
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงเตรียมของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนมีความสุขมากขึ้นหลังตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 นั้น ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตนได้สั่งให้หน่วยงานในองค์กรหลักฯไปวางแผนคิดโครงการที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ครูและนักเรียนแล้ว ซึ่งนอกจากมอบของขวัญปีใหม่ในปี 2565 ยังมีของขวัญวันครู ซึ่งรวมไปถึงของขวัญวันเด็กแห่งชาติให้แก่เด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศด้วย ทั้งนี้ ตนมีร่างแผนของขวัญปีใหม่ในเบื้องต้นแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเตรียมความพร้อม ดังนั้น เชื่อว่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ที่ถูกใจครู นักเรียนอย่างแน่นอน
“สำหรับของขวัญปีใหม่ที่ ศธ.เตรียมไว้ให้ครูและนักเรียนนั้นมีหลากหลายโครงการ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเด็กตกหล่น หรือเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นอย่างมากและสั่งให้ ศธ.เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่นด้วยการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลงให้ได้ เพราะในสถานการณ์โควิดก็พบข้อมูลเด็กหลุดจากระบบการศึกษาหลายคนเนื่อง จากการจ่ายเงินเยียวยาจำนวน 2,000 บาท ทำให้เห็นตัวเลขเด็กที่หายไปจากระบบการศึกษา ดังนั้น ในประเด็นเรื่องลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานี้อาจจะทำเป็นโครงการคิกออฟใหญ่ปักหมุดแก้ปัญหาลดความเหลื่อมล้ำของ ศธ.ด้วย แม้หลายหน่วยงานจะมีการดำเนินการมาแล้ว แต่อาจไม่เข้มข้นมากพอ ดังนั้น ศธ.จะเป็นสะพานส่งต่อเด็กตกหล่นให้เข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเต็มที่” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว.
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2564
ข่าวเกี่ยวกัน
สพฐ.ร่วม กสศ.พัฒนาระบบสารสนเทศ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา กันเด็กหลุดนอกระบบ
วันที่ 13 ธ.ค. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดประชุมชี้แจงการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศดูแลช่วยเหลือนักเรียนระยะที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ผ่านระบบ Zoom Meeting เพื่อให้ทราบถึงกรอบแนวทางการดำเนินงานและการขยายผลการทำงานร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส โดยมีครูประจำชั้น ครูแอดมินระบบโรงเรียน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 29 เขตพื้นที่นำร่อง เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้
ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เห็นความสำคัญของการส่งเสริมการจัดการศึกษาในแต่ละเขตพื้นที่ และร่วมกันออกแบบเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อจัดทำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย เพราะสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานคือข้อมูลของเด็ก จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะจัดการศึกษาที่ดีมีคุณภาพได้อย่างไร เราจำเป็นต้องมีต้นทุนที่เป็นข้อมูลนักเรียนรายบุคคล จากที่ผ่านมาหลายหน่วยงานได้ช่วยกันเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ จนมีประวัตินักเรียนที่บันทึกผ่านการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านดูสภาพความเป็นจริง ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญคือเรายังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบในลักษณะเครือข่ายที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งประเทศ จึงกลายเป็นว่าข้อมูลที่มียังคงกระจัดกระจายและใช้กันอยู่เพียงเฉพาะในหน่วยงานนั้นๆ
