่อค้า
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งพัฒนาไปสู่ “วิญญูชน” ที่มีคุณธรรมและความสามารถสูง
ข้อใดอธิบาย “วิญญูชน” ได้ถูกต้องที่สุด
ก. ทำงานตามคำสั่งเท่านั้น
ข. มีความรู้แต่ไม่ต้องมีคุณธรรม
ค. มีความรู้ คุณธรรม และพูดจริงทำจริง
ง. เน้นความร่ำรวยเป็นหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: วิญญูชนต้องมีทั้งความรู้และคุณธรรมสูง
Design Thinking ในบทความเกี่ยวข้องกับอะไร
ก. การสอบมาตรฐาน
ข. การออกแบบการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ค. การบริหารงบประมาณ
ง. การจัดลำดับคะแนน
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้ออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียน
เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาสมรรถนะตามบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา
ข. แข่งขันในระดับนานาชาติ
ค. สร้างคนเก่งเพียงด้านเดียว
ง. สร้างคนมีคุณภาพ มีความสุข และเกิดวงจรคุณธรรม
เฉลย: ง
เหตุผล: มุ่งทั้งคุณภาพชีวิต ความสุข และคุณธรรมในสังคม