วันนี้เป็นโอกาสดีที่ สพฐ. กสศ. และมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ร่วมกันออกแบบโปรแกรมรวบรวมข้อมูลของนักเรียนทุกคน และมีแบบแผนการทำงานที่ลงรายละเอียดว่าจะเก็บข้อมูลด้านใด หรือจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่เราได้นำเทคโนโลยีมาช่วยสร้าง Big Data ซึ่งแสดงผลได้เลยว่าเด็กทุกคนไม่ว่าจะเรียนอยู่ตรงไหนในประเทศ ก็ยังสามารถติดตามได้ทั้งหมด
“ทั้งนี้ยังเชื่อมข้อมูลกับกระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะทำให้ทราบชัดเจนแยกแยะได้ว่า นักเรียนที่อยู่ในข้อมูลนั้นเป็นกลุ่มใด เช่น นักเรียนกลุ่มด้อยโอกาส กลุ่มพิการ กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษสามารถให้ความช่วยเหลือได้หมดและตรงจุด พร้อมอยากฝากให้ผู้ที่บันทึกข้อมูลทำโปรแกรมต่างๆ ตรวจสอบมากขึ้นด้วยว่า มีการเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่อย่างไร หากมีควรนำมาจัดเก็บไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการเก็บข้อมูลของนักเรียนเพื่อให้ความช่วยเหลือ ถือเป็นคุณูปการอย่างยิ่งสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลในอนาคตและเป็นประโยชน์อย่างมากในการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กนักเรียนในสังกัด สพฐ. ต่อไป พร้อมขอบคุณ กสศ. และ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ช่วยสร้างความร่วมมือเพื่อดูแลเด็กนักเรียน” ดร.อัมพร กล่าว
ด้าน นายนิสิต เนินเพิ่มพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สพฐ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน ประสานความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ดำเนินโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยทดลองระบบนำร่องระยะที่ 1 ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 29 แห่ง รวม 616 โรงเรียน ซึ่งประสบความสำเร็จในด้านการนำข้อมูลมาช่วยจัดทำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและนักเรียนยากจนพิเศษ ขณะนี้ได้มีการต่อยอดขยายผลใช้งานระบบสารสนเทศดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนให้มากขึ้น โดยเป็นการดำเนินงานไปสู่ระยะที่ 2 ทำให้มีโรงเรียนที่เห็นประโยชน์การดำเนินงานเข้าร่วมโครงการเพิ่มอีก 391 โรงเรียน รวมแล้วทั้งสิ้น 1,005 แห่ง โดยการเชื่อมโยงข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนอย่างมากที่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ในการพัฒนากำลังคนเพื่อไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไป
ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า การรับรู้ต้นทุนด้านข้อมูลทางการศึกษาได้ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัยจนไปสู่ชั้นเรียนที่สูงขึ้น จะสามารถทำให้เกิดการจัดสรรความช่วยเหลือแก่เด็กได้มากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต่อไปในอนาคต ซึ่งกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมทั้งในเขตพื้นที่การศึกษา 29 แห่งนี้ ถือเป็นผู้เบิกทางในการพัฒนาระบบในปี 2565 ต่อไป ซึ่งจากการเก็บข้อมูลในปี 2563-2564 ที่ผ่านมาพบว่า จากเด็กนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 1,235,000 คน มีเด็กที่ยังไม่สามารถกลับคืนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ประมาณ 54,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในชั้นเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ร้อยละ 47.54 รองลงมาคือชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากนี้จะมีการติดตามนักเรียนกลับคืนสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น
สำหรับข้อมูลดังกล่าวสะท้อนได้ว่า จากการเชื่อมต่อข้อมูลของทั้ง DMC และ CCT ทำให้รับทราบถึงสถานการณ์ของเด็กนักเรียนได้ปีละ 2 ครั้ง ส่งผลต่อการให้ความช่วยเหลือไปยังเด็กที่มีความสำคัญมากกว่าเดิม สามารถตามเด็กนักเรียนให้กลับคืนสู่ระบบการศึกษาได้ และยังช่วยลดภาระของครูได้อย่างมากอีกด้วย จากเดิมที่ต้องลงข้อมูลจดไว้ในสมุด ก็สามารถลงบันทึกไว้ในโปรแกรมรูปแบบ One Application และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นต่อไป
“การลงบันทึกข้อมูลเหล่านี้ก็ถือว่ามีความสำคัญ เพราะ กสศ. ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการให้ความช่วยเหลือกับนักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป อย่างเช่น ได้ร่วมนำส่งข้อมูลไปยังสถาบันระดับอุดมศึกษาผ่านระบบ TCAS โดยอัตโนมัติ ทำให้สถาบันการศึกษาได้รับทราบข้อมูลความยากจนของเด็กและนำมาสู่ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดมากกว่าเดิม ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถนำข้อมูลนี้มาใช้ประกอบการพิจารณาให้ทุนการศึกษาได้ต่อเนื่องทันที ขณะเดียวกันยังได้รายงานข้อมูลที่เก็บไว้ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนทำให้เกิดการระดมทุนให้ความช่วยเหลือแก่เด็กนักเรียนที่ยากจนได้มากขึ้น” ดร.ไกรยส กล่าว
ดร.ไกรยส กล่าวต่อว่า ข้อมูลที่เก็บไว้ในระบบสามารถนำมาใช้กับภาคการสาธารณสุขได้เช่นกัน โดยเฉพาะบางครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียง โดย กสศ. ได้ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้รับทราบถึงจำนวนผู้ป่วยในสถานะต่างๆ ที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น และยืนยันว่าการประชุมครั้งนี้ จะช่วยต่อยอด ขยายผล ให้มีการนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาใช้งานได้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในปีการศึกษา 2565 ต่อไป
นางสาวรักชนก กลิ่นเจริญ นักวิชาการ สำนักบริหารเงินอุดหนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ กสศ. กล่าวถึงกรอบแนวทางและปฏิทินการดำเนินงานโครงการ ระยะที่ 2 นี้ว่า จะดำเนินงานทั้งในมิติของการเชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนรายบุคคลจากระบบ DMC และ ข้อมูลการคัดกรองความยากจน ระบบ CCT เพื่อนำไปสู่การประมวลผลเพื่อทำงานช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายบุคคล คัดกรองความเสี่ยงของนักเรียนที่ครอบคลุมมิติอื่นๆ จำแนกกลุ่มนักเรียนให้ชัดเจนทั้ง กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง หรือนักเรียนที่มีปัญหา และการแจ้งเตือนแบบ Early Warning เพื่อนำมาสู่การให้ความช่วยเหลือแบบทันท่วงที พร้อมจุดเน้นการทำงานร่วมกันในเรื่องการถอดบทเรียนกลไกการทำงานระบบดูแลช่วยเหลือของสถานศึกษา เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนาแนวทางการทำงานสู่การติดตามการช่วยเหลือนักเรียน ด้วยการส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ภายในสถานศึกษา (School-Based Interventions) เพื่อให้ความช่วยเหลือมาถึงเด็กได้มากที่สุด ขณะเดียวกันยังได้เก็บรวบรวมความคิดเห็นของผู้ใช้งานและการพัฒนาระบบงานและระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับบริบทการทำงาน เพื่อปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคตต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังได้เปิดช่องทางการอบรมการใช้งานเครื่องมือสารสนเทศและประชุมแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอน ผู้ดูแลระบบ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษา ให้มีความเข้าใจในการดำเนินงานมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการอบรมผ่านระบบออนไลน์ และมีการพัฒนาระบบการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบ E-Learning เพื่อให้คุณครูผู้ปฏบัติงานสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะสามารถเปิดลงทะเบียนให้อบรมได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ หลังจากวันที่ 7 ธันวาคมเป็นต้นไป สถานศึกษาที่อยู่ในโครงการนำร่อง สามารถเริ่มดำเนินการบันทึกข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศ ทั้งการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และคัดกรองความเสี่ยงที่ครอบคลุมทุกมิติ โดยระบบนี้จะดำเนินการให้บันทึกข้อมูลได้จนถึงเดือนมีนาคม 2565
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2564
กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายจัด “ของขวัญปีใหม่” ให้ครูและนักเรียน โดยมุ่งแก้ปัญหาเด็กตกหล่นและหลุดออกนอกระบบการศึกษา ซึ่งทวีความรุนแรงในช่วงโควิด-19 ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำ โดยวางแผนดำเนินโครงการเชิงรุกและบูรณาการความร่วมมือหลายหน่วยงาน ควบคู่กับการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายบุคคล
ความร่วมมือระหว่าง สพฐ., กสศ. และมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้พัฒนาระบบ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนทั้งประเทศ ทำให้สามารถติดตาม คัดกรอง และช่วยเหลือนักเรียนได้ตรงจุด โดยจำแนกกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กยากจน เด็กพิการ หรือเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ พร้อมระบบ Early Warning ลดโอกาสหลุดออกจากระบบ
โครงการดังกล่าวช่วยลดภาระครู เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น เช่น สาธารณสุข และการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ (TCAS) เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การมีข้อมูลรายบุคคลที่ครบถ้วนเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน
ข้อ 1 นโยบายของ ศธ. ในบทความนี้มุ่งเน้นประเด็นใดเป็นหลัก
ก. เพิ่มเงินเดือนครู
ข. ลดภาระงานเอกสาร
ค. แก้ปัญหาเด็กตกหล่นและลดความเหลื่อมล้ำ
ง. ปรับหลักสูตรใหม่
ข้อ 2 สาเหตุสำคัญที่ทำให้เห็นปัญหาเด็กหลุดจากระบบชัดเจนขึ้นคือข้อใด
ก. การสอบ O-NET
ข. การจ่ายเงินเยียวยา 2,000 บาท
ค. การเปิดเรียนออนไลน์
ง. การย้ายครู
ข้อ 3 จุดเด่นของระบบ Big Data ทางการศึกษาคืออะไร
ก. ลดจำนวนครู
ข. เพิ่มการสอบ
ค. ติดตามนักเรียนได้รายบุคคล
ง. ยกเลิกการเรียนออนไลน์
ข้อ 4 การเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นมีประโยชน์อย่างไร
ก. ลดงบประมาณ
ข. เพิ่มการแข่งขัน
ค. ช่วยเหลือนักเรียนได้ตรงจุด
ง. ลดเวลาเรียน
ข้อ 5 ระบบ Early Warning มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
ก. เตือนครูมาสาย
ข. คัดกรองความเสี่ยงนักเรียนล่วงหน้า
ค. แจ้งผลสอบ
ง. ตรวจสอบงบประมาณ
ข้อ 6 ข้อมูลนักเรียนมีความสำคัญต่อการบริหารอย่างไร
ก. ใช้แทนครู
ข. ใช้กำหนดนโยบายและการช่วยเหลือ
ค. ใช้ลดเวลาเรียน
ง. ใช้เพิ่มวิชาเรียน
ข้อ 7 หากผู้บริหารต้องการลดเด็กหลุดระบบ ควรดำเนินการอย่างไร
ก. เพิ่มการสอบ
ข. ใช้ข้อมูลรายบุคคลวิเคราะห์และช่วยเหลือ
ค. ลดกิจกรรม
ง. ปิดโรงเรียน
ข้อ 8 ปัญหาสำคัญของระบบข้อมูลเดิมคืออะไร
ก. ข้อมูลมากเกินไป
ข. ข้อมูลไม่ถูกต้อง
ค. ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยง
ง. ไม่มีครูใช้งาน
ข้อ 9 การใช้เทคโนโลยีช่วยครูมีผลอย่างไร
ก. เพิ่มภาระ
ข. ลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพ
ค. ลดคุณภาพ
ง. ทำให้ข้อมูลหาย
ข้อ 10 แนวคิดสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือข้อใด
ก. ใช้มาตรฐานเดียวทุกคน
ข. ให้โอกาสเท่าเทียมตามบริบท
ค. ลดงบประมาณ
ง. เพิ่มการแข่งขัน
คลิกเฉลย >>